แม่ค้าออนไลน์สู่ยุทธภพ

    บทที่ 50 เริ่มตั้งตัว (16)

    ตอนที่ 50 

    เริ่มตั้งตัว (16)

    หลังจากซื้อขายที่ดินกันจนเสร็จเรียบร้อยชื่อบนที่ดินนั้นก็ลงชื่อเป็นตัวของจูเฟย ด้วยตัวของนางนั้นเป็นคนที่รอบคอบเลยขอร้องไห้ท่านผู้ที่เป็นผู้ดูแลจัดการที่ดินของอำเภอเมืองนั้นทำสัญญาขึ้นมา 2 แผ่น

    โดย 1 แผ่นนั้นมอบให้กับนางเก็บเอาไว้ส่วนอีก 1 แผ่นก็ให้ทางที่ว่าการอำเภอเก็บเอาไว้เพื่อใช้ในการตรวจสอบ มันเป็นการป้องกันอย่างนึงด้วยถ้าาตัวของนางนั้นทำหายไปสัญญาอีกแผ่นนึงจะได้อยู่ที่ที่ว่าการอำเภอและสามารถหยิบยกขึ้นมาใช้ในทางกฎหมายได้

    ตามหลักแล้วถ้าโฉนดที่ดินนั้นหายจากการที่นางได้ลองอ่านกฎหมายภายในยุคสมัยนี้ดูเมื่อโฉนดที่ดินหายไป ถ้าอยากจะแสดงสิทธิการเป็นเจ้าของก็ต้องมีสัญญาซื้อขาย ถ้าสัญญาซื้อขายแล้วโฉนดที่ดินหายไปมันก็จะกลายเป็นว่าที่ดินนั้นไม่มีผู้ใดเป็นเจ้าของและต้องเวียนคืนหลวง

    จูเฟยเลยกระทำสัญญาการซื้อขายขึ้นมา 2 แผ่น นางใช้ความสนิทสนมเพราะนางกับท่านปู่ที่เป็นผู้ดูแลในการจัดหาที่ดินของที่ว่าการอำเภอกระทำเรื่องนี้ขึ้นมา

    จูเฟยคิดไม่ผิดเลยสักนิดที่เลือกจะผูกมิตรกับข้าราชการผู้นี้เอาไว้ ในอนาคตข้างหน้านั้นมีเรื่องที่ต้องไหว้วานคนผู้นี้อีกมาก เพราะว่านางไม่ได้คิดว่าจะซื้อเพียงแค่ที่ดินผืนนี้เพียงผืนเดียวอยู่แล้ว กาลข้างหน้านางก็ต้องขยับขยายธุรกิจต่างๆ เพราะเช่นนั้นการจะผูกมิตรกับข้าราชการผู้ที่เป็นผู้ดูแลที่ดินของเมืองอู่หนานก็เป็นเรื่องที่สมควร

    “ ขอบคุณเจ้าค่ะท่านปู่~ ” จูเฟยร้องขอบคุณอีกฝ่ายออกไปในทันทีหลังจากที่นางนั้นได้ทำการซื้อขายจนเสร็จสิ้น

    ข้าราชการผู้นั้นที่ถือถุงเงินเอาไว้ภายในมือก็ถึงกับถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เขานั้นถอนหายใจออกมาด้วยความสบายใจเพราะว่าในที่สุดการค้าโฉนดที่ดินแปลงนี้มันก็จบลงสักที

    ยัยหนูผู้นี้กระตือรือร้นยิ่งหนักมาสอบถามเขาแทบจะทุกอาทิตย์

    “ ข้าเจ้าเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ลองไปดูที่ดินแปลงนั้นเอานะ ”

    “ เจ้าค่ะ~ ” จูเฟยยิ้มแป้นออกมาเลยทันทีก่อนที่นางจะรีบวิ่งออกไป 

    ทั้งสองพากันมาด้านหน้าเมืองอีกครั้ง วันนี้ได้กระทำการทุกอย่างจนเสร็จเรียบร้อยหมดแล้ว เมื่อกระทำธุระภายในเมืองเสร็จก็ได้ออกมาตรวจดูแปลงที่ดินของตนเองในยามเที่ยงของวัน 

    เด็กทั้งสองพากันออกมายืนจ้องมอง ที่ดินที่ตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าเมืองกัน จูเฟยมองไปก็ยิ้มไปด้วยความปิติพร้อมกับพยักหน้าขึ้นลงด้วยความพึงพอใจ 

    “ อย่าเอาเรื่องนี้ไปบอกท่านแม่นะอวี้หลิน ”

    “ เจ้าค่ะ~ ”

    เรื่องการซื้อขายที่ดินผืนนี้นางยังไม่ได้บอกให้มารดาของนางรู้เลย เพราะถ้าบอกให้ท่านแม่ของนางรู้คงจะโดนบ่นจนหูชา เงินจำนวน100 ตำลึงสามารถใช้ชีวิตอยู่สุขสบายได้ไปหลายปี 

    หลังจากนั้นไปสั่งกำชับกับอวี้หลินเสร็จเรียบร้อยแล้วก็หันกลับมาจ้องมองที่ดินด้านหน้าของตนเอง ที่ดินผืนนี้กว้างใหญ่พอสมควรดูจากสิ่งที่ควรจะปรับแต่งในตอนนี้ก็คงจะต้องทำให้พื้นที่รกร้างนี้กลับมาเป็นเหมือนเดิมก่อน

    ต้นไม้ใหญ่ที่ตั้งอยู่บริเวณมุมทั้งสี่ ไม่ต้องเอาออกเพราะสามารถทำให้เป็นของตกแต่งที่งดงามได้ แต่ตอนนี้สิ่งที่ต้องจัดการให้คือพวกวัชพืชที่ขึ้นและทำให้ดินผืนนี้รกร้าง

    แต่การจะจัดการกับที่ดินผืนนี้ก็ต้องจ้างคนงานมากระทำ ซึ่งเงินของนางยังไม่พอแน่นอน เพราะถ้าจัดการวัชพืชเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ควรจะการทำการก่อสร้างเลยทันที 

    เพราะว่าถ้าไม่กระทำการก่อสร้างเลยทันทีและปล่อยให้มันนั้นแต่มันเป็นไปอย่างนี้กว่าที่จะเริ่มทำการสร้างร้านต้นหญ้าก็คงจะขึ้นลงรกร้างอีกอย่างแน่นอน เพื่อจะไม่ให้เป็นการสูญเสียค่าจ้างคนมาถอนวัชพืชเหล่านี้เป็น 2 ต่อก็กระทำตอนที่คิดจะสร้างร้านเป็นดีที่สุด 

    จูเฟยยืนมองที่ดินที่เป็นของนางเรียบร้อยแล้วพร้อมกับเพียงพอไปมา นางกำลังคิดว่านางจะสร้างร้านขนาดไหนดี ช่วงแรกแรกที่เปิดร้านนางคิดว่าอาจจะสร้างร้านเพียงแค่ชั้นเดียวแต่ว่ามีพื้นที่ความ พวกโต๊ะและอื่นๆก็อาจจะมีเพียงแค่ไม่มากนัก

    รอให้ร้านแห่งนี้นั้นมีชื่อเสียงและเริ่มเป็นที่รู้จักก่อนก็ค่อยๆขยับขยายกันไป 

    ตอนนี้ภายในหัวของนางยิ่งกว่าเครื่องคิดเลขในสมัยใหม่อีกคำนวณของต่างๆและราคาในการตั้งร้านขึ้นมายังเสร็จสรรพ

    ดูจักการจ้างคนงานมาไถ่ถอนที่ดินก็น่าจะเสียเงินจำนวนหนึ่ง เพราะว่าดูจากที่ดินที่มีขนาดกว้างพอสมควรแล้วต้นไม้ก็ขึ้นรกร้างจนหนาตาเช่นนี้ค่าแรงในการถ่ายถอนพวกมันก็คงไม่ใช่ถูกๆ

    ไม่ใช่เพียงแค่ค่าจ้างในการไถ่ถอนที่ดินเท่านั้น อีกทั้งนางยังต้องมีค่าในการก่อสร้างร้านอีก ร้านที่นางคิดจะสร้างภายในหัวเป็นร้านเล็กๆ 

    แต่ว่าร้านเล็กๆที่จะสร้างก่อนต้องมีโครงฐานที่กว้างขวางมากพอสมควรเพราะว่าเวลาขยับขยายจะได้สร้างต่อขึ้นไปโดยปรับเปลี่ยนไม่ยากนัก 

    นี่ยังเป็นเพียงแค่ปัจจัยสองสิ่งที่จำเป็นยังมีการจัดแต่งร้านที่ต้องดูไม่น่าเชื่อได้เข้าไป และยังต้องมีค่าพนักงานรวมไปถึงค่าวัตถุดิบที่ต้องใช้ในแต่ละวันอีก 

    ค่าวัตถุดิบก็ต้องจัดเตรียมสำรองเผื่อเอาไว้ค่าพนักงานก็ต้องจัดเตรียมสำรองเผื่อเอาไว้อย่างน้อยก็หนึ่งเดือน ดูแล้วเส้นทางในการจะรวบรวมเงินมาให้ครบเพื่อจัดสร้างร้านขึ้นมามันคงจะไม่ง่ายแล้ว

    เพราะว่าคำนวณจากเงินดูก็น่าจะใช้ซักประมาณ 300 ตำลึง เพราะว่าต้องจัดเตรียมสำรองเงินเอาไว้อย่างน้อยก็หนึ่งเดือน เพราะในช่วงแรกๆในการเปิดร้านผู้คนเองก็คงจะไม่รู้จักในช่วงเวลานั้นกำไรเองก็คงจะไม่เข้ามาและก็ต้องมีเงินจำนวนหนึ่งในการบริหารจัดการร้าน

    นางคิดในรูปแบบของนักธุรกิจแม้ว่าในยุคก่อนน่าจะเป็นแม่ค้าออนไลน์แต่วิธีคิดและจัดการเช่นนี้นางก็ศึกษามาบ้าง

    มันไม่ใช่เงินจำนวนน้อยๆ 300 ตำลึง ถ้าจะให้ทำงานหนักเหมือน 1 เดือนที่ผ่านมาก็คงจะไม่ได้ เพราะว่า 1 เดือนที่ผ่านมาตัวของนางและอวี้หลินก็ทำงานจนบางวันก็กลับบ้านมืดค่ำ เกรงว่าร่างกายมันจะทรุดแย่ลงไปเสียก่อนที่ได้สร้างร้าน

    และอีกไม่นาน 2 เดือนฤดูเหมันต์มันก็จะย่างกายเข้ามาและการเพาะปลูกพืชสมุนไพรก็คงจะไม่สามารถทำกำไรให้ได้มากนัก เพราะว่าในการทำกำไรในช่วงหน้าหนาวนั้นมันไม่ใช่วิธีของพวกที่ทำการเพาะปลูกอยู่แล้ว

    นางเองก็เคยคิดดูเรื่องนี้เหมือนกันว่าถ้าฤดูเหมันต์มาถึงแล้วสมุนไพรพฤกษาน้ำและต้นหญ้าเลื้อยคลานไม่สามารถเพาะปลูกได้ราคานั้นจะพุ่งสูงขึ้นตามความต้องการหรือไม่

    ก็ลองไปถามกับท่านปู่จ้าวพี่เป็นผู้ที่ทำการค้าขายตัวเขานั้นก็ได้ตอบกลับมาว่าราคานั้นมันจะไม่ได้พุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย เพราะว่าสมุนไพรพฤกษาน้ำและต้นหญ้าเลื้อยคลานมันถูกรับซื้อตลอดทั้งปีทำให้ผู้ที่ต้องการนั้นก็มีจัดตุนเอาไว้ประมาณนึงทำให้พวกเขาไม่จำเป็นต้องรับซื้อในยามฤดูเหมันต์

    ราคาภายในฤดูเหมันต์มันเลยเป็นปกติไม่ได้พุ่งสูงขึ้นเพราะว่าเรื่องเช่นนี้ผู้คนนั้นก็รู้อยู่แล้ว ในยามฤดูทั่วไปเขาเลยรับซื้อกันเป็นจำนวนมากเพื่อกักตุนเอาไว้ มันเป็นปัญหาที่มักจะมาในทุกๆปีผู้คนเลยไม่ได้รับผลกระทบมากนัก

    ไม่เหมือนกับไข้หนาวสั่นที่พบเจอกันอยู่ๆก็ปรากฏขึ้นมาเลยทำให้สมุนไพรหยางอี้มีราคาที่เพิ่มมากขึ้น

    หลังจากจ้องมองและดูที่ดินของตนเองจูเฟยก็ได้ตัดใจแล้วหันเดินกลับไปอีกทางนึง วันนี้ตัวของนางต้องไปพบเจอกับท่านอาจารย์เพื่อทำการฝึกฝนค่ายกล 

    ดูแล้วนางจะสามารถรวมเงินได้ครบทั้งหมดแล้วทำการก่อสร้างร้านรวมถึงตกแต่งร้านเปิดก็คงจะประมาณปีหน้า คงจะไม่พ้นครึ่งปีอย่างแน่นอนอาจจะเป็นยามประมาณเดือน 6 

    ตอนนี้นางเองก็คงจะได้แต่ต้องรอเท่านั้น บางทีการฝึกฝนค่ายกลอาจจะทำให้นางหาวิธีการทำเงินได้มากกว่าในการค้าขายสมุนไพรก็ได้ 

    จูเฟยส่งให้ตัวของอวี้หลินเดินทางกลับไปที่บ้านของท่านยายหวังก่อนนางได้มอบเมล็ดสมุนไพรให้กับสาวใช้คนสนิทเพื่อให้ไปหว่านเมล็ด เมื่อที่นางมาฝึกฝนวิชากับท่านอาจารย์นางก็มักจะกระทำอย่างนี้ทุกครั้งเพราะตอนนี้อวี้หลินก็สามารถกระทำทุกอย่างได้โดยที่ไม่มีนางคอยกำกับดูแลแล้ว 

    มุ่งตรงไปถึงป่าที่เป็นที่ฝึกฝนค่ายกล เมื่อไปถึงก็พบเจอกับท่านอาจารย์ของตนเองที่นั่งรออยู่ก่อนเรียบร้อยแล้ว อาจารย์ของนางได้เริ่มฝึกฝนค่ายกลให้ทันที 

    ตอนนี้หลังจากเวลาผ่านพ้นไปพลังวิญญาณของจูเฟยมันขึ้นมาอยู่ในระดับสีขาวขั้นกลาง เพิ่มขึ้นมา 1 ระดับค่ายกลที่สามารถวาดได้ก็มีชนิดมากขึ้น 

    ค่ายกลเป็นไปอย่างต่อเนื่องจูเฟยพยายามจำค่ายกลทุกอย่างที่ท่านอาจารย์กำลังสอนเอาไว้อย่างไม่ให้ขาดตก

    เมื่อจดจำดูมันก็เป็นค่ายกลพื้นฐานที่ดูจะมีประโยชน์ในการใช้ชีวิตประจำวันแต่ก็ยังหาค่ายกลที่จะมานำสร้างรายได้ไม่ได้เลยสักนิด

    ผ่านพ้นไปท้องนภาเริ่มเข้าสู่ช่วงยามเย็นแต่ยังไม่ถูกดวงอาทิตย์ย้อมให้กลายเป็นสีส้มอมแดง ตอนนี้ดวงอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำไปทางทิศตะวันตกมันเริ่มค่อยๆลดแสงลง เป็นช่วงเวลาก่อนที่พระอาทิตย์นั้นจะถูกย้อมกลายเป็นสีส้มอมแดง 

    สายลมเย็นๆพัดผ่านมานี่เป็นช่วงเวลาในการพัก จูเฟยนั่งถอนหายใจเฮือกใหญ่ทำให้ท่านอาจารย์ที่นั่งอยู่ด้านหน้านั้นสังเกตเห็น 

    “ ยัยหนูจูเจ้าเป็นอันใด? ” ผู้เป็นอาจารย์ยื่นหน้าเข้ามาหาศิษย์ตัวน้อยของตนเอง 

    “ คือว่านะเจ้าคะท่านอาจารย์~ ค่ายกลเหล่านี้มันก็มีประโยชน์อยู่หรอกแต่ว่ามันยังไม่มีค่ายกลที่สามารถนำไปใช้กับการค้าขายได้เลย ”

    “ ท่านอาจารย์พอจะมีค่ายกลอันใดที่ทำให้ตัวของข้าสามารถนำไปใช้ในการค้าขายได้บ้างหรือไม่เจ้าคะ ” จูเฟยทำดวงตาตกเล็กน้อยแสดงใบหน้าที่ปรากฏความผิดหวังออกมา

    “ ค่ายกลที่ช่วยในการค้าขายงั้นรึ ” ผู้เป็นอาจารย์เหลือบมองบนพร้อมกับแสดงท่าทางครุ่นคิด 

    “ เอาเช่นนี้ไหมล่ะอาจารย์พอจะนึกให้คนอย่างนึงได้ บางทีค่ายกลนี้อาจจะเป็นประโยชน์กับตัวของเจ้าที่ใช้ในการค้าขายก็ได้นะ ” หยางซานพูดขึ้นมา

    “ อันใดหรือเจ้าค่ะ!!! ” จูเฟยทำหน้าตาสนอกสนใจในทันที 

    จบบท