ลิขิตรักคำสาปหยกมังกร

    Chapter 41: The Dragons Path

    [อดีตชาติ] ยามไห่ ณ หมู่บ้านในชนบทแห่งหนึ่ง เมืองหลิงไห่ ช่วงกลางถึงปลายราชวงศ์หมิง

            ฤดูเหมันต์มาเยือนอีกครั้งหวังหมิงจื้อเกลียดฤดูนี้อย่างที่สุดความเย็นเยือกที่แทรกผ่านอากาศทุกอณูไม่ได้แค่กัดกร่อนร่างกายของเขาเท่านั้นแต่ยังพัดพาความทรงจำที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตกลับมาอีกครั้งทุกครั้งที่ลมหนาวพัดผ่าน หัวใจของเขายิ่งเต็มไปด้วยความทรมานที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ บ้านพักเก่าโทรมที่เขาอาศัยอยู่ ดูราวกับเป็นเพียงเงาของสิ่งที่เคยมีชีวิตไม่ต่างอะไรจากสุสานที่บรรจุความทรงจำอันขมขื่นไว้

            ความเงียบงันที่ครอบงำทุกสิ่งภายในบ้านหลังนั้นทำให้ที่นี่กลายเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยความเสียใจและความโศกเศร้าเงามืดของอดีตแผ่คลุมทุกมุมราวกับจะปิดกั้นไม่ให้เขาหลบหนีไปไหนหัวใจของหวังหมิงจื้อถูกพันธนาการไว้ด้วยความเจ็บปวดที่เขาไม่อาจปลดปล่อยได้แม้จะพยายามปิดกั้นความรู้สึกเหล่านั้นสักเท่าไร แต่ในฤดูหนาวนี้มันกลับยิ่งทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองถูกกลืนกินด้วยความเหงาและการสูญเสีย

            หวังหมิงจื้อ เคยเป็นบุรุษหนุ่มที่ดึงดูดสายตาของผู้คนทุกหนแห่งใบหน้าของเขาเปี่ยมไปด้วยความละเอียดอ่อนและความนุ่มนวลราวกับรูปสลักที่ถูกสร้างขึ้นด้วยความประณีต ความงามของเขานั้นเกือบจะคล้ายคลึงกับความงามของสตรีงามละเมียดละไม ดวงตาของเขาลึกซึ้งเต็มไปด้วยประกายชีวิต ผิวพรรณเรียบเนียนดุจหยกที่ไร้ตำหนิ ความงามของเขานั้นช่างขัดแย้งอย่างน่าประหลาดกับบุคลิกภาพที่หนักแน่นมั่นคง แต่ซ่อนความแข็งแกร่งไว้ภายในของเขา

            แต่บัดนี้ ภายใต้ใบหน้าอ่อนเยาว์นั้นกลับไม่มีแววแห่งความสุขเหลืออยู่เลยอีกต่อไป สายตาของเขาที่มีชีวิตชีวาและเต็มเปี่ยมไปด้วยความรักความฝัน และความหวังแต่ตอนนี้สิ่งเหล่านั้นกลับถูกแทนที่ด้วยความโกรธแค้นและความว่างเปล่าที่ลึกจนยากจะหยั่งถึงราวกับว่าความมืดมิดในใจของเขาได้กลืนกินแสงสว่างทุกอย่างที่เคยอยู่ในตัวของชายหนุ่มคนนี้ไปจนหมดสิ้นหัวใจของเขาเคยเต็มไปด้วยความอ่อนโยนและเสียงหัวเราะตอนนี้กลับถูกแทนที่ด้วยความเย็นชาที่ไม่สามารถหวนคืนสู่ความเป็นตัวตนเดิมได้อีกต่อไป

            หวังหมิงจื้อกลายเป็นเงาของชายหนุ่มที่เขาเคยเป็นความหล่อเหลายังคงอยู่แต่บัดนี้มันกลายเป็นเพียงเปลือกที่ปกปิดความมืดที่อยู่ภายในวิญญาณของเขาเปลี่ยนไปและใบหน้าของเขาก็เป็นเพียงเครื่องเตือนใจถึงสิ่งที่เขาเคยเป็นในอดีตและสิ่งที่เขาไม่มีวันจะเป็นได้อีก

            ซูเหม่ยหลิงฮูหยินผู้เป็นที่รักเพียงหนึ่งเดียวของเขาผู้หญิงที่เป็นดั่งแสงสว่างท่ามกลางความมืดมนแห่งการเมืองและอำนาจ ได้จากเขาไปแล้วนางจากไปโดยไม่หวนกลับ สิ่งที่เลวร้ายที่สุดไม่ใช่เพียงแค่ความตายของนางเท่านั้นแต่เป็นเพราะมันเกิดขึ้นโดยคำสั่งของบุรุษผู้หนึ่ง สหายสนิทของเขาเอง คนที่เติบโตมาด้วยกันคนที่เขานับถือเป็นพี่น้อง คนที่เขามั่นใจว่าจะไม่มีอะไรมากั้นกลางมิตรภาพของพวกเขาแต่แล้วสหายคนนั้นกลับเป็นผู้สั่งประหารชีวิตสตรีที่เขารักที่สุดแม้จะรู้ว่านางไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกบฏ แต่มันก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เกิดขึ้นได้สิ่งที่ทำให้ชายหนุ่มโกรธแค้นที่สุด คือการที่สหายของเขาสามารถละเว้นโทษตายแก่นางได้แต่กลับเลือกที่จะไม่ทำเช่นนั้น

            หวังหมิงจื้อรู้สึกว่าความสูญเสียครั้งนี้เป็นบาดแผลที่ไม่อาจหายได้หัวใจของเขารู้สึกว่าถูกบดขยี้ด้วยความโศกเศร้าและความโกรธความทรงจำของมิตรภาพครั้งเก่าในวัยเยาว์ที่เคยสดใส บัดนี้กลับกลายเป็นเพียงเงาจางๆของอดีต ทุกคำสัญญาที่ให้กัน ทุกความหวังที่จะปกป้องกันและกัน ล้วนแต่เป็นแค่คำพูดที่สูญสลายไปกับสายลม

            ในห้วงลึกของจิตใจ หวังหมิงจื้อไม่สามารถให้อภัยได้ทั้งต่อฮ่องเต้ที่เขาเคยเชื่อใจ และต่อชะตากรรมที่เขาไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้

            วันนั้นในฤดูเหมันต์เฉกเช่นวันนี้ วันที่ซูเหม่ยหลิงถูกประหารหวังหมิงจื้อยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชนในลานประหารความเงียบที่ปกคลุมไม่ได้ต่างจากสุสานที่กำลังเปิดเผยความหนาวเย็นกัดกร่อนผิวเนื้อของเขา แต่ความรู้สึกของเขานั้นถูกแช่แข็งด้วยความเศร้าโศกเสียแล้วเขามองดูร่างของนางถูกพัดพาไปตามสายลม ลมหายใจสุดท้ายของชีวิตที่เขารักถูกพรากไปไม่มีโอกาสสำหรับการใช้ชีวิตร่วมกัน ไม่มีวันข้างหน้าที่ทั้งสองจะได้เจอหน้ากันอีก

            นางช่างเป็นสตรีที่งดงามแต่ความงามนั้นหยุดนิ่งไปตลอดกาล ไม่มีการเดินทางไปสู่ความแก่เฒ่าด้วยกันอีกต่อไป ซูเหม่ยหลิงสตรีที่เคยทำให้โลกของเขาสว่างไสวด้วยความรักและความเข้าใจบัดนี้เหลือเพียงร่างที่ไร้วิญญาณ ทิ้งไว้แต่ความว่างเปล่าในหัวใจของเขา

            การประหารครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่การลงโทษแต่มันเป็นสัญลักษณ์ เป็นการแสดงถึงอำนาจของราชสำนักและฮ่องเต้ ผู้คนต่างจับจ้องด้วยความรู้สึกถึงความจริงจังและผลกระทบของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นการประหารชีวิตนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า ในเส้นทางแห่งอำนาจ ความรักไม่เคยมีที่ยืนเลย

            หวังหมิงจื้อยืนมองร่างของนางถูกพาออกไปแต่ไม่อาจจะขยับตัวหรือแม้แต่จะฝังนางด้วยตนเองความเศร้าที่แผ่ขยายอยู่ภายในไม่เคยถูกปลดปล่อยออกมาเขารู้สึกเหมือนถูกบดขยี้จากภายใน น้ำตาของเขาถูกกักเก็บไว้ภายใต้เกราะแห่งความโกรธและความขมขื่นร่างกายที่เคยเต็มไปด้วยความรักและความหวัง บัดนี้เหลือเพียงความว่างเปล่า

            "หลิงเอ๋อร์..."เขากระซิบเสียงแผ่ว ชายหนุ่มคุกเข่าลงกับพื้น หัวใจของเขาสั่นสะเทือน"ข้าจะเปลี่ยนทุกอย่างให้กลับมา เจ้าจะกลับมา"

            ตั้งแต่วันนั้นหวังหมิงจื้อหายตัวไปจากสายตาผู้คน ชายหนุ่มละทิ้งทุกอย่างที่เคยมีและทุกสิ่งที่เคยเป็นของเขาหวังหมิงจื้อเคยดำรงตำแหน่งเป็นขุนนางในราชสำนักในตำแหน่งเน่ยเก๋อต้าชิน[1]แต่เขาเลือกที่จะตัดขาดจากยศถาบรรดาศักดิ์ จากครอบครัว และจากทรัพย์สินทั้งหลายเขาเริ่มออกพเนจร เดินทางจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง ชีวิตของเขาเหลือเพียงเงาของอดีตหมกมุ่นอยู่กับความทรงจำของซูเหม่ยหลิงและชีวิตที่คนทั้งสองควรจะมีร่วมกัน

            แต่ความเป็นจริงไม่เคยเปิดโอกาสให้เขาหลบหนีไปได้ทุกหนแห่งที่เขาไป เสียงกระซิบของผู้คนเกี่ยวกับอค์จักรพรรดิยังคงติดตามมา บุรุษที่เคยเป็นสหายสนิทของเขาพระองค์ทรงมีพระราชอำนาจมากยิ่งขึ้นและทรงเจริญรุ่งเรืองยิ่งกว่าเดิม ภายใต้เงาแห่งความตายที่ซูเหม่ยหลิงทิ้งไว้ราวกับว่าความรุ่งเรืองของฮ่องเต้ถูกสร้างขึ้นจากการสูญเสียอันแสนเจ็บปวดของเขา

            ทุกๆ วัน ความเศร้าโศกในหัวใจของหวังหมิงจื้อทวีความรุนแรงจนไม่ใช่เพียงความเจ็บปวด แต่กลายเป็นความหมกมุ่นชายหนุ่มเริ่มได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับเวทลัทธิเต๋าโบราณ ที่เรียกว่า เน่ยตานและว่ายตาน[2] ซึ่งเป็นการแปรธาตุเพื่อบรรลุความเป็นอมตะการควบคุมชะตากรรม การจัดการกับเวลา และการบิดเบือนกฎแห่งชีวิตและความตาย

            ตามหลักการโบราณของปรัชญาเต๋าพลังชี่ จิง และเซิน เป็นองค์ประกอบสำคัญที่สร้างสมดุลให้กับชีวิตพลังชี่คือพลังแห่งชีวิตที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกาย จิงคือแก่นแท้แห่งชีวิตและเซินคือจิตวิญญาณที่ล้ำลึกทั้งสามสิ่งนี้ต้องอยู่ในความสมดุลเพื่อที่จะเข้าถึงความเป็นหนึ่งกับจักรวาลการบรรลุถึงจุดนั้นหมายถึงการสามารถควบคุมชีวิตและความตายได้ตามใจปรารถนาซึ่งเป็นสิ่งที่หวังหมิงจื้อใฝ่ฝันจะบรรลุ

            ในอดีตเรื่องราวเหล่านี้เป็นเพียงตำนานที่เขาเคยได้ยินจากปากของคนโบราณเป็นสิ่งที่ไกลเกินเอื้อม แต่ตอนนี้ในความมืดมิดของหัวใจและความเจ็บปวดที่สะสมอยู่เป็นเวลานาน เขามองว่ามันคือคำตอบคำตอบที่จะพาเขากลับไปหาชีวิตที่เขาและซูเหม่ยหลิงควรจะมีร่วมกัน

            ภายใต้เงามืดนั้นหวังหมิงจื้อไม่ได้หวังเพียงแค่การฟื้นคืนของซูเหม่ยหลิงเท่านั้นความเจ็บปวดและความโกรธแค้นต่อองค์จักรพรรดิยังคงอยู่ เขาไม่เพียงแค่อยากนำซูเหม่ยหลิงกลับมาเท่านั้นแต่ยังต้องการคืนความยุติธรรมให้กับสิ่งที่ถูกพรากไปจากเขาและทำลายอำนาจที่ทำให้เขาต้องสูญเสียทุกอย่าง

            หวังหมิงจื้อหมกมุ่นอยู่กับการเดินทางทางจิตวิญญาณนี้ชายหนุ่มหวังว่าสักวันหนึ่ง เขาจะสามารถควบคุมพลังทั้งหมดที่มีอยู่ในธรรมชาติได้และเปลี่ยนแปลงโชคชะตา ไม่ใช่แค่เพื่อนำซูเหม่ยหลิงกลับมา แต่เพื่อสร้างชีวิตที่ทั้งสองควรจะมีชีวิตที่ถูกขโมยไป

            เมื่อชายหนุ่มได้พบอาจารย์ของเขาชายชราผู้เป็น ซั่วเต๋า [3]ผู้ซ่อนเร้นตัวอยู่ในหุบเขาลึกอาจารย์ผู้นี้มิได้บำเพ็ญเพียรเพื่อความสงบสุขหรือความสว่างไสวในจิตใจหากแต่เพื่อผลประโยชน์ส่วนตน หวังหมิงจื้อเริ่มฝึกฝนเวทมนตร์ดำ หรือที่เรียกว่า จู่ซั่ว[4]ด้วยการบิดเบือนพลังชี่และการเล่นแร่แปรธาตุ เขานำพลังเหล่านี้ไปใช้ในทางชั่วร้ายสร้างอันตรายและควบคุมสิ่งต่างๆ ซึ่งล้วนเป็นการหันเหจากปรัชญาเต๋าที่แท้จริง เมื่อเวลาผ่านไปแนวทางการฝึกฝนของหวังหมิงจื้อกลับยิ่งดิ่งลึกลงสู่ความมืดมิด


    [1]เน่ยเก๋อต้าชิน คือขุนนางระดับสูงที่ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาใกล้ชิดของจักรพรรดิและมีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบายและการบริหารราชการในราชสำนักจีนโดยเฉพาะในยุคราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิง

    [2]การเล่นแร่แปรธาตุในลัทธิเต๋าเรียกว่า"เน่ยตาน" หรือ "อวัยวะภายใน"ซึ่งหมายถึงการแปรธาตุภายในร่างกายโดยมีจุดมุ่งหมายในการบรรลุความเป็นอมตะทางวิญญาณ การฝึก เน่ยตานเน้นการปรับสมดุลของพลัง ชี่ (Qì) และการพัฒนา จิง (Jīng),ชี่ (Qì), และ เซิน (Shén) ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักในร่างกายมนุษย์ตามปรัชญาเต๋า

    นอกจากนี้ยังมี "ว่ายตาน" (Wàidān) ที่หมายถึงการแปรธาตุภายนอกโดยใช้สารประกอบทางเคมี เช่น การผสมแร่ธาตุต่างๆเพื่อค้นหาน้ำอมฤตหรือน้ำยาที่สามารถทำให้ผู้ดื่มมีชีวิตยืนยาวหรือเป็นอมตะ

    [3]ซั่วเต๋า คือ ผู้ที่ฝึกฝนหรือใช้พลังเวทย์ในลัทธิเต๋าในทางที่ผิดหรือใช้เวทมนตร์และพลังชี่ในทางที่เป็นอันตรายหรือไม่สมดุล เช่นการใช้พลังเวทย์เพื่อสาปแช่งผู้อื่น หรือการใช้พลังชี่เพื่อสร้างอันตราย พวกเขาถือว่าเป็น"ผู้เดินในทางผิด" เนื่องจากเบี่ยงเบนจากวิถีของเต๋าซึ่งเน้นการสร้างความสมดุล การทำความดี และการใช้พลังในทางบวก

    [4]เวทมนตร์ดำหรือ"จู่ซั่ว" ในลัทธิเต๋าหมายถึงการใช้เวทมนตร์ในทางชั่วร้ายการใช้พลังชี่หรือการเล่นแร่แปรธาตุเพื่อสร้างอันตรายหรือควบคุมสิ่งต่างๆในทางที่ผิด เช่น การใช้เวทมนตร์ดำในการสร้างยาอันตรายหรือการเรียกวิญญาณชั่วร้ายซึ่งขัดกับหลักการของลัทธิเต๋าที่เน้นความสมดุลและความสงบสุข

    คล้ายกับเรื่องลิขิตรักคำสาปหยกมังกร ที่คุณอ่าน