ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ

    ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 90 หลีกเลี่ยงความวุ่นวาย

    ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 90 หลีกเลี่ยงความวุ่นวาย





            เมื่อเข้ามาได้ คาลอสหันมามองหญิงสาวที่อยู่ด้านนอกอีกครั้งหนึ่ง ก่อนจะเดินผ่านม่านพลังงานสีเขียวเข้าไป



            ร่างของคาลอสเหมือนเดินผ่านม่านน้ำหนืดๆ เขาค่อยๆ แทรกตัวผ่านมันข้ามมาอีกฝั่ง



            ด้านในเป็นลานขนาดใหญ่ มีบ่อน้ำพุหักพังตั้งอยู่ตรงกลางลาน มีทางแยกที่ก่อขึ้นจากอิฐแยกออกไปทั้งสี่ด้านโดยรอบ



            ฝึบ ฝึบ เช้ง!



            เพิ่งจะเข้ามาถึง คาลอสก็พบว่ามีกองกำลังขนาดเล็กสองกลุ่มกำลังสู้กันอย่างดุเดือด เป็นไปได้ว่าทั้งสองฝ่ายอาจจะเป็นอริกันมาก่อน



            ต้องรู้ก่อนว่าที่นี่เป็นมิติที่แยกออกจากโลก เมื่อครบกำหนดเวลา มันก็จะปิดไปอีกสิบปี ในช่วงเวลานั้นไม่มีใครสามารถเข้ามาได้อีก



            ฉะนั้นก็เปรียบเสมือนว่าภายในมิติแห่งนี้นั้นหลุดออกจากกฎเกณฑ์ของเขต B การก่ออาชญากรรมที่นี่ล้วนไม่นับเป็นความผิด เพราะสุดท้ายหลักฐานต่างๆ ก็จะถูกปิดตายไปกับมิติแห่งนี้ ไร้หลักฐาน รวมถึงไม่มีใครรู้เห็น เช่นนั้นการตายในที่แห่งนี้ก็ไม่สามารถโทษใครได้ จงโทษตนเองที่อ่อนแอ



            คาลอสที่เห็นการต่อสู้ก็ตื่นตัวทันที แน่นอนว่าการตายของผู้คนในที่แห่งนี้ คนนอกย่อมไม่สามารถเข้ามาสืบหาความจริงได้ แต่เขาที่เห็นเหตุการณ์ต่อหน้าต่อตาเช่นนี้ มิใช่ว่าเขากลายเป็นพยานบุคคลหรอกหรือ



            คาลอสรีบเบี่ยงตัวหลบกลุ่มคนทั้งสอง สะบัดปลายเท้าพุ่งหนีไปยังช่องทางที่ใกล้ที่สุด



            ร่างของชายหนุ่มวิ่งมาตามทาง อันที่จริงเขาจำลักษณะของคนทั้งสองกลุ่มไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่หากพวกมันเห็นเขา มีโอกาสที่มันจะไล่ล่าเขาเพราะเขามาตัวคนเดียว



            จริงๆ คาลอสไม่ได้เกรงกลัวคนกลุ่มนั้นสักเท่าไหร่ พลังที่พวกมันปล่อยออกมาเห็นได้ชัดว่าส่วนใหญ่เป็นเพียงอเวกระดับหก มีอเวกระดับเจ็ดแค่คนสองคน แต่เขากลัวความน่ารำคาญที่พวกมันจะพามามากกว่า



            ร่างของคาลอสวิ่งไปตามอุโมงค์อิฐเรื่อยๆ ระหว่างทางมีทางแยกออกไปหลายสาย บางครั้งก็พบกับประตูบานใหญ่ที่เปิดอ้าเอาไว้ ห้องด้านในมีกลุ่มอเวกเข้าจับจองพื้นที่เป็นที่เรียบร้อยเหมือนพวกเขาพยายามฝ่าอุปสรรคเข้าไปด้านใน



            ตามที่ซีเลียบอก ห้องแต่ละห้องภายในมิติลึกลับเหมือนกับเป็นบททดสอบย่อยเพื่อให้ผู้คนที่เข้ามาได้ฝ่าฟันผ่านไป เมื่อผ่านอุปสรรคต่างๆ ได้สำเร็จ ก็จะได้รับของรางวัลในท้ายที่สุด นั้นคือวิธีที่ทำให้ได้รับสมบัติกลับมานั่นเอง



            คาลอสแอบมองจากด้านนอกเห็นได้ชัดว่าแต่ละห้องล้วนเต็มไปด้วยกับดัก บางห้องถึงกับล่ามสัตว์อสูรหน้าตาแปลกๆ เอาไว้ด้วย แต่ดูเหมือนกลุ่มคนเหล่านั้นก็พร้อมต่อสู้ พร้อมฝ่าฟันอุปสรรคเพื่ออะไรสักอย่างที่อยู่ภายใน



            ในเมื่อสถานที่ส่วนใหญ่ถูกจับจองไว้แล้ว ชายหนุ่มที่วิ่งมาตามทางก็เมินเฉยพวกมันทั้งหมด หันมองเพียงครู่เดียวแล้วก็วิ่งผ่านมันไป แต่ไม่นาน เขาก็ต้องชะลอฝีเท้า



            “ฮี่ๆๆ พวกเจ้าทิ้งของเอาไว้ซะ บางทีพวกข้าอาจจะเห็นใจไม่ปลิดชีพพวกเจ้าก็ได้นา” เสียงหัวเราะแหลมสูงดังขึ้นด้านหน้า กลุ่มคนประมาณห้าถึงหกคนกำลังยืนออกันหน้าประตูห้องฝั่งซ้าย ขวางทางเดินของคาลอส



            “บัดซบ! ไม่มีปัญญาหาสมบัติเองหรืออย่างไร ของสิ่งนี้พวกเราหามาด้วยความยากลำบากคิดหรือว่าเราจะยอมมอบให้พวกเจ้า!” เสียงตะโกนด้วยความคับแค้นดังมาจากด้านในห้อง



            “คิดให้ดีๆ พวกเจ้าสะบักสะบอมกันขนาดนี้ จะเอาอะไรมาสู้กับพวกข้าได้เล่า? ที่ข้าบอกให้พวกเจ้ายอมแพ้ ก็เพราะไม่ต้องการเสียเลือดเสียเนื้อโดยใช่เหตุ มิติลึกลับแห่งนี้ยังมีพื้นที่ให้สำรวจอีกมากมาย” ชายคนเดิมจากกลุ่มที่ยืนอออยู่หน้าห้องใช้เสียงแหลมเล็กของมันข่มขู่อีกฝ่าย



            คาลอสมองเห็นกลุ่มคนที่ยืนอยู่หน้าห้อง ตีวงแคบเข้าไป ท่าทางดูคุกคามอย่างยิ่ง



            “อย่าไปยอมมัน! สู้!” เสียตะโกนดังมาจากภายใน ไม่นานเสียงโห่ร้องเต็มไปด้วยกำลังใจก็ดังก้องสะท้อนออกมาจนคนที่อยู่ข้างนอกได้ยิน



            “หึ ไม่รู้จักประมาณตน!” มันกระแทกเสียงก่อนที่ฝ่ายของพวกมันจะชักอาวุธเข้าโจมตี



            เสียงการต่อสู้ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผสมผสานไปกับเสียงกรีดร้องจากความเจ็บปวด ในไม่ช้าก็กลายเป็นเสียงร้องวิงวอนขอความเมตตาในท้ายที่สุด



            ฝ่ายของชายเสียงแหลมจู่โจมอย่างไร้ความปรานี อีกฝ่ายที่ร่างกายไม่สมบูรณ์พร้อมถูกจ้วงแทงด้วยคมศาสตราวุธจนจบสิ้นชีวิต บางคนหนีรอดออกจากบททดสอบภายในห้องด้วยความยากลำบากอยู่แล้ว เมื่อต้องมาเผชิญกลุ่มคนที่หมายเข่นฆ่าสังหาร ก็ไม่เหลือเรี่ยวแรงใดจะต่อต้านอีก



            เห็นฉากสังหารกลุ่มคนที่ไร้ทางสู้ตรงหน้าเพื่อแย่งชิงสมบัติ คาลอสก็รู้สึกว่าสถานที่แห่งนี้มีอันตรายก็จริง แต่นั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่ง แท้จริงแล้วความน่ากลัวในจิตใจผู้คนนั้นกลับน่ากลัวเสียยิ่งกว่า



            การที่อัจฉริยะสักคนจะจบชีวิตอยู่ที่นี่เพราะไม่รู้จักประมาณตน เลือกท้าทายในสิ่งที่เกินความสามารถ ยังมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยกว่าการฆ่าแกงกันระหว่างกลุ่มคนที่เข้ามาเสียอีก



            อัจฉริยะแต่ละคนใช่ว่าจะเป็นคนโง่ พวกเขาล้วนรู้จักหลบเลี่ยงอันตรายอยู่แล้ว หากไม่ได้มีความโลภจนมองไม่เห็นความสามารถที่ตนเองไขว่คว้าได้ อย่างไรก็น่าจะอยู่รอดในที่แห่งนี้ได้ถึงเจ็ดวันและกลับออกไปอย่างปลอดภัย



            แต่การตายส่วนใหญ่กลับเกิดขึ้นเพราะมนุษย์โลภในสิ่งของของผู้อื่น การแย่งชิงสิ่งของจากอัจฉริยะคนอื่นย่อมสะดวกรวดเร็วยิ่งกว่าการเข้าไปภายในห้องเองเป็นไหนๆ



            คาลอสที่เห็นเหตุการณ์ตรงหน้าชัดเต็มสองตาก็เกิดความรู้สึกหวาดระแวงผู้คนในที่แห่งนี้ขึ้นมาทันใด ไม่ว่าใครก็ล้วนเป็นอันตรายต่อตัวเขาได้ทั้งสิ้น ตราบใดที่เรามีของล้ำค่าอยู่ในมือ จากเดิมที่ไม่มีความผิด ก็กลายเป็นคนผิดได้ในฉับพลัน ตกเป็นเป้าหมายของเหล่าคนโลภที่จ้องจะช่วงชิงสิ่งของเหล่านั้นไปเป็นของตน



            ใจของชายหนุ่มยึดมั่นในคำพูดที่ทั้งหัวหน้าตระกูลและบรรพบุรุษได้กำชับเอาไว้ เขาจำเป็นต้องเอาตัวรอดให้ได้ นึกถึงความปลอดภัยของตัวเองมาก่อนเสมอ ในเมื่อเป็นเช่นนั้น เขาจำเป็นจะต้องอยู่ห่างๆ ฝูงชนให้ได้มากที่สุด สมบัติล้ำค่าอะไร หากได้มาแล้วทำให้ชีวิตต้องตกอยู่ในอันตราย เขาก็พร้อมจะโยนมันทิ้งทันทีโดยไม่รีรอ



            คิดได้ดังนั้นชายหนุ่มก็รีบพุ่งตัวผ่านเหตุการณ์ตรงหน้าไปอย่างรวดเร็ว เขาไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของคนอื่น ต่อให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีกเป็นสิบครั้ง เขาก็จะเลือกมุ่งหน้าต่อไปโดยไม่สนใจ การเห็นใจผู้อื่นเป็นสิ่งที่ดี แต่ก็ต้องไตร่ตรองให้ดีว่าอีกฝ่ายจะยินดีที่เราเห็นใจหรือไม่ กับคนบางจำพวก ช่วยเหลือไปก็ไม่ได้ทำให้พวกเขาทราบซึ้งใจ ซ้ำร้ายอาจทำให้ความคิดมุ่งร้ายพุ่งเป้ามาที่เราแทนก็เป็นได้



            หลังจากเหตุการณ์นั้น คาลอสก็สำรวจมิติลึกลับด้วยความระมัดระวังโดยตลอด ที่แห่งใดที่เหมือนจะมีอันตรายมาก เขาจะไม่เข้าไป ที่ใดที่ดูเหมือนมีคนจงใจวางกับดักเอาไว้ เขาก็จะไม่เฉียดเข้าไปใกล้เด็ดขาด



            นั่นทำให้ตลอดสามวันที่ผ่านมา คาลอสแทบไม่ได้สมบัติใดติดมือมาเลย มีเพียงต่างหูข้างเดียวเท่านั้นที่บังเอิญได้มาจากช่องทางลับ ทางเข้าเป็นประตูแคบๆ ที่ไม่มีใครสนใจ



            สมบัติชิ้นนี้ไม่ใช่ของดีเด่อะไร เพียงแค่ช่วยเพิ่มความสามารถในการรับเสียงให้ผู้สวมใส่ก็เท่านั้น นับเป็นความสามารถที่ไม่คุ้มค่ากับการฝ่าด่านทดสอบเลยสักนิด



            คาลอสพอเข้าใจได้ว่าทำไมถึงไม่มีกลุ่มไหนที่เสี่ยงเข้าไปนำมันออกมาเลย อาจเป็นเพราะคนเหล่านั้นถือครองข้อมูลบางอย่างเอาไว้ในมือก็เป็นได้ อย่างไรเสียมิติลึกลับแห่งนี้ก็ปรากฏมาเป็นร้อยปีแล้ว ถึงแม้ว่าสถานที่ต่างๆ ภายในจะเปลี่ยนแปลงไปทุกครั้ง แต่ก็มีบางอย่างที่ยังคงเหมือนเดิม



            โชคดีที่ความแข็งแกร่งของคาลอสนั้นยอดเยี่ยม จึงฝ่าฟันเข้าไปเอามันออกมาได้ไม่ยาก ถึงจะไม่ใช่สมบัติล้ำค่า แต่ก็ถือว่าได้อะไรติดไม้ติดมือออกไปบ้าง ไม่ใช่เดินทางมาไกลเพื่อเข้ามาเดินเล่นภายในมิติลึกลับเพียงอย่างเดียว



            และแล้วตอนนี้เสบียงอาหารที่คาลอสพกเข้ามาเหลือน้อยกว่าครึ่ง มีหลายครั้งที่เขาคิดจะแอบเข้าไปเก็บเสบียงที่คนตายทำตกเอาไว้ภายในห้องทดสอบ แต่ยังหาโอกาสเหมาะๆ ไม่ได้ เพราะตัวเขาก็ต้องระวังกลุ่มอื่นๆ ที่จะตามมาตลบหลังด้วย



            คนพวกนั้นล้วนเป็นอัจฉริยะในรุ่นทั้งนั้น แม้คาลอสจะมั่นใจในตัวเอง แต่เขาไม่เสี่ยง หากไปเจอกับกลุ่มอัจฉริยะจากขุมอำนาจใหญ่ ปัญหาที่ตามมาคงใหญ่หลวงทีเดียว



            ในขณะนั้นเอง คาลอสเพิ่งจะมาหยุดยืนอยู่ข้างรูปปั้นหินกลางสามแยกทางเดินได้ครู่เดียว ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าจำนวนมากกรูกันมาจากทิศทางหนึ่ง



            ปัง!



            “อั่ก!” ชายร่างอ้วนลอยกระเด็นมาตกลงที่แทบเท้าของคาลอสอย่างพอดิบพอดี



            “อ๊ากกกก กรี๊ดดด” เสียงกรีดของคนสองสามคนดังมาจากทางเดินที่ชายร่างอ้วนพุ่งกระเด็นออกมา



            เสียงดังขึ้นครู่เดียวก่อนจะหายไป ดูเหมือนว่าเจ้าของเสียงจะจบชีวิตลงแล้ว แต่เสียงฝีเท้าที่วิ่งกรูกันเข้ามายังคงอยู่



            “แฮ่กๆ จะ…เจ้า ช่วยข้าด้วย ข้ามีสมบัติจากบททดสอบอยู่กับตัว ข้าจะให้มันแก่เจ้าหากเจ้าช่วยข้าต่อกรกับพวกมัน!” ชายร่างอ้วนหอบหายใจอย่างหนัก สายตามองขึ้นไปเห็นคาลอสที่ยืนอยู่



            ชายร่างอ้วนทีแรกก็กะจะหลบหนีต่อไป แต่เมื่อเห็นว่ามีคนอยู่แถวนี้ เขาพลันรู้สึกมีความหวัง อีกทั้งคนที่อยู่ตรงหน้านั้นยังอยู่ตัวคนเดียว เสื้อผ้าไร้ร่องรอยการต่อสู้ หมายความว่าอีกฝ่ายคงจะมีฝีมือที่ไม่ธรรมดา ไม่เช่นนั้นคงไม่มีทางรอดชีวิตอยู่ในที่แห่งนี้ได้โดยไร้ริ้วรอยแบบนี้



            แม้จะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นคนเช่นไร แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ อีกฝ่ายถือเป็นทางรอดทางเดียวของเขา ทั้งยังทำให้เขาสามารถแก้แค้นคนที่มันฆ่าพรรคพวกของเขาได้ด้วย



            ชายร่างอ้วนแท้จริงแล้วเป็นถึงอเวกระดับเจ็ด ความสามารถในการเอาตัวรอดไม่ใช่น้อยๆ ต่อให้อีกฝ่ายมากันเป็นกลุ่ม แต่หากไม่มีใครที่แข็งแกร่งกว่าตัวมัน ชายอ้วนก็ยังยื้อการต่อสู้ต่อไปได้ระยะหนึ่ง



            แล้วหากได้ชายหนุ่มผู้นี้มาช่วยเหลือล่ะก็ เขาย่อมต้านอีกฝ่ายกลับไปได้ หรือแม้แต่สังหารคนบางคนในกลุ่มของอริศัตรูได้ด้วยซ้ำ! ชายร่างอ้วนคิดอยู่ในใจ



            เพียงครู่เดียว กลุ่มคนที่เป็นเจ้าของเสียงฝีเท้าก็มาถึง พวกมันแต่ละคนเต็มไปด้วยเลือดของเหยื่อ สีหน้าของพวกมันเต็มไปด้วยความขุ่นแค้นหมายสังหาร



            ชายร่างอ้วนที่เห็นว่าศัตรูของมันมาถึงแล้วก็เอื้อมมือไปที่ชายกางเกงของคาลอส แต่คาลอสยกเท้าหลบได้ทัน



            “ได้โปรดเถิด ช่วยข้าด้วย กองกำลังของข้ามีข้อมูลมากมาย และข้าก็รู้ข้อมูลเกี่ยวกับมิติลึกลับแห่งนี้มากทีเดียว ข้าสามารถพาเจ้าไปตามหาสมบัติที่เจ้าต้องการได้ไม่ยาก!” ชายร่างอ้วนพยายามเล่าถึงประโยชน์ของตนเอง เพื่อให้อีกฝ่ายช่วยเหลือ พยายามจูงใจชายหนุ่มตรงหน้าด้วยทุกสิ่งที่ตนมี



            คาลอสจ้องมองชายร่างอ้วนที่อยู่แทบเท้าแต่ยังไม่มีปฏิกิริยาใด



            สิ่งที่ชายร่างอ้วนบอกออกมาไม่ได้ทำให้เขารู้สึกสนใจมากนัก หากชายอ้วนเสนอขายข้อมูลภายในมิติลึกลับให้กับเขาโดยไม่มีกองกำลังใดไล่ล่าอยู่ เขาอาจจะพอสนใจอยู่บ้าง แต่ในสถานการณ์เช่นนี้เขาไม่อยากเสี่ยงสร้างศัตรูโดยไม่จำเป็น



            หากอีกฝ่ายหลุดรอดออกไปได้ ตระกูลเล็กๆ ของเขามิแย่หรอกรึ? แค่นี้ก็มีศัตรูมากมายจ้องจะเล่นงานอยู่แล้ว หากยังคิดสร้างศัตรูเพิ่ม คนในตระกูลคงไม่มีวันสงบสุข ไหนจะต้องกังวลอีกว่าชายอ้วนคิดจะลอบเล่นงานเขาภายหลังหรือไม่



            ไม่ว่าจะคิดอย่างไร ตัวคาลอสก็ไม่อยากจะยื่นมือเข้าไปในปัญหาของคนอื่นเพียงเพราะผลประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ แค่นี้



            “นี่คือความแค้นระหว่างสำนักรุ่งอรุณกับสมาพันธ์ข่าวกรองออสแตรง คนนอกโปรดอย่าเข้ามายุ่งเกี่ยว” ชายคนที่อยู่ด้านหน้าสุดของกลุ่มคนพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ ใบหน้าดูถมึงทึงอย่างยิ่ง



            คาลอสที่ได้ยินดังนั้นก็ก้มลงมองชายร่างอ้วนที่กำลังดันตัวลุกขึ้น ก่อนที่ตนเองจะดีดตัวหลบออกไปด้านข้าง เป็นสัญญาณว่าตนจะไม่ยื่นมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้



            เมื่อเห็นดังนั้นกลุ่มคนประมาณหกถึงเจ็ดคนก็ยกอาวุธพุ่งเข้าหาชายร่างอ้วนทันทีโดยไม่มีความลังเลใจเหลืออยู่อีก



            



    คล้ายกับเรื่องระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ ที่คุณอ่าน