Evolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว

    เล่มที่ 3 บทที่ 62 ใช้ความรุนแรง แทงทะลวงฟ้า

            ทว่า ในวินาทีนั้นเอง

            “กรรร...”

            เสียงคำรามราวกับมังกรก็ไม่ใช่งูก็ไม่เชิงคล้ายจะฉีกกระชากบรรยากาศดังขึ้นอีกครา ทันใดนั้นท่ามกลางสายตาตกตะลึงของชิงเอ๋อร์ หนามดินที่ผุดขึ้นมาโดยไม่รู้ตัวได้พุ่งเข้ามากระแทกข้อมือที่กำลังควบแน่นเป็นกายหยาบของเธออย่างจัง

            “ปัง!”

            ความเจ็บปวดที่จู่โจมเข้ามากะทันหันทำเอาชิงเอ๋อร์ขมวดคิ้วแน่น

            นี่คือจุดอ่อนร้ายแรงที่สุดของการเปลี่ยนจากสภาพร่างโปร่งใสให้กลายเป็นกายหยาบ

            เมื่อกายหยาบปรากฏเธอสามารถสัมผัสสิ่งของได้แต่ตัวเธอก็จะตกอยู่ภายใต้การโจมตีทางกายภาพของผู้อื่นด้วยเช่นกัน

            “เร็วมาก”

            ชิงเอ๋อร์ลอบอุทานในใจแต่ก็ยังฝืนทนความเจ็บปวดจากการถูกแทง คว้าจับหญ้าโลหิตไว้แน่นแล้วกระชากขึ้นมาอย่างแรง

            “ฟึ่บ!”

            พร้อมกับแสงเรืองรองที่สาดกระจายไปทั่วพื้นดิน

            หญ้าโลหิตต้นนั้นตกอยู่ในเงื้อมมือของชิงเอ๋อร์อย่างสมบูรณ์

            ทว่า ในขณะเดียวกันพื้นดินก็เริ่มสั่นสะเทือนรุนแรงพร้อมกับมีคลื่นพลังวิญญาณอันน่าสะพรึงกลัวพุ่งขึ้นมาอย่างกะทันหัน

            เมื่อเธอแหงนมองอสรพิษศิลาที่น่าสะพรึงกลัวตัวนั้นก็ชูคอขึ้นดวงตาอสรพิษอันเย็นชาจดจ้องมาที่ร่างของชิงเอ๋อร์เขม็ง

            สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นคือในซอกหลืบคล้ายถ้ำนี้ มวลหินเริ่มสั่นไหวช้าๆ ราวกับว่าพวกมันจะพุ่งออกมา

             [ความสามารถ - เหยียบพสุธา:กระตุ้นธาตุดิน ก่อให้เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ เพื่อบดขยี้ศัตรูให้แหลกเป็นผง]

            ช่างเป็นความสามารถที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก

            โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนนี้ที่อยู่ลึกใต้พื้นดิน พลังของเหยียบพสุธายิ่งเพิ่มขึ้นทวีคูณ

            เพียงชั่วอึดใจคลื่นดินที่พลุ่งพล่านก็ส่งผลกระทบออกไปสู่ภายนอก

            ในเวลานี้ หากมองจากภายนอกเทือกเขาแห่งนี้ก็ราวกับเกิดแผ่นดินไหว สั่นสะท้านไม่หยุด

            ......

            “ดูท่าทางชิงเอ๋อร์จะทำให้เจ้างูยักษ์ตัวนั้นโกรธจัดเสียแล้ว”

            อวี๋จื่ออวี๋ใช้ม่านหมอกสัมผัสถึงสถานการณ์ในขุนเขาแล้วก็หัวเราะออกมาอย่างขำขัน

            ทว่าหากในเวลานี้มีผู้ใดสามารถมองเห็นได้ลึกลงไปใต้พื้นดินห่างจากเทือกเขานั้นราวห้าสิบถึงหกสิบกิโลเมตรย่อมต้องพบเห็นรากไม้สีดำนับไม่ถ้วนพันเกี่ยวกันอย่างแน่นหนาโอบรัดก้อนหินและแม้แต่ต้นไม้น้อยใหญ่ ทว่ากลับกำลังรอคอยอย่างเงียบงัน

            ใช่แล้ว กำลังรอคอย

            ราวกับสัตว์ร้ายกำลังออกล่าซุ่มซ่อนอยู่ในเงามืดอย่างเงียบเชียบพร้อมกับแผ่กลิ่นอายเบาบางที่น่าสะพรึงกลัวออกมา

            ......

            อวี๋จื่ออวี๋หรี่ตาลงเล็กน้อยมองไปยังพลังอันน่าสะพรึงกลัวนั้น แล้วรวบรากไม้ให้แน่นขึ้น

            เพียงแค่พลังอำนาจระดับนี้ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่กลุ่มของชิงเอ๋อร์จะรับมือไหวแล้ว

            นับว่ายังโชคดีที่สัตว์ป่ากลายพันธุ์ตัวอื่นๆถอนทัพออกไปแล้วภายใต้การนำของเก้าหาง

            ตอนนี้ ที่ขุนเขาแห่งนั้นเหลือเพียงชิงเอ๋อร์เท่านั้น

            ส่วนชิงเอ๋อร์นั้น ในฐานะวิญญาณอวี๋จื่ออวี๋ไม่ได้กังวลมากนัก

            การกำเนิดของสิ่งผิดปกติเป็นเรื่องยากเกินกว่าจะจินตนาการ

            แต่ในขณะที่ต้องสูญเสียบางสิ่งไปย่อมได้บางสิ่งทดแทนกลับมา ในฐานะตัวตนที่ผิดแผกวิธีการของพวกเขาจึงแตกต่างจากสัตว์ป่ากลายพันธุ์ทั่วไปอย่างสิ้นเชิง

            และในจุดนี้ก็ปรากฏชัดเจนบนตัวอวี๋จื่ออวี๋ผู้เป็นปีศาจต้นไม้ และชิงเอ๋อร์ ผู้เป็นดวงวิญญาณ

            ในตอนนี้เอง

            “โครม!”

            เสียงดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าถล่มแผ่นดินแยกเทือกเขาที่อยู่ไกลออกไปสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง หินผาถล่มลงมาอย่างต่อเนื่องราวกับทุกสรรพสิ่งจะถูกฝังกลบ

            “เจ้านี่นะ”

            ใจของอวี๋จื่ออวี๋สั่นสะท้านแต่ยังไม่ทันที่เขาจะกังวล

            ท่ามกลางซากหินผาแตกหักมีควันแดงสายหนึ่งพุ่งออกมา

            “ชิงเอ๋อร์”

            อวี๋จื่ออวี๋รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยเมื่อเห็นควันแดงสายนั้นก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก

            ในเวลานี้ควันแดงสายนั้นก็โยกย้ายส่ายวนแผ่วเบาและปรากฏร่างหญิงสาวในชุดแดงออกมาท่ามกลางม่านหมอกสีขาวอันหนาทึบ

            ชิงเอ๋อร์เผยยิ้มขี้เล่นโบกหญ้าโลหิตสีแดงในมือ ราวกับจะแสดงความภาคภูมิใจกับผลงานของเธอ

            ทว่า ยังไม่ทันที่เธอจะภาคภูมิใจได้นานนัก

            “กรรร...”

            เสียงคำรามราวกับมังกรก็ไม่ใช่งูก็ไม่เชิงคล้ายจะฉีกกระชากผืนฟ้าดังขึ้นอีกรอบ ท่ามกลางหินผาที่ถล่มลงมางูยักษ์ลำตัวขนาดเท่าถังน้ำก็พุ่งทะลุเศษหินขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างดุดัน

            กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งฟุ้งกระจายในอากาศทันทีคลื่นพลังวิญญาณอันน่าสะพรึงกลัวแม้จะถูกม่านหมอกกดเอาไว้ทว่ามันกลับมีแนวโน้มที่จะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

            “กรรร...”

            เสียงคำรามคลุ้มคลั่งดังขึ้นอีกงูยักษ์มองไปยังกลุ่มควันแดงสายหนึ่งบนท้องฟ้าดวงตาอันลึกซึ้งเผยจิตสังหารที่ไม่อาจลบเลือน

            จากนั้นยังไม่ทันที่ผู้คนทั่วไปจะทันตอบสนองมันก็ดำดิ่งลงสู่พื้นดิน

            ตามมาด้วยพื้นดินที่ถูกเจาะทะลวงราวกับมังกรดินชอนไชเนินดินสูงชันถูกดันขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง แต่ความเร็วของมันกลับพุ่งถึงขีดสุดตรงเข้าหาควันแดงสายนั้นอย่างรวดเร็ว

            “เร็วขนาดนี้เลย”

            ชิงเอ๋อร์ยิ้ม แต่เธอไม่ได้ใส่ใจมากนัก

            สำหรับเธอแล้วยิ่งอสรพิษศิลาตัวนี้เร็วเท่าไหร่ นั่นหมายความว่ามันจะตายเร็วเท่านั้น

            เพราะไม่มีผู้ใดสามารถเข้าใกล้และต่อสู้กับนายท่านได้

            ไม่เคยมีมาก่อน และจะไม่มีอีกในอนาคต

            เมื่อคิดได้ดังนั้น ชิงเอ๋อร์ก็เร่งความเร็วมุ่งหน้าไปยังหุบเขาเป่ยอวี่ทันที

            ......

            “ครืน... ครืน...”

            พื้นดินสั่นสะเทือนอย่างต่อเนื่องเทือกเขานับไม่ถ้วนสั่นไปตามแรงกระแทก

            บางครั้งหนามดินอันแหลมคมก็พุ่งขึ้นมาจากพื้นดิน หมายจะแทงทะลุความว่างเปล่า

            น่าเสียดายที่อสรพิษศิลาแม้จะน่าสะพรึงกลัวเพียงใด มันก็ทำได้เพียงแทงทะลุควันแดงที่ล่องลอยอยู่เท่านั้น

            หากปรารถนาทำมากกว่านั้นยังห่างไกลจากความเป็นจริงนัก

            “กรรร...”

            เสียงคำรามดุจสัตว์ร้ายโบราณอสรพิษศิลาไม่ได้ลดละการไล่ตาม

            หญ้าโลหิตคือพืชที่เกิดควบคู่กับเหมืองหินวิญญาณ

            สำหรับมันแล้วนี่คือสมบัติล้ำค่าสำหรับการเลื่อนระดับ

            ย่อมไม่อาจละทิ้งได้โดยง่าย

            เมื่อคิดได้ดังนั้นอสรพิษศิลาก็อาศัยแรงสั่นสะเทือนของพื้นดินพุ่งทะยานขึ้นไปบนฟ้าดุจลูกธนูที่หลุดจากคันศร

            มันอ้าปากกว้างหมายจะกลืนกินทุกสรรพสิ่งแล้วงับลงไปอย่างรุนแรง

            ในเวลานี้อสรพิษศิลาตัวนี้กลับไม่ได้สังเกตเลยว่ามันได้ล่วงล้ำเข้ามาถึงเทือกเขาที่ทุกสรรพสิ่งล้วนเงียบสงัดผิดปกติ

            หินผาถูกรากไม้พันเกี่ยวต้นไม้ใหญ่ถูกรากไม้โอบรัด...

            ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนประทับตราไว้ด้วย 'รากไม้' ทั้งสิ้น

            “ตอนนี้แหละ”

            เมื่อเห็นอสรพิษศิลาขนาดมหึมาที่เข้ามาอยู่ในระยะโจมตีของตนอวี๋จื่ออวี๋ก็ลอบเผยรอยยิ้มเย็นชา

            ในขณะเดียวกันรากไม้นับไม่ถ้วนก็ราวกับถูกชุบชีวิต พวกมันค่อยๆ เคลื่อนไหว

            ทว่าในชั่วพริบตา ความเร็วก็พุ่งถึงขีดสุด

            ม้วนก้อนหิน ถอนรากต้นไม้ใหญ่ขึ้นมา

            “เฟี้ยว เฟี้ยว เฟี้ยว...”

            พร้อมกับเสียงแหวกอากาศรากไม้ขนาดใหญ่ที่ม้วนก้อนหินและต้นไม้ใหญ่อื่นต่างก็เหวี่ยงขึ้นไปบนฟ้าด้วยความเร็วที่ราวกับจะฉีกมวลอากาศ

            และในไม่ช้าก้อนหินและต้นไม้ใหญ่เหล่านั้นก็หลุดออกจากพันธนาการของรากไม้ภายใต้การควบคุมพุ่งเข้าใส่เจ้างูยักษ์ที่อยู่บนท้องฟ้าอย่างรุนแรง

            “โครม โครม โครม”

            ท่ามกลางการโจมตีที่หนักหน่วงและหนาแน่นราวห่าฝนเสียงคำรามด้วยความเจ็บปวดของงูยักษ์ดังก้อง

            แต่ท่ามกลางกลุ่มควันหนาทึบนี้งูยักษ์กลับไม่ทันได้สังเกตเลยว่ารากไม้สีดำนับไม่ถ้วนได้ขยายตัวตามเส้นทางของก้อนหินไปแล้ว

            ในเวลานี้ เมื่อมองจากระยะไกลภาพอันน่าสะพรึงกลัวก็ปรากฏขึ้น สลักลึกตราตรึงลงในจิตวิญญาณของผู้พบเห็น

            บนท้องฟ้างูยักษ์ตัวหนึ่งกำลังส่งเสียงร้องครวญครางภายใต้การระดมโจมตีของก้อนหินและต้นไม้ใหญ่

            และบนพื้นดินรากไม้สีดำขนาดใหญ่จำนวนมากก็ชูแผ่ขยายขึ้นไปเบื้องบนราวกับจะทิ่มแทงท้องฟ้าให้เป็นรูพรุน

             

    คล้ายกับเรื่องEvolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว ที่คุณอ่าน