หลังการทดสอบหอค่ายกลมายาสิ้นสุดลง
บรรยากาศทั่วนครเมฆครามกลับยิ่งคึกคักกว่าเดิม
ผู้เข้าสอบหกร้อยคน
เหลือเพียงสองร้อยคน
ชื่อของผู้ผ่านเข้ารอบถูกประกาศไว้บนแผ่นศิลากลางจัตุรัส
ผู้คนจำนวนมากมารวมตัวกัน
เพื่อดูว่าใครคืออัจฉริยะรุ่นใหม่ของภูมิภาคตงอวิ๋น
หลินเซวียนยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชน
สายตากวาดมองรายชื่อบนแผ่นศิลา
ชื่อตัวเองยังคงอยู่
แม้จะไม่ใช่อันดับต้น ๆ
แต่ก็เพียงพอให้เขาเดินหน้าต่อไปได้
"ยินดีด้วย"
เสียงหวานดังขึ้นด้านข้าง
ลั่วชิงอวี่เดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้ม
"ผ่านมาถึงรอบนี้ได้"
"เจ้าถือว่าเก่งมากแล้ว"
หลินเซวียนหัวเราะเบา ๆ
"ยังห่างไกลอีกมาก"
หญิงสาวกำลังจะตอบ
แต่ทันใดนั้น
ฝูงชนด้านหน้ากลับแหวกออกจากกัน
เสียงพูดคุยค่อย ๆ เงียบลง
สายตานับไม่ถ้วนหันไปมองยังทิศเดียวกัน
ราวกับมีบุคคลสำคัญปรากฏตัว
...
ชายหนุ่มผู้หนึ่งกำลังเดินเข้ามา
ชุดคลุมสีขาวสะอาดราวหิมะแรกแห่งฤดูหนาว
เรือนผมสีดำยาวสยายถึงกลางหลัง
ใบหน้าหล่อเหลาเย็นชา
ดวงตาลึกล้ำดุจท้องฟ้ายามค่ำคืน
ทุกย่างก้าวสงบนิ่ง
แต่กลับทำให้ผู้คนรอบด้านรู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาล
ราวกับคนผู้นี้เกิดมาอยู่เหนือผู้คน
"มู่หรงเย่!"
"ศิษย์เอกของสำนักกระบี่สวรรค์!"
"เขามาด้วยจริง ๆ!"
เสียงอุทานดังขึ้นจากหลายทิศทาง
แม้แต่ผู้ฝึกตนรุ่นเยาว์จำนวนมากยังเผยสีหน้าตื่นเต้น
เพราะชื่อของมู่หรงเย่
โด่งดังไปทั่วดินแดนตงอวิ๋น
อายุเพียงยี่สิบปี
แต่กลับบรรลุขั้นสี่
แก่นมรรคา
กลายเป็นหนึ่งในอัจฉริยะที่มีโอกาสเข้าสู่สำนักระดับสูงในอนาคต
ลั่วชิงอวี่สูดลมหายใจลึก
ก่อนกระซิบ
"เขาคือตัวเต็งอันดับหนึ่งของการคัดเลือกครั้งนี้"
"ได้ยินว่าชนะผู้ฝึกตนขั้นสร้างชีพจรมรรคาหลายคนตั้งแต่อายุสิบแปด"
หลินเซวียนมองชายหนุ่มตรงหน้าเงียบ ๆ
เพียงมองแวบเดียว
เขาก็สัมผัสได้ถึงความแตกต่าง
คนผู้นี้
แข็งแกร่งกว่าเซียวอวี่เฟิงหลายเท่า
...
ในเวลาเดียวกัน
เซียวอวี่เฟิงเองก็อยู่ไม่ไกล
เมื่อเห็นมู่หรงเย่
แววตาของเขาเคร่งขรึมขึ้นทันที
แม้จะหยิ่งทะนงเพียงใด
แต่ก็รู้ดีว่า
ตนยังห่างจากระดับของอีกฝ่าย
ไม่น้อย
...
มู่หรงเย่เดินผ่านฝูงชนอย่างสงบนิ่ง
ไม่สนใจเสียงชื่นชมรอบด้าน
ราวกับคุ้นเคยกับสายตาเหล่านั้นมานานแล้ว
แต่ขณะที่กำลังจะเดินผ่านจัตุรัส
เขากลับหยุดฝีเท้าลง
สายตาหันไปยังคนผู้หนึ่ง
...
หลินเซวียน
...
ทั่วบริเวณตกอยู่ในความเงียบ
หลายคนเริ่มมองตาม
สงสัยว่าเหตุใดอัจฉริยะอันดับหนึ่งจึงหยุดเดิน
มู่หรงเย่จ้องมองหลินเซวียนอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนเอ่ยขึ้น
ด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
"แปลก"
ทุกคนชะงัก
ลั่วชิงอวี่เองก็ขมวดคิ้ว
จากนั้น
มู่หรงเย่กล่าวต่อ
"ข้ามองไม่เห็นมรรคาของเจ้า"
ทันทีที่คำพูดนี้ดังขึ้น
ผู้คนรอบด้านต่างตกตะลึง
ผู้ฝึกตนทุกคน
ล้วนมีมรรคาของตน
บางคนเป็นมรรคากระบี่
บางคนเป็นมรรคาอัคคี
บางคนเป็นมรรคาสายลม
แต่คนตรงหน้า
กลับถูกกล่าวว่า
มองไม่เห็นมรรคา
...
สายตานับร้อยคู่จับจ้องมาที่หลินเซวียน
แม้แต่เซียวอวี่เฟิงยังหรี่ตาลง
มู่หรงเย่มองเขาอีกครั้ง
ก่อนกล่าวสั้น ๆ
"น่าสนใจ"
จากนั้น
ก็เดินจากไป
ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
...
แต่หลังจากเขาจากไป
จัตุรัสทั้งแห่งกลับไม่สงบอีกต่อไป
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังขึ้นทันที
"เด็กคนนั้นคือใคร"
"เหตุใดมู่หรงเย่ถึงสนใจ"
"หรือจะมีภูมิหลังพิเศษ"
หลินเซวียนได้แต่ยิ้มขมขื่น
เขาเองก็ไม่รู้คำตอบ
...
ค่ำวันนั้น
ภายในห้องพัก
หลินเซวียนนั่งขัดสมาธิ
พลางนึกถึงคำพูดของมู่หรงเย่
ข้ามองไม่เห็นมรรคาของเจ้า...
แม้แต่เขาเอง
ก็ยังไม่รู้แน่ชัดว่ากำลังเดินบนเส้นทางใด
เต๋าแห่งกรรม?
เต๋าแห่งผู้ถือโคม?
หรือเส้นทางบางอย่างที่ไม่เคยมีใครบันทึกเอาไว้
ทันใดนั้น
ตะเกียงวิญญาณเก้าชั้นฟ้าภายในร่างพลันสั่นไหว
เปลวไฟชั้นแรกลุกโชนขึ้นชั่วครู่
ก่อนที่ภาพหนึ่งจะปรากฏขึ้นในห้วงจิต
...
ชายถือโคมคนเดิม
...
แต่ครั้งนี้
เบื้องหลังของเขา
กลับมีเงาร่างอีกหลายคนยืนอยู่
ทุกคนต่างถือโคมเหมือนกัน
และกำลังมองมาทางหลินเซวียน
ราวกับเฝ้ารอการมาถึงของเขา
ภาพนั้นคงอยู่เพียงชั่วอึดใจ
ก่อนจะสลายหายไป
เหลือเพียงความเงียบ
และคำถามที่มากกว่าเดิม
...
ขณะเดียวกัน
บนยอดหอสูงใจกลางนครเมฆคราม
มู่หรงเย่กำลังยืนมองท้องฟ้ายามค่ำคืน
ชายชราคนหนึ่งปรากฏตัวด้านหลัง
"เหตุใดเจ้าจึงสนใจเด็กคนนั้น"
มู่หรงเย่เงียบไปครู่หนึ่ง
ก่อนตอบ
"ข้าไม่รู้"
"แต่ในตัวเขา"
"มีบางสิ่งที่แม้แต่ดวงตากระบี่ของข้า"
"ก็มองไม่ทะลุ"
ชายชราขมวดคิ้ว
ส่วนมู่หรงเย่หันกลับไปมองนครเบื้องล่าง
แววตาลุ่มลึกกว่าที่เคย
"และคนแบบนั้น"
"มักนำพาเรื่องใหญ่ตามมาเสมอ"
"อัจฉริยะจากสำนักกระบี่สวรรค์ได้ปรากฏตัวแล้ว"
"และเป็นครั้งแรก"
"ที่ผู้คนในนครเมฆครามเริ่มหันมาสนใจชื่อของหลินเซวียน"