เพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี)

    บทที่ ห้าสิบเจ็ด

     

    บทที่ ห้าสิบเจ็ด

     

    แสงโคมริบหรี่ตามตรอกซอยในยามค่ำฤดูร้อนเจือด้วยไอระอุเบาๆของเมืองหลวง แม้ยามราตรีจะมาเยือนแล้ว ใต้เงาอาคารหลังหนึ่งในหอบุปผาร่างสองร่างในชุดบุรุษซ่อนตัวแนบเงามืดอยู่เงียบงัน หลิวชิงเซียงในชุดสีหม่นท่าทีแม้สงบนิ่งแต่ดวงตาทอประกายระวังภัยนางก้มต่ำพลางเบี่ยงตัวให้พ้นสายตาพวกอันธพาลที่เดินป้วนเปี้ยนอยู่ไม่ไกล

    โม่เหวินหานอยู่เคียงข้างหัวคิ้วขมวดเป็นปมมือหนึ่งจับข้อมือนางไว้มั่นอีกมือหนึ่งแนบด้ามดาบใต้ชายเสื้อคลุม เสียงฝีเท้าหนักๆ ผ่านพ้นไปทั้งสองไม่กล้าเคลื่อนไหวใดๆ อยู่พักหนึ่งก่อนโม่เหวินหานเอ่ยเบา “ทางด้านนั้นน่าจะปลอดภัยเรารีบเข้าไปก่อนเถิด”

    หลิวชิงเซียงพยักหน้ารับก่อนทั้งคู่จะเลี้ยวหลบเข้าไปทางประตูด้านข้างของหอบุปผาซึ่งถูกเปิดค้างไว้อย่างเงียบเชียบราวไม่มีผู้ใดผ่านมา ภายในเป็นห้องแคบๆที่เต็มไปด้วยกลิ่นน้ำมันหอม ผ้าม่านแพรบางพัดไหวตามกระแสลมจากช่องหน้าต่างเล็กๆด้านบน ผ้าชุดนางรำหลากสีถูกแขวนไว้เรียงรายบ้างพับเก็บซุกในหีบงาช้างบ้างยังตากอยู่เหนือเชือกผ้าฝ้าย เสียงภายนอกค่อยๆ เงียบลงสันนิษฐานได้ว่าเป็นห้องเปลี่ยนชุดของสตรีเหล่านางรำหลังการแสดงสิ้นสุดแล้ว

    โม่เหวินหานปิดประตูเบาๆพยายามไม่ให้เกิดเสียงใดๆ ดวงตาคมมองไปรอบห้อง พอแน่ใจว่าปลอดภัยจึงถอนใจเบาๆ “ดูเหมือนไม่มีใครอยู่ที่นี่แล้ว”

    หลิวชิงเซียงก้าวช้าๆนิ้วเรียวปัดผ้าไหมที่ห้อยลงต่ำไปด้านข้าง ลอบสังเกตให้แน่ชัดว่าปลอดภัยก่อนจะนั่งลงบนตั่งไม้ใกล้ฝาผนังแล้วเริ่มกระซิบบทสนทนา“ข้าอยากถามท่าน..เหตุใดเมื่อครู่นั้นต้องหลบหน้าเจ้าพวกอันธพาลด้วย”

    โม่เหวินหานปรายตามองนางก่อนกล่าวเสียงต่ำ “ข้าหาได้ใส่ใจเจ้าพวกนั้นไม่แต่ในกลุ่มนั้นมีผู้แซ่หวง เจ้าจำได้หรือไม่” หลิวชิงเซียงขมวดคิ้วครู่หนึ่งก่อนพยักหน้าเบา เขาจึงอธิบายต่อ “ชายผู้นั้นคือบุตรคนที่สามของขุนนางขั้นสูงจริงๆบิดาเขาเป็นรองกรมโยธา แม้ตำแหน่งไม่ถึงกับถืออำนาจฟ้าดินแต่มีบรรดาศักดิ์สืบทอดมาสามรุ่นแล้วเป็นขั้นโหวทั้งมีสายสัมพันธ์โยงใยไปยังขุนนางทั้งวังหลวงหากเขาเห็นหน้าข้า ก็ไม่ใช่เรื่องยากจะรู้ว่าข้าเป็นใคร”

    หลิวชิงเซียงนิ่งไปครู่หนึ่งใบหน้าเรียวหม่นแสงโคมยิ่งดูเคร่งขรึม “เข้าใจแล้วถ้าเขารู้ว่าท่านเป็นใครคงยอมหลีกโดยดีแต่ข่าวลือคงไม่ปรานีเป็นแน่”ข่าวลือว่าฮ่องเต้หนีออกมาเที่ยวหอคณิกา

    โม่เหวินหานหัวเราะเบาๆ“เรารบกวนเจ้าแล้ว”

    หญิงสาวเงยหน้าขึ้นก่อนจะถอนหายใจแผ่วเบาหลังรู้เรื่องราวก็กลับมาที่ปัญหาที่เผชิญในปัจจุบัน “แล้วเราจะออกจากที่นี่อย่างไรดีถ้าเจ้าแซ่หวงสั่งปิดทางเข้าออก แม้แต่กำแพงรอบคงไม่เว้น”

    หากแต่จู่ๆเสียงฝีเท้าเบาราวแมวป่าเหยียบใบไม้ดังขึ้นหน้าห้อง ทั้งสองพลันเงียบกริบสบตากันอย่างรู้ใจ ก่อนจะถอยร่นเข้าไปในมุมมืดหลังม่านผ้าตรงมุมห้องซึ่งเต็มไปด้วยผ้าผืนใหญ่ที่ซ้อนพับกัน ร่างทั้งสองแนบชิดไร้ช่องว่างลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดต้นคอกลิ่นหอมจากเรือนผมของนางแผ่วปลายปลุกไอร้อนที่ซ่อนเร้นในอกเขาให้ตื่นตัวขึ้นอีกครั้งจังหวะนั้นเสียงประตูไม้ถูกเลื่อนออกอย่างช้าๆแผ่นไม้เสียดสีกับพื้นจนเกิดเสียงแผ่ว

    “ข้า..เฉินฮวาเองเจ้าค่ะพวกท่านอยู่ที่นี่หรือไม่ หากอยู่โปรดให้เฉินฮวาช่วยเถิด” เสียงหวานนี้พวกเขาจำได้ดี หลิวชิงเซียงหันมาสบตากับโม่เหวินหานดวงตาเขาคล้ายถามความเห็น นางจึงพยักหน้าเบาเป็นเชิงว่าเชื่อใจนางเถอะเขาจึงตอบด้วยพยักหน้าเช่นกัน

    เสียงฝีเท้าเบาๆดังเข้ามาภายในราวกระแสลม ก่อนที่ทั้งสองจะโผล่ออกจากมุมมืดเฉินฮวายืนอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งที่วางเรียงรายแววตาอ่อนโยนอย่างยินดีเมื่อเห็นทั้งสองยังปลอดภัย “ขอบคุณฟ้าดิน..ท่านทั้งสองปลอดภัยข้าคาดเดาว่าพวกท่านอาจหลบมาทางนี้จึงตามมา”

    พร้อมกันนั้นด้านหลังเฉินฮวาปรากฏร่างบุรุษผู้หนึ่งสูงใหญ่บึกบึนใบหน้าถูกคลุมด้วยผ้าดำผืนใหญ่ เหลือเพียงดวงตาแข็งกร้าวที่จับจ้องรอบห้องหลิวชิงเซียงถอยหลังสองก้าว สีหน้าตึงเครียดแฝงความระแวงเต็มเปี่ยม

    เฉินฮวายกมือขึ้นอย่างอ่อนโยน“โปรดวางใจบุรุษผู้นี้คือพี่ชายของข้า เขาถูกขายเข้าหอกับข้าแต่เล็ก หากโชคชะตาร้ายกับเขานักถูกใช้แรงงานจนบาดเจ็บทั่วร่างเพราะเคยถูกไฟไหม้ จึงต้องปิดบังใบหน้าเสมอ”

    บุรุษผู้นั้นก้าวมาด้านหน้าเล็กน้อยแล้วค้อมกายคารวะ “ข้าน้อยกั่วหม่าขอขอบคุณที่ช่วยเหลือน้องสาว และขออภัยที่ทำให้ท่านต้องเดือดร้อน”

    หลิวชิงเซียงกับโม่เหวินหานสบตากันแล้วพยักหน้าช้าๆ สีหน้าทั้งคู่ปรับเปลี่ยนเป็นสงบลง

    โม่เหวินหานเอ่ยเบา“เป็นท่านใช่หรือไม่ที่โยนควันเข้ามาในห้องโถงเมื่อครู่”

    “ใช่ขอรับ” กั่วหม่าพยักหน้า “หากมิใช่เพราะท่านช่วยเฉินฮวาไว้แต่แรกนางคงมิได้ส่งข่าวเตือนข้า ข้าจึงรีบลอบไปช่วย”

    เฉินฮวาก้าวมาด้านหน้าแววตาราบเรียบแต่เปี่ยมไปด้วยความกล้าหาญ “เฉินฮวารู้ทางในหอบุปผาดีกว่าคนของคุณชายหวงหากพวกท่านยอมให้เฉินฮวาช่วยเหลือ น่าจะมีทางออกไปได้แน่ๆ เจ้าค่ะ”

    โม่เหวินหานจ้องมองนางครู่หนึ่งสีหน้าสงบนิ่งก่อนพยักหน้า “เช่นนั้น..ก็รบกวนด้วย”

    เมื่อสิ้นคำเฉินฮวาเผยรอยยิ้มประดับบนใบหน้าดั่งกลีบบุปผายามราตรีนางหันไปสั่งพี่ชายเสียงเบา “พี่กั่วหม่าไปนำเสื้อผ้าของพี่มาสักสองสามชุด ชุดที่ใส่แล้วดูมิสะดุดตานักอย่าให้คนภายนอกจับผิดได้”

    บุรุษร่างสูงใหญ่พยักหน้าแล้วก้าวฉับๆออกจากห้อง ทิ้งไว้เพียงกลิ่นไม้ที่คลุกเคล้ากับกลิ่นธูปจางๆ ภายในห้อง

    เฉินฮวาเบือนกลับมาทางโม่เหวินหานยกมือขาวผายออกเชิงเชื้อเชิญให้รอ “เช่นนั้นคุณชายท่านนี้โปรดรอสักครู่เถิดข้าจะจัดการให้พวกท่านปลอดภัยแน่” นางเอ่ยเสียงนุ่มนวลโม่เหวินหานพยักหน้าเปลี่ยนไปยืนสงบนิ่งริมห้องใต้แสงภายนอกที่สาดผ่านช่องม่าน แต่มือข้างหนึ่งยังวางบนด้ามดาบที่ถูกผ้าคลุมไว้

    หญิงงามยิ้มแย้มแล้วหันมาจับข้อมือหลิวชิงเซียงอย่างรวดเร็ว“ส่วนท่าน..มิอาจจะแต่งกายเป็นชายได้อีกต่อไป”

    หลิวชิงเซียงขมวดคิ้วเงยหน้าขึ้นจ้องอีกฝ่าย “แม่นางเฉินฮวารู้ด้วยหรือ..” น้ำเสียงนั้นแผ่วเบาแฝงความระแวง แววตาสั่นระริกเฉินฮวาหัวเราะเบาๆ ริมฝีปากแดงดั่งกลีบพุดตานยกขึ้นอย่างอารมณ์ดี

    “แน่นอนเจ้าค่ะเฉินฮวามองออกตั้งแต่ในโถงแล้วถึงได้ส่งสายตาขอความช่วยเหลือไปตั้งแต่ครานั้นอย่างไร” คำตอบนั้นทำเอาหลิวชิงเซียงนิ่งงันใจเต้นถี่สายตาหลุบต่ำอย่างรู้สึกขัดเขินที่แสร้งเป็นบุรุษก่อนหน้าทว่าก่อนที่ความกระอักกระอ่วนจะกลืนกิน หญิงงามตรงหน้ากลับจับมือนางนำไปยังฉากม่านด้านหลัง

    ภายในม่านเฉินฮวาจุดเทียนเล่มเล็กให้แสงเพียงพอจะมองเห็นแต่ไม่แรงพอจะทะลุผ้าม่านออกไปข้างนอกเสียงฝีเท้าคนเดินผ่านภายนอกห่างออกไปเรื่อยๆแว่วเสียงสบถของอันธพาลที่คงยังหาคนไม่พบ เหมือนเสียงอสรพิษยามหิวโหยทว่าในพื้นที่คับแคบนี้กลับอบอวลไปด้วยกลิ่นดอกไม้และกลิ่นแป้ง

    เฉินฮวาลากหีบไม้เบาๆออกมา เปิดฝาแล้วหยิบชุดหนึ่งขึ้นมา เป็นผ้าเนื้อบางเบา สีฟ้าครามประดับลายบุปผาเล็กๆบริเวณสาบตกแต่งด้วยผ้าโปร่งอย่างดี แม้ไม่ทำให้ร่างกายเปิดเปลือยแต่ก็เปิดเผยรูปทรงร่างกายได้มากกว่าชุดสตรีที่หลิวชิงเซียงเคยสวมใส่

    “เปลี่ยนชุดนี้เถิด หากยังใส่ชุดบุรุษต่อไปมีหวังคุณชายหวงต้องจำได้แน่” หลิวชิงเซียงรับชุดมาอย่างลังเลดวงตาคู่งามทอดมองชุดในมือแล้วนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งมือทั้งสองกำผ้าไว้แน่นราวกับกำลังต่อรองกับใจตน

    “ข้า..ไม่เคยใส่ผ้าเนื้อบางเยี่ยงนี้มาก่อนเลย”

    “แต่หากไม่กลืนดินก็ไม่อาจดับไฟได้” เฉินฮวาเอ่ยพลางยิ้มจาง “ข้าเชื่อว่าแม่นางย่อมเข้าใจดีว่าความอยู่รอดนั้นสำคัญ” แม้นไม่คุ้นชิน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้หลิวชิงเซียงจำต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างหญิงคณิกาใต้แสงเทียนเรืองรองที่วางชิดผนังเงาร่างอรชรของหญิงสาวกำลังเปลี่ยนเครื่องแต่งกายอย่างเงียบงันสายลมวูบหนึ่งพัดม่านสะบัด ร่างน้อยนั้นคล้ายเงาสะท้อนในสายน้ำไม่อาจจับต้องแต่กลับสะกดใจผู้ชม

    ด้านนอกม่านโม่เหวินหานชำเลืองเห็นเพียงเงาร่างพลิ้วไหวผสานแสงเทียนก็รู้สึกอกแน่นมือจับด้ามดาบแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว ใบหน้าขึงขังเบือนหนีอย่างเงียบงัน แม้รู้ดีว่าควรห้ามความคิดไม่ควรตอนนี้แต่มนุษย์ย่อมมีใจมิใช่ไม้หิน

    ภายในม่านเฉินฮวาจัดผ้าจับผมหลิวชิงเซียงอย่างคล่องแคล่วนิ้วเรียวพันเส้นผมราวเสกสายไหม จับแป้งและดินสอจัดการแต่งหน้าแต้มสีให้คล้ายหญิงนางรำในหอแม้ไม่ถึงกับจัดจ้านแต่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด

    “ข้าเอ่ยถามอย่างตรงไปตรงมาเจ้าไม่กลัวว่าหลังจากนี้จะลำบากหรือ” หลิวชิงเซียงเอ่ยถามในขณะที่เฉินฮวากำลังติดปิ่นทองเล็กๆนางมีท่าทีทั้งลังเลทั้งเป็นห่วง

    เฉินฮวาหัวเราะเบา“ลำบากหรือเจ้าคะ? วันนี้มาม่าของหอยิ้มจนหน้าแทบฉีกเพราะสี่พันตำลึงของคุณชายผู้นั้น หลังวันนี้ข้าได้ส่วนแบ่งพอจะไถ่ตัวพี่ชายออกก่อนพวกเราสองพี่น้องก็จะเปลี่ยนทางเลือกชีวิตได้อีกมาก”

    หลิวชิงเซียงนิ่งไปหัวใจพลันสะท้อน “หรือที่แม่นางไม่ยอมให้ใครไถ่ตัวเพราะพี่ชาย..”

    หญิงงามของหอบุปผายิ้มจางน้ำเสียงแฝงความเหนื่อยล้า “ล้วนจริง..ไม่ใช่ว่าไม่มีใครเสนอจะไถ่ตัวเฉินฮวามาก่อนคุณชายหวงแต่สุดท้ายถึงเขาจะไถ่เฉินฮวาและพี่ชายออกไปด้วย อย่างไรเฉินฮวารู้ดีพี่ชายไม่อาจอยู่ในเรือนของพวกคุณชายผู้ดีเหล่านั้นได้พวกเขามีอำนาจมีบ่าวไพร่มีขนบจารีตเคร่งครัดจนคนอย่างพี่กั่วหม่าต้องถูกเหยียบย่ำแน่ๆ ด้วยรูปลักษณ์ไม่น่ามองไร้ความรู้ ไร้เหลี่ยม คนพวกนั้นคงไม่เว้นให้เขาอยู่ดี” นางชะงักเล็กน้อย ก่อนเอ่ยอีก “ส่วนเฉินฮวาอาจจะเป็นของเล่นของพวกเขาชั่วระยะเวลาหนึ่งอยู่ปกป้องคุ้มภัยได้ชั่วครู่ชั่วยาม..แต่พี่ชายของเฉินฮวาจะเป็นอย่างไรเล่าเมื่อเฉินฮวาสิ้นความโปรดปราน”

    น้ำเสียงนางราบเรียบแต่ดวงตาแดงเรื่อ น้ำที่คลออยู่มิไหลรินออกมาแม้แต่น้อยนางเพียงพริบตาถี่ราวกับจะไล่ความเปียกชื้นนั้นออกไป “อย่างน้อย อยู่ที่นี่..เขาเป็นคนเก่าแก่ของหอถึงจะถูกใช้งานหนักก็ไม่ถูกใครรังแก ไม่ถึงกับถูกหยามถูกซ้อม”

    หลิวชิงเซียงมองนางเงียบๆหัวใจสั่นสะท้าน ความเข้มแข็งของเฉินฮวาไม่ใช่เพียงเพราะกล้าอยู่แล้วแต่เพราะความจำเป็นบีบให้ต้องกล้า “หากวันนี้เรารอดไปได้วันหน้าข้าจะไม่ให้แม่นางเฉินฮวาลำบากอีก”

    เฉินฮวาแย้มยิ้มทว่าดวงตายังคงหม่นแสง “อย่ากังวลเรื่องของเฉินฮวาเลยเจ้าค่ะ”

    ผ่านไปครู่ใหญ่เฉินฮวาก็ผละตัวออกก่อนจะดับเปลวเทียนทิ้งเพียงแสงอ่อนที่ทอดพาดเสี้ยวใบหน้าและร่างโปร่งบางของหลิวชิงเซียงนางก็ลุกขึ้นช้าๆ แสงนวลกระทบแพรโปร่งสีชมพูอ่อนที่พลิ้วแนบลำตัวดั่งม่านหมอกอรุณจับเงาดอกเหมย

    หลิวชิงเซียงก้มลงมองตนเองใบหน้าที่เคยจางไร้สีสัน ถูกแต่งแต้มด้วยสีแดงระเรื่อราวกลีบกุหลาบในยามผลิบานริมฝีปากถูกระบายให้แดงราวกับผลท้อสุกนุ่มน่าลิ้มลอง คิ้วเรียวคมวาดดั่งคันศร

    นางก้าวเข้าใกล้กระจกเงาบานหนึ่งมองภาพสะท้อนนิ่งงัน ใบหน้าแปลกตาฉายออกมาจากกระจกหาใช่ตนในทุกเมื่อเชื่อวันเสื้อผ้าที่นางไม่เคยสวมให้กับร่างกายตน เครื่องหน้างามล้ำที่ไม่เคยใส่ใจแม้อย่างวันเข้าพิธีในวังก็แค่ประดับพองามเพราะเป็นเพียงพิธีไม่อาจเลี่ยงนางไม่เคยนึกเลยว่า เพียงการแต้มใบหน้ากับเสื้อผ้าบางเบากลับเปลี่ยนภาพของตนเองได้ราวกับบุปผาแย้มบาน ล่วงรู้ชัดในวันนี้ว่าเครื่องแต่งหน้านั้นใช่แค่เพิ่มความงามทว่าเป็นอาวุธของสตรี เป็นดั่งอุบายแห่งกลิ่นบุปผาที่เชื้อเชิญผีเสื้อให้หลงทาง

    เฉินฮวายิ้มบางๆก่อนเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นอีกฝ่ายยืนนิ่ง “ไปกันเถิดเจ้าค่ะ” นางเอื้อมมือประคองหลิวชิงเซียงเดินก้าวช้าๆ ออกจากฉากผ้ากั้น ภายใต้แสงตะเกียงริบหรี่ กลิ่นหอมอ่อนๆจากเครื่องหอมที่ใช้ในการร่ายรำหลงอยู่ในอากาศ

    เสียงฝีเท้าเบายิ่งกว่าสายลมออกมาจากฉากเรียกโม่เหวินหานหันหน้าไปตามเสียงผ้าที่ประดับกายของหลิวชิงเซียงสีชมพูผสมกลีบแดงวาดลวดลายบุปผาช่วงเอวขับให้รูปร่างอรชร ริมฝีปากขยับคล้ายจะกล่าวบางคำทว่าไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมา

    ภาพตรงหน้าปรากฏเขานิ่งงันราวถูกสาปดวงตาคมกล้าคู่นั้นสั่นไหววูบวาบ ราวภาพเบื้องหน้าจะลบล้างทุกภาพในความทรงจำ

    แม้เคยเห็นหลิวชิงเซียงยามงามสง่าใต้แสงจันทร์แม้เคยเห็นนางสวมชุดแพรล้ำค่าร่วมพิธีในวัง ทว่าครั้งนี้กลับแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิงดั่งว่าสตรีตรงหน้าคือดอกไม้ป่าซ่อนกลิ่นหอมปลาบหอมชนิดที่มิใช่เพียงปลายจมูกรู้สึกแต่ยังเย้ายวนแทงทะลุเข้าหัวใจใบหน้าขัดเขินยิ่งเสริมความน่ามองให้เข้าไปดอมดมเชยชม

    สีหน้าของหลิวชิงเซียงไม่อาจเรียบเฉยต่อสายตาคู่นั้นได้นางเม้มริมฝีปากแน่น พวงแก้มขึ้นสีชมพูอ่อนจางสองมือจึงยกขึ้นแตะปลายผ้าคลุมผมคล้ายจะหลบซ่อนร่างหากแต่ยิ่งขยับยิ่งเผยให้เห็นความบอบบาง ยิ่งเร้นยิ่งชวนให้ใคร่ค้นหา

    โม่เหวินหานขยับริมฝีปากอีกคราเสียงพร่าต่ำเอ่ยออกมาแทบไม่ได้สติ “เจ้า...” แต่เพียงคำเดียวก็กลืนหายลงคอไป

    เฉินฮวายกพัดขึ้นป้องหน้ากลั้นเสียงหัวเราะยามเห็นบุรุษตรงหน้าแทบกลายเป็นรูปสลักในวัดแต่ก่อนที่สถานการณ์จะยืดเยื้อ กั่วหม่าก็กลับมาพร้อมเสื้อผ้าในอ้อมแขนทั้งสามชุด “ข้าเอามาให้แล้ว!” น้ำเสียงเขาเรียกสติของโม่เหวินหานกลับคืนมือชายหนุ่มรับชุดเสื้อมาโดยไร้ถ้อยคำ สายตาที่ยังตะลึงพร่าไม่อาจละไปจากหลิวชิงเซียง

    กั่วหม่ายืนยื่นเสื้อผ้าให้หากแต่พอเห็นว่าสายตาของคุณชายยังคงทอดตรงไปที่แม่นางผู้งามประหลาดเขาก็ย่นคิ้วแล้วหันไปหาน้องสาวอย่างข้องใจ เฉินฮวาระบายลมหายใจคล้ายเหนื่อยใจแทนพลางเอ่ยเรียก “คุณชายเจ้าคะ รีบเปลี่ยนเถิดพวกมันยังไล่ตามไม่หยุดหรอกนะ”

    เสียงเรียกนั้นจึงปลุกโม่เหวินหานให้ขยับเท้าดวงตาก่อนหน้านี้ที่ทอดตรงไปยังหลิวชิงเซียงยามนี้หันไปอีกทางอย่างกระอักกระอ่วนชายหนุ่มเร่งหมุนตัวก้าวหายเข้าไปในฉากด้านใน

    หลิวชิงเซียงเม้มริมฝีปากแน่นเมื่อเห็นหลังของโม่เหวินหานลับตาไป หัวใจยังเต้นระรัวไม่หยุดเสียงหัวใจดังอยู่ในอกดั่งกลองรบของทหารแนวหน้า

    เงียบไปครู่ใหญ่เฉินฮวาจึงเอนตัวกระซิบเบา “คุณชายมองแม่นางลืมตัวเลยล่ะ”

    หลิวชิงเซียงหันไปค้อนเล็กน้อยแต่สีหน้าแดงก่ำจนเห็นชัดแม้ไม่ตอบคำใดเพราะสายตานั้นก็ยากจะหลอกลวง

    เฉินฮวายิ้มพรายพลางพัดเบาๆ“บางที..วันหน้าถ้าแม่นางยังอยากปลอมตัวเฉินฮวาอาจหาชุดที่สวยกว่านี้ให้ได้อีกนะ” นางพูดจบก็หมุนตัวเดินจากไปทางประตูด้านในเพื่อดูว่าทางที่ออกยังปลอดภัยหรือไม่ทิ้งให้หลิวชิงเซียงยืนนิ่งใจเต้นรัวอยู่กับเงาตะเกียงในมุมห้อง รอคอยว่าเมื่อบุรุษในฉากออกมาอีกครั้ง

     

    --------------------------------------------------


    มีที่ไหนฮ่องเต้บอกสนมรักปกป้องเราด้วย พระเอกเบอร์หนึ่งของจริงงง

    ตอนนี้ก็ปลอมตัวกันไป เดี๋ยวถูกจับได้จะโดนขุนนางดุว่าหลี่ผินความประพฤตินอกลู่นอกทางพาฮ่องเต้เที่ยว

    // ฝากกดใจให้นักเขียนหน่อยนะคะ เลิฟนักอ่านทุกคนค่า //

    คล้ายกับเรื่องเพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี) ที่คุณอ่าน