นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

ตอนที่ 330 ลากฝูง

        ตอนที่ 330 ลากฝูง

         

         

        จ่าฝูงจิ้งจอกทะเลทรายแจกแจงคำสั่งให้แก่ลูกฝูงมากมาย สั่งการให้ตัวที่มีคำแห่งพลังสายเยียวยาช่วยรักษาบาดแผลให้แก่ตัวอื่น พวกมันหลายตัวหลบหนีจากความวุ่นวายจนเหนื่อยหอบ หลายต่อหลายชีวิตที่สูญเสียไปเพราะการตะลุมบอนเมื่อครู่

         

        จิ้งจอกทะเลทรายตัวจ่าฝูงเป็นระดับนักสลักโท ความสามารถส่วนใหญ่ของมันคือการสื่อสารโดยตรงเข้าสู่สมองและการเสริมพลังให้ลูกฝูง หากไม่ใช่เพราะมันสั่งการให้หลบหนีได้เร็วพอฝูงของมันต้องมีผู้สูญเสียมากกว่านี้อย่างแน่นอน

         

        มันยังคงหงุดหงิดไม่หายเมื่อถึงใบหน้ากวนอารมณ์ของมนุษย์บนหลังม้าคนนั้น แม้แต่ม้าแผงคอแดงที่อยู่กับเธอยังทำตัวกวนอารมณ์น่าโมโหสมควรตาย เพราะการโยนเนื้อก้อนนั้นของเธอเผ่าพันธุ์ของมันจึงสูญเสียสหายไปนับสิบตัว และที่เลวร้ายที่สุดคือ 4ตัวในนั้นเป็นถึงระดับนักสลักเอก

         

        ความสูญเสียเช่นนั้นไม่ใช่น้อย ๆ เลย ถึงแม้ว่าพวกมันจะมีจำนวนหลายร้อยตัวแต่ตัวที่แข็งแกร่งที่สุดก็ยังเป็นเพียงนักสลักโทเท่านั้น ในฝูงจิ้งจอกทะเลทรายของมันไม่เคยปรากฏจิ้งจอกทะเลทรายระดับอริยะ

         

        พวกมันไม่ใช่เผ่าพันธุ์ทรงปัญญาที่มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์เข้าใจตนเองสูง เผ่าพันธุ์ชั้นรองเช่นพวกมันมีปัญหาในการก้าวไปในเส้นทางแห่งการขีดเขียนชะตาเสมอมา การจะปรากฏนักสลักสักตัวไม่ใช่เรื่องง่าย ถึงปรากฏขึ้นมานักสลักเหล่านั้นก็ไม่ได้แข็งแกร่งโดดเด่นอะไร การขาดความเข้าใจในตนเองและคำแห่งพลังของพวกมันทำให้พวกมันมักใช้ออกได้เพียงความสามารถพื้น ๆ เมื่อรวมกับร่างกายขนาดเล็กยิ่งทำให้พวกมันอ่อนแอกว่าสัตว์อสูรส่วนมาก

         

        ดังนั้นจุดชดเชยที่มันได้รับจึงเป็นความสามารถในการสืบเผ่าพันธุ์ พวกมันนั้นขยายเผ่าพันธุ์ได้รวดเร็ว เพียงไม่กี่สิบปีในทะเลทรายที่ยากแก่การหาอาหารเช่นนี้พวกมันยังมีจำนวนถึงหลายร้อยตัว และจำนวนคือแต้มต่อที่ดีที่สุดในการต่อสู้

         

        เพราะพวกมันมีมาก ความสามารถจึงหลากหลาย เพราะพวกมันมีมาก พวกมันจึงแข็งแกร่ง แม้แต่ระดับอริยะหลายตัวยังต้องเกรงใจพวกมัน ดังนั้นทุกชีวิตที่จากไปจึงถือเป็นความสูญเสียที่รุนแรงต่อภาพรวมของทั้งฝูง

         

        มันขบเคี้ยวฟันอย่างโกรธา เพียงนึกถึงไม่ว่าเมื่อไรก็อดโมโหไม่ได้ มันสาบานมาตั้งแต่วันนั้นแล้วว่าหากเจออีกครั้งจะไล่ฆ่าทั้งสองให้จงได้

         

        ฟิ้ว!

         

        เสียงลมแสบหูดังลอยเข้ามาในระยะ ประสาทสัมผัสของมันทำงานอย่างรวดเร็ว สองหูที่ตั้งเด่ค้นพบที่มาของเสียง ก่อนที่สัญชาตญาณจะสั่งให้มันกระโดดหลบ ไอความร้อนแผดเผาพร้อมประกายสายฟ้าแล่นผ่านใต้เท้ามันไปเพียงฉิวเฉียด

         

        เสียงกล้ามเนื้อขาที่สัมผัสความร้อนสูงและขนปลายขาที่ไหม้เกรียมบอกให้มันรู้ว่าการโจมตีเมื่อครู่อันตรายแค่ไหน หากการโจมตีกลับยังไม่จบลงแค่นั้น หอกสายฟ้าที่แล่นผ่านใต้ร่างของมันไปกลับเลี้ยวไปอีกทาง

         

        คราวนี้หอกสายฟ้านั้นไม่ได้วนกลับมาหวังสังหารมัน มุ่งตรงไปอีกทางหนึ่ง พื้นที่ทางด้านข้างที่ฝูงของมันอยู่ หอกสายฟ้าพุ่งตัวราวกับอสรพิษ เจาะทะลวงร่างของจิ้งจอกระดับนักสลักโทตัวหนึ่ง ก่อนจะหยุดลงเมื่อปักลงกับจิ้งจอกระดับนักสลักเอกอีกตัวหนึ่ง ทั้งสองตัวเสียชีวิตในพริบตา

         

        หนึ่งในระดับนักสลักโทอันแสนมีค่าในฝูงของมันตกตายไปอย่างง่ายดาย แม้แต่การหลบหนีจากการตะลุมบอนเมื่อครู่ยังไม่มีนักสลักโทตัวใดเสียชีวิต ความพิโรธที่อัดอั้นมาตั้งแต่ก่อนหน้าพุ่งสูงอีกครั้ง มันหันไปมองที่มาของพลังอย่างรวดเร็ว

         

        เมื่อมันหันกลับไปมองจึงได้เห็นใบหน้ามนุษย์คนนั้น เธอเผยรอยยิ้มเยาะ หรี่ตามองพวกมันราวกับมองเศษขยะไร้ค่า

         

        เธอดีดนิ้วเพียงครั้ง หอกสายฟ้าที่ปักคาร่างของสองจิ้งจอกก็ระเบิดออก พัดพาเลือดเนื้อและโลหิตของจิ้งจอกทะเลทรายตัวนั้นให้กระเด็นไปทั่ว สร้างความแตกตื่นให้ฝูงหลายสิบตัวที่อยู่บนผืนทราย

         

        เศษซากชิ้นเนื้อร่วงตกลงบนหัวของจิ้งจอกทะเลทรายตัวจ่าฝูงอย่างจงใจ สายตาโกรธแค้นร้อนระอุขึ้นเป็นทวีคูณ จิ้งจอกทะเลทรายหลายสิบตัวเมื่อพบเป้าหมายก็จับจ้องไปที่มนุษย์คนนั้นด้วยแววตาดุร้ายไม่แพ้กัน

         

        มนุษย์ผู้นั้นสะบัดมือเล็กน้อย ทำท่าราวกับขับไล่หนอนแมลงสกปรก จิ้งจอกทะเลทรายที่อยู่ในระดับแรกเกิดหลายตัวปลิวกระจายไปราวกับใบไม้ หลายตัวนั้นปลิวกระแทกเข้ากับโขดหินจนกระอักเลือดออกมา

         

        เมื่อเห็นภาพฝูงจิ้งจอกที่กลิ้งโค่โล่ มนุษย์ผู้นั้นก็ปิดปากหัวเราะน้อย ๆ และการกระทำนั้นเองที่จุดระเบิดความดิบเถื่อนของจ่าฝูงจิ้งจอกทะเลทราย

         

        เสียงหัวเราะแหลมสูงของจ่าฝูงดังก้องกังวานดุจดั่งนกหวีดที่ใช้ปลุกสัตว์ร้าย ผืนทรายรอบพื้นที่พลันสั่นไหวอย่างรุนแรง จิ้งจอกทะเลทรายตัวแล้วตัวเล่ามุดหน้าโผล่ขึ้นมาจากผืนดิน

         

        จากหลายสิบตัวจึงกลายเป็นนับร้อย และจากนับร้อยจนกลายเป็นหลายร้อย แม้กระนั้นมนุษย์หญิงตรงหน้าก็ดูจะไม่ได้ยี่หระแต่อย่างใด เธอจงใจใช้มือหนึ่งปิดปากหาว สายตาบ่งบอกชัดว่าจำนวนของพวกสวะจะมีเท่าใดก็ไม่สำคัญ

         

        เบื้องหลังของรอยยิ้มเยาะเย้ยไร้ท่าทีกังวลของนิทานคือเหงื่อที่ไหลไปตามแผ่นหลัง ยิ่งจำนวนของจิ้งจอกทะเลทรายเหล่านั้นเพิ่มขึ้นมากเท่าใดเหงื่อที่หลังของเขาก็เข้าใกล้น้ำตกเข้าไปทุกที

         

        เห้ย ๆ เยอะไปมั้ง… นิทานลอบกลืนน้ำลายหากแต่ใบหน้ายังรักษาท่าทีดูหมิ่น ในจำนวนเหล่านั้นมีราว ๆ ร้อยกว่าตัวที่เป็นนักสลักเอก นักสลักโทนั้นเพียงสิบกว่าตัวเท่านั้น

         

        นิทานไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดพวกมันจึงกล้าทำตัวจองหองถึงเพียงนี้ ด้วยจำนวนขนาดนี้ต่อให้เขาเป็นอริยะเขาก็ขอเลือกที่จะหนี 

         

        จิ้งจอกทะเลทรายหลายร้อยตัวแยกปากของพวกมันออกเป็น 8แฉกคล้ายปลาดาว ลิ้นยาวยืดออกขดตัวไปมา น้ำลายไหลย้อยพร้อมเสียงคำรามในลำคอ ส่วนหัวของจิ้งจอกนับร้อยมีสภาพราวกับดอกไม้ประหลาด เมื่อนำเอาภาพนั้นมาคูณด้วยพันผลลัพธ์ของสิ่งที่เห็นเกือบทำให้ใบหน้าที่นิทานปั้นมาหลุดออกเพราะความขยะแขยง

         

        นิทานที่เรียกร่มปกปักหทัยกลับมาตบมือสามทีรวดอย่างรวดเร็ว สังหารระดับนักสลักเอกนับสิบตัวและนักสลักโทสามตัวไปด้วยการบีบในพริบตา ดุจดั่งระเบิดลูกสุดท้ายถูกทิ้งลงไปในทะเลจิ้งจอก จ่าฝูงที่เห็นว่ามนุษย์คนนี้เริ่มลงมืออาจหาญจึงเปล่งเสียงหัวเราะแหลมสูง เป็นสัญญาณในทั้งฝูงพุ่งตัวเข้าใส่นิทาน

         

        วินาทีเดียวกันกับที่นิทานหันหลังกลับ ระเบิดควันทางด้านหลังระเบิดต่อกันเป็นลูกโซ่ หมอกพรางตากำเนิดขึ้นปกคลุมพื้นที่พร้อมกับนิทานที่สับตีนแตกหนีไปอย่างว่องไว

         

        เพียงครู่เดียวควันอำพรางเหล่านั้นก็ถูกทำลายลงโดยจิ้งจอกทะเลทรายตัวหนึ่ง มันดูดควันเหล่านั้นเข้าปอด หายไปจนสิ้น ทัศนวิสัยกลับมาคมชัดอีกครั้ง ชั่วพริบตาต่อมานิทานก็ต้องหยุดชะงักลงเมื่อร่างกายของเขาชะงักงัน ทุกสิ่งเคลื่อนไหวช้าลงราวกับตกอยู่ในโคลนตม

         

        เขาไม่มีเวลาหันหลังกลับไปมองว่าเกิดสิ่งใดขึ้น พลังอาณาเขตขณะนี้เขาไม่สามารถยืมมาใช้ได้เพราะคีตาน่าจะกำลังต้องการมันมากกว่าเขา ทางด้านหลังคือจิ้งจอกทะเลทรายระดับนักสลักโทที่จับจ้องมาทางร่างของนิทาน

         

        สายตาของมันราวกับอสุรกาย ทำให้พื้นที่รอบด้านนิทานบิดเบี้ยวไป เมื่อนิทานเข้าใจว่าพลังนั้นเจาะจงที่พื้นที่ไม่ใช่ตัวเขาเอง เขาจึงแก้ปัญหาด้วยการเร่งความเร็ว กระตุกขาขวาที่เคลื่อนไหวช้าอยู่แล้วให้เหยียบกับแผ่นอากาศไร้สภาพ ดีดตัวเองออกมาด้วยแรงผลักจากก้าวเหยียบนภา

         

        แรงส่งมหาศาลผลักดันร่างของเขาให้ออกจากพื้นที่บิดเบี้ยวนั้นได้ในที่สุด เขาไม่หยุดเพียงแค่นั้น เมื่อรับรู้ได้ว่าอีกฝ่ายเจาะจงพื้นที่เขาจึงทำได้เพียงหลบโดยการเปลี่ยนทิศทางอย่างต่อเนื่อง ซ้ายทีขวาที กระชากตัวออกจากจุดที่ได้รับผลกระทบ นิทานใช้ก้าวเหยียบนภาอีกหลายต่อหลายครั้งอย่างสุดกำลังเพื่อลากพาฝูงจิ้งจอกเหล่านี้ไปทิศทางที่เขาต้องการ 

         

        อีกแล้วเหรอวะ!? ครู่ต่อมาร่างกายของเขาหยุดชะงักอีกครั้ง ในครั้งนี้เขาเห็นได้อย่างชัดเจนว่ามันเกิดขึ้นจากจิ้งจอกทะเลทรายระดับนักสลักโทอีกตัวหนึ่ง มันกำลังเคี้ยวบางสิ่งด้วยสีหน้าเบิกบาน เส้นผมสีดำยาวโดนมันบดจนละเอียดภายในปาก 8แฉกนั้น

         

        อีกฝั่งได้รับเส้นผมของเขามาด้วยวิธีบางอย่าง และใช้มันเพื่อสาปเขาผ่านการกลืนกิน! ร่างกายที่ชะงักค้างของนิทานเริ่มเกิดรอยบุ๋มราวกับโดนฟันแทะ

         

        ขยะแขยงโว้ย!! ในเมื่อครั้งนี้เป็นหลังที่เล็งมาที่ร่างของเขาโดยตรง นิทานจึงแก้ปัญญาด้วยวิธีที่ง่ายที่สุด ระเบิดพลังระดับนักสลักไตรในร่างออกมา ใช้พลังจิตวิญญาณที่ท่วมท้นกว่ากดทับพลังจิตวิญญาณบนร่าง สลัดหลุดออกมาได้อีกครั้ง กระดาษบนหน้าอกถูกทำลาย ชำระล้างคำสาป

         

        จิ้งจอกทะเลทรายจ่าฝูงคำรามอย่างหัวเสีย การพยายามจะหยุดยั้งมนุษย์ตรงหน้าล้มเหลวลงถึงสองครั้งสองครา การไล่ล่าดำเนินต่อไป

         

        มีครั้งหนึ่งที่จิ้งจอกทะเลทรายใช้วิธีการบางอย่าง ยิงร่างของจิ้งจอกทะเลทรายระดับนักสลักเอกเข้ามาประชิดเขา จิ้งจอกทะเลทรายตัวนั้นที่ถูกยิงเข้ามาอยู่ในสภาพปางตาย หากก็เหลือพลังชีวิตมากพอที่จะเข้าใกล้ใต้ร่างของเขา

         

        เมื่อตัวของมันสัมผัสเข้ากับเงาของเขาที่ทอดอยู่บนผืนทราย มันก็ปักกรงเล็บข้างหนึ่งลงบนทราย ร่างของเขาเกิดอาการชาขึ้นมาจนเกือบจะร่วงหล่นจากท้องฟ้า นิทานใช้พลังแรงดึงดูดผลักมีดสั้นเล่มหนึ่งที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าคลุมให้กระเด็นออกจากร่างไป แล้วจึงควบคุมให้มีดเล่มนั้นปักเข้ากลางกระหม่อมของจิ้งจอกทะเลทรายในจังหวะที่มันกำลังตั้งสมาธิกับพลัง หลุดรอดมาได้อีกครั้ง

         

        ครั้งต่อมานิทานได้ยินเสียงประหลาดราวกับบางสิ่งกำลังหัก เมื่อเขาหันกลับไปขนทั้งร่างของเขาก็ลุกชูชันเมื่อจิ้งจอกทะเลทราย 5ตัวกำลังถูกจิ้งจอกทะเลทรายระดับนักสลักโทตัวหนึ่งหักกระดูกทีละท่อน เสียงร้องแห่งความเจ็บปวดของจิ้งจอกทะเลทรายเหล่านั้นแปรสภาพไปเป็นวิญญาณร้ายพร้อมโซ่ตรวน พุ่งเข้ามาหาเขาด้วยสายตาอาฆาต

         

        กระดาษจากคัมภีร์ชำระถูกใช้งานอีกครั้ง สลายวิญญาณอาฆาตเหล่านั้นไปอย่างรวดเร็ว การไล่ล่าครั้งนี้ยังไม่จบง่าย ๆ

         

        เพียงครู่เดียวเวลาก็ผ่านไปหลายสิบนาที โอเอซิสแห่งที่สามอยู่ไม่ไกลแล้ว ขาไปเขานั้นใช้เวลาเกือบสองชั่วโมง แต่ขากลับนั้นเพียงไม่กี่สิบนาทีก็เพียงพอ นี่คือความเร็วแท้จริงยามนิทานใช้ก้าวเหยียบนภาอย่างสุดกำลัง แม้จะยังเทียบกับอริยะที่เป็นเอกด้านความเร็วไม่ได้แต่ก็ถือว่ายอดเยี่ยมมากแล้ว ตัวเขานั้นจำต้องเคลื่อนไหวเปลี่ยนทิศทางอย่างต่อเนื่องและรับมือกับพลังประหลาด ๆ มากมาย หากไม่จำเป็นต้องกังวลเขายังเร็วได้ยิ่งกว่านี้

         

        ระหว่างทางสัตว์อสูรมากมายต่างสัมผัสได้ถึงพลังอันแข็งแกร่งและความวุ่นวายที่เกิดขึ้น แต่ส่วนใหญ่เมื่อเห็นฝูงจิ้งจอกทะเลทรายคลั่งหลายร้อยตัวพวกมันก็รีบหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว

         

        มีหนอนทะเลทรายระดับนักสลักไตรตัวหนึ่งโผล่ขึ้นมากลางวง เขมือบจิ้งจอกทะเลทรายไปหลายสิบตัว มันคงคิดว่านี่เป็นอาหารมื้อใหญ่กระมัง น่าเสียดายที่มันไม่มีแม้แต่เวลาจะใช้พลังระดับอริยะของมัน เพียงไม่กี่วินาทีมันก็ถูกจิ้งจอกทะเลทรายหลายร้อยตัวรุมทึ้งจนตาย

         

        นิทานต้องขอบคุณหนอนทะเลทรายตัวนั้นที่ทำให้เขามีเวลาหายใจครู่หนึ่ง ระหว่างทางมานี้เขาหมดโอสถฟื้นพลังจิตวิญญาณไปหลายขวดแล้ว

         

        พลังที่ได้รับมาจากการแบ่งกับคีตานั้นมีขีดจำกัด จริงอยู่ที่คีตาสามารถใช้ไล่ตามซ้ำสองเพื่อเติมพลังจิตวิญญาณที่ร่อยหรอได้แต่นั่นก็ทำได้ไม่บ่อยนัก ภาระทางร่างกายและจิตวิญญาณนั้นสูงมาก ยิ่งการเผาผลาญพลังยิ่งโหดร้ายหนัก จะอย่างไรนี่ก็เป็นพลังที่เสริมขึ้นมา ไม่ใช่พลังของมันโดยแท้จริง

         

        ในการต่อสู้ส่วนใหญ่จะเป็นนิทานที่คอยเติมพลังให้คีตาเสียมากกว่า โดยพลังจิตวิญญาณที่นิทานใช้เติมให้คีตาก็คือพลังที่มันยืมมาอีกที เป็นการหมุนเวียนพลังระหว่างทั้งสองที่ประหยัดที่สุด

         

        ในที่สุดภาพของโอเอซิสก็ปรากฏแก่สายตา ตามแผนที่วางไว้นิทานจะเป็นคนล่อฝูงจิ้งจอกให้เข้าไปใกล้โอเอซิสที่สุด แต่ด้วยรัศมีพลังจิตวิญญาณของระดับอริยะทั้ง 4ตัว พวกจิ้งจอกทะเลทรายจะต้องไม่ยอมเข้าไปแน่

         

        ทางด้านคีตาจะรับหน้าที่ป่วนในป่า หลอกล่อให้ระดับอริยะเหล่านั้นเข้ามาใกล้เขตปลายโอเอซิสที่สุดหรือออกมาให้ได้สักหน่อย แล้วจึงสร้างสถานการณ์วุ่นวายที่บีบให้ทั้งสองฝั่งสู้กัน อาจจะเป็นการโจมตีสองฝั่งพร้อมกันหรือผลักพวกจิ้งจอกไปหา

         

        แต่แผนกลับเปลี่ยนแปลงไปเมื่อข้อความจากคีตามาถึง

         

        นิ! แฮ่ก... แฮ่ก..

        นิทาน เฮ้อ..

        มาแล้ว! เฮ้อออ…

         

        เสียงที่คีตาส่งผ่านมาทางจิตนั้นเต็มไปด้วยเสียงหอบหายใจอย่างต่อเนื่อง เขาพึ่งรู้ก็ตอนนี้เองว่าเสียงตอนหอบมันส่งผ่านมาได้ด้วย แต่เพราะเสียงหอบนั้นเองที่ทำให้เขาไม่เข้าใจว่าคีตาต้องการจะสื่อสิ่งใด

         

        เขาไม่จำเป็นต้องถามกลับแต่อย่างใดเพราะในตอนนี้คำตอบอยู่ด้านหน้าเขาแล้ว คีตาวิ่งหนีสวนมาทางเขา หูของมันสะบัดไหวไปมาจากแรงลม หางลู่ไปกับลมพร้อมกับลิ้นที่ห้อยจากความเหนื่อยล้า น้ำลายของมันไหลย้อยเป็นทางจนนิทานที่อยู่ตรงนี้ยังเห็นได้ ดวงตาทั้งสองไม่ใสกระจ่างอีกต่อไป มันเต็มไปด้วยความตื่นเต้นปนหวาดกลัว เส้นเลือดฝอยในดวงตาปริแตกจากการพยายามในการวิ่งหนีจนแทบจะถลน

         

        นิทานนนนน! มันมาแล้ววว!

         

        ทางด้านหลังคีตาคือกลุ่มควันที่เกิดจากบางสิ่งตะกุยพื้นทราย พลังจิตวิญญาณหนาแน่นแผ่กระจายออกมาจากกลุ่มควันอย่างต่อเนื่อง เป็นพลังจิตวิญญาณระดับอริยะ และมีถึง 4แหล่งด้วยกัน