จอมยุทธ์ซุปตาร์

    ตอนที่ 31 งานถ่ายโฆษณา 2 Re

            ไป่เจ๋อทำการลบเครื่องสำอางออกจากนั้นเขาเริ่มแต่งหน้าใหม่อีกครั้งตามธีมของน้ำหอมสีน้ำเงิน คือ ลึกลับกับน่าค้นหา ระหว่างการแต่งหน้า ช่างแต่งหน้าสาวคอยสังเกตและซักถามไป่เจ๋อเป็นระยะ

             

             

            ใช้เวลาไม่นานไป่เจ๋อก็แต่งหน้าเสร็จเขาลุกไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่เตรียมเอาไว้ ก่อนจะเดินออกไปจากห้องแต่งตัวในสายตาของช่างแต่งหน้าสาว ไป่เจ๋อเป็นนายแบบที่น่าทึ่งมาก เธอทำอาชีพนี้มาได้ 10ปีแต่ก็ยังไม่เคยเห็นนายแบบหรือนางแบบคนไหนมีฝีมือในการแต่งหน้าให้ตัวเองมากเท่าไป่เจ๋อมาก่อนเธอได้แต่หวังว่าช่วงเวลาที่ได้ร่วมงานกัน เธอจะสามารถเก็บเกี่ยวความรู้จากเขาให้ได้มากที่สุด

             

             

            เมื่อไป่เจ๋อเดินออกมาจากห้องแต่งตัวเขาก็สามารถดึงดูดสายตาทุกคู่ให้มองมาที่เขาได้อีกเช่นเคยไป่เจ๋อไปประจำที่ฉากอีกครั้ง

             

             

            เมื่อได้รับสัญญาณไป่เจ๋อเริ่มโพสท่าอีกครั้ง แต่คราวนี้สีหน้าท่าทางกับบรรยากาศที่สื่ออกมาของเขาดูลึกลับราวกับห้วงทะเลลึกและดูน่าค้นหาดุจขุมทรัพย์ที่รอถูกค้นพบช่างภาพยังคงรัวชัตเตอร์อย่างต่อเนื่องเพื่อไม่ให้พลาดแม้แต่การเคลื่อนไหวเดียว

             

             

            ช่างภาพรู้สึกตื่นเต้นมากเขาไม่เคยพบนายแบบที่มีความสามารถมากขนาดนี้แม้ฝีมือด้านการถ่ายภาพของเขาจะสู้พวกรุ่นใหญ่ในวงการไม่ได้แต่เขาก็มีฝีมือมากที่สุดในบรรดาช่างภาพหน้าใหม่ที่โดดเด่นตอนแรกที่เขารู้ว่านายแบบที่เขาต้องร่วมงานด้วยวันนี้เป็นนายแบบหน้าใหม่ทำให้เขารู้สึกหมดไฟในการทำงานแทบจะทันทีเพราะตัวเขาเคยถ่ายภาพให้กับนายแบบหน้าใหม่มามาก และทุกครั้งเขาจะต้องเหนื่อยในการบอกและจัดท่าทางให้กับนายแบบเหล่านั้น

             

             

            แต่วันนี้นายแบบที่เขากำลังถ่ายภาพอยู่ไม่สมควรเรียกว่าหน้าใหม่ แต่สามารถเรียกว่าเป็นมืออาชีพเก๋าประสบการณ์มากกว่านายแบบคนนี้รู้วิธีเล่นกับแสง รู้ว่าต้องจัดท่าทางอย่างไรให้ออกมาตรงกับธีมของงานมากที่สุด โดยไม่ต้องให้ช่างภาพอย่างเขาคอยบอกเลยสักนิด

             

             

            การถ่ายภาพจบลงไป่เจ๋อกล่าวขอบคุณช่างภาพก่อนจะเดินกลับไปที่ห้องแต่งตัวเขาเดินเข้ามานั่งหน้ากระจกและลบเครื่องสำอางออกแต่ยังไม่ทันที่ไป่เจ๋อจะลบเครื่องสำอางเสร็จทีมงานเคาะประตูและเดินเข้ามาพร้อมกับยื่นเอกสารให้ไป่เจ๋อ เขารับมาอ่านแล้วเงยหน้ามองหน้าทีมงานเหมือนจะถามเหตุผลเพราะตอนแรกเขาคิดว่าวันนี้จะมีถ่ายแค่ภาพนิ่งกับตัวสินค้าที่เป็นน้ำหอมอย่างเดียว

             

             

            “คือคุณเว่ยที่เป็นช่างภาพบอกว่าเพราะเธอทำงานได้เป็นมืออาชีพมาก งานเลยเสร็จเร็วกว่าที่วางแผนไว้เขาเลยอยากจะถ่ายภาพสำหรับใช้กับโปสเตอร์สินค้าครีมบำรุงผิวต่อเลยเธอจะปฏิเสธแล้วมาถ่ายตามกำหนดเดิมก็ได้นะ เพราะวันนี้งานของเธอจบแล้ว”ทีมงานกล่าว

             

             

            ทีมงานนั้นทำตัวสุภาพมากเพราะเขาไม่รู้ว่าไป่เจ๋อมีนิสัยเป็นยังไง นายแบบบางคนแม้จะยิ้มแย้มแต่หากมีอะไรไปสะกิดความไม่พอใจ เช่นขอให้ทำงานเพิ่มจากงานที่ตกลงกันไว้ในวันนั้นพวกนั้นจะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังเล็บขบทันที

             

             

            ไป่เจ๋อเมื่อได้รับคำตอบมาแบบนี้เขาก็พยักหน้า ก่อนจะอ่านรายละเอียดในเอกสารอย่างรวดเร็วสำหรับเขาที่ยังเป็นเพียงหน้าใหม่เขาไม่ควรเรื่องมากหากต้องการมีชื่อเสียงและได้ใจของทีมงาน หลังอ่านเอกสารแล้วไป่เจ๋อวางเอกสารลงและกล่าวกับทีมงาน

             

             

            “ตกลงครับพวกคุณเตรียมงานต่อได้เลย แล้วก็รบกวนเรื่องเสื้อด้วยนะครับเสื้อสำหรับถ่ายคู่กับสินค้าครีมบำรุงผิว ยังไม่ได้จัดไว้ให้น่ะครับ”ไป่เจ๋อบอกกับทีมงานด้วยน้ำเสียงเป็นกันเองก่อนที่จะเริ่มแต่งหน้าให้ตัวเองอีกครั้ง ทำให้ทีมงานรู้สึกดีกับไป่เจ๋อแถมยังเข้าใจว่าพวกเขาแค่ทำตามหน้าที่

             

             

            งานถ่ายภาพสำหรับโปสเตอร์ครีมบำรุงผิวผ่านไปได้ด้วยดีช่างภาพเว่ยเรียกไป่เจ๋อไปดูภาพที่ถ่ายวันนี้ทั้งหมดเขาให้ไป่เจ๋อเลือกภาพที่ดีที่สุด 3 ใบแล้วเขาจะปริ๊นท์ออกมาให้ไป่เจ๋อไว้เป็นที่ระลึกในวันพรุ่งนี้

             

             

            “นายเคยถ่ายแบบมาก่อนเหรอ”เมิ่งชิงชิง เดินเข้ามาถามไป่เจ๋อด้วยความสงสัย

             

             

            “ไม่เคยครับพี่ชิงชิงถามทำไมเหรอ” ไป่เจ๋อไม่คิดเมิ่งชิงชิงถึงถามเขาเพราะเธอก็เป็นมือใหม่ไม่น่าจะมีความรู้เกี่ยวกับงานด้านนี้สักเท่าไหร่

             

             

            “ฉันได้ยินพวกทีมงานคุยกันน่ะว่านายดูไม่เหมือนมือใหม่แต่เหมือนนายแบบมืออาชีพที่ผ่านงานมาแล้วหลายปี ฉันก็เลยถามว่าดูน่ะพวกเขาบอกว่านายแบบหน้าใหม่ส่วนใหญ่มักจะต้องให้ช่างภาพบอกว่าควรจะโพสท่าแบบไหนเพื่อให้องค์ประกอบภาพออกมาดีตามที่ช่างภาพต้องการ กรณีของนายวันนี้ช่างภาพไม่ได้พูดอะไร เอาแต่ถ่ายภาพนายอย่างเดียวพวกเขาเลยคิดว่านายเป็นคนที่ผ่านงานมาอย่างโชกโชนน่ะ” เมิ่งชิงชิงกล่าว

             

             

            “การถ่ายแบบนั้นจะดีหรือไม่ดีพื้นฐานคือตัวนายแบบจะต้องรู้จักร่างกายของตัวเองดี ตรงไหนที่ควรเสริมให้เด่นการใช้ตำแหน่งแสงที่เซ็ตให้เกิดประโยชน์ การถ่ายทอดอารมณ์ทั้งทางสีหน้าหรือแววตาต้องสื่ออารมณ์ความรู้สึกและบรรยากาศให้ตรงกับธีมที่ลูกค้าต้องการให้มากที่สุดนั่นคือที่ผมทำ” ไป่เจ๋อกล่าว

             

             

            “เฮ้ไป่เจ๋อ นายเสร็จงานแล้ว พวกเราไปกินข้าวกัน ฉันเลี้ยงเอง”มู่ซื่อเฉิงเดินเข้ามากอดคอไป่เจ๋อด้วยความเคยชิน ไป่เจ๋อได้แต่ทำใจบางครั้งเขาก็สงสัยว่ามู่ซื่อเฉิงคิดอะไรกับเขารึเปล่า เพื่อนผู้ชายในห้องคนอื่นยังไม่ตีซี้เขาขนาดนี้เลยนี่ทำให้เขาระแวงอีกฝ่ายนิด ๆ

             

             

            “ฉันสั่งข้าวมาแล้วนั่นไงมาพอดีเลย” ไป่เจ๋อชี้ไปทางเข้าสตูดิโอมีพนักงานส่งอาหารเดินเข้ามาพร้อมกับถุงใส่อาหารกล่องจำนวนมาก

             

             

            “ทุกคนครับมากินข้าวกันก่อนแล้วค่อยไปทำงานต่อ” ไป่เจ๋อปรบมือ พร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพทีมงานต่างวางงานของตนลง และมาช่วยกันจัดวางอาหารบนโต๊ะ

             

             

            “นายโทรสั่งตอนไหนเนี่ย”เมิ่งชิงชิงกล่าว ขณะที่ในมือของเธอกำลังถือกล่องใส่ข้าวผัดปูอยู่

             

             

            “ก่อนถ่ายภาพกับครีมบำรุงผิวน่ะ”ไป่เจ๋อตอบ

             

             

            “สุดยอดเลยไป่เจ๋อฉันได้ยินพวกทีมงานชมนายกันใหญ่ รอโปสเตอร์พวกนี้ออกมาก่อนเถอะนายได้กลายเป็นคนดังชั่วข้ามคืนแน่” มู่ซื่อเฉิงมีท่าทางตื่นเต้น

             

             

            “ฉันเองก็หวังว่าจะเป็นแบบนั้น”ไป่เจ๋อยิ้ม

             

             

            “อ้อไป่เจ๋อ ปู่เมิ่งเจี่ยโทรหาฉันเมื่อกี้ท่านบอกว่าอยากจะได้ภาพถ่ายของวันนี้ทั้งหมดไปดู เอาไงดี” เมิ่งชิงชิงกล่าวเธอค่อนข้างเกรงใจช่างภาพอยู่พอสมควร ทำให้ไม่กล้าเอ่ยปากขอ

             

             

            “ไม่มีปัญหาเดี๋ยวฉันจัดการให้” ไป่เจ๋อลุกไปหาช่างภาพเว่ย ก่อนจะจดบางอย่างให้กับช่างภาพไปแล้วเดินกลับมา

             

             

            “นายไปคุยอะไรกับเขาน่ะ”เมิ่งชิงชิงถาม

             

             

            “แค่ขอให้เขาส่งแฟลชไดร์ที่มีรูปทั้งหมดในวันนี้ไปตามที่อยู่ที่ผมจดให้น่ะผมไม่ได้บอกหรอกนะว่าสถานที่นั้นเป็นสตูดิโอของเทียนซานน่ะ” ไป่เจ๋อตอบ

             

             

            “แล้วบริษัทมู่เทียนเขาอนุญาตให้นายเอาภาพไปเหรอ”เมิ่งชิงชิงถาม

             

             

            “ผมขอคุณลุง(มู่เทียน) ไว้แล้วล่ะ”ไป่เจ๋อหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาโชว์ให้ดูว่าเขาขออนุญาตพ่อของมู่ซื่อเฉิงแล้วมีการส่งเอกสารเป็นลายลักษณ์อักษรมายืนยันให้เห็นในห้องแชทของเขา

             

             

            “เร็วชะมัดนายไปได้ไอดีแชทพ่อฉันตอนไหนเนี่ย” มู่ซื่อเฉิงถาม

             

             

            “วันก่อนที่นายขอให้ฉันช่วยเคลียร์เกมในมือถือให้ไงฉันเลยแอบดูแล้วก็เพิ่มเพื่อนเข้าไป” ไป่เจ๋อตอบ

             

             

            “นี่มันล่วงละเมิดสิทธิ์กันชัดๆ” มู่ซื่อเฉิงเริ่มงอแง

             

             

            “พูดแบบนี้อยากให้ฉันแฉไหมว่าในสมาร์ทโฟนนายนั้นมีภาพประโลมโลก...อุ๊บ”ไป่เจ๋อยังพูดไม่จบก็ถูกมือของมู่ซื่อเฉิงปิดปากส่วนเมิ่งชิงชิงหรี่ตามองมู่ซื่อเฉิงเหมือนกับกำลังมองคนโรคจิต

             

             

            “ไม่เอาน่าไป่เจ๋อนี่มันเรื่องส่วนตัวนะ อย่าพูดแบบนั้นสิฉันจะไปมีภาพแบบนั้นในเครื่องได้ยังไงกันล่ะ พี่สาวอย่าไปเชื่อที่ไป่เจ๋อพูดนะหมอนี่แค่อยากแกล้งผมเท่านั้นเอง” มู่ซื่อเฉิงพูดแก้ตัวเป็นพัลวัน

             

             

            “นายกับไป่เจ๋อเป็นคนลามกทั้งคู่สินะ”เมิ่งชิงชิงกล่าวเสียงเย็นเยียบ

             

             

            “ผมเปล่าซะหน่อยมีแต่พี่ชิงชิงนั่นแหละที่เอาเปรียบผมน่ะวันก่อนที่ศูนย์ฝึกอบรมพี่ยังจับกล้ามหน้าท้องผมเล่นอยู่เลย แถมยังลูบจน...”ไป่เจ๋อแสดงสีหน้าเขินอาย (ไป่เจ๋อ : ผมแหลได้อีกนะ หึหึ)

             

             

            “จะบ้าเหรอนั่นนายดึงมือฉันไปจับเองต่างหากล่ะ” เมิ่งชิงชิงรีบปฏิเสธ ใบหน้าเธอแดงก่ำเพราะเธอนึกถึงกล้ามหน้าท้องของไป่เจ๋อที่เธอได้สัมผัสในวันนั้นขึ้นมาในหัว

             

             

            “เอ๋พี่สาวกับไป่เจ๋อสนิทกันขนาด...ยอมให้จับ...แล้วเหรอ” มู่ซื่อเฉิงตาเป็นประกายขณะมองไปที่เมิ่งชิงชิงสลับกับไป่เจ๋อ

             

             

            “ไม่ใช่ย่ะเลิกคิดเลย เพื่อนนายชอบแกล้งพี่เป็นประจำ อย่าไปฟังมากล่ะ” เมิ่งชิงชิงกล่าว

             

             

            ทั้งไป่เจ๋อกับมู่ซื่อเฉิงหันมามองหน้ากันก่อนจะหัวเราะขึ้นปล่อยให้เมิ่งชิงชิงหน้าแดง เธอทั้งโกรธทั้งอาย ชีวิตเธอที่เคยสงบสุขตอนนี้มีตัวกวนเข้ามาในชีวิตเธอแล้ว จากนี้ชีวิตเธอคงหาความสงบสุขได้ยากซะแล้ว

             

             

            หลังมื้อกลางวันไป่เจ๋อกล่าวลาทีมงานทุกคน ก่อนจะแยกกับมู่ซื่อเฉิงเขากับเมิ่งชิงชิงขึ้นรถเพื่อกลับบ้าน ทันทีที่ขึ้นรถ ไป่เจ๋อปรับเบาะแล้วนอนทันทีโดยที่เมิ่งชิงชิงไม่ได้ว่าอะไรเขา เพราะเธอรู้ว่าวันนี้ไป่เจ๋อทำงานหนักจริง ๆ

             

             

            ระหว่างทางเมิ่งชิงชิงหยุดแวะที่ปั้มน้ำมันเพื่อลงไปซื้อน้ำ เธอหันมาทางไป่เจ๋อและพบว่าไป่เจ๋อยังคงหลับอยู่

             

             

            “ไป่เจ๋อนายจะเอาอะไรรึเปล่า ฉันจะลงไปซื้อให้” เมิ่งชิงชิงใช้มือเขย่าไป่เจ๋อแต่ลมหายใจของไป่เจ๋อยังคงสม่ำเสมอ บ่งบอกว่าชายหนุ่มตรงหน้าเธอยังคงหลับสนิทเธอมองไป่เจ๋อยามหลับทำให้เห็นว่าชายหนุ่มตรงหน้าดูไม่เหมือนเด็กมัธยมต้นเลยสักนิด เขาเหมือนชายหนุ่มที่อายุเท่ากับซีโม่มากกว่าอาจจะเพราะส่วนสูงที่สูงเกินวัยนั่นด้วย เธอค่อย ๆ เขยิบเข้าไปใกล้ ๆเพื่อดูหน้าไป่เจ๋อ

             

             

            “ทำไมผิวดีกว่าฉันอีกเนี่ย”เมิ่งชิงชิงกล่าวอย่างหงุดหงิด แต่ยังไม่ทันที่เธอจะได้ตั้งตัวไป่เจ๋อยกหัวขึ้นก่อนจะหันมาทางเธอ ริมฝีปากของเขาสัมผัสกับริมฝีปากของเธอเพียงชั่วพริบตาก่อนที่เขาจะลดหัวลงไปนอนเหมือนเดิมทิ้งให้เธอนิ่งค้างด้วยความตกใจไปชั่วขณะ

             

             

            เมื่อได้สติเธอฟังลมหายใจของไป่เจ๋อ และพบว่าไป่เจ๋อยังคงหลับสนิทดังนั้นเมื่อครู่น่าจะเป็นเพียงเหตุบังเอิญ เธอรีบตั้งสติก่อนจะลงจากรถไปซื้อน้ำดื่ม ด้วยใบหน้าเห่อร้อน

             

             

            หลังเมิ่งชิงชิงจากไปแล้วไป่เจ๋อที่ถูกคิดว่าหลับกลับหรี่ตาขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะยกยิ้มขึ้นอย่างพอใจและหลับตาลงอีกครั้งพร้อมกับปรับลมหายใจให้สม่ำเสมอเหมือนเดิม

             

             

            เมิ่งชิงชิงขับมาส่งไป่เจ๋อถึงอะพาร์ตเมนต์ในเวลา4 โมงเย็น ไป่เจ๋อยื่นเรื่องลาคลาสเรียนการแสดงถึง 5 วันติดตั้งแต่วันพุธถึงวันอาทิตย์ ดังนั้นเขาจึงกลับเข้าห้อง อาบน้ำ ซักผ้า และทำความสะอาดบ้านของเขาตามด้วยการทำอาหารเย็นให้พ่อกับแม่ที่น่าจะกำลังกลับมาอีกไม่นาน

             

             

            เสร็จแล้วไป่เจ๋อจึงเปิดเช็กอีเมลที่หัวหน้าห้องส่งมาเกี่ยวกับเนื้อหาการเรียนการสอนกับงานที่อาจารย์สั่งเมื่อพบว่าหัวหน้าห้องส่งอีเมลมาแล้ว เขารีบเปิดอ่านและเริ่มอ่านทำความเข้าใจบทเรียนที่อาจารย์สอนก่อนจะทำงานที่อาจารย์สั่ง แต่ท้ายอีเมลนั้นมีการบอกเขาเกี่ยวกับเรื่องต้าถงพวกของต้าถงที่ถูกพักการเรียนทั้งหมดรวม 10 คนกลับมาเรียนแล้ว

             

             

            หัวหน้าห้องเป็นกังวลเรื่องความสัมพันธ์ไป่เจ๋อกับเพื่อนในห้องหลังจากนี้ที่อาจจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมเมื่อพวกต้าถงกลับมาเรียนตามปกติไป่เจ๋อจึงตอบอีเมลกลับไปว่าเรื่องนี้เขาเข้าใจและจะหาทางแก้ด้วยตัวเอง

             

             

            ทางด้านเมิ่งชิงชิงหลังส่งไป่เจ๋อ เธอขับรถมาเยี่ยมปู่เมิ่งตงที่โรงพยาบาลเธอได้คุยกับคุณหมอแล้วว่าตอนนี้ปู่ของเธออาการดีขึ้นมากแล้วอีกไม่นานก็สามารถกลับบ้านได้ทำให้เธอดีใจมาก และรีบเดินไปยังห้องผู้ป่วยพิเศษที่ปู่ของเธอพักรักษาตัวอยู่

             

             

            ภายในห้องผู้ป่วยพิเศษ

             

            เมิ่งตงกำลังมองหลานสาวของเขาที่กำลังปอกแอปเปิลอย่างใจลอยเธอใจลอยขนาดที่ว่าปอกแอปเปิลจนถึงแกนตรงกลางที่มีเมล็ด

             

             

            “ชิงเอ๋อปู่จะได้กินไหมแอปเปิลน่ะ” เมิ่งตงยิ้ม

             

             

            เสียงของเมิ่งตงทำให้เมิ่งชิงชิงได้สติและมองไปที่แอปเปิลในมือสายตาเธอเบิกกว้าง นี่เธอปอกอะไรเนี่ย ปอกจนเหลือแต่แกน แล้วปู่เธอจะกินอะไร

             

             

            “ขอโทษค่ะคุณปู่หนูกำลังคิดอะไรอยู่น่ะค่ะ” เมิ่งชิงชิงหน้าแดงด้วยความอาย

             

             

            “หลานคิดอะไรอยู่ล่ะ”เมิ่งตงถาม หลานสาวของเขาไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน

             

             

            “เอ่อคุณปู่คะ ถ้าเวลาเราสัมผัสกับใครแล้วเหมือนมีกระแสไฟฟ้าแล่นไปทั่วตัวแม้เขาจะแกล้งเราให้โมโหบ่อย ๆ แต่เราก็ไม่เคยเกลียดเขาคนนั้นเลยหนูไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน เลยไม่รู้ว่ามันคืออะไรคุณปู่พอจะบอกหนูได้ไหมคะว่าความรู้สึกแปลก ๆ นี้มันคืออะไร” เมิ่งชิงชิงกล่าว

             

             

            เมิ่งชิงชิงพูดขณะที่นึกถึงไป่เจ๋อเธอคิดถึงตอนที่ริมฝีปากของเธอกับเขาสัมผัสกัน ความรู้สึกอุ่นวาบในหัวใจ รสหวานหอมที่ติดอยู่ตรงริมฝีปากยามคิดถึงเธอก็เผลอลูบริมฝีปากตัวเองอย่างแผวเบาแต่เธอไม่ได้บอกปู่ของเธอเรื่องจูบกับไป่เจ๋อโดยบังเอิญ

             

             

            ตอนนี้สีหน้าของเมิ่งตงนั้นดูจริงจังสีหน้าราวกับกำลังเจอปัญหาใหญ่ ถ้าเรื่องที่หลานสาวของเขาเล่ามาเป็นความจริงนั่นหมายความว่ามีคนกำลังจีบหลานสาวของเขาอยู่ ใช่แล้ว ใครมันช่างกล้าบังอาจจะมาพรากหลานสาวไปจากเขากัน

             

             

            “มันเป็นใคร”เมิ่งตงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ ใครคิดจะจีบหลานสาวเขาต้องผ่านเขาไปซะก่อน

    คล้ายกับเรื่องจอมยุทธ์ซุปตาร์ ที่คุณอ่าน