"เปลวอัคคีสีดำ.."
"เปลวอัคคีสีดำ....."
"เหตุใดเปลวอัคคีสีดำถึงได้อยู่ในดอกบัว ...นี่มันอะไรกัน...เปลวอัคคีกำเนิดบนดอกบัวโดยมิได้มอดดับ..."
"หรือ...หรือว่าจะเป็น...ไฟวิเศษ.."
"อา..ใช่..ต้องใช่ไฟวิเศษแน่... ข้าคล้ายเคยได้เห็นได้ยินจากที่ใดกัน"
กังหลงสำรวมจิตหวนนึกทบทวน....ทันใดในทะเลแห่งจิตได้เกิดอักขระสีทองลอยขึ้นมา..
"เคล็ดวิชาระดับเลิศล้ำมายาสวรรค์กลืนอัคคีวิเศษ"
เห็นเช่นนั้นกังหลงยินดียิ่ง ก่อนหน้านี้ด้วยความรีบเร่งขณะอยู่ในปล่องภูเขาไฟภายในทะเลลาวาของใจกลางหอชั้นที่หนึ่ง กังหลงเพียงซึมซับคัมภีร์และกลืนกืนเม็ดพลังความรู้ยังมิได้ศึกษาอย่างแท้จริง
บัดนี้เมื่อมีโอกาสจึงสำรวมจิตซึมซับเม็ดพลังความรู้ จนทราบรายละเอียดว่า เคล็ดวิชาระดับเลิศล้ำมายาสวรรค์กลืนอัคคีวิเศษ เป็นวิชาการเรียนรู้และครอบครองหลอมรวมไฟวิเศษในพิภพมาใช้เป็นพลังของตน เพื่อใช้ในการปรุงโอสถและสามารถใช้ในการต่อสู้ป้องกันตัวได้เช่นกัน เบื้องต้นคือการหาไฟวิเศษเพื่อครอบครอง
การจะครอบครองได้มีสองวิธีคือความสามารถทางกายสำหรับผู้ที่สามารถต่อกรกับไฟวิเศษได้โดยมิมีอันตราบใดกลืนกินหลอมรวมเป็นพลังปราณและสามารถเรียกใช้งานได้ตามใจปรารถนา อีกวิธีคือการใช้โอสถที่มีประสิทธิภาพในการต้านทานไฟวิเศษกลืนกินหลอมรวมเข้ากับพลังปราณของตนเช่นกัน
เมื่อทราบรายละเอียดเช่นนี้กังหลงถึงกับยิ้มกริ่มในทันทีมิกังวลใด ๆ เนื่องจากตนเคยได้กลืนกินเม็ดพลังธาตุอัคคีโลกันต์อเวจีผู้ซึ่งเป็นราชาแห่งอัคคีทั้งปวงเข้าไปแล้ว ใยต้องมาเกรงกลัวอัคคีอื่นใดอีกเล่าต่อให้เป็นไฟวิเศษ ไฟวิเศษก็จัดอยู่ในกลุ่มของอัคคีชนิดหนึ่งย่อมร้อนแรงมิเทียบเท่าสิ่งที่เรียกว่าว่าราชาแห่งอัคคีทั้งปวงเป็นแน่
มิลังเลมิรีรอใด ๆ กังหลงเหินกายตรงไปยังดอกบัวสีดำ เมื่อเข้าใกล้พบเห็นไฟวิเศษสีดำทำท่าจะเคลื่อนหนี กังหลงแผ่พลังปราณอัคคีโลกันต์อเวจีออกไปทันที เมื่อสัมผัสถึงกลิ่นอายของอัคคีโลกันต์อเวจี ไฟวิเศษสีดำถึงกับสั่นสะท้านคล้ายหวาดกลัวมิกล้าขยับเขยื้อนไปไหน กังหลงตัดสินใจจับและส่งเข้าปากในทันทีรู้สึกอุ่นสบายตั้งแต่ปากจนไปถึงช่องท้อง หันมองดอกบัวสีดำที่มิเคยพบมาก่อนคงต้องเป็นของวิเศษเช่นกันจึงถอนออกมาทั้งต้นทั้งรากหมดทั้งกอพร้อมเก็บดินสีดำเพิ่อไว้เลี้ยงบัวสีดำนี้ต่อไป
หลังจากเก็บดอกบัวสีดำเข้าแหวนมิตินิลกาลจน์เรียบร้อยกังหลงเหินกายกลับมาทรุดนั่งเข้าฌาณ เพื่อหลอมรวมไฟวิเศษตามแนวทางของคัมภีร์ทันที ชักนำพลังปราณอัคคีสีแดงเพลิงจากจักระธาตุอัคคีเข้าห่อหุ้มเปลวเพลิงสีดำไว้ค่อย ๆ หลอมรวมจนกลายเป็นเนื้อเดียวกันหมุนวนรอบกายครบหนึ่งร้อยแปดรอบและชักนำเข้าสูจุดจักระธาตุอัคคี พลังปราณแผ่ซ่านไปทั่วตัว กังหลงลืมตาขึ้น บัดนี้ในดวงตาปรากฎประกายอัคคีสีดำดุจมุกสีนิลขึ้นเลือนลาง หงายฝ่ามือขึ้นกำหนดปราณความร้อนขึ้นบนฝ่ามือ
"พรึ่บ !!"
พลันปรากฎอัคคีสีดำร้อนแรงขึ้นบนฝ่ามือของกังหลงวิ่งสู่ปลายนิ้ว กำหนดเรียกและเก็บชั่วครู่ก็ชำนาญเป็นไปตามจิตปรารถนา กังหลงทดลองเรียกอัคคีสีดำออกมาขนาดกำปั้นหลอมรวมเป็นก้อนในฝ่ามือและขว้างไปยังสระน้ำเบื้องหน้า
"บึ้ม..!!"
ทันทีที่ดวงไฟตกกระทบผิวน้ำได้เกิดเสียงระเบิดดังสะเทือนเลื่อนลั่นสนั่นหวั่นไหวจนหอชั้นที่สิบเกือบพังทลายลง เกิดเป็นหลุมใหญ่ขนาดยี่สิบก้าว สระน้ำขนาดยี่สิบก้าวก่อนหน้านี้สูญสลายหายไปสิ้น น้ำเหือดแห้ง มิหลงเหลือสักหยด กังหลงถึงกับตกตะลึงในแรงทำลายล้างของอัคคีวิเศษสีดำชนิดนี้ มิทราบว่าชื่ออย่างไร เห็นที่ต้องหาเวลาศึกษาค้นคว้าไฟวิเศษบ้าง เพราะพลังทำลายล้างช่างรุนแรงยิ่ง หากสามารถคิดค้นท่าโจมตีที่ผสานกันกับเปลวเพลิงได้ มิทราบจะเป็นไม้ตายที่น่ากลัวปานใด
หลังจากฝึกปรือพอเป็นที่เข้าใจ กังหลงสำรวจดูหอชั้นที่สิบแล้วมิมีสิ่งใดน่าสนใจอีกจึงมุ่งไปยังตำแหน่งประตูซึ่งมีลักษณะเป็นม่านพลัง ทันที่ที่ก้าวเข้าสู่ม่านพลังกลับพบกับโต๊ะตัวหนึ่ง บนโต๊ะวางไว้ด้วยแผ่นศิลาที่มีข้อความ พร้อมกับตราสีทองขนาดฝ่ามือมีอักษรสลักคำว่า นิรทุกข์ แผ่นศิลามีข้อความเขียนไว้
"สำหรับผู้มีวาสนาที่ก้าวผ่านการทดสอบหอนิรทุกข์ หอนิรทุกข์เป็นเพียงบททดสอบเพื่อคัดเลือกผู้ที่มีคุณสมบัติจะรับภารกิจสำคัญของดินแดนที่ห่างไกล เพื่อกอบกู้ชะตากรรมของมนุษย์ ผู้ที่จะสามารถพิชิตหอนิรทุกข์ได้ต้องเป็นผู้ที่มีวาสนาได้ครอบครองราชาแห่งอัคคี จึงจะสามารถครอบครองไฟวิเศษทมิฬนิลกาลจน์ที่ถือกำเนิดมาจากบัววิญญาณทมิฬที่มีอายุมากกว่าหนึ่งพันปี หากมิอาจครอบครองราชาแห่งอัคคีย่อมไร้วาสนาจะพิชิต "นิรทุกข์" ผู้มีวาสนาที่ผ่านการทดสอบจนสามารถพิชิตไฟวิเศษทมิฬนิลกาลจน์ ขอให้เก็บบัววิญญาณทมิฬที่มีอายุเกินหนึ่งพันปีนี้ปลูกเลี้ยงรักษาไว้ด้วย ภายภาคหน้าย่อมจะมีคุณอนันต์สำหรับผู้มีบัววิญญาณทมิฬไว้ครอบครอง แผ่นป้ายนิรทุกข์นี้ให้เก็บติดตัวไว้เมื่อใดที่มีความสามารถเพียงพอไปถึงดินแดนแห่งผู้กล้า สามารถใช้แผ่นป้ายนิรทุกข์นี้เป็นใบเบิกทางเพื่อเข้าเรียนรู้วิชาฝีมือที่เลิศล้ำยากต่อกร เมื่อหยิบป้ายออกจากโต๊ะ หอนิรทุกจะสลายหายไปในทันทีพลังทั้งมวลของหอจะสลายสิ้น ผู้ครอบครองป้ายนิรทุกข์จะถูกส่งตัวออกไปเช่นกัน ขอให้ยึดถือคุณธรรมเป็นที่ตั้ง เมื่อมีกำลังพอให้เสาะหาเส้นทางสู่ดินแดนผู้กล้า"
อ่านจบกังหลงเก็บแผ่นป้ายนิรทุกข์ไว้ในแหวนมิติทันที เมื่อแผ่นป้ายนิรทุกข์ถูกหยิบออกจากโต๊ะ หอนิรทุกข์เกิดการสั่นสะเทือนและเริ่มเลือนลางพร้อมกับร่างของกังหลงจนหายไปในที่สุด
"วิ้ง..วิ้ง !!"
หน้าจอแสดงผล ผู้คนรอบนอกที่เฝ้ามองจอแสดงผล ต่างชมดูอย่างเงียบงัน จุดสีเหลืองแปดจุดลดจำนวนลงเรื่อย ๆ จนหลงเกลือเพียงจุดเดียวแล้วเคลื่อนที่ต่อไปยังชั้นที่สิบในทันที เมื่อเป็นเช่นนี้เริ่มมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังขึ้น
"จุดสีเหลืองผ่านไปถึงหอชั้นที่สิบแล้ว ..โอไม่น่าเชื่อ .."
"นั่นมันหอชั้นที่สิบเชียวนะ .."
"คงน่าเสียดายหากข้ามิได้มาชมเป็นพยานในการทดสอบในครานี้ ..นี่คงนับเป็นคราแรกในรอบหนึ่งพันปีแน่ ที่มีผู้ทดสอบสามารถผ่านไปถึงหอชั้นที่สิบ แต่มิทราบผู้ทดสอบผู้นี้จะสามารถผ่านหอชั้นที่สิบไปได้อย่างราบรื่นรึไม่"
"................."
"บึ้ม...!!"
"เกิดอะไรขึ้น...นั่นเสียงอะไร..?"
"หอนิรทุกข์สั่นสะเทือนจวนจะพังทะลายอีกแล้ว"
"งะ..!!..เกิดอะไรขึ้น ทำไมหอนิรทุกข์พยายมถึงเลือนหายไปแล้ว "
"โอ..จุดสีเหลืองบนจอแสดงผลหายไปเช่นกัน ..หรือการทดสอบจะสิ้นสุดแล้ว"
"หอนิรทุกข์พยายมหายไปไหนแล้ว..!!"
"นั่น..!!.มีคนถูกส่งออกมาอีกคนแล้ว...โอ..เป็น.เทพบุตรอัสนีผู้นั้น..ใช่แน่ ๆ ข้าจำได้ "
"เทพบุตรอัสนี.."
ทันที่ที่ร่างกังหลงถูกส่งออกมาก็มีของรางวัลกระพริบแสงปรากฎขึ้นตรงหน้าเมื่อรับมาดูพบเห็นเป็นเม็ดพลังหนึ่งเม็ดพร้อมม้วนคัมภีร์โบราณหนึ่งม้วนจึงรีบเก็บไว้ในแหวนมิติทันที
กังหลงถูกส่งออกมายังตำแหน่งที่สตรีทั้งสองยืนอยู่ ทั้งนงคราญสุรางค์สวรรค์เหมี่ยวเซี๊ยะและหยางเสี่ยวเอ๋อร์ต่างหันมองไปที่บุรุษหนุ่มที่ถูกส่งออกมาใกล้กับพวกตนทั้งสองนั้นหลังจากขอยอมแพ้ก็ถูกส่งออกมายังตำแหน่งนี้มิได้ไปไหนยังคงยืนอยู่ที่เดิม มองดูจอแสดงผลที่มีจุดสีเหลืองเคลื่อนไหวตั้งแต่ชั้นที่หนึ่งจวบจนสิ้นสุดชั้นที่สิบ