Gashapong Cupid เมื่อผมสุ่มกาชาเเล้วได้เป็นกามเทพ

    บทที่ 41

    บริเวณโซนอาหารภายในฮอลล์แสดงสินค้า นักบวชหนุ่ม และหญิงสาวผู้ปิดบังใบหน้ากำลังเดินคุยกันอย่างออกรส แม้ว่าสำหรับคนรอบข้างที่กำลังมองดูอย่างสนอกสนใจแล้ว มันจะเป็นภาพที่ชวนขัดตาเป็นอย่างมากก็ตาม จากการแต่งกายที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงนี้ พวกเขาทั้งสองคนจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากกามเทพฝึกหัดกร และพริตตี้สาวเมล่อนนั่นเอง ถึงกรจะได้ชื่อว่าเป็นนักบวชในสายตาคนรอบข้าง แต่ในลัทธิไลเทน่านี้ไม่ได้มีการห้ามการแต่งงานของนักบวช และไม่ได้มีศีลที่ต้องรักษาเคร่งครัด กรจึงไม่ได้ลำบากในการใช้ชีวิตดังเช่นคนปกติทั่วไป ซึ่งกฎเกณฑ์ และระเบียบปฏิบัติในฐานะนักบวชของลัทธินี้ได้รับการพิจารณาคัดสรรค์มาเป็นอย่างดีจากสภาเทพชั้นสูงเมื่อในอดีต เพื่อให้เหล่าทูตสวรรค์ที่ลงมาทำหน้าที่เผยแผ่ความศรัทธาสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบาย และกลมกลืนกับมนุษย์มากที่สุดเท่าที่จะทำได้“ไอติมนี่อร่อยจังเลยค่ะ ร้านนี้มาออกบูธทุกปีแต่ฉันไม่เคยมากินมันสักครั้ง ทั้งที่ก็เดินผ่านตลอดน่าเสียดายมากเลยนะเนี่ยที่วันนี้วันสุดท้ายแล้ว” เมล่อนกินไอศกรีมโคนแบบซอฟเสิร์ฟอย่างเอร็ดอร่อย และอดที่จะบ่นไม่ได้ที่พลาดของดีมาตลอด“เอ๋? คุณเมล่อนไม่กลัวอ้วนเหรอครับ? เป็นพริตตี้ต้องรักษาหุ่นไว้ตลอดไม่ใช่หรือไง” กรกล่าวถามออกมาตามตรงเพราะรู้สึกเป็นกันเองกับหญิงสาวตรงหน้า“แหมๆ คุณกรคะ ไม่ควรพูดเรื่องนี้กับผู้หญิงที่กำลังกินของอร่อยอยู่นะคะรู้ไหม” หญิงสาวภายใต้แว่นตาดำทำท่างอนเล็กน้อย แต่ใบหน้าของเธอก็ยังยิ้มอย่างมีความสุขอยู่ดี“อ้ะ! ขอโทษด้วยนะครับ ผมเสียมารยาทไปหน่อย” นักบวชหนุ่มหน้าชาในทันที และรู้สึกผิดกับคำพูดของตัวเอง เมื่ออีกฝ่ายทักมาแบบนั้น“โธ่! แค่พูดเล่นเอง ฉันไม่ได้ว่าอะไรคุณกรหรอกนะคะ ฮิๆๆ” เมล่อนหันกลับมาหัวเราะชายหนุ่มเล็กน้อย เหมือนกับว่าเธอแค่ต้องการแซวเขาเล่นเท่านั้น ซึ่งทางกรเองก็ดูจริงจังเกินเหตุแต่มันก็ทำให้หญิงสาวหัวเราะชอบใจอยู่ไม่น้อย ด้วยความที่วันนี้ภายในงานโล่งมาก ลูกค้ามีน้อยจนคนขายท้อ และกำลังเก็บของกันตั้งแต่ยังไม่เที่ยง ชายหญิงทั้งสองจึงเดินสามารถเดินเที่ยวทั่วทั้งงานได้อย่างสบายใจ แต่เรื่องร้ายแรงที่เพิ่งผ่านพ้นไปนั้นก็ไม่ได้ถูกลบเลือนออกไปจากใจของพ่อค้าแม่ค้าที่นี่เลยแม้แต่น้อย มันยังคงอัดแน่นสุมอยู่ในใจของพวกเขา“เพราะไอ้เสี่ยบ้ากามนั่นคนเดียวถึงทำให้ไม่มีคนมาเที่ยวงานเลย ของที่เตรียมมายังเหลืออีกตั้งครึ่งหนึ่งเชียวนะ” พ่อค้าในโซนร้านขายของที่ระลึกบ่นกับร้านข้างๆ“นั่นสิ ตัวมันเองเป็นถึงเจ้าของงานยังมาทำเสียหายซะเอง มันคิดว่าเรื่องเลวๆที่ทำจะไม่มีใครจับได้รึไง กลางวันแสกๆกลางที่สาธารณะแบบนั้น”“โชคดีที่พวกมันถูกคนเก่ง และมีอิทธิพลมากกว่ามาขัดขวาง ไม่อย่างนั้นผู้หญิงคนนั้นคงไม่รอดหรอก กลายเป็นว่ากลุ่มอิทธิพลของเสี่ยตงแทบจะถูกกวาดล้าง แม้แต่รัฐมนตรีกับส.ส.ไปจนถึงข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่เป็นพวกเดียวกันก็แทบเอาตัวไม่รอด”“ไม่ใช่แค่พวกนั้นหรอกขนาดพวกมาเฟียที่อยู่เบื้องหลังนักการเมืองทุกพรรค แต่อยู่ฝ่ายเดียวกับมันยังถูกเล่นงานจนย่ำแย่ ขนาดโยกย้ายเงินข้ามประเทศไปฟอกไม่ทันเลยด้วยซ้ำ อย่างกับว่าพวกตำรวจเตรียมการมานานแล้วอย่างไรอย่างนั้น พวกคนชั่วถูกล้างบางไปครึ่งประเทศได้มั้ง”“กลุ่มอิทธิพลเก่าหายไปเดี๋ยวกลุ่มใหม่ก็ขึ้นมาอยู่ดี แต่ครั้งนี้มันส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจเลยนะ มีทั้งบริษัทที่เจ๊งในวันเดียว และรวยชั่วข้ามคืนขึ้นมาเหมือนกัน พวกมันคงจะแค้นจอมยุทธคนนั้นมากแน่ๆแต่ก็คงทำอะไรคนที่มีเบื้องหลังยิ่งใหญ่กว่าไม่ได้ จะสงสารก็แต่ผู้หญิงคนนั้นแหละอาจจะถูกแก้แค้นแทน”  เมื่อไม่มีลูกค้า เหล่าพ่อค้าแม่ค้าที่มาออกบูธต่างก็จับกลุ่มคุยกันอย่างสนุกปาก ไม่ต่างจากตลาดสดเลยแม้แต่น้อย ซึ่งเรื่องเล่าปากต่อปากที่พวกเขาพูดนี้ก็ไม่ได้ต่างจากความเป็นจริงสักเท่าไร แม้ว่ากรที่เดินผ่านมาจะได้ยินอย่างนั้นเขาก็ปล่อยผ่านเพราะเขารู้ว่าถังลู่หัวหน้าของตนเป็นผู้จัดการทุกอย่าง ต่างไปจากเมล่อนที่เมื่อสักครู่ยังยิ้มร่าเริงมีความสุขกับไอศกรีมอยู่ แต่ตอนนี้เธอกลับซึมเศร้าลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะได้ยินคำพูดของพวกพ่อค้าแม่ค้าที่พูดคุยแต่เรื่องร้ายที่เกิดขึ้นไปตลอดทาง ซึ่งความเงียบที่เกิดขึ้นก็ทำให้บาทหลวงฝึกหัดสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน“คุณเมล่อนไม่ต้องกังวลไปนะครับ ตอนนี้ตำรวจกำลังทำงานอย่างเต็มที่ และไม่เกรงกลัวต่ออิทธิพลมืดของพวกมัน แถมตำรวจนอกเครื่องแบบที่ตามคุณมาก็มีตั้งหลายคน อีกอย่างพวกเขายังแฝงตัวแนบเนียนจนดูไม่ออกเลยว่าใครเป็นใคร” กรกล่าวให้กำลังใจกับหญิงสาว เพราะเขารู้อยู่แล้วว่าการที่ต้องอุดอู้อยู่ในบ้านเพราะกลัวอันตรายนั้นมันน่าเบื่อแค่ไหน การที่สามารถออกมาเที่ยวในที่สาธารณะเช่นนี้จึงนับว่าดีกว่ามากนัก ถึงแม้ว่าจะต้องอยู่ในสายตาของตำรวจนับสิบคนเลยก็ตาม“ค่ะ ฉันเข้าใจค่ะ แต่เพราะเป็นอย่างนั้นหลังจากนี้ฉันคงต้องไปเก็บตัวในเซฟเฮ้าส์ที่ต่างจังหวัด และอาจจะไม่ได้เจอกับคุณกรอีกนาน ทั้งที่พวกเราเพิ่งจะรู้จักกันแท้ๆ” เมล่อนหยุดเดินพร้อมกับก้มหน้าเขินอายในขณะที่เธอเอ่ยคำเหล่านั้นออกมา และจากท่าทางรวมทั้งบรรยากาศแบบนี้เหมือนว่าเธอต้องการสื่อสารเรื่องบางอย่างให้กับบาทหลวงหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงหน้า กรที่แม้ว่าปกติเขาจะมีคำถามกับเรื่องต่างๆในแดนเทพเสมอ แต่ฉากนี้เขาสามารถเข้าใจได้ในทันทีว่าเมล่อนรู้สึกยังไงกับตัวเอง ซึ่งนั่นไม่ใช่สิ่งที่เทพสามารถตอบรับได้ เพราะกฎข้อห้ามของทวยเทพที่เคร่งครัดที่สุดข้อหนึ่งนั่นก็คือ ห้ามมีความสัมพันธ์สวาทกับมนุษย์เป็นอันขาด‘ตอนคุณอายนี่โคตรน่ารักเลยครับ! แต่...ไม่! ผมไม่อาจตอบรับความรู้สึกของคุณได้’ กรในตอนนี้มีความรู้สึกที่ขัดแย้งกันเกิดขึ้นในคราวเดียว แม้ว่าเขาจะชื่นชมสาวงามเป็นชีวิตจิตใจ แต่เขาก็เข้าใจดีว่าเทพไม่อาจรักกับมนุษย์ได้ ไม่เช่นนั้นจะเกิดความลำเอียงเอื้อประโยชน์แก่คนบางคนมากเกินไป แต่ในขณะที่กามเทพหนุ่มกำลังลำบากใจที่จะพูดอะไรต่อไป เมื่อเขาได้รู้ถึงท่าทีความรู้สึกของหญิงสาวที่มีต่อตน เสียงเรียกเข้าของสมาร์ทโฟนเทพก็ดังขึ้นมาพอดี นั่นจึงทำให้กรผ่านพ้นความลำบากใจนี้ไปได้ แต่เมื่อเขาหยิบมันขึ้นมาดูว่าใครโทรเข้ามาเขาก็ชะงักไปทันที‘คุณคายะ โทรมาทำไมตอนนี้เนี่ย? เอ๊ะ! แล้วฉันจะต้องกลัวทำไมกันนะ เธอไม่ได้เป็นอะไรกับฉันสักหน่อย และก็แค่โทรมาเรื่องงานนั่นแหละ’ กรที่รู้สึกเหมือนแฟนตัวเองจับได้ตอนตัวเองกำลังคุยกับกิ๊กหลังจากรู้ว่าเทพสาวโทรมา แต่สติก็เรียกเขากลับมาสู่ความเป็นจริงที่ว่าตัวเองยังคงโสดสนิทเหมือนเดิม ถึงอย่างไรกามเทพหนุ่มก็ต้องรับสายนี้อยู่ดี เขากดรับแล้วพูดคุยกับคายะต่อหน้าเมล่อนทันที ไม่รู้ว่าต้องการแสดงความจริงใจต่อหน้าหญิงสาว หรือเขาคิดว่ามันคงไม่ใช่ปัญหาอะไรที่ต้องพูดโทรศัพท์ต่อหน้าคนอื่นกันแน่“สวัสดีครับคุณคายะ มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นรึเปล่าครับ?” กรถามกลับไปตามปกติ เพราะทุกครั้งที่กามเทพสาวติดต่อมามักจะมีแต่แจ้งปัญหาที่เกิดขึ้นให้เขาฟังเสียเป็นส่วนใหญ่“แหม...คุณกร ถ้าไม่มีธุระอะไรดิฉันจะโทรหาคุณไม่ได้เลยงั้นเหรอคะ?” คายะทักทายเทพหนุ่มด้วยความเป็นกันเองด้วยความคุ้นเคยของเพื่อนบ้าน และที่ปรึกษาที่คุยกันเป็นประจำ“เอิ่ม...ก็ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกครับ เพียงแต่ปกติเป็นฝ่ายผมที่จะโทรไปปรึกษาคุณมากกว่า ยิ่งถ้าเจ้าหน้าที่ส่วนกลางแบบคุณโทรมาในเวลาทำการอย่างนี้ก็อาจจะเพราะคดีเก่านั่นก็ได้ ผมก็เลยเสียวๆอยู่น่ะครับ” กรหาข้อแก้ตัวได้อย่างเหมาะสมลงตัวกับเรื่องราวที่ผ่านมา“เรื่องนั้นจบไปแล้วล่ะค่ะ แถมคุณกรก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรสักหน่อย ที่ฉันโทรมาเนี่ยก็เพราะอยากถามว่าไปอยู่กรุงเทพฯสบายดีไหม ในฐานะ...เพื่อนบ้านเท่านั้นล่ะค่ะ” เสียงที่คายะเน้นตอนท้ายทำให้กรรู้สึกสะกิดใจขึ้นมานิดหนึ่ง “คุณกร ใครโทรมาหรือคะ?” จู่ๆเมล่อนก็หันมาถามกรด้วยแววตาคาดคั้น

    คล้ายกับเรื่องGashapong Cupid เมื่อผมสุ่มกาชาเเล้วได้เป็นกามเทพ ที่คุณอ่าน