ตอนที่ 56:โดนตบหน้า
หลางเวิ่นซิงโอนห้องนี้ให้กับหลิวจือเซีย ทำเลนั้นไม่เลวเลยจริงๆ ทางเหนือจรดใต้ยิ่งไม่ต้องพูดถึง อยู่บนชั้นแปดของอาคารหมายเลขแปดไม่สูงหรือต่ำเกินไป เปิดรับแสงได้ดีเยี่ยม
ตั้งแต่ออกจากร้านหนังสือซินฮัวหลิวจือเซียก็ได้ซื้อผลไม้และผักบางส่วนจากซุปเปอร์มาร์เก็ตพาเยว่เยว่มายังชุมชนซานสุ่ย อาคาร 8 ชั้น 8 ห้อง 801
เพราะชั้นนี้มีลักษณะเหมือนบ้านที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ดังนั้นจึงมีเพียงสองห้องเท่านั้น พูดได้ว่า ห้อง 801 คือห้องของหลิวจือเซียส่วนหลางเวิ่นซิงคือห้องหมาย 802
“ว้าว คุณพ่อ ระเบียงกว้าง มากเลยค่ะ ! ”
เมื่อหลิวจือเซียใช้กุญแจไขเปิดประตูกันขโมยของห้อง 801ตามมาด้วยเสียงที่เจือไปด้วยความดีใจของเยว่เยว่ดังขึ้น
เมื่อเปิดประตูเดินเข้าไปสิ่งแรกที่ดูสะดุดตาคือระเบียงที่มีพื้นที่กว้างขวางทั้งระเบียงต่างใช้กระจกนิรภัยกันตกกั้นไว้โดยรอบ จนกลายเป็นห้องอาบแดดที่มีพื้นที่มากถึง20 ตารางเมตร
ขวามือของประตู เป็นตู้ตั้งพื้นสีฟ้าอ่อน 8 ชั้นตู้หนึ่งล่างสุดของตู้ตั้งพื้นคือชั้นใส่รองเท้า ตรงกลางว่างเปล่าน่าจะเป็นส่วนเก็บของจิปาถะ ด้านบนสุดก็ว่างเปล่าเช่นกัน
ซ้ายมือของประตู มีเก้าอี้โยกตั้งอยู่สองตัวตั้งอยู่ ตรงกลางของเก้าอี้โยกเป็นโต๊ะน้ำชาทำขึ้นจากตอไม้หยาบๆ ซึ่งมีเครื่องคอมพิวเตอร์บลูเบอร์รี่รุ่นใหม่ล่าสุดหนึ่งเครื่องรวมทั้งโน๊ตบุ๊คบลูเบอร์รี่หนึ่งเครื่องวางอยู่บนโต๊ะน้ำชานั้น
หลิวจือเซียมองเยว่เยวด้วยสีหน้าตื่นตกใจ แล้วถามว่า “เยว่เยว่ชอบระเบียงนี้ไหม ? ”
“อื้อ ๆ ! ” เยว่เยว่พยักหน้าหงึกหงัก “หนูชอบระเบียงนี้มากแล้วก็เก้าอี้โยกตัวนี้ ! คุณพ่อ หนูอยากมีเก้าอี้โยกแบบนี้มานานแล้วเมื่อก่อนตอนที่อยู่กับคุณแม่ แม่มักอุ้มหนูมานั่งเล่านิทานอยู่บนเก้าอี้โยก”
“ต่อไปพ่อจะอุ้มหนูมาฟังนิทานบนเก้าอี้โยก ดีไหม ? ” หลิวจือเซียยิ้ม
“ดีที่สุด ! ” ใบหน้าเล็ก ๆ ของเยว่เยว่คลี่ยิ้มออกมา
“ไปกันเถอะ เราเข้าไปดูกัน ! ”หลิวจือเซียนำทางเยว่เยว่เดินผ่านระเบียงเข้าไป
หลังจากผ่านระเบียงที่จะนำทางไปสู่ตำแหน่งของตัวห้องแล้วก็ยังมีประตูอีกหนึ่งบาน หลังจากที่ผลักเข้าไปก็เจอกับห้องนั่งเล่น
เพราะทั้งชั้นนี้มีแค่สองห้อง จึงมีพื้นที่ส่วนกลางเพียงแค่ 180กว่าตารางเมตร อย่างไรก็ตามพื้นที่ใช้งานจริง ๆ คงมีเพียง 177-178 ตารางเมตร
ทั้งยังเหลือพื้นที่ว่างมากมายสำหรับตกแต่งภายในห้องนี้อีกด้วย
ห้องรับแขกของห้องนี้กว้างขวางมากการออกแบบโดยรวมเน้นไปทางจีนเสียส่วนใหญ่ พื้นห้องถูกปูด้วยไม้จริงและมีความทนทานมีชุดโซฟาไม้สีน้ำตาลแดงชุดหนึ่งวางอยู่กลางห้องรับแขก
ภายนอกห้องรับแขก ยังมีพื้นที่ว่างคล้ายกับระเบียงตรงทางเข้า
ที่นี่ถูกออกแบบเป็นห้องดนตรี
ด้านซ้ายมีเปียโนหนึ่งหลัง ส่วนด้านขวามีเก้าอี้บาร์สองตัวกำแพงถัดไปมีกีตาร์แขวนอยู่หนึ่งตัว เคาน์เตอร์เล็ก ๆขนาดครึ่งเมตรถูกเจาะเข้าไปในผนัง ซึ่งบนเคาน์เตอร์ก็มีขาตั้งกล้องยืดหยุ่นกล้องถ่ายวิดีโอความละเอียดสูง รวมทั้งไมโครโฟนวางอยู่
ด้านขวาของห้องรับแขก มีบันไดสามขั้นเมื่อเดินลงไปก็จะเป็นห้องอาหาร
ภายในห้องอาหารมีโต๊ะหินอ่อนขนาดใหญ่วางอยู่หนึ่งตัวถัดจากโต๊ะอาหารก็เป็นตู้เก็บไวน์หนึ่งตู้ด้านบนมีไวน์และเหล้านอกวางอยู่สองสามขวด คาดว่าคงจะเป็นไวน์ที่หลางเวิ่นซิงซื้อมา
ผ่านห้องอาหารไปก็เป็นห้องครัว ที่มีอุปกรณ์ทุกอย่างครบครัน
เครื่องดูดควันและเตาแก๊สล้วนถูกติดตั้งไว้พร้อมสมบูรณ์ซึ่งด้านล่างของเตาแก๊สนั้นยังมีตู้ฆ่าเชื้อแบบโปร่งใสอีกหนึ่งตัวภายในมีอุปกรณ์ทานอาหารและแก้วที่ใช้สำหรับดื่มไวน์หลากหลายรูปแบบ
หลิวจือเซียถือโอกาสวางผลไม้และผักที่ถืออยู่ในมือไว้บนโต๊ะแล้วตั้งใจเดินมาลองเปิดเตาแก๊สโดยเฉพาะ ไม่อยากจะบอก ขนาดจุดไฟยังเร็วเลย
ผ่านห้องครัวไปก็จะเป็นห้องน้ำภายในห้องน้ำมีการติดตั้งเครื่องทำน้ำอุ่นไว้แล้ว และยังมีอ่างอาบน้ำสำหรับแช่น้ำขนาดใหญ่อีกด้วย
จากนั้นก็ออกจากห้องน้ำแล้วกลับเข้าไปด้านในนอกจากห้องหนังสือที่ถูกออกแบบอย่างดีแล้ว ก็ยังมีห้องนอนอีกสามห้องซึ่งห้องนอนเหล่านั้นต่างหันไปทางทิศใต้ แสงที่สาดส่องเข้ามาถือว่าดีมากทีเดียว
และสิ่งที่คุ้มค่าคือในห้องนอนหลักมีหน้าต่างสูงขนาดใหญ่หนึ่งบานซึ่งหน้าต่างนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อทำเป็นมุมน้ำชาบนพื้นถูกปูด้วยเบาะรองนั่งสำหรับการชงชา มีหมอนสี่เหลี่ยมสำหรับเอนหลังสีฟ้าอีก7-8 ใบ ตรงกลางถูกวางด้วยโต๊ะน้ำชาลายตารางหมากรุกหนึ่งตัว ด้านบนมีอุปกรณ์ชงชาครบครัน
แน่นอนว่า ภายในทั้งห้อง เฟอร์นิเจอร์เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างถูกติดตั้งอย่างครบครัน ห้องนอนทุกห้องมีการติดตั้งแอร์มีทีวีแขวนอยู่บนผนัง ภายในห้องรับแขกก็ยังติดตั้งสมาร์ททีวีรวมทั้งโฮมเธียเตอร์ระบบเสียงรอบทิศทาง
“คุณพ่อ หนูอยากได้ห้องนี้ ! ”
หลังจากที่เยว่เยว่เดินสำรวจห้องหนึ่งรอบแล้วเธอก็ชี้ไปยังห้องที่ตกแต่งด้วยสีชมพู จากนั้นก็ออดอ้อนหลิวจือเซียอย่างเต็มที่
“ได้สิ ลูกอยากอยู่ห้องไหนก็ได้ทั้งนั้น”หลิงจือเซียลูบศีรษะของเด็กน้อย “เป็นยังไง หิวรึยัง ? พ่อจะไปทำของอร่อย ๆให้ลูกดีไหม ? ”
เยว่เยว่ลูบท้องเล็ก ๆ นั้น ก่อนจะเลิกคิ้วสูงแล้วพูดว่า“คุณพ่อ ในบ้านใหม่มีของกินด้วยหรือคะ ? ”
“ลูกลืมไปแล้วหรือว่าพ่อซื้อผลไม้และผักบางส่วนเข้ามาแล้ว ? ”หลิงจือเซียแตะปลายจมูกของเยว่เยว่เบา ๆ “เอาแบบนี้ละกันวันนี้เราทำอาหารกันที่นี่ ลูกไปดูทีวีรอก่อนนะ”
ระหว่างที่พูด หลิวจือเซียได้เปิดสมาร์ททีวีให้เยว่เยว่จากนั้นก็แทรกตัวเข้าไปเตรียมอาหารเที่ยงในครัว
ทั้งหม้อ กระทะ เครื่องปรุงอาหารต่างเป็นของที่หลางเวิ่นซิงสั่งให้คนไปซื้อใหม่ทั้งหมดและเตรียมเอาไว้ที่นี่แล้วหลิวจือเซียแค่ซื้อผักผลไม้เข้ามา จากนั้นก็เปิดแก๊สทำอาหารได้เลย
………………..
วันที่สอง ณ สำนักพิมพ์อู๋ถง
ในสำนักพิมพ์อู๋ถงบรรณาธิการที่รับหน้าที่ดูแลแผนกเด็กโดยเฉพาะนามว่า ผางชุนเซิงเมื่อปีที่แล้วเคยดำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหารงานจัดพิมพ์ต่อมาเพราะเหตุผลบางประการจึงต้องลาออก แล้วย้ายมาอยู่ในสำนักพิมพ์อู๋ถง
ผางชุนเซิงในเวลานี้กำลังนั่งดื่มชาพูดคุยอยู่กับชายวัยกลางคนรูปร่างอ้วนเตี้ย แต่งกายด้วยชุดจงซานจวง1นั่งอยู่ในห้องทำงานของตัวเอง
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า อาจารย์เหอครั้งนี้คุณช่วยผมเอาไว้มากเลยเชียวล่ะ”ผางชุนเซิงมีรูปหน้าทรงเหลี่ยมแบบคนจีนชัดเจน คิ้วดกดำ ตาเล็กน้ำเสียงก็หยาบกระด้าง “ผมคาดว่าการกลับมาครั้งนี้เกาจัวจะต้องโกรธจนเลือดขึ้นหน้าแน่”
อาจารย์เหอหยิบเม็ดประคำสีทองที่ร้อยเป็นพวงกลมขึ้นมาถือในมือเขาพึมพำด้วยเสียงเบา แล้วพูดว่า “บรรณาธิการผาง นายก็เกรงใจเกินไปแล้ว !สำนักพิมพ์อี้ฮัวต่างหากที่ทิ้งฉันก่อน ฉันแค่ต้องหาเลี้ยงชีพจึงต้องหาทางอื่นเท่านั้น ! ”
“อาจารย์เหอคุณก็ถ่อมตัวเกินไป” ผางชุนเซิงส่ายหน้า“แค่ป้ายสีทองที่เขียนว่า ‘เหอปิซู’ ของคุณไม่ว่าจะไปขายที่ไหนก็ต้องถูกแย่งซื้อจนหมดเกลี้ยงสำนักพิมพ์อี้ฮัวไม่เซ็นสัญญากับคุณ เกาจัวมันตาบอดจริง ๆ ”
เหอปิซู ชายวัยหลางคนที่ดูอ้วนเตี้ย ก็คือเหอปิซูนั่นเอง !
“ป้ายทงป้ายทองอะไรกัน เพื่อนในวงการต่างก็ดูถูกฉันทั้งนั้น”ปากของเหอปิซูพูดถ่อมตน แต่ใบหน้ากลับแสดงสีหน้าลำพองใจ แม้แต่คนโง่ก็ยังมองออก
“เหอะเหอะ...”
ผางชุนเซิงยิ้ม จู่ ๆ ก็เปลี่ยนหัวข้อ แล้วพูดว่า “อาจารย์เหอจากที่คุณเห็น คุณคิดว่าหนังสือ ‘นิทานก่อนนอนของเยว่เยว่’ของสำนักพิมพ์อี้ฮัวเมื่อวานจะขายได้เท่าไหร่กัน ? ”
“พรวด ! ” เหอปิซูหลุดหัวเราะออกมาหนึ่งเสียง“จะขายได้เท่าไหร่ล่ะ ? สมัยนี้ พวกมือสมัครเล่นที่กล้าเขียนนิทานออกมาคิดว่านิทานเหล่านั้นจะเขียนออกมาได้ดีจริง ๆ งั้นหรือ ? สำหรับฉัน เซียเยว่อะไรนั่นก็เป็นแค่คนที่เอาใจมวลชนครั้งนี้สำนักพิมพ์อี้ฮัวจะต้องกระอักเลือดตาย ! ”
“คงไม่ถึงกับกระอักเลือดตายหรอก แต่ขาดทุนต่างหากที่แน่นอน”
ผางชุนเซิงพยักหน้าเห็นด้วย“ถึงอย่างไรนักร้องอย่างเฉินอี้เจี๋ยมาช่วยโปรโมตให้กับสำนักพิมพ์อี้ฮัวก็น่าจะไม่ถึงกับต้องถอดกางเกงทุ่มสุดตัว ! ”
“นักร้องแล้วยังไง ? ”เหอปิซูแสดงสีหน้าเชื่อมั่นและไม่ประมาณตัว“ไม่ว่ายังไงมันก็เป็นแค่คนเต้นกินรำกินแล้วให้คนประเภทนี้จะมีอิทธิพลแค่ไหนกันเชียว ? นายวางใจเถอะครั้งนี้เราต้องเป็นฝ่ายชนะ ! ”
“ใช่ที่สุด วรรณกรรมกับความบันเทิงมันคนละเรื่องกัน”ผางชุนเซิงคิดว่าตัวเองคงเป็นกังวลเกินไป “อาจารย์เหอคุณเคยได้ยินนักเขียนที่ชื่อว่าเซียเยว่เจ้าของผลงานเรื่อง‘นิทานก่อนนอนของเยว่เยว่’ คนนั้นบ้างไหม ? ”
“ไม่เคยได้ยินเลย ! ” เหอปิซูส่ายหน้า“ก็คงเป็นแค่นักเขียนตัวเล็ก ๆ อีกไม่นาน ก็คงจะหายไปจากแวดวงวรรณกรรมเองแหละไม่ต้องไปสนใจเขาหรอก ! ”
“อาจารย์เหอพูดถูก ! ”
ผางชุนเซิงคล้อยตามหนึ่งเสียง แล้วพูดขึ้นด้วยรอยยิ้ม “จริงสิครั้งนี้ผมขอแสดงความยินดีกับอาจารย์เหอล่วงหน้า ! แค่หนังสือเรื่อง‘นิทานของแฮมเตอร์’ ที่ร้านหนังสือสือซินฮัวจองเข้ามาว่ากว่า 2 ล้านเล่มเกรงว่ายอดขายวันแรกคงจะถล่มทลายมากทีเดียว ! ”
“ยินดีเช่นกัน ยินดีเช่นกัน ! ”ใบหน้าของเหอปิซูแต้มไปด้วยความปีติยินดี “น่าจะถึงเวลาแล้วมั้ง ? สถิติจริง ๆของสมาคมลิขสิทธิ์ก็น่าจะออกมาแล้ว งั้นเราเปิดดูในเว็บไซต์ดีกว่า ? ”
“เยี่ยม ! ”
ผางชุนเซิงยืนขึ้นแล้วเดินมายังหน้าโน๊ตบุคจากนั้นก็ลงชื่อใช้งานเว็บไซต์ของสมาคมลิขสิทธิ์
ภายใต้สถานการณ์ทั่วไปจะไม่สามารถดูคะแนนยอดขายในวันนั้นจากสมาคมลิขสิทธิ์ได้ทำได้แค่รอประมาณเก้าโมงเช้าของวันถัดไปหลังจากที่ตัวเลขสถิติของสมาคมลิขสิทธิ์ได้รับการอัพเดตถึงจะสามารถดูได้
“สถิติอัพเดตแล้วใช่ไหม ? ”
เหอปิซูไม่ได้ตามผางชุนเซิงมาด้วยตอนนี้เขากำลังยกแก้วชาขึ้นมาดื่มอย่างสบายอารมณ์ราวกับไม่เป็นกังวลต่อระดับของคะแนน
“เอ่อ...”ผางชุนเซิงเห็นหน้าต่างของสถิติบนเว็บไซต์สมาคมลิขสิทธิ์ ถึงกับตะลึง“อัพเดตมันก็อัพเดตแหละ แต่...”
“ตกใจมากใช่ไหมล่ะ ? ” เหอปิซูยิ้มอย่างลำพองใจ “ยอดขายของเราน่าจะทะลุ400,000 เล่มแล้วมั้ง ? แล้วหนังสือเรื่อง ‘นิทานก่อนนอนของเยว่เยว่’เล่มนั้นได้คะแนนเท่าไหร่ ? ขายออกถึงหนึ่งพันเล่มไหมล่ะ ? ”
เมื่อได้ยินประโยคนี้ สีหน้าของผางชุนเซิงก็ยิ่งแย่ลงเรื่อย ๆ
ผางชุนเซิงไม่พูดอะไร แต่อุ้มโน้ตบุค แล้วเอนมาตรงหน้าของเหอปิซูอย่างเงียบๆ
เหอปิซูยกเปลือกตาขึ้นมองแวบหนึ่ง... ตัวเลขที่สะดุดตากลุ่มนั้นทำเอาเขาตกตะลึงทันที
“เพล้ง ! ”
มีเสียงแก้วแตกดังขึ้นมาสีหน้าของเหอปิซูดูแย่ลงราวกับกำลังไว้ทุกข์ในชั่วพริบตาเดียวและซีดเผือดยิ่งกว่าสิ่งใด แก้วชาที่ถืออยู่ในมือร่วงหล่นพื้นแล้วแตกกระจายเป็นเสี่ยง ๆ
“หน่วย สิบ ร้อย พัน หมื่น... 50,000 เล่ม ? เป็นไปไม่ได้ทำไมขายได้แค่ 50,000 เล่ม ? ”
เหอปิซูแย่งโน้ตบุคมาอย่างไม่อยากจะเชื่อแล้วจ้องเขม็งไปบนหน้าจอโน้ตบุคนั้น “ยอดขายหนังสือ ‘นิทานก่อนนอนของเยว่เยว่’ขายได้ 1 ล้านเล่มภายในวันเดียว ? ! ”
ทันใดนั้น ดวงตาของเหอปิซูก็เปล่งประกายแล้วพูดกับผางชุนเซิงว่า “บรรณาธิการผาง สมาคมลิขสิทธิ์ลงชื่อผิดรึเปล่า ? จำนวน50,000 เล่มต้องเป็น ‘นิทานก่อนนอนของเยว่เยว่’ สิ 1 ล้านเล่มควรเป็น‘นิทานของแฮมเตอร์’ ต่างหาก ? ”
ผางชุนเซิงก็นึกถึงความเป็นไปได้นี้ เขาจึงออกมานอกห้องทำงานล้วงหยิบโทรศัพท์ออกมากดเบอร์หนึ่ง แล้วโทรออก
ผ่านไปไม่นาน ผางชุนเซิงก็เดินหน้าตาเคร่งเครียดกลับเข้ามา“ผมขอให้เพื่อนช่วยตรวจสอบกับสมาคมลิขสิทธิ์แล้ว สถิตินี้ไม่ผิดตัวเลขนี้ถูกต้องทุกประการ”
เมื่อได้ยินใบหน้าของเขาก็เหมือนถูกตบโดยไม่ทันตั้งตัว !
1 ชุดจงซานจวง มักจะเห็นชุดคล้าย ๆ ชุดราชปะแตนไทยต่างกันตรงที่มีกระเป๋าสี่ใบ ไม่ใช่สอง ชุดนี้เขาเรียกว่า ชุดจงซานจวง (中山装) แปลตรงๆ คือ ชุดแบบดร.(ซุน) ยัดเซ็น ซึ่งชื่อภาษาจีนกลาง คือ ซุน จง ซาน (孙中山)