บทที่ 50 การหลอกใช้ของพี่สี่
รอยยิ้มบนใบหน้าของมู่จือแข็งค้างอยู่ครู่หนึ่ง แต่มันก็เพียงชั่วครู่เท่านั้น เธอจับข้อมือของซิงซิงอย่างอ่อนโยน วางมือเล็กนุ่มบนฝ่ามือของตนเองพลางเลิกคิ้วขึ้น
“พี่ไม่ใช่ว่าไม่อยากยิ้ม” ขณะที่พูดก็ยืนขึ้นและโน้มตัวไปทางเสิ่นเฉินโจว
“คุณพ่อ ถ้าอย่างนั้นฉันจะขอพาซิงซิงไปก่อนนะคะ”
เสิ่นเฉินโจวเงียบไปสองวินาทีด้วยท่าทางเหมือนจะยิ้มแต่ก็ไม่ยิ้มและพยักหน้า เขาคิดกับตัวเองว่าเด็กน้อยคนนี้โชคดีที่ไม่ได้อยู่กับเขา
ได้รับการช่วยชีวิตอีกแล้ว
ส่วนคราวหน้าจะโชคดีขนาดนี้อีกหรือไม่นั้นก็คงบอกไม่ได้
สีหน้าอินเสินพลันมืดลงและยืนขึ้น
“พ่อครับ ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวก่อน”
เสิ่นเฉินโจวยากที่จะใจกว้าง และตอนนี้ไม่มีอะไรหยุดเขาได้ สายตาของเขามองไปที่แผ่นหลังของมู่จือและอินเสิน สุดท้ายก็ไปตกที่ซิงซิง
สิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ที่แค่บีบก็ตาย แต่กลับดูมีอำนาจจนเขาไม่สามารถคาดเดามันได้
จะฆ่าหรือจะอยู่ เรามาคอยดูกัน
……
ทันทีที่พ้นประตู อินเสินก็คว้าข้อมือของมู่จือ
“ชู่ว” มู่จือเลิกคิ้ว “พี่รู้จักอ่อนโยนกับน้องสาวหน่อยสิคะ”
“มู่จือ จะใช้คนก็ต้องมีขอบเขต” อินเสินไม่ยอมปล่อยมือ เขามองไปที่มู่จือสายตาขุ่นเคืองเย็นชากัดกินไปถึงกระดูก
“ฉันไม่สนใจว่าเธอจะทำตัวน่าขยะแขยงในแวดวงนี้ยังไง แต่อย่าเอามือสกปรกมาแตะต้องคนของฉัน”
มู่จือไม่ได้โกรธ ใบหน้างามดั่งจิ้งจอกนั้นไม่ได้แสดงอารมณ์ลึกซึ้งอะไร
“ถ้าอย่างนั้นพี่ก็แพ้แล้ว อินเสิน คนของตัวเองยังไม่สามารถปกป้องได้ นึกไม่ถึงว่าต้องให้งูพิษอย่างฉันเป็นคนจัดการ”
“ใช่แล้ว ช่วงนี้ฉันกำลังมองหาเด็กที่จะมาออกรายการครอบครัวด้วย และพอดีว่าตอนนี้ก็มีแล้ว ทำไมฉันถึงจะใช้มันไม่ได้”
“อีกอย่าง เป็นเด็กที่มาส่งถึงหน้าประตูด้วยซ้ำ”
“ฟังนะ อินเสิน ฉันไม่ได้สนใจสถานะหรือตัวตนของเด็กคนนี้ ในเมื่อพ่อเห็นด้วย งั้นเรื่องนี้ก็ไม่ควรมีอะไรมาขัดขวาง”
“สิ่งที่พี่ต้องทำในตอนนี้คือกลับไปส่งคนมาพูดคุยกับตัวแทนของฉันเกี่ยวกับการโปรโมต ไม่ใช่มายืนเสียเวลากันอยู่ที่นี่”
ตอนมู่จือพูดเธอชอบลากเสียงยาวในตอนท้ายประโยค ซึ่งทำให้เธอดูมีเสน่ห์มากขึ้น
แม้ว่าเธอจะพูดแบบนั้น แถมยังใช้น้ำเสียงที่สมบูรณ์แบบเหมือนกับการพูดบท ชนิดที่ไม่มีข้อผิดพลาดแม้แต่น้อย ทำให้ใคร ๆ ก็ตกอยู่ภายใต้ชายกระโปรงของเธอทั้งนั้น ยกเว้นกับพวกพี่ชายน้องชายของเธอ
ลูกกระเดือกอินเสินขยับ เขาเอ่ยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
“ถ้าทำให้ซิงซิงไม่มีความสุข ฉันจะทำลายเธอซะ”
เขารู้อย่างชัดเจนว่ากว่าที่มู่จือจะมาถึงจุดนี้ได้ต้องผ่านความลำบากมากแค่ไหน และเขาไม่ถือสาจะจัดการเธอด้วยจุดอ่อนที่เปราะบางที่สุด
มู่จือยิ้ม “พี่ใหญ่ กระต่ายที่ตกใจก็แว้งกัดเหมือนกัน”
……
ซิงซิงเงยหน้าขึ้นแล้วเม้มปากเล็ก ๆ ของเธอ
แม้ว่าเธอจะไม่ค่อยเข้าใจสิ่งที่พี่ชายและพี่สาวพูด แต่เธอก็สามารถรู้สึกได้ว่าอารมณ์ของพวกเขากำลังคุกรุ่น
โดยเฉพาะหน้าของพี่ใหญ่ที่เหี้ยมโหดและดุดัน...
ซิงซิงดึงชายเสื้อของอินเสินอย่างระมัดระวัง “พี่ใหญ่...”
อินเสินสูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วหลับตาลง “มีอะไรหรือเปล่า?”
น้ำเสียงของเขาอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ยังเย็นชากว่าตอนที่เขาคุยกับซิงซิงก่อนหน้านี้มาก
ซิงซิงก้าวไปข้างหน้าอย่างออดอ้อน เธอมีดวงตากลมโตและปากหวานเหมือนน้ำผึ้ง
“พี่เป็นพี่ชายที่ดีที่สุดในโลก~”
จากนั้นก็จับมือของมู่จือ
“พี่สาวก็เป็นพี่สาวที่ดีที่สุดในโลกเหมือนกัน~”
เธอบิดก้นไปมา ดวงตาเต็มไปด้วยความหวังที่ฉายออกมาอย่างชัดเจน
“ซิงซิงอยากเล่นเกมกับพี่สาว แล้วพี่ใหญ่จะมาหาซิงซิงบ่อย ๆ ใช่ไหม”
อินเสินครุ่นคิดอยู่นาน และในที่สุดก็ตกปากรับคำ
“ใช่ ทุกวันเลย”
“แต่พี่สาวของหนูไม่ใช่คนดีนัก”
ตามหลักแล้วไม่ควรพูดแบบนี้ต่อหน้าเด็ก แต่อินเสินไม่สามารถอดทนได้
มู่จือยิ้ม “ซิงซิง พี่ชายของหนูก็ไม่ใช่คนดีเหมือนกัน”
ใบหน้าเล็กของซิงซิงย่นยู่ เธอรวบรวมความกล้าพูดเสียงเบา
“พวกพี่พูดไม่ถูก”
ซิงซิงไม่เคยกล้าที่จะปฏิเสธผู้อื่นมาก่อน เธอมีแต่จะยอมรับทุกสิ่งอย่างเชื่อฟังเท่านั้น แต่ช่วงนี้เธอดูกล้าหาญมากขึ้น
ตอนนี้เธอกล้าพูดคำว่า ‘ไม่’ แล้ว บางทีนี่อาจเป็นการเปิดสวิตช์และเป็นการเริ่มต้นที่น่ายินดี
“พี่ชายกอดได้ กินอาหารอร่อยเยอะ ๆ ช่วยซิงซิงต่อสู้กับคนชั่ว และขับรถแมวได้!”
อินเสิน “นั่นเรียกว่ามอเตอร์ไซค์”
“พี่สาวก็ดีมาก ซิงซิงปกป้องพี่ และพี่สาวก็ปกป้องซิงซิงด้วย! ไอ้คนชั่วนั่น ไอ้เก้าอี้!”
เธอทำท่าทางยกเก้าอี้ขึ้น เมื่อเด็กน้อยตื่นเต้นหรือวิตกกังวล ความเร็วในการพูดของเธอจะติด ๆ ขัด ๆ แต่ทั้งสองคนก็เข้าใจได้
มู่จือเลิกคิ้ว
ช่างเป็นเด็กที่ฉลาดจริง ๆ คิดไม่ถึงว่าตอนนั้นเธอจะขวางเก้าอี้ให้เด็กน้อย อันที่จริงตัวเธอเองไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไมตอนนั้นถึงก้าวออกไป เห็นได้ชัดว่ามันผิดปกติจากนิสัยของเธอ
หลังจากที่เด็กน้อยพูดจบก็สรุปว่า “พวกพี่ทุกคนเป็นคนดีและดีที่สุดในโลก!”
มู่จืออดไม่ได้ที่จะหัวเราะ “แล้วคุณพ่อล่ะ”
ซิงซิง “คุณพ่อ?” เด็กน้อยคิดอยู่นาน
“คุณพ่อก็เป็นคนที่ดีที่สุดในโลกเหมือนกัน”
มู่จือ “ฮะ?”
หากเธอคิดไม่ผิด เธอสัมผัสได้ถึงเจตนาฆ่าที่แผ่ออกมาจากพ่อตอนอยู่ในบ้านเมื่อครู่นี้ เด็กน้อยคนนี้น่าสนใจมาก
หลังจากที่อินเสินฟังซิงซิงพูดจบแล้ว เขาก็เหลือบมองมู่จือที่อยู่ด้านข้าง เขานึกถึงตอนที่อยู่ในห้องนั้น มู่จือกำลังขวางอยู่ด้านหน้าซิงซิงจริง ๆ
การกระทำนั้นทำให้เขาเกลียดมู่จือน้อยลง แต่ก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้นแหละ ในเมื่อไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้อีก สิ่งเดียวที่เขาต้องทำก็คือเข้าไปก้าวก่ายมากขึ้น
อินเสินก้าวไปข้างหน้าและลูบหัวของซิงซิง
สัมผัสนุ่มนวลและอบอุ่นที่ฝ่ามือทำให้เขารู้สึกสงบลง ก่อนจะกล่าวว่า “ฉันแค่อยากรีบเข้าสู่วงการบันเทิง ใครคือผู้ลงทุนในรายการวาไรตี้ครอบครัวของพวกเธอล่ะ”
มู่จือ “โจวเฉียง”
อินเสินเลิกคิ้วและแค่นยิ้มเยาะเย้ย “ไอ้ขยะนั่นเหรอ”
น้องชายของโจวเต๋อ ไอ้อ้วนพุงพลุ้ย ทั้งยังพยายามทำร้ายซิงซิงอีก
ถูกต้อง มันเหมาะกับเขาแล้ว
อินเสินมองมู่จือแล้วนั่งลง มองเข้าไปในดวงตาของซิงซิง ก่อนจะหยิบบางอย่างออกจากกระเป๋าแล้ววางลงบนมือเด็กน้อย
ดวงตาของซิงซิงเบิกกว้าง มองดูของขวัญด้วยความแปลกใจ นาฬิกาเรือนสีชมพูทรงกระต่ายตัวโปรดของซิงซิง
“ว้าววว” เด็กน้อยกรีดร้องอย่างมีความสุข “พี่ใหญ่ มันคือะไรเหรอคะ”
มันเป็นผลิตภัณฑ์ล่าสุดจากคู่ค้าที่อินเสินเดินทางไปเซ็นสัญญาด้วยเมื่อสองวันก่อน กระต่ายนี้เป็นดีไซน์เฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใครซึ่งออกแบบโดยเขาเอง
มองแล้วอาจจะดูเหมือนนาฬิกาธรรมดา แต่จริง ๆ แล้วรวมฟังก์ชันหลายอย่างไว้ด้วยกัน เช่นระบุตำแหน่ง โทรศัพท์มือถือ สารานุกรม การบันทึกเสียงและวิดีโอ
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือแต่ละฟังก์ชันเปิดได้โดยอัตโนมัติ สามารถตรวจสอบสถานการณ์ของผู้ใช้ได้ โดยไม่ต้องให้ผู้ใช้ดำเนินการด้วยตนเอง
ตอนนี้ยังอยู่ในช่วงทดลองใช้และยังไม่มีวางจำหน่ายในตลาด
แน่นอนว่าของใช้ของซิงซิงจะต้องดีที่สุด
อินเสินถูกสายตาที่เปล่งประกายของซิงซิงเล่นงานจนจิตใจอ่อนยวบ ความไร้เหตุผลของเขาจึงหายไปโดยไม่รู้ตัว
“นี่เป็นนาฬิกาที่พี่ให้ซิงซิง ซิงซิงจะต้องสวมมันไว้ตลอดนะ”
“ถ้าซิงซิงไม่มีความสุข มู่จือรังแกซิงซิง หรือว่าเจอคนไม่ดี แค่กดหูกระต่ายพี่ก็จะมาหาทันที”
เขาตั้งค่าการติดต่อฉุกเฉินไว้กับตัวเอง
ซิงซิง “ว้าว พี่ใหญ่เจ๋งสุด ๆ ไปเลย!”
พี่ชายของหนูเป็นซูเปอร์แมนจริง ๆ!!
เด็กน้อยรู้สึกตื่นเต้นและอยากลองตอนนี้เลย แต่แล้วก็คิดอีกครั้งและแตะหูกระต่ายเบา ๆ
“แต่ว่าถ้าพี่ใหญ่เป็นซูเปอร์แมน พี่ใหญ่ก็จะเหนื่อย พี่ใหญ่ต้องนอนเยอะ ๆ นะ”
ปลายนิ้วของอินเสินหยุดชะงัก จากนั้นแค่นหัวเราะออกมา
“ตกลง”
“หึ ๆ” มู่จือหัวเราะเยาะขึ้นมา
“ที่แท้พี่ชายของฉันก็ปลอบเด็กน้อยเก่งซะด้วย เมื่อก่อนไม่เห็นจะปลอบฉันบ้างเลย”
คิ้วของอินเสินกระตุก ถ้ามู่จือไม่ใช่ผู้หญิง เขาคงจะชกหน้าเธอไปแล้ว
แต่หลังจากซิงซิงได้ยินก็เงยหน้าขึ้นไปมองมู่จือ มือเล็กยกขึ้นและตบข้อมือของมู่จือเบา ๆ ที่เพิ่งถูกอินเสินกำจนขึ้นสีแดง
การเคลื่อนไหวนั้นบางเบาราวกับขนนก
มู่จือมองลงไปและเห็นว่าซิงซิงกำลังลูบมือตนเอง แก้มเจ้าเนื้อของเธอพองออกน้อย ๆ ส่วนปากก็เป่าฟู่ ๆ ก่อนจะพูดว่า
“โอ๋ ๆ พี่สี่ ไม่เป็นไรนะคะ”