“เจี่ยนหราน นี่เป็บัตรเครดิตของผม รหัสคือ 131224 ถ้าในบ้าน้าจะซื้อขาดเหลืออะไรคุณก็ทำซื้อตามที่เห็นว่าเหมาะสมแล้วกัน”
ผ่านไปหลายชั่วโมงแล้ว หูของเจี่ยนหรานยังได้ยินคำพูดของสามีที่เพิ่งแต่งงานตอนมอบบัตรเครดิตให้เธอก่อนออกจากบ้านเมื่อเช้าอยู่ ยังก้องอยู่ในหูของเจี่ยนหราน
พูดตามตรงเธอมีความเข้าใจในตัวของรู้จักชายผู้เป็สามีน้อยมากจนน่าสงสาร
นอกจากที่เขาบอกเธอจากปากเองว่าแซ่ฉิน ชื่อเยว่ แล้ว เธอก็ไม่รู้เื่อื่นๆของเขาเลย แม้แต่ที่บ้านของเขามีใครบ้างเธอก็ไม่รู้แน่ชัด
เจี่ยนหรานก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตนเองเอาความกล้ามาจากไหนถึงได้จดทะเบียนสมรสกับผู้ชายที่เคยเจอหน้ากันเพียงสองครั้ง
สิบวันก่อนภายใต้ด้วยความช่วยเหลืออย่างกระตือรือร้นของหลิงเฟยอวี่เพื่อนสาวคนสนิท หลิงเฟยอวี่ ตอนเจี่ยนหรานย่างเข้าสู่เส้นทางการได้นัดบอดเป็ครั้งที่n ได้พบนับไม่ถ้วนกับชายหนุ่มคนหนึ่งชื่อฉินเยว่
เดิมทีเธอไม่ได้ตั้งความหวังอะไรอย่างไรเสียหลังจากสามปีก่อนหลังเธอจากถูกคนวางแผนใส่ร้ายเธอก็ไม่มีสิทธิ์เลือกอะไรมากนักมีแต่คนอื่นที่มีสิทธิ์เลือกเธอ
พอดีกับที่เธอเลือกคนอื่นมากนักไม่ได้ดังนั้นวันที่นัดบอด เธอเลยไปถึงก่อนเวลาสิบห้านาที
เพราะตัวเองไม่มีคุณสมบัติอะไรที่เหนือกว่าจึงได้แต่แสดงออกทางด้านอื่นให้ดีหน่อยเท่านั้นหวังว่าจะสร้างความประทับใจให้แก่อีกฝ่าย
ถ้าหากพบกับผู้ชายที่เหมาะสมก็แต่งงานกับเขาไปพ่อแม่จะได้สบายใจ
ผู้ชายที่นัดบอดกับเธอมาตรงเวลาไม่เร็วไป ไม่ช้าไป
ชายหนุ่มแต่งกายด้วยชุดสูทและรองเท้าหนังจนดูเป็ทางการมากๆทำให้รู้สึกว่าเขาให้ความสำคัญกับนัดบอดครั้งนี้ให้ความรู้สึกไม่เลวดีในการพบกันครั้งแรกแก่เจี่ยนหราน
รูปแบบการทักทายของเขาก็ปกติธรรมดา“คุณเจี่ยน สวัสดีครับ ผมชื่อฉินเยว่”
ประโยคที่ธรรมดาสามัญมากแต่เพราะน้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความดึงดูดใจทำให้เจี่ยนหรานรู้สึกว่าน่าฟังมากกว่าปกติยิ่งเพิ่มความความน่าประทับใจต่อผู้ชายคนนี้
หลังจากทั้งสองพูดคุยกันอย่างเรียบง่ายธรรมดาแล้วก็ทิ้งเบอร์โทรศัพท์ไว้อย่างมีมารยาทและต่างคนต่างไป
เจี่ยนหรานนัดบอดมาหลายครั้งแล้วเจี่ยนหรานจึงไม่ได้เก็บนัดบอดครั้งนั้นมาใส่ใจอะไรมากนัก
เธอนึกว่าการนัดบอดครั้งนั้นก็คงจบไปโดยไม่มีอะไรเหมือนกับนัดบอดหลายครั้งก่อนที่ผ่านมา คิดไม่ถึงว่าสองวันต่อมาจะได้รับโทรศัพท์จากฉินเยว่
น้ำเสียงของเขายังคงสุภาพมีมารยาท“คุณเจี่ยน คืนนี้มีเวลาว่างไหมครับ”
คืนนั้นฉินเยว่นัดเธอมาทานข้าวที่ร้านอาหารเสฉวน
เจี่ยนหรานไม่ค่อยชอบนัดบอดที่กระอักกระอ่วนเช่นนี้มีการพูดจาระหว่างทานอาหารน้อยมากอาหารมื้อนี้ดูเครียดเกร็งอย่างเห็นได้ชัดและทานไม่อิ่มเท่าไร
เดิมทีเธอคิดจะหาเหตุผลมาขอตัวกลับก่อนระหว่างที่ลังเล ฉินเยว่เลยชิงพูดก่อนว่า “คุณเจี่ยน วันพุธหน้าผมมีเวลาว่าง วันนั้นเราไปจดทะเบียนสมรสกันเป็อย่างไร”
“จด จดทะเบียนอะไร?” เจี่ยนหรานถูกคำพูดนี้ของฉินเยว่ทำให้ใจนตะลึงค้าง
“ทะเบียนสมรส” เขาพูดซ้ำ น้ำเสียงจริงจังมาก ไม่เหมือนพูดเล่นเลยสักนิด
“ทะเบียนสมรส” เจี่ยนหรานยังไม่ค่อยกล้าเชื่อสิ่งที่ตนเองได้ยิน วางมือลงบนต้นขาแล้วลองหยิกดูว่าตนเองไม่ได้ฝันไปจริงๆถึงค่อยพินิจชายหนุ่มตรงหน้าอย่างจริงจัง
ฉินเยว่มีคิ้วที่คมเข้มมากดวงตาสดใสเป็ประกาย โครงหน้ายิ่งหล่อเหลาราวประติมากรรมหน้าตาแบบนั้น จัดอยู่ในประเภทที่ว่าถ้าโยนลงไปในฝูงชนก็มองเห็นได้ในปราดเดียว
หน้าตาและบุคลิกของเขาเคร่งขรึมดูแล้วไม่เหมือนคนทำอะไรหุนหันพลันแล่นพวกเขาเพิ่งพบหน้ากันแค่สองครั้งเขาก็บอกว่าอยากแต่งงานกับเธอแล้ว?
ต่อมา เสียงทุ้มน่าดึงดูดของชายหนุ่มก็ดังมาเข้าหูเธออีกว่า“ผมนึกว่าคุณเจี่ยนกับผมจะเหมือนกันนัดบอดก็เพื่ออยากจะสร้างครอบครัวแต่งงานมีลูก มีชีวิตที่คนอื่นถือว่า ‘ปกติธรรมดา’ ”
“ถูกต้อง ฉันคิดแบบนั้นค่ะ แต่ยังไงพวกเราก็เพิ่งพบกันแค่สองครั้งคุณไม่รู้สึกว่าเื่นี้เร็วไปหน่อยหรือ?”เจี่ยนหรานบอกความคิดของตนเองออกมาเธอคิดจะมีครอบครัวของตัวเองแต่ไม่เคยคิดจะทำลวกๆ แบบนี้
“เร็วไปนิด” สีหน้าของฉินเยว่เรียบเหมือนปกติและพูดต่อว่า“หลังจากเจอกันครั้งแรก ผมกลับไปคิดทบทวนสองวัน ผมประทับใจคุณเจี่ยนให้ความรู้สึกั้แ่แรกพบไม่เลวผมคิดว่านิสัยของเราสองคนไปด้วยกันได้ดังนั้นผมจึงอยากลองดู”
เจี่ยนหรานขมวดคิ้วเล็กน้อยน้ำเสียงเริ่มฉุน “ในความคิดของฉัน การแต่งงานไม่ใช่เื่เล่นๆ ลองดู? ถ้าลองดูแล้วไม่ดี คุณคิดจะ...”
ไม่รอให้เธอพูดจบฉินเยว่ก็ตัดบทคำพูดของเธอ“คุณเจี่ยน เราสองคนเป็ผู้ใหญ่แล้ว ย่อมไม่คาดหวังถึงความรักที่ไม่มีอยู่จริงและรู้ดีว่าสิ่งที่ในใจของตนเอง้าคืออะไร”
เจี่ยนหรานไม่ได้ตอบรับจ้องมองใบหน้าของฉินเยว่ตาไม่กระพริบ
ผู้ชายคนนี้ดูจากภายนอกสงบนิ่งไม่แสดงออก ดูราวกับเป็ไปก็น่าจะเป็คู่แต่งงานที่ดี
หากทว่าเธอจะสามารถมอบครึ่งหนึ่งของชีวิตหลังไว้ในมือชายหนุ่มที่เคยเจอหน้ากันเพียงสองครั้งได้จริงๆหรือ?
ได้จริงๆน่ะหรือ?
เมื่อเห็นเธอลังเล ฉินเยว่จึงพูดอีกว่า“ผมอาจจะใจร้อนเกินไป ไม่ได้คิดถึงความรู้สึกของคุณ ถ้าหากคุณเจี่ยนคิดว่าผมคนนี้พอใช้ได้คุณก็กลับไปคิดทบทวนดูลองไตร่ตรองดูสักหน่อยผมจะรอโทรศัพท์จากคุณ”
วันนั้นหลังจากกลับถึงบ้านเจี่ยนหรานคิดวนเื่นี้อยู่เกือบทั้งคืน
เธอยอมรับว่าทัศนคติบางอย่างของเธอกับฉินเยว่นั้นเหมือนกันตัวอย่างเช่นความรักที่ไม่มีอยู่จริง
หลังจากถูกทำร้ายแสนสาหัสแบบนั้นเธอก็ไม่เชื่อในสิ่งที่เรียกว่าความรักบนโลกนี้อีก
เธอไม่ได้นอนทั้งคืนเช้าวันรุ่งขี้นขึ้นเจี่ยนหรานก็กดเบอร์โทรศัพท์ของฉินเยว่ตอบรับ “คำขอแต่งงาน” ของเขา
เช้าวันนั้นเจี่ยนหรานนำสมุดทะเบียนบ้านมาตอนบ่ายก็ไปจดทะเบียนที่สำนักงานจดทะเบียนสมรสกับฉินเยว่
ตอนที่เธอกับฉินเยว่ถือทะเบียนสมรสออกจากสำนักงานเขตในใจมีความรู้สึกบางอย่างบอกไม่ถูกอย่างหนึ่ง
มีคำกล่าวว่าการแต่งงานคือชีวิตที่สองของผู้หญิงตอนนี้ดูแล้วก็เรียบง่ายแค่นี้เองเอกสารหลักฐานการจดทะเบียนสมรสในชีวิตของเธอถูกสลักตราประทับเป็สมบัติของฉินเยว่
เมื่อวานเป็วันที่เจี่ยนหรานย้ายเข้ามาอยู่ด้วยกันในอพาร์ทเมนต์ของฉินเยว่
เมื่อคืนวานฉินเยว่ก็แสดงความเป็สุภาพบุรุษอย่างมากเป็ฝ่ายยกห้องนอนของตนเองให้เธอนอนพักผ่อนคนเดียวส่วนตัวเขาไปนอนอีกห้องหนึ่ง
เจี่ยนหรานคิดไม่ถึงเลยจริงๆว่า วันนี้ก่อนออกจากบ้านมาทำงาน ฉินเยว่จะมอบบัตรเครดิตให้เธอ
ระหว่างเธอกับเขายังไม่รู้จักกันดี เพราะเหตุใดเขาถึงมอบทรัพย์สินทั้งหมดภายในบ้านไว้ในมือของเธอ?
“เจี่ยนหราน นักข่าวของทุกสำนักล้วนกำลังรออยู่ด้านในคนของคณะกรรมการบริษัทและท่านประธานคนใหม่กำลังก็ใกล้จะมาถึงแล้วตอนนี้เธอยังมัวแต่เหม่ออะไรอยู่?"
ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์สวีโหย่วอ้าย กล่าวทำลายอาการใจลอย ลอยด้วยน้ำเสียงเข้มงวด เธอรีบปรับสติอารมณ์ คืนสู่สภาพปกติ “ผู้จัดการสวี ขอโทษด้วยค่ะ ฉันจะตั้งใจค่ะ”
สวีโหย่วอ้ายมองเจี่ยนหรานพูดเสียงเข้มงวด “เจี่ยนหรานถึงเธอจะเป็พนักงานของแผนกธุรกิจแต่ผู้จัดการของพวกเธอส่งเธอมาช่วยแผนกประชาสัมพันธ์ของเราเธอก็ช่วยกระฉับกระเฉงหน่อยอย่ามาเป็ตัวถ่วงฉัน”
เจี่ยนหรานเม้มปากผงกศีรษะ“ผู้จัดการสวี เมื่อกี้ฉันใจลอยไปหน่อย ต่อไปจะไม่เกิดเื่แบบนี้ขึ้นอีกค่ะ”
สวีโหย่วอ้ายมองเจี่ยนหรานแน่วนิ่งแล้วค่อยย้ายสายตาไปที่อื่น ปรบมือเรียกพนักงานแผนกเดียวกันจำนวนหลายคนที่มีหน้าที่คอยรับแขกมาหา
“ทุกคนต้องทำตัวให้สดชื่นแจ่มใสเต็มร้อยงานแถลงข่าวในวันนี้พวกเราจะต้องทำให้ดีที่สุดห้ามมีข้อผิดพลาดเด็ดขาด” ในเวลาเดียวกับที่สวีโหย่วอ้ายพูดสายตาเคร่งขรึมจริงจังก็กวาดมองพนักงานทุกคนที่อยู่ใต้บังคับบัญชา