*สืบสู้ผี ภาค 1*
จากสมุดบันทึกของ 'กิตติ นิราศสกุล'
นี่เป็บันทึกเื่ราวของเื่ลึกลับของิญญาที่วนเวียนอยู่ในพื้นที่สองสถานที่อย่างมีปริศนาเมื่อราวสิบปีผ่านมาแล้ว เเละในเหตุการณ์ครั้งนั้น ผมเองก็ได้เข้าไปมีประสบการณ์ข้องเกี่ยวด้วยอย่างบังเอิญ แม้ว่าการข้องเกี่ยวกับเื่ราวลึกลับในอดีตนั้น จะทำให้ผมต้องเดือดร้อนและแทบเอาชีวิตไม่รอดในเวลาต่อมา รวมทั้งต้องสูญเสียคนใกล้ชิดที่ผมรักมากที่สุดคนหนึ่งไปในท้ายสุดนั้น แต่มันก็ได้ทำให้ผมกลายเป็คนที่เปลี่ยนทัศนะคติในเื่ของจิตและิญญารวมทั้งความเร้นลับดำมืดของสิ่งที่ชั่วร้ายที่อยู่นอกเหนือความเข้าใจของผมแต่ก่อนมาอย่างโดยสิ้นเชิง !
ใช่แล้ว... ผมเองแต่เดิมนั้น ถือได้ว่าเป็คนที่ไม่เชื่อในเื่ของภูตผีิญญาและเื่เร้นลับใดๆมาก่อนหน้านี้เลยทั้งสิ้น แต่พอหลังจากที่ผมได้จับพลัดจับพลูเข้าไปมีส่วนร่วมในเหตุการณ์เ่าั้โดยไม่ตั้งใจแล้ว มันก็กลับทำให้ชีวิตของผมต้องเปลี่ยนวิถีไปจนเกือบจะสิ้นเชิง หรืออาจจะกล่าวได้ว่าวิถีชีวิตของผมนั้น สุดท้ายกลับต้องเปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่มีวันกลับมาเหมือนเดิมไปจนตลอดกาลก็ว่าได้ !
'บ้านแฝด' (บันทึกเริ่มต้น)
เหตุการณ์นั้น เกิดขึ้นเมื่อประมาณสิบปีผ่านมาแล้ว ซึ่งในตอนนั้นผมจำได้ว่า ตัวผมกำลังเที่ยวตระเวนมองหาบ้านเช่าราคาถูกๆและมีบรรยากาศดีๆที่อยู่ในละแวกชานเมืองของกรุงเทพมหานคร เพื่อที่ผมจะได้ใช้เป็ที่พักและสตูดิโอส่วนตัวสำหรับทำงานอาร์ตหน้าปกหนังสือและเขียนบทความสารคดีท่องเที่ยวให้กับหนังสือนิตสารของสำนักพิมพ์แห่งหนึ่งไปด้วย แต่หลังจากที่ผมได้ใช้เวลาว่างส่วนหนึ่งออกตระเวนไปยังหลายๆย่านหลายๆพื้นที่ของชานเมืองในกรุงเทพอยู่ได้พักใหญ่แล้ว จนแล้วจนรอดผมก็กลับยังไม่เจอบ้านเช่าในแบบที่ถูกเสป็คที่มาพร้อมกับราคาค่าเช่าที่โดนใจเลยสักที
แต่แล้ววันหนึ่งขณะที่ผมกำลังจะยุติการตระเวนหา ผมก็กลับได้พบกับบ้านหลังนั้น บ้านที่ช่างบังเอิญมีเสป็คที่ใกล้เคียงกับที่ผมค้นหามาโดยตลอด
ในวันนั้นผมจำได้อย่างแม่นยำอยู่อย่างหนึ่งว่า ผมได้บังเอิญนั่งรถเข้าไปเที่ยวในซอยแห่งหนึ่งของถนนย่านรามอินทรา แล้วก็ได้ลองลงเดินสำรวจหมู่บ้านจัดสรรค์ที่อยู่ในซอยนั้นเล่นๆไปด้วย และสุดท้ายผมก็ได้มาพบกับบ้านคู่นั้น
มันเป็'บ้านแฝด'ที่มีส่วนหนึ่งของตัวบ้านเชื่อมต่อเข้าหากัน และสร้างอยู่ในรั้วเดียวกัน ดูๆไปมันก็ราวกับเป็บ้านที่ได้ถูกปกปิดซ่อนเร้นให้หลุดรอดจากสายตาของคนทั่วไป เพราะว่ามันทั้งคู่ได้ถูกสร้างไว้เป็หลังสุดท้ายของท้ายซอยที่อยู่ใกล้ๆกับป่าละเมาะเล็กๆแห่งหนึ่งที่อยู่ติดกับหมู่บ้านจัดสรรค์นั่นเอง
โดยรวมแล้ว หมู่บ้านจัดสรรค์แห่งนี้ มีอณาเขตบริเวณที่กว้างขวางพอสมควร และเมื่อมองดูคร่าวๆแล้วผมก็ได้เห็นว่า มีบ้านอื่นๆที่ได้ถูกสร้างขึ้นไว้ในหมู่บ้านแห่งนี้ราวๆไม่ต่ำกว่ายี่สิบหลังคาเรือน ซึ่งบางหลังก็สร้างเป็บ้านเดี่ยว บางหลังก็สร้างเป็บ้านแฝด และแต่ละหลังก็ล้วนมีสวนเล็กๆ และมีรั้วรอบขอบชิดเป็อย่างดีด้วยกันทุกหลัง
และเมื่อผมได้เดินสำรวจไปทางด้านหลังของหมู่บ้าน ผมก็ได้เห็นว่ายังมีทุ่งนาเก่าที่รกร้างอยู่ทางด้านฝั่งตรงข้ามของถนนเส้นเล็กๆที่ทอดขนานอยู่ด้านหลังของหมู่บ้านแห่งนี้ด้วย จึงทำให้บรรยากาศโดยรวมของที่นี่ก็ดูคล้ายๆกับบรรยากาศในหมู่บ้านจัดสรรค์ที่มีอยู่ในต่างจังหวัดหรือในชนบทอยู่ไม่น้อย ซึ่งก็ถูกใจผมมากเลยทีเดียว
เมื่อกลับมาพิจารณาที่ทางด้านหน้าของตัวบ้านแฝด ที่ถือได้ว่าเป็บ้านที่น่าสนใจเกินคาดสำหรับผม แต่ทั้งนี้มันก็อาจจะไม่ได้น่าสนใจหรือสะดุดตาใครคนอื่นเหมือนอย่างผมก็ได้ สำหรับผมแล้ว แค่เพียงมองข้ามประตูรั้วเข้าไป ก็รู้สึกราวกับว่าบ้านหลังนี้ได้กำลังกวักมือเรียกคนที่มีรสนิยมประหลาดๆอย่างผม ให้เข้าไปััภายใน โดยที่ไม่ต้องหันเหไปสนใจกับบ้านหลังอื่นๆอีกเลย
บ้านแฝดคู่นี้ค่อนข้างประหลาดกว่าบ้านอื่นๆเขาอยู่ไม่น้อย เพราะหลังจากที่ผมได้มองข้ามรั้วบ้านที่ไม่ได้สูงเกินไปนักเข้าไปข้างในแล้ว ผมก็ได้สังเกตุเห็นว่า บ้านแฝดคู่นี้มีลักษณะสภาพที่ค่อนข้างจะเก่าคร่ำยิ่งกว่าบ้านหลังไหนๆในหมู่บ้านแห่งนี้ และอณาบริเวณโดยรอบตัวบ้านทั้งซ้ายและขวานั้น ก็ดูรกเรื้อไปด้วยเถาวัลย์ต้นไม้ใบหญ้าต่างๆที่ขึ้นรกจนแทบจะท่วมท้นรั้วบ้านออกมา ซึ่งก็นับว่าเป็เื่ที่แปลกมากๆที่บ้านที่้าให้คนมาเช่า แต่กลับปล่อยให้รกเรื้ออย่างน้ี
แต่ดูเหมือนว่าผมจะพิศมัยบ้านแฝดคู่นี้มากๆอย่างอธิบายได้ยาก เพราะบ้านโทรมๆที่เก่าคร่ำและหญ้ารกๆที่ขึ้นอยู่โดยรอบจนเกือบจะเป็ป่าเล็กๆนั้น มันแสนจะดูลึกลับและมีเสน่ห์ประหลาดๆสำหรับผมมากจริงๆ
ไม่ช้าไม่นานผมก็ได้ติดต่อคนที่ดูแลบ้านแฝดหลังนี้ตามเบอร์โทรที่ได้ติดประกาศไว้ที่หน้ารั้วบ้านด้านหน้า และต่อมาผมก็ได้ทำสัญญาเช่าบ้านแฝดทางด้านฝั่งซ้ายด้วยราคาที่ถูกแสนถูกอย่างไม่น่าเชื่อ
และก็ไม่ใช่ผมเพียงคนเดียวหรอกนะ ที่ได้พักอาศัยอยู่ในบ้านแฝดคู่นี้ เพราะบ้านทางฝั่งด้านขวาก็ยังมีคนต่างด้าวราวสี่ห้าคนมาพักรวมอยู่ด้วยกันในห้องโถงขนาดใหญ่บนชั้นสอง โดยที่ในตอนเช้าของแต่ล่ะวัน พวกต่างด้าวที่ทำงานเป็คนงานเหล่านี้ก็จะลงไปทำงานอยู่ที่ชั้นล่างของตัวบ้านที่ได้ดัดแปลงพื้นที่ส่วนหนึ่งให้เป็โรงงานเล็กๆสำหรับทำน้ำเสาวรส และงานที่พวกคนงานเหล่านี้ได้ทำกันก็คือ การคั้นน้ำเสาวรสให้กับนายจ้างที่เป็คนดูแลบ้านแฝดหลังนี้ ซึ่งก็เป็คนเดียวกันกับคนที่ได้ให้ผมเช่าพักอยู่ในบ้านฝั่งด้านซ้ายนั่นเอง
แต่หลังจากที่ผมได้เข้ามาอยู่และทำงานอย่างมีความสุขอยู่ในบ้านหลังนี้ได้ราวสักเจ็ดแปดเดือน ต่อมาผมก็กลับรู้สึกว่า มีสิ่งที่ผิดปกติแปลกๆบางอย่างที่ไม่ธรรมดาได้เกิดขึ้นกับบ้านแฝดคู่นี้อย่างที่ผมไม่ได้ใส่ใจสนใจมาก่อนหน้านี้แม้แต่น้อยนิด
และไอ้สิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นเป็ลำดับแรกจนเกิดเป็คำถามขึ้นมาในใจของผมอย่างที่้าคำตอบให้ได้ก็คือ
เหตุใดกันนะ ที่พวกคนงานจำนวนไม่น้อยถึงได้ค่อยๆทยอยลาออกจากงานที่นี่กันอย่างประหลาดๆ คือพวกเขาดูราวกับจะตื่นตระหนกกับอะไรบางอย่าง และต่างก็รีบเร่งกันย้ายออกจากทีี่นี่กันในเวลาไม่นาน ทั้งๆที่แต่ล่ะคนต่างก็เข้ามาทำงานกันได้เพียงแค่ชั่วประเดี๋ยวเดียวหรือเต็มที่ก็ไม่เกินสามสี่วันเท่านั้นเอง มิหนำซ้ำบางคนเข้ามาทำงานได้แค่เพียงวันเดียวคืนเดียวแต่พอยังไม่ทันจะเช้าก็กลับรีบเก็บกระเป๋าข้าวของเผ่นอ้าวไปเลยก็มี และถึงแม้ว่าจะมีคนงานใหม่เข้ามาทำงานกันอีกกี่คน ก็ล้วนแต่อยู่กันไม่ทนแทบทั้งสิ้น
เอ... ก็แล้วมันเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขากันล่ะนี่ หรือว่าคนงานต่างด้าวเดี๋ยวนี้จะเปลี่ยนแปลงไปจากคนงานต่างด้าวในสมัยก่อนไปซะแล้วนะ ?
ใช่ล่ะ ผมอดที่จะคิดอย่างนี้ไม่ได้ เเละตอนแรกๆผมก็ไม่ได้รู้สึกถึงความผิดปกติหรือติดใจสงสัยอะไรมากมายนัก ก็เลยได้แต่คิดว่าเดี๋ยวนี้สมัยนี้พวกคนงานต่างด้าวมันช่างไม่ค่อยมีความอดทนในการทำงานเอาซะเลยนะ เพราะงานคั้นน้ำเสาวรสของที่นี่นั้น ก็ดูจะไม่ใช่เป็งานที่หนักหนาสาหัสอะไรเท่าไรนัก ซึ่งที่จริง ก็นับว่าเป็งานที่ค่อนข้างสบายซะด้วยซ้ำ เพราะทำอยู่แต่ในร่มหรือแค่ในบ้านเท่านั้น ไม่ต้องไปตากแดดอะไรเลย แต่พอหลังจากมีคนงานจำนวนไม่น้อยทยอยเผ่นกันไปมากขึ้นเรื่อยๆแล้ว ผมก็รู้สึกว่า ข้อสรุปของผมอย่างที่ว่านั้น ก็คงไม่ใช่แล้วล่ะ
มันจะต้องมีสิ่งผิดปกติอย่างอื่นที่อยู่เื้ัของความผิดปกติของพวกคนงานซะแล้วกระมัง ?
แต่... แต่สิ่งนั้น มันคืออะไรกันล่ะ ?
แล้วในที่สุดวันหนึ่ง ผมก็รู้สึกอดรนทนไม่ได้อีกต่อไปกับความสงสัยในเื่นี้ที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ และผมก็คิดว่า ถึงเวลาแล้ว ที่จำจะต้องไปถามใครให้ได้คำตอบ ให้มันได้คลายความสงสัยคาใจที่ได้สั่งสมไว้ออกไปเสียที
แล้วก็ให้บังเอิญที่ผมก็นึกขึ้นได้ว่า ก่อนหน้านี้ไม่นาน ผมเองนั้นก็ได้เคยพูดคุยกับคนงานต่างด้าวชาวลาวสองสามีภรรยาคู่หนึ่งที่ได้เข้ามาทำงานคั้นน้ำเสาวรสอยู่ที่นี่ ได้สักสองสามเดือนแล้ว จนกระทั่งเกิดความคุ้นเคยหรือเป็กันเองอยู่ในระดับหนึ่ง ผมจึงคิดว่า เดี๋ยวถ้ามีโอกาส ก็จะลองสอบถามเขาสองคนถึงเื่นี้ดูสักหน่อย และชื่อของสองสามีภรรยาคู่นี้ก็คือ 'จันและมะลิ'
"จัน... พี่มีเื่อยากจะถามอะไรจันสักหน่อยน่ะ ..."
ผมเอ่ยขึ้นกับจัน หลังจากที่เห็นเขาเพิ่งจะเสร็จจากการทำงานในเย็นวันหนึ่ง โดยขณะนั้นผมก็ได้รอคอยที่จะดักถามเขาอยู่ในมุมหนึ่งของตัวบ้าน
"คร้าบพี่กิต... อยากจะถามผมถึงเื่อะไรล่ะกันล่ะครับพี่...?"
จันทำหน้าสงสัยแล้วก็ฉีกยิ้มกว้าง ตามสไตล์คนต่างด้าวต่างจังหวัดที่ดูซื่อๆ
"คืองี้นะ... นี่เป็เื่ที่ฉันสงสัย และอยากจะถามจันในตอนนี้มาก คือฉันน่ะ ก็เข้ามาอยู่ที่บ้านหลังนี้ได้สักพักใหญ่แล้ว ก็อย่างที่เคยบอกจันไปแล้วนั่นล่ะ แต่ฉันก็สังเกตุว่า ทำไมพวกคนงานที่นี่แต่ล่ะคนถึงได้ทำงานกันไม่ค่อยจะทนทานเลย เห็นอยู่กันแป๊บๆก็รีบทยอยลาออกกันไปอย่างเร็ว บางคนเห็นมาอยู่แค่วันเดียวคืนเดียวแล้วก็รีบเก็บข้าวของกันไปในตอนเช้าเลยก็มี ไอ้งานที่นี่มันก็ไม่ได้หนักหนาสาหัสอะไรนักไม่ใช่หรือจัน ?"
แล้วรอยยิ้มที่มีชีวิตชีวาเป็ธรรมชาติของจัน ก็พลันสลายหายไปครึ่งค่อน เเละคงเหลือไว้แต่เพียงรอยยิ้มแบบแห้งๆเท่านั้น ส่วนสีหน้าของเขาก็ดูราวจะซีดขาวลงไปอย่างทันที จนผมก็อดที่จะเลิกคิ้วขึ้นมาอย่างแปลกใจไม่ได้
"อ๋อ เื่นั้นน่ะหรือพี่กิต... คือเื่นั้นน่ะ..."
จันกลับทำหน้านิ่วขึ้นมา และก็มีอาการกระสับกระส่ายขึ้นมาเล็กน้อย
"ที่จริง มันก้อมีสาเหตุ อยู่หน่อยนึงน่ะพี่กิต... แบบว่า... เอ่อ... แบบว่า..."
"แบบว่าๆ อะไรกันวะจัน ติดอ่างแบบนี้ แล้วทีนี้จะรู้เื่กันไหมนี่ ?" ผมเห็นจันติดอ่างก็เลยอดรำคาญขึ้นมาเล็กน้อยไม่ได้
"แหะๆ โทษทีๆ พี่กิต" จันเกาหัวยิกๆ
"คือเื่นี้น่ะ ผมก็ดันเคยคิดว่า พี่กิตน่ะ ก็คงจะรู้เื่มาก่อนหน้านี้แล้วซะอีก..."
ผมเลิกคิ้วทั้งสองข้างขึ้นสูงทันที
"โทษเถอะวะจัน...ฉันน่ะ ไม่ได้รู้เื่อะไรๆอย่างที่จันคิดไว้หรอกนะ เพราะแต่ละวันๆฉันก็ต้องรีบออกไปทำงาน กลับมาก็ค่อนข้างจะดึก หลังจากนั้นก็รีบล็อกประตูห้อง เพื่อจะนั่งทำพวกงานอาร์ตต่างๆและงานเขียนอีกตั้งครึ่งค่อนคืน เพราะอย่างนั้น ฉันน่ะจะไม่ค่อยจะมีเวลาได้พูดคุยกับใครคนอื่นที่อยู่ที่นี่นักหรอกนะ ก็มีวันนี้ล่ะ ที่ฉันไม่ได้ออกไปทำงาน และก็มีเื่สงสัยคาใจพวกนี้อยู่ ถึงได้รอถามจันอยู่นี่ไงล่ะ เพราะฉะนั้นมันเื่อะไรกันล่ะที่จันคิดว่า ฉันน่ะ น่าจะรู้แล้ว...?"
จันหรี่ตาลง แล้วก็ทำท่าเหลียวซ้ายแลขวาราวกับกลัวว่าใครจะมาได้ยินคำพูดที่เขากำลังจะพูดออกมา
"ก็เื่... ก็เื่..." จันลดเสียงลงอีกหน่อย "ก็เื่... ที่นี่มี ผีน่ะสิพี่กิต..."
"ฮ๊าาา...?! พูดว่าไงนะ ผีงั้นเหรอ...?!"
ผมอดจะอุทานเสียงดังไม่ได้ ส่วนจันก็ตกอกใขึ้นมากับเสียงของผม จึงรีบทำท่าจุ๊ปากทันที
"เบาๆก็ได้ครับพี่กิต... บรื๊อ... ผมงี้เสียวสันหลังวาบๆเลยพี่..."
จันว่าแล้วก็เหลียวซ้ายแลขวาอีก และก็ทำให้ผมอดที่จะต้องเหลียวตามไปด้วยไม่ได้
แล้วผมก็หันกลับมาจ้องหน้าจัน
"ผี... ผีอะไร...? ผีที่บ้านนี้น่ะเหรอ ? เป็ไปไม่ได้น่ะจัน พูดเป็เล่นไปได้นะเรานี่...?"
จันทำหน้าเครียดขึ้นมาทันที
"ผมไม่ได้พูดเล่นนะพี่กิต ที่บ้านแฝดหลังนี้ มี... ผีจริงๆ...!"
จันเน้นคำสุดท้ายอย่างเบาหวิว และผมก็อดที่จะตื่นตะลึงอย่างที่ไม่เคยคาดคิดถึงเื่นี้มาก่อนไม่ได้...!
(โปรดติดตามเื่ราวต่อไปในบทที่ 2 ครับ)