เสียงแห่งความยินดีกึกก้องไปทั่วสารทิศการเฉลิมฉลองดำเนินไปเนิ่นนาน ก่อนจะค่อยๆ เงียบลง
หลังจากความเอิกเกริกผ่านพ้นไปความเงียบงันก็เข้ามาแทนที่ พร้อมกับความกังวลและตึงเครียดที่ตามมาติดๆ
ก็เพราะเวลาช่างน้อยนิดเหลือเกิน!
เดือนสิบเพิ่งประกาศฟื้นฟูระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยทว่าเดือนสิบสองก็จะมีการสอบแล้ว เหลือเวลาเพียงสองเดือนเท่านั้นแทบจะไม่มีเวลาเตรียมตัวเลย!
ยุวชนบางคนลงชนบทมาแล้วสองปีสามปี หรือแม้แต่ห้าปี พวกเขาห่างหายจากตำรามานานแสนนานความรู้หลายอย่างเลือนหายไปจนหมดสิ้น ต่อให้มีเวลาครึ่งปีก็อาจไม่ทันกาล!
แต่แล้วจะทำอย่างไรได้เล่า?
หากพลาดโอกาสในคราวนี้ก็ต้องรอไปถึงปีหน้า
และใครจะรู้ว่านโยบายของปีหน้าจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่?
ดังนั้นพวกเขาจะต้องคว้าโอกาสนี้ไว้ให้ได้!
ด้วยเหตุนี้แต่ละคนจึงเริ่มจุดตะเกียงอ่านหนังสือยามค่ำคืน
กลางวันออกไปทำงานกลางคืนอ่านหนังสือทบทวนจนดึกดื่นค่อนคืน บางคนอ่านจนถึงตีสองตีสามแล้วจึงนอนหลับพักผ่อนเพียงสามสี่ชั่วโมงต่อวัน ทุ่มเทอ่านหนังสือราวกับไม่เหลือแรงชีวิต
เมื่อเทียบกับความเคร่งเครียดในการทบทวนของคนอื่นๆแล้ว ทางด้านซูเจียวเจียวกลับดูผ่อนคลายกว่ามาก ตลอดสองปีที่ผ่านมาเธออ่านหนังสือทบทวน และทำแบบฝึกหัดอยู่เป็นประจำ เมื่ออ่านตำราของตัวเองจนจบแล้วเธอก็ยืมหนังสือจากฮั่วเจี้ยนจงมาอ่านจนครบทุกเล่ม
เซียวหยวนหมิงเองก็ติดตามอ่านและเรียนรู้ไปพร้อมกับเธอในปีนี้ฮั่วเจี้ยนจงยังได้มาสอนเสริมให้พวกเขาในตอนกลางคืนด้วยดังนั้นซูเจียวเจียวจึงมั่นใจเป็นอย่างยิ่ง และเช่นเดียวกันเธอก็เชื่อมั่นในตัวอาหมิงของเธอด้วย
จ้าวอวี้เฟินกับเว่ยหงปิงเองก็ตื่นเต้นจนนอนไม่หลับเช่นกันทั้งคู่นั่งทบทวนตำราอยู่หน้าโต๊ะหนังสือจนถึงสี่ทุ่มครึ่งแล้วจึงล้างหน้าล้างตาขึ้นเตียงนอน
ขณะนอนอยู่ในผ้าห่มจ้าวอวี้เฟินกล่าวด้วยความรู้สึกหลากหลาย “ไม่คิดเลยว่าปีนี้จะฟื้นฟูการสอบเข้ามหาวิทยาลัยกะทันหันขนาดนี้ตอนที่ได้รับข่าว ฉันยังคิดว่าเป็นเรื่องโกหกเสียอีก”
บนใบหน้าของเว่ยหงปิงก็เต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความตื่นเต้นเช่นกัน“ใช่แล้ว ผมก็ไม่คิดว่าจะฟื้นฟูการสอบเข้ามหาวิทยาลัย”
จ้าวอวี้เฟินรำพึง“การฟื้นฟูการสอบเข้ามหาวิทยาลัยอย่างกะทันหันเช่นนี้ทำให้หลายคนตั้งตัวไม่ทันจริงๆ!โชคดีที่เมื่อก่อนฉันเห็นเจียวเจียวขยันอ่านหนังสือ เลยพลอยอ่านตามไปด้วยทำให้ความรู้เก่าๆ ไม่หลงลืมไปเสียหมดไม่อย่างนั้นเหลือเวลาแค่สองเดือนสำหรับทบทวน คงไม่พอแน่ๆ”
เว่ยหงปิงพยักหน้าเห็นด้วย“ใช่ครับ ว่าไปแล้วก็ต้องขอบคุณยุวชนซูและยุวชนฮั่วด้วย”
ที่นี่เขาน่าจะเป็นคนที่ลงชนบทมานานที่สุดเขาถึงขั้นยอมแพ้ ไม่คิดที่จะหยิบตำราขึ้นมาอ่านอีกแล้วเขาตั้งใจว่าจะใช้ชีวิตที่นี่ไปจนตาย
เป็นเพราะอวี้เฟินได้รับแรงบันดาลใจจากความขยันของยุวชนซูจึงได้เริ่มอ่านหนังสืออีกครั้ง และเขาก็ได้รับแรงบันดาลใจจากอวี้เฟิน
ยุวชนฮั่วได้มาสอนเสริมให้พวกเขาในปีนี้ทำให้อวี้เฟินก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว
จ้าวอวี้เฟินยิ้มอย่างตื่นเต้น“ใช่ค่ะ ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณเจียวเจียวจริงๆ!พรุ่งนี้ฉันจะไปขอบคุณเธออย่างดีเลย! แบบนี้ดีไหมคะ พรุ่งนี้เราทำอาหารอร่อยๆที่บ้าน แล้วเชิญเจียวเจียวกับคนอื่นๆ มารวมตัวกันหน่อย เป็นไงบ้างคะ?”
เว่ยหงปิงมองเธอด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรัก“ดีเลย พรุ่งนี้ผมจะช่วยคุณเตรียมของแล้วขอเชิญคุณนายเว่ยเป็นคนลงมือทำอาหารนะครับ”
จ้าวอวี้เฟินได้ยินดังนั้นก็หัวเราะคิกคัก“คุณนายเว่ย คำเรียกนี้เพราะมาก! เรียกอีกหลายๆ ครั้งเลยได้มั้ย”
“มีอะไรให้ผมรับใช้มั้ยครับคุณนายเว่ย เพียงท่านออกปาก ผมจะทำให้ดีที่สุด”
“ช่วยนวดไหล่ให้หน่อยสิคะ”
“รับบัญชาคุณนายเว่ยครับ”
หลังจากหยอกล้อกันอยู่พักใหญ่จ้าวอวี้เฟินก็ดูเหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้ แล้วกล่าวอย่างตื่นเต้น“ถ้าเราสอบติดมหาวิทยาลัยทั้งคู่ ก็จะได้กลับเมืองแล้วตอนนั้นฉันจะพาคุณไปหาพ่อแม่ของฉัน พ่อแม่ของฉันจะต้องชอบคุณมากแน่ๆ เลย!”
“ดีเลยครับ” เว่ยหงปิงยิ้ม “ตอนนั้นผมจะต้องแสดงออกให้ดีที่สุดลูกสะใภ้ขี้เหร่ในที่สุดก็จะได้ไปพบพ่อแม่สามีเสียที [*]”
จ้าวอวี้เฟินอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ“อะไรกัน? นี่คุณกังวลเหรอคะ?”
“ต้องกังวลสิ!” เว่ยหงปิงพยักหน้า “เพราะยังไม่เคยพบหน้าท่านทั้งสองเลยผมก็พาลูกสาวสุดที่รักของท่านมาเป็นภรรยาแล้ว ท่านจะด่าผมไหมนะ?”
“วางใจเถอะค่ะ ไม่มีทางหรอก พ่อแม่ของฉันดีมากๆ เลยค่ะครั้งที่แล้วฉันส่งจดหมายกลับบ้าน ก็เล่าเรื่องของคุณให้ฟังแล้วแถมยังบอกด้วยว่าคุณดีกับฉันมาก ท่านทั้งสองอยากเจอคุณจะแย่แล้ว” จ้าวอวี้เฟินนอนซบอยู่ในอ้อมกอดของเขา พลางกล่าวยิ้มๆ
เว่ยหงปิงถอนหายใจเฮือกหนึ่งแววตาที่มองจ้าวอวี้เฟินอ่อนโยนลงไปอีก “มีแต่คุณเท่านั้นที่ไม่รังเกียจสถานะของผมยอมติดตามผมซึ่งไม่มีอะไรเลย แต่ไม่รู้ว่าทางพ่อแม่ของผมเป็นอย่างไรบ้าง…”
ในตอนนั้นเขาถูกบังคับให้ลงชนบท เพราะสถานะของพ่อถูกบิดเบือน ทำให้พ่อถูกส่งตัวไปยังชายแดนแม่ก็ติดตามไปด้วย ที่นั่นหนาวเหน็บและยากลำบากอย่างยิ่ง ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาพ่อแม่ของเขาจะต้องลำบากยิ่งกว่าเขาเสียอีก
และเขาถูกส่งตัวมายังกองผลิตฉางซิงแห่งนี้ทั้งสองแห่งห่างกันกว่าสองพันกว่ากิโลเมตร เขาไม่ได้พบหน้าพ่อแม่มาหลายปีแล้วทำได้เพียงติดต่อกันทางจดหมายเท่านั้น
แต่จดหมายฉบับหนึ่งมักใช้เวลาส่งเป็นเดือนหากเกิดพายุหิมะบนภูเขา เวลาก็จะยิ่งนานขึ้นไปอีก
ที่นี่มีเพียงอวี้เฟินเท่านั้นที่ไม่รังเกียจสถานะของเขา
จ้าวอวี้เฟินเห็นสีหน้าของเขาหมองลงแววตาซ่อนความกังวล เธอจับมือของเขาไว้ แล้วปลอบโยนอย่างนุ่มนวล“อย่ากังวลมากเกินไปเลยค่ะตอนนี้ประเทศชาติก็ฟื้นฟูการสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว ทุกอย่างจะต้องดีขึ้นเรื่อยๆแน่นอนค่ะ พ่อกับแม่ของเราจะต้องปลอดภัยไม่แน่ว่าอีกไม่นานความเข้าใจผิดของคุณพ่อของคุณก็อาจจะได้รับการแก้ไขด้วย”
เว่ยหงปิงพยักหน้า“หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น”
เขากอดจ้าวอวี้เฟินที่อยู่ในอ้อมแขนแน่นน้ำเสียงทุ้มต่ำแฝงความมุ่งมั่นที่จะก้าวไปข้างหน้า “ผมจะตั้งใจอย่างเต็มที่เพื่อสอบติดมหาวิทยาลัย และมอบชีวิตที่ดีขึ้นให้คุณ”
“ค่ะ! ฉันเชื่อว่าคุณจะต้องทำได้แน่นอน! ฉันก็จะตั้งใจเหมือนกันค่ะถึงตอนนั้นเราจะได้สอบติดมหาวิทยาลัยพร้อมกัน! และกลับบ้านด้วยกัน!”
“ดีเลย เราสอบติดมหาวิทยาลัยพร้อมกัน และกลับบ้านด้วยกัน!”
…
ทางด้านซูเจียวเจียวเองก็ตื่นเต้นจนนอนไม่หลับเช่นกันแม้ว่าเธอจะรู้อยู่แล้วว่าจะมีการฟื้นฟูการสอบเข้ามหาวิทยาลัยแต่เส้นทางชีวิตในชาตินี้กับชาติที่แล้วแตกต่างกัน
ครั้งนี้เธอไม่ได้ตื่นเต้นที่จะได้กลับบ้านไปพบพ่อแม่ แต่เธอตื่นเต้นที่จะได้กลับเมือง ตอนนั้นขอแค่มีการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจเธอก็จะสามารถกอบโกยเงินทองได้มากมายมหาศาล!
แค่คิดว่าอนาคตจะได้เงินเยอะแยะเธอก็รู้สึกตื่นเต้นจนนอนไม่หลับแล้ว!
ถึงตอนนั้นอาหมิงก็ไม่จำเป็นต้องทำงานแบบเดิมอีกด้วยความสามารถของเธอคนเดียวก็สามารถทำให้เธอกับอาหมิงมีชีวิตที่ดีได้!
ในชาตินี้เส้นทางชีวิตของอาหมิงก็ต่างจากชาติที่แล้วไม่น้อย
ชาติที่แล้วเขาต้องทนทุกข์เพื่อหาเงินและเดินผิดทางไปหลายครั้ง ชาตินี้เธอจะต้องพยายามพาอาหมิงเดินบนเส้นทางที่ราบรื่น!
เซียวหยวนหมิงเห็นซูเจียวเจียวหน้าแดงก่ำด้วยความตื่นเต้นก็หัวเราะพลางถาม “ตื่นเต้นอะไรขนาดนี้?คิดถึงเรื่องที่จะได้กลับบ้านไปเจอพ่อแม่เลยตื่นเต้นจนนอนไม่หลับใช่ไหม?”
ซูเจียวเจียวมองเขาแล้วส่ายหน้า “อาหมิงฉันยังไม่เคยเล่าเรื่องที่บ้านให้คุณฟังเลยใช่ไหมคะ? ถึงแม้พ่อของฉันจะส่งเงินมาให้ทุกเดือนแต่แม่ของฉันไม่ค่อยชอบฉันเท่าไรนักค่ะ ท่านรักซูชิงชิง น้องสาวของฉันและตามใจเธอมาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นคุณอย่าเพิ่งคาดหวังกับพวกท่านมากนักนะคะ…”
เชิงอรรถ
[*]เป็นสำนวนเปรียบเปรยถึงเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ยังไงก็ต้องเผชิญหน้า หรือใช้ในความหมายว่า ‘ต้องเอาของจริงออกมาแสดงให้เห็นแล้ว’