“เบอร์ใครกัน” อัลเฟรโด้ที่เพิ่งกลับเข้าห้องทำงานมาหลังจากไปเข้าห้องน้ำนั้นหยิบโทรศัพท์มือถือส่วนตัวขึ้นมากดดูเบอร์ของสายที่โทรเข้าชายหนุ่มขมวดคิ้วมุ่นอย่างสงสัยเพราะสายที่โทรมาเหมือนโทรจากต่างประเทศไม่มีผิดจะว่าเป็สายจากลูกน้องที่เมืองไทยก็ไม่น่าจะใช่เพราะเขาจำเบอร์ได้ หรือว่า...คิดแล้วอัลเฟรโด้ก็รีบกดโทรกลับไปหมายเลขเดิมทันทีด้วยหัวใจเต้นแรงเนื่องจากคิดว่าบางทีอาจเป็ศิศิราที่โทรมาก็เป็ได้ “ฮัลโหลที่นั่นที่ไหนหรือครับ”เขาถามไปเป็ภาษาอังกฤษซึ่งก็ได้รับคำตอบกลับมาเป็ภาษาเดียวกัน
“เมืองไทยค่ะ”
“เมืองไทย! เอ่อ...คือว่าเมื่อครู่นี้มีคนใช้เบอร์นี้โทรมาหาผมน่ะครับแต่ผมไม่ได้รับเลยอยากรู้ว่าเป็ใครโทรมาเหรอครับ ผมขอพูดสายกับเขาได้ไหม” เขารีบละล่ำละลักถาม
“อ๋อ...เมื่อสักครู่นี้มีผู้หญิงคนหนึ่งมาขอใช้โทรศัพท์น่ะค่ะอาจเป็เธอก็ได้เพราะเธอบอกดิฉันว่าโทรไม่ติดค่ะ”
“ผู้หญิงไทยใช่ไหมครับ”
“ค่ะ สาวสวยด้วย เธอมาพักกับผู้ชายอีกสองคนเมื่อคืนนี้ค่ะ”
“ผมขอพูดสายกับเธอหน่อยได้ไหมครับ”
“เสียใจด้วยนะคะ เธอกับเพื่อนของเธอเช็คเอาท์ออกจากรีสอร์ตเราไปแล้วค่ะ”
ได้ยินคำตอบเช่นนี้อัลเฟรโด้ก็ตัดสายไปทันทีแล้วสบถด่าตัวเองด้วยความโมโหที่ไม่เอาโทรศัพท์ติดตัวไปด้วยชายหนุ่มลูบหน้าตัวเองอย่างเครียดจัดเขาแน่ใจว่าเมื่อครู่นี้ต้องเป็ศิศิราอย่างแน่นอนเพราะไม่มีใครรู้เบอร์โทรศัพท์ส่วนตัวของเขามากนักว่าแต่...เธอโทรหาเขาได้ยังไงกัน ทางรีสอร์ตบอกว่าเธอมาพักพร้อมเพื่อนชายอีกสองคนซึ่งหากให้เดาคงเป็เ้าของโรงแรมที่จับตัวเธอไป
จับตัวไป...แล้วทำไมถึงยอมให้ศิศิราโทรหาเขาได้ล่ะอัลเฟรโด้ครุ่นคิดอย่างไม่เข้าใจแต่ใจหนึ่งก็รู้สึกแช่มชื่นขึ้นนิดหน่อยเมื่อได้รู้ว่าน้องสาวยังปลอดภัยดีอยู่ชายหนุ่มกำโทรศัพท์ไว้แน่นก่อนจะหย่อนลงในกระเป๋ากางเกงของตนเองไว้เพราะเขาจะไม่ยอมพลาดแบบเมื่อครู่นี้อีกอย่างเด็ดขาด
อัลแบร์โต้ฟานบิเอโก้และศิศิราที่อยู่ในชุดเด็กผู้ชายโดยมีหมวกแก๊ปสวมหัวเก็บผมยาวสลวยของเธอไว้พร้อมกับช่วยปิดบังใบหน้าไว้ด้วยนั้นตอนนี้กำลังเดินทางขึ้นจังหวัดเหนือสุดของประเทศไทยทั้งสามคนไม่หยุดแวะพักที่ไหนเลยนอกจากปั๊มน้ำมัน เพราะต้องเติมน้ำมันรถและต้องทำธุระส่วนตัวรวมถึงกินอาหารด้วย
บอดี้การ์ดหนุ่มผู้ทำหน้าที่ขับรถเลือกจอดในปั๊มที่มีร้านอาหารและมินิมาร์ชเพื่อซื้อของกินมาตุนเอาไว้รวมถึงน้ำดื่มด้วยทั้งสามเดินทางกันทั้งวันซึ่งกว่าจะมาถึงหมู่บ้านของศิศิราได้ก็ค่ำมืดแล้ว หญิงสาวบอกทางไปบ้านอย่างกระตือรือร้นจนกระทั่งรถมาหยุดจอดที่หน้าบ้านไม้ชั้นเดียวหลังขนาดกลางที่ตั้งอยู่เกือบท้ายๆของหมู่บ้าน
เมื่อรถจอดสนิทศิศิราก็เปิดประตูรถลงไปทันทีหญิงสาวยืนมองบ้านของพ่อด้วยความคิดถึงจับใจหยาดน้ำใสเริ่มเอ่อคลอขณะกวาดตามองตัวบ้านที่ยังดูไม่ทรุดโทรมมากนักทั้งที่ไม่มีคนอยู่มาหลายปีแล้วคงเป็ป้าแป้นกับลุงตุ้ยช่วยกันดูแลให้แน่ๆ ศิศิรานึกถึงลุงกับป้าที่อยู่บ้านข้างๆซึ่งเป็เพื่อนบ้านที่ดีของครอบครัวเธอมาโดยตลอดมีอะไรก็มักแบ่งปันและช่วยเหลือกันอยู่เสมอมา และเพียงแค่คิดถึงบุคคลทั้งสองก็ออกมาปรากฏตัวให้เห็นทันที
“ใครน่ะ มาหาใครกันเหรอบ้านนี้ไม่มีคนอยู่หรอกนะ”ป้าแป้นถามขณะเดินเคียงคู่มากับสามีคู่ทุกข์คู่ยากของตัวเอง
“ป้าแป้น ลุงตุ้ยน้ำค้างเองค่ะ” หญิงสาวร้องบอกอย่างดีใจพร้อมกับเดินเข้าไปหาทั้งสองคน
“ฮ้า...นี่หนูน้ำค้างเหรอเนี่ยโอ้...ไม่ได้เจอหน้ากันนานดูสวยขึ้นจนป้าแทบจำไม่ได้เลยนะ”ป้าแป้นทักทายด้วยความยินดีเช่นกัน
“ใช่ๆนี่ถ้าไปเจอกันที่อื่นลุงก็จำไม่ได้แน่นอน”ลุงตุ้ยพยักหน้าอย่างเห็นด้วยกับภรรยา
“แต่ป้ากับลุงไม่เปลี่ยนไปเลยนะคะสวัสดีค่ะ คิดถึงจังเลย” ศิศิรายกมือพนมไหว้ผู้เฒ่าทั้งสองก่อนจะโผกอดป้าแป้นด้วยความคิดถึงจับใจ
“ป้าก็คิดถึงหนูกับแม่เหมือนกันหายไปหลายปีเลยนะ ป้านึกว่าจะไม่กลับมาที่นี่แล้วซะอีก”
“กลับมาสิคะที่นี่คือที่ที่หนูเกิดและบ้านของพ่อหนูก็อยู่ที่นี่ ไม่ว่าหนูจะไปอยู่ที่ใดบนโลกใบนี้ก็ตามหนูก็จะกลับมาที่นี่จนได้แหละค่ะ”
ทั้งสามคนแย้มยิ้มให้กันพลางซักถามสารทุกข์สุกดิบกันมากมายจนศิศิราทำท่าเหมือนจะลืมชายหนุ่มสองคนที่มาด้วยไป หากลุงตุ้ยจะไม่หันไปมองแล้วเอ่ยถามออกมา
“นั่นใครล่ะหนูน้ำค้างเพื่อนเหรอ”
หญิงสาวหันไปมองแล้วส่งยิ้มเจื่อนๆให้สองหนุ่มที่ยืนมองอยู่ เธอมัวแต่ดีใจเลยลืมไปเสียสนิทเลยว่ามากับใครศิศิราเดินไปหาสองหนุ่มพร้อมกับผู้สูงวัยแล้วเอ่ยแนะนำอัลแบร์โต้กับฟานบิเอโก้ให้พวกท่านได้รู้จักในฐานะเพื่อนของเธอแล้วแนะนำป้าแป้นกับลุงตุ้ยให้สองหนุ่มได้รู้จักบ้างในฐานะเพื่อนบ้านของเธอ
“เป็ฝรั่งทั้งสองคนเลยนะแล้วคนไหนแฟนหนูล่ะ” ป้าแป้นถามศิศิราฟังแล้วก็แก้มแดงระเรื่อขึ้นทันทีก่อนจะรีบปฏิเสธ
“ไม่มีค่ะป้าทั้งสองคนนี้เป็แค่เพื่อนหนูเท่านั้นเอง แล้วอีกอย่าง...พวกเขาพูดและฟังภาษาไทยได้ค่ะ” เธอบอกแล้วหันไปมองอัลแบร์โต้ที่ยืนยิ้มกรุ้มกริ่มด้วยแววตาขบขันอยู่ซึ่งแน่นอนล่ะว่าเขาคงได้ยินคำถามของป้าแป้นชัดเต็มสองรูหูเลยทีเดียว
“โอ๊ะ...ป้าขอโทษป้านึกว่ามีแฟนหนูอยู่ในนี้ด้วย”
“หนูยังไม่มีแฟนหรอกค่ะป้า” เธอตอบปัดๆ ไปก่อนรีบเปลี่ยนเื่พูด “เอ่อ...ป้าคะป้าพอจะทำอาหารให้พวกเรากินกันหน่อยได้ไหมคะ”
“ได้สิๆเดี๋ยวป้าจะไปหุงหาข้าวปลามาให้กินกัน เออ...ว่าแต่ว่าทำไมหนูไม่โทรบอกเ้าตองมันล่ะว่าหนูจะมาที่นี่ป้าจะได้ปัดกวาดเช็ดถูบ้านช่องเตรียมไว้ให้ จริงสิแล้วแม่หนูไม่ได้มาเที่ยวด้วยกันเหรอ” ตองที่ป้าแป้นพูดถึงนั้นเป็ลูกสาวของแกเองซึ่งทำงานรับราชการอยู่ในตัวเมืองเชียงราย เวลาที่แม่เธอจะติดต่อกับป้าแป้นนั่นจะสั่งผ่านทางตองเสมอเพราะในหมู่บ้านนี้คลื่นสัญญาณโทรศัพท์ไม่ค่อยมีเวลาจะใช้โทรศัพท์ทีก็ต้องเดินหาคลื่นคุยเกือบทั่วหมู่บ้านตลอด
“คือ...หนูตัดสินใจมากะทันหันน่ะค่ะส่วนแม่ไปเที่ยวกับคุณพ่อพอดีหนูเลยมาคนเดียว...เอ๊ย...มากับเพื่อนค่ะ”
“อ๋อ...ถ้างั้นป้าไปทำกับข้าวให้ก่อนนะคืนนี้พวกหนูมานอนที่บ้านป้าก่อนก็ได้เพราะในบ้านยังไม่ได้ทำความสะอาดเลย ป้ากับลุงช่วยกันทำความสะอาดอาทิตย์ละครั้งแค่นั้นแหละเพราะทำไม่ไหว”
จารุณีนั้นจ้างป้าแป้นกับลุงตุ้ยให้คอยช่วยดูแลบ้านช่องให้เพื่อไม่ให้มันเก่าและทรุดโทรมลงเพราะท่านก็คิดเหมือนกับลูกสาวที่อยากเก็บบ้านแห่งความทรงจำอันแสนสุขนี้ไว้ตลอดไปเช่นกัน
“หนูไม่รบกวนหรอกค่ะเดี๋ยวหนูกับเพื่อนๆ ช่วยกันทำความสะอาดห้องนอนให้พอนอนได้ในคืนนี้ก่อนก็แล้วกันค่ะแล้วพรุ่งนี้ค่อยทำความสะอาดทั้งบ้าน”
“เอาอย่างนั้นเหรองั้นก็ตามใจนะ เดี๋ยวป้าให้ลุงตุ้ยไปช่วยอีกแรงแล้วกัน”
“ไม่ต้องหรอกค่ะหนูกับเพื่อนๆ ทำกันไหวค่ะขอรบกวนแค่ป้าช่วยทำอาหารให้พวกเรากินทุกมื้อก็แล้วกันค่ะ”
“ได้ๆ ไม่มีปัญหาหรอก” ป้าแป้นรับปากอย่างไม่อิดออดอะไร จากนั้นสองสามีภรรยาก็แยกตัวเดินเข้าบ้านของตัวเองไปก่อนลุงตุ้ยจะกลับมาใหม่พร้อมกับกุญแจบ้านแกไขประตูให้แล้วส่งกุญแจให้ศิศิราเก็บเอาไว้
อัลแบร์โต้และฟานบิเอโก้เดินตามหญิงสาวเข้าไปในบ้านแล้วทั้งสามคนก็ต้องจามกันยกใหญ่เนื่องจากฝุ่นในบ้านค่อนข้างเยอะอัลแบร์โต้มองสำรวจภายในบ้านที่ถูกเปิดไฟให้สว่างแล้วไปเรื่อยๆ ด้วยความพึงพอใจ แม้บ้านหลังนี้จะเทียบไม่ได้เลยกับคฤหาสน์ของครอบครัวเขาแต่มันก็ถูกตกแต่งอย่างลงตัวทุกสิ่งทุกอย่างถูกจัดวางไว้เป็ระเบียบพอเหมาะพอเจาะและแบ่งสัดส่วนได้เป็อย่างดีทีเดียว
“นี่คือบ้านที่คุณเกิดใช่ไหม” เขาถามอย่างสนใจใคร่รู้ทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเธอ
“ใช่ค่ะ” ศิศิราพยักหน้ารับขณะกวาดสายตาไปทั่วบ้านอย่างคิดถึง “ฉันเกิดและเติบโตที่นี่ บ้านหลังนี้เป็บ้านของพ่อฉันเองค่ะ พ่อฉันสร้างเองกับมือเลยนะคะบ้านหลังนี้มีความทรงจำอันแสนสุขระหว่างฉันกับพ่อมากมายเลยล่ะค่ะ”
อัลแบร์โต้มองใบหน้าเปี่ยมสุขของหญิงสาวอย่างเข้าใจในความรู้สึกของเธอดีเขาเองก็กำพร้าแม่เช่นกันดังนั้นห้องนอนของแม่ที่คฤหาสน์อัสโตโน่จึงเป็ความทรงจำอันแสนสุขระหว่างเขากับแม่แม้ตอนนั้นชายหนุ่มจะยังเด็กมากและแทบจำอะไรไม่ได้แล้วก็ตามแต่เมื่อเข้าไปทุกครั้งเขาก็จะรู้สึกอบอุ่นใจเสมอ
“แล้วคุณจะให้พวกผมพักห้องไหนล่ะ” เขาถามเมื่อเห็นว่ามีห้องนอนสองห้องหญิงสาวยิ้มให้อย่างสดใสแล้วเดินไปเปิดประตูห้องทางซ้ายมือให้
“พวกคุณนอนห้องนี้ค่ะห้องนี้เป็ห้องของพ่อแม่ฉันเอง ส่วนห้องทางขวามือคือห้องนอนของฉันค่ะแต่คืนนี้เราคงต้องเหนื่อยกันหน่อยนะคะ เพราะห้องทั้งสองห้องยังไม่ได้ทำความสะอาดเลยพวกคุณโอเคหรือเปล่าคะ แต่ถ้าไม่อยากเหนื่อยก็ไปนอนบ้านป้าแป้นก่อนก็ได้นะคะ”
“พวกเราโอเคแค่ทำความสะอาดที่นอนน่ะเื่จิ๊บๆ”อัลแบร์โต้ยักคิ้วให้และทำเสียงจิ๊บๆ เป็เสียงเล็กเสียงน้อยจนฟังดูตลกศิศิราจึงหัวเราะร่วนออกมาอย่างกลั้นไว้ไม่อยู่เธอมองคนขี้เล่นอย่างขบขันก่อนจะเดินไปหยิบไม้กวาดมาส่งให้เขา
“ถ้าอย่างนั้นก็เริ่มทำกันเลยค่ะเอาแค่ในห้องนอนก่อน พรุ่งนี้ค่อยมาทำส่วนที่เหลือกันต่อ”
“ได้เลย” ชายหนุ่มรับคำอย่างแข็งขันแล้วลงมือกวาดพื้นในห้องอย่างขะมักเขม้นแต่ก็ยังดูเก้ๆกังๆ ในสายตาเธออยู่ดีแต่เธอก็เข้าใจว่าเขาไม่เคยทำแบบนี้มาก่อน ส่วนฟานบิเอโก้นั้นก็เดินไปหยิบไม้กวาดอีกอันมากวาดบ้างศิศิรายืนดูอย่างชอบใจและนึกชมทั้งสองหนุ่มที่ไม่ใช่ผู้ชายเห็นแก่ตัวที่เกี่ยงว่างานบ้านไม่ใช่หน้าที่ของตนเองแต่เป็ของผู้หญิงต่างหากเท่านั้นซึ่งเธอเกลียดผู้ชายประเภทนี้ที่สุดเพราะเธอคิดว่าอะไรที่ช่วยเหลือแบ่งเบากันได้ก็น่าจะช่วยกันทำบ้างก็ดี
เมื่อเห็นแล้วว่าสองหนุ่มทำงานบ้านกันพอเป็หญิงสาวจึงเดินไปที่ห้องนอนของตัวเองแล้วลงมือทำความสะอาดบ้างซึ่งสักพักก็มีลุงตุ้ยเข้ามาช่วยทำอีกแรงหนึ่ง
หลังจากทำความสะอาดห้องนอนและปูผ้าปูที่นอนผืนใหม่รวมถึงปลอกหมอนกับผ้าห่มที่ลุงตุ้ยเอามาให้เปลี่ยนเสร็จสิ้นแล้วป้าแป้นก็นำข้าวปลาอาหารที่เพิ่งทำเสร็จใหม่ๆ มาให้ซึ่งประกอบไปด้วยข้าวเหนียวกับอาหารเหนืออีกสามอย่าง
ศิศิราอัลแบร์โต้และฟานบิเอโก้เดินมานั่งที่โต๊ะกินข้าวหลังจากปัดกวาดเช็ดถูมันจนสะอาดเอี่ยมอ่องแล้วหญิงสาวมองอาหารที่ป้าแป้นทำมาให้แล้วก็อดถามสองหนุ่มอย่างเป็ห่วงไม่ได้
“พวกคุณทานกันได้ไหมคะ”
“ได้สิพวกผมกินง่ายอยู่ง่ายกันอยู่แล้ว คุณไม่ต้องห่วงหรอก”อัลแบร์โต้ตอบด้วยรอยยิ้มกว้างก่อนจะคว้ากระติบเล็กๆ ที่ทำจากไม้ไผ่มาอันหนึ่งแล้วเปิดออกพลางถาม“นี่เขาเรียกกันว่าข้าวเหนียวใช่ไหมครับ”
“ใช่ค่ะ คุณรู้จักด้วยเหรอคะ”เธอถามอย่างทึ่งๆ เพราะไม่คิดว่าเขาจะรู้จัก
“รู้จักสิครับผมเคยกินอยู่หลายครั้งเหมือนกันตอนแม่ทำส้มตำให้กิน”
“อ๋อ...” หญิงสาวพยักหน้ารับเมื่อนึกขึ้นมาได้ว่าเขาเคยบอกว่ามีแม่เป็คนไทยจึงไม่แปลกใจอะไรหากเขาจะรู้จักความเป็ไทยหลายๆ อย่าง
ทั้งสามคนลงมือทานอาหารกันด้วยความหิวโหยจนกับข้าวหมดลงภายในไม่กี่นาทีเท่านั้นเมื่ออิ่มหนำสำราญใจกันดีแล้วทั้งสามคนก็ช่วยกันเก็บจานไปล้าง จากนั้นก็แยกย้ายกันไปอาบน้ำเข้านอนเพราะตอนนี้ดึกมากแล้วศิศิราสวมชุดนอนที่เป็เสื้อยืดกับกางเกงขาสั้นธรรมดาๆ ที่แวะซื้อจากข้างทางเดินมาทิ้งตัวลงนอนบนเตียงนุ่มด้วยความรู้สึกสุขใจแม้จะเหนื่อยและเพลียมากแค่ไหนแต่หญิงสาวกลับไม่อาจข่มตาให้หลับลงได้เนื่องจากมีหลายเื่ให้ต้องคิดแล้วเธอก็ต้องลุกขึ้นนั่งด้วยความใเมื่อนึกขึ้นมาได้ว่าลืมอะไรไป
“ตายแล้ว! ลืมโทรหาพี่เฟรโด้เลย”ว่าแล้วศิศิราก็รีบลุกจากเตียงเดินไปเปิดประตูห้องนอนออกไป หญิงสาวออกมายืนเคาะประตูห้องนอนของชายหนุ่มทั้งสองพอประตูถูกเปิดออกและอัลแบร์โต้โผล่หน้าออกมาให้เห็นเธอก็เอ่ยทันที “ฉันขอยืมโทรศัพท์คุณโทรหาพี่ชายหน่อยสิคะ ฉันลืมไปเลยป่านนี้เขาต้องเป็ห่วงฉันมากแล้วล่ะค่ะ”
“ได้สิ คุณรอเดี๋ยวนะ” ชายหนุ่มหายเข้าไปในห้องครู่หนึ่งแล้วเดินออกมาส่งโทรศัพท์มือถือของตนเองที่จัดการชาร์ตแบตเตอรี่เรียบร้อยแล้วให้เธอ
“ขอบคุณค่ะ” เธอรับมาถือไว้แล้วหันหลังให้เดินจากไป
“คุณจะออกไปไหน” เขาถามอย่างสงสัยเมื่อเห็นศิศิราเปิดประตูบ้านเตรียมจะออกไปข้างนอก
“ฉันจะออกไปหาสัญญาณโทรศัพท์ข้างนอกค่ะในบ้านไม่มีสัญญาณเลย” เธอหันมาตอบแล้วเดินออกจากบ้านไป
“ถ้าอย่างนั้นผมจะไปด้วย” อัลแบร์โต้ไม่อาจไว้ใจให้หญิงสาวออกไปเดินท่อมๆ อยู่นอกบ้านเพียงลำพังได้ชายหนุ่มเดินตามเธอออกจากบ้านไปเรื่อยๆ เขาเดินเอามือทั้งสองข้างซุกกระเป๋ากางเกงพลางมองร่างบางตรงหน้าไปด้วยอย่างสบายอารมณ์แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ลืมระแวดระวังภัยไปด้วยในตัว
อากาศยามดึกของที่นี่สำหรับอัลแบร์โต้แล้วกำลังเย็นสบายดีชายหนุ่มจึงไม่รู้สึกหนาวเหมือนกับชาวบ้านคนอื่นๆ ทั้งที่เขาสวมเพียงแค่เสื้อกล้ามกับกางเกงขาสั้นเทียมเข่าเท่านั้นศิศิราเองก็เช่นกันหลังจากไปอยู่เมืองนอกมาหลายปีสภาพร่างกายของเธอก็ทนกับอากาศเย็นๆได้มากขึ้น เธอจึงไม่รู้สึกหนาวเท่าไรเช่นกัน
“โอ๊ย...ทำไมมันไม่มีสัญญาณเลยนะบ้าจริง ไม่อยู่ตั้งหลายปีนึกว่าจะพัฒนาแล้วนะเนี่ย”หญิงสาวบ่นอย่างหัวเสียเมื่อเดินมาไกลแล้วก็ยังหาคลื่นสัญญาณโทรศัพท์ไม่พบ “ได้แล้วๆ” ศิศิราร้องออกมาด้วยความดีใจก่อนจะหยุดเดินแล้วรีบกดเบอร์โทรออกอย่างรวดเร็วหลังจากเจอคลื่นสัญญาณโทรศัพท์“ฮัลโหล...พี่เฟรโด้คะ นี่น้องเองนะคะพี่ได้ยินน้องหรือเปล่าคะ พี่เฟรโด้ๆ”หญิงสาวพูดซ้ำไปซ้ำมาเพราะไม่มีเสียงตอบรับจากฝ่ายตรงข้ามเลยเธอกดตัดสายอย่างหงุดหงิดแล้วโทรใหม่อีกครั้งแต่คราวนี้สัญญาณกลับขาดหายไป “บ้าจริง! แล้วเมื่อฉันจะติดต่อพี่ชายได้ล่ะเนี่ย”
อัลแบร์โต้ยืนมองหญิงสาวพยายามโทรอยู่นานก็ตัดสินใจเอ่ยออกมา
“ผมว่าเอาไว้โทรพรุ่งนี้ดีไหมตอนนี้มันดึกมากแล้วเรากลับบ้านกันก่อนเถอะ อากาศก็เริ่มเย็นมากขึ้นแล้วด้วยเดี๋ยวคุณจะไม่สบายเอานะ”
“ไม่ค่ะฉันต้องติดต่อพี่ชายให้ได้ ไม่อย่างนั้นเขาต้องเป็ห่วงฉันมากแน่ๆ เลยค่ะ”
“เชื่อผมเถอะนะ พรุ่งนี้ค่อยโทรดีกว่าวันนี้คุณเหนื่อยมาทั้งวันแล้วนะ ไปนอนเถอะ”
“ถ้ายังไม่ได้บอกกับพี่ชายว่าฉันสบายดีและตอนนี้อยู่ที่ไหนละก็ฉันนอนไม่หลับหรอกค่ะ”เธอยังดื้อดึงจนเขาส่ายหน้าอย่างอ่อนใจชายหนุ่มเดินเข้ามาหาแล้วเอื้อมมือไปคว้ามือบางมากุมไว้ หญิงสาวมองหน้าเขาแล้วก้มมองมือด้วยใบหน้าที่แดงระเรื่อขึ้นหัวใจเธอเต้นแรงและอดรู้สึกพอใจกับความอบอุ่นของอุ้งมือใหญ่ไม่ได้อัลแบร์โต้ยิ้มหวานให้แล้วดึงมือนุ่มให้เดินตามเขากลับบ้าน ซึ่งศิศิราก็ยอมเดินตามโดยดีคล้ายกับโดนมนต์สะกดไม่มีผิดแต่พอมาถึงหน้าบ้านแล้วเธอกลับขืนตัวไว้
“เข้าบ้านกันเถอะ” เขาบอกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ฉันนอนไม่หลับจริงๆ ค่ะ”
“อย่ากังวลไปเลยถึงคุณจะติดต่อพี่ชายไม่ได้ตอนนี้แต่ผมเชื่อว่าหากพี่ชายคุณรู้จักที่นี่เขาจะต้องส่งคนมาตามดูว่าคุณอยู่ที่นี่หรือเปล่าแน่ๆ”
“เขารู้จักที่นี่ค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นผมคิดว่าไม่วันพรุ่งนี้ก็วันมะรืนนี้คนของพี่ชายคุณต้องมาที่นี่แน่เพราะฉะนั้นคุณก็เลิกกังวลเถอะนะ”
“จริงด้วยสิคะขอบคุณนะคะที่ช่วยเตือนสติฉัน” ศิศิรากล่าวด้วยความซาบซึ้งใจอัลแบร์โต้ยิ้มรับแล้วบอกเสียงหวาน
“ผมยินดี อะไรที่ช่วยคุณได้ผมเต็มใจทำด้วยใจเสมอ”
หญิงสาวสบตาคมวาวระยับของคนพูดก็ให้รู้สึกขัดเขินเป็กำลังเธอจึงดึงมือออกจากอุ้งมือใหญ่ซึ่งเขาก็ยอมปล่อยโดยดี ศิศิราเดินไปนั่งที่ม้านั่งตัวยาวซึ่งทำขึ้นมาอย่างง่ายๆที่ตั้งอยู่หน้าบ้านด้วยหัวใจหวามไหว ผู้ชายคนนี้เป็ตัวอันตรายต่อหัวใจของเธอเหลือเกินเสน่ห์ของเขาช่างมีล้นเหลือเพราะไม่ว่าเขาจะทำอะไรก็ดูดีและน่ามองไปหมด หากไม่ระวังให้ดีจะกลายเป็ความหลงใหลจนถอนตัวไม่ขึ้นซึ่งเธอไม่อยากเผชิญกับความรู้สึกแบบนั้นเลย
อัลแบร์โต้ยิ้มบางๆก่อนเดินตามไปทรุดตัวลงนั่งข้างกายหญิงสาวโดยเว้นระยะห่างแต่พอเหมาะชายหนุ่มแหงนหน้ามองดาวบนท้องฟ้าที่คืนนี้มีมากกว่าทุกค่ำคืนด้วยใจที่เป็สุขอย่างน่าประหลาดเขาไม่มั่นใจว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้เขารู้สึกเช่นนี้ได้ระหว่างบรรยากาศอันแสนสงบกับผู้หญิงสาวสวยที่นั่งอยู่ใกล้ๆกัน ทั้งสองนั่งมองดาวกันอยู่เงียบๆ พักใหญ่ก่อนอัลแบร์โต้จะเอ่ยทำลายความเงียบออกมา
“คุณไปอยู่ที่สเปนนานหรือยัง”
ศิศิราหันมามองหน้าคนถามครู่หนึ่งก่อนจะหันไปมองดาวบนท้องฟ้าเหมือนเดิมแล้วตอบ
“ประมาณสิบปีได้แล้วค่ะั้แ่ฉันอายุสิบสอง พอแม่ฉันแต่งงานกับพ่อเลี้ยงแล้ว เขาก็พาพวกเราไปอยู่ที่สเปนด้วยกันค่ะแล้วคุณล่ะคะ เกิดและเติบโตที่เมืองไทยหรือว่าที่อิตาลีคะฉันจำได้ว่าคุณเคยบอกว่ามีแม่เป็คนไทยใช่ไหม” เธอถามเขาบ้างด้วยความอยากรู้
“ผมเกิดและโตที่อิตาลีผมไม่ใช่ลูกครึ่งหรอกนะแม่คนไทยที่ผมเคยบอกน่ะเป็แม่เลี้ยงของผมแต่ผมก็รักท่านเหมือนแม่แท้ๆเพราะท่านดีกับผมมาก”
“อ๋อ...” เธอพยักหน้าเข้าใจ “ฉันดีใจด้วยนะคะที่คุณมีแม่เลี้ยงที่ใจดีและรักคุณเหมือนลูกจริงๆ”
“ใช่ ผมกับพี่ๆโชคดีมากที่พ่อหาเมียได้เก่ง”อัลแบร์โต้เอ่ยเสียงกลั้วหัวเราะ พลอยทำให้ศิศิราหัวเราะขำตามไปด้วย “แล้วคุณล่ะคาริน่าแต่เอ๊ะ...ผมจำได้ว่าป้าของคุณเรียกคุณว่าน้ำค้างใช่ไหม”
“ใช่ค่ะ เป็ชื่อเล่นของฉันเองส่วนคาริน่าเป็ชื่อที่พี่ชายฉันตั้งให้เพื่อให้เรียกได้ง่ายๆ น่ะค่ะ”
“ผมชอบชื่อไทยของคุณนะมันเพราะดี ผมขอเรียกคุณว่าน้ำค้างบ้างได้ไหม” อัลแบร์โต้ถามด้วยน้ำเสียงติดจะออดอ้อนศิศิราหันมาสบตากับคนขอก่อนจะเมินมองไปทางอื่นแล้วตอบเสียงแ่เบาด้วยความรู้สึกหวั่นไหว
“ก็...ตามใจคุณสิคะ”
“ขอบคุณครับ” เขายิ้มรับอย่างดีใจก่อนบอก “ถ้าอย่างนั้นคุณก็เรียกผมว่าอัลเฉยๆก็ได้นะ ส่วนฟานบิเอโก้คุณเรียกเขาว่าฟานเท่านั้นก็พอ”
“ค่ะ”เธอยิ้มรับ หนุ่มสาวแย้มยิ้มให้กันก่อนอัลแบร์โต้จะเอ่ยถามต่อถึงเื่ที่คุยกันค้างไว้ก่อนหน้านี้
“แล้วคุณล่ะน้ำค้าง พ่อเลี้ยงกับพี่ชายของคุณดีต่อคุณมากไหม”
“พวกเขาดีต่อฉันมากเลยค่ะพวกเขารักฉันเหมือนกับฉันเป็ลูกและน้องแท้ๆ ของเขาเลย ฉันมีความสุขมากและก็ดีใจมากที่แม่เลือกแต่งงานกับพ่อเลี้ยงค่ะ”แววตาของศิศิราเปล่งประกายระยิบระยับอย่างมีความสุขเมื่อเอ่ยถึงครอบครัวของเธอชายหนุ่มรับรู้ได้จึงพลอยยิ้มอย่างสุขใจตามไปด้วย
“พวกเราสองคนโชคดี”
“ค่ะ พวกเราโชคดีมาก”
หนุ่มสาวมองหน้ากันแล้วหัวเราะออกมาทั้งสองสนทนากันไปเรื่อยๆ ถึงเื่ทั่วไปจนกระทั่งศิศิราให้สัญญาออกมาเมื่อคุยกันถึงเื่ไปเที่ยวแล้วเขาว่ายังไม่เคยมาเที่ยวภาคเหนือของไทยเลยเนื่องจากมาเมืองไทยทีไรก็มักจะอยู่แต่ในกรุงเทพเพราะมาทำงานเท่านั้นจริงๆ
“เดี๋ยวพรุ่งนี้ฉันจะพาคุณเที่ยวแถวใกล้ๆหมู่บ้านนี่ก่อนแล้วถ้าเป็ไปได้หากไม่มีคนมาตามล่าตัวฉันอีกฉันจะพาคุณไปเที่ยวเชียงใหม่ด้วย” เธอเอ่ยอาสาพาเที่ยวอย่างมีน้ำใจและก็เพื่อเป็การตอบแทนที่เขาช่วยชีวิตเธอไว้ด้วย
“ถึงจะมีคนมาตามล่าตัวคุณอีกแต่คุณไม่ต้องกลัวหรอกนะเพราะผมจะปกป้องคุณให้ถึงที่สุด”
“คุณอาจตายได้นะคะ” เธอเตือนสติเขาเพราะไม่อยากให้เขาเอาชีวิตมาเสี่ยงกับผู้หญิงที่เพิ่งรู้จักกันได้เพียงแค่สองวันอย่างเธอ
“ก็คงต้องยอมหากนั่นหมายถึงว่าคุณจะปลอดภัยจริงๆ”
อัลแบร์โต้เอ่ยออกมาจากใจด้วยน้ำเสียงที่จริงจังและแววตาที่จริงใจซึ่งทำเอาหัวใจของศิศิราสั่นสะท้านด้วยความรู้สึกอันหลากหลาย เธอมองเขาอย่างขอบคุณก่อนจะรู้สึกสำนึกผิดขึ้นมาเมื่อคิดถึงเหตุการณ์ครั้งแรกที่เธอกับเขาได้พบหน้ากันรวมถึงเหตุการณ์ในห้องอาหารด้วย
“ขอบคุณนะคะคุณเป็คนดีมากเลย และฉันก็ต้องขอโทษคุณอีกครั้งด้วยที่เคยทำกิริยาไม่ดีใส่คุณ”
ชายหนุ่มเลิกคิ้วสูงพลางคิดทบทวนถึงคำพูดของเธอหญิงสาวจึงบอกให้เสียงอ่อยๆ
“เื่ที่ฉันผลักคุณตกน้ำในวันงานการกุศลยังไงล่ะคะและก็เื่ที่ฉันเสียมารยาทกับคุณในห้องอาหารเมื่อวานนี้อีก”
“อ๋อ...” เขาพยักหน้าเมื่อจำได้
“ตอนนั้นฉันกำลังอารมณ์ไม่ดีสุดๆเลยค่ะ ก็เลยพาลใส่คุณแบบนั้น คุณยกโทษให้ฉันได้ไหมคะ”
“ได้สิครับผมยกโทษให้เพราะผมหายโกรธคุณไปนานแล้วล่ะ ความจริงเมื่อวานนี้ผมก็บอกคุณไปแล้วนะ”
“ก็...ฉันยังทำไม่ดีต่อคุณเพิ่มนี่คะฉันเลยอยากขอโทษรวบยอดทั้งหมดเลย
“ถ้าอย่างนั้นเอาเป็ว่าทุกเื่ที่คุณคิดว่าคุณทำผิดต่อผมผมยกโทษให้คุณทั้งหมดเลยดีไหม”เขาบอกเสียงกลั้วหัวเราะอย่างอารมณ์ดี
”ขอบคุณค่ะ” หญิงสาวยิ้มแป้นด้วยความดีใจอัลแบร์โต้นั่งมองรอยยิ้มแจ่มใสของเธอด้วยความพึงพอใจเขาชอบรอยยิ้มของเธอเหลือเกิน เพราะรอยยิ้มของเธอเหมือนแสงสว่างในเงามืด ใครก็ตามที่อยู่ในอารมณ์หดหู่ใจหากได้เห็นรอยยิ้มแบบนี้เข้าก็คงจะรู้สึกดีขึ้นอย่างแน่นอน
ศิศิราค่อยๆหุบยิ้มลงจนเหลือเพียงรอยยิ้มขัดเขินก่อนจะหลบดวงตาคมกริบที่วาววับด้วยความประหม่า หญิงสาวเริ่มรู้สึกว่าตัวเองกำลังเล่นอยู่กับไฟเสียแล้วเธอไม่อยากถูกลวกในภายหลังจึงตัดใจรีบถอนตัวออกมาด้วยการเอ่ยขอตัวไปนอนพร้อมกับแกล้งหาวหวอดๆออกมา
“หาว...ฉันง่วงนอนแล้วล่ะขอตัวไปนอนก่อนนะคะ” ว่าแล้วก็รีบลุกขึ้นเดินจากไปอัลแบร์โต้มองตามไปด้วยรอยยิ้มอย่างรู้ทันว่าเธอจงใจหนี ถึงแม้จะรู้แต่ชายหนุ่มก็ไม่ได้เอ่ยทักท้วงอะไรออกมานอกจากลุกขึ้นเดินตามไปทว่าเขาก็ต้องใเมื่อจู่ๆ คนร่างบางที่เดินลิ่วๆ อยู่ข้างหน้าเขานั้นเกิดสะดุดขอบประตูบ้านเข้าอย่างจังเป็ผลให้เธอคะมำไปข้างหน้าแต่โชคดีที่เขาตามมาคว้าตัวเอาไว้ได้ทันเวลาเสียก่อนหญิงสาวจึงไม่ต้องเจ็บตัวลงไปนั่งกองกับพื้น
“ว้าย!” ศิศิราร้องเสียงหลงอย่างใพลางหลับตาปี๋เพราะคิดว่าต้องเจ็บตัวอย่างแน่นอนแต่แล้วก็มีแรงดึงตัวเธอไปจากทางด้านหลัง พอเธอลืมตาขึ้นมองก็พบว่าตนเองอยู่ในอ้อมกอดของคนที่เดินตามหลังมาเสียแล้ว
“เป็ยังไงบ้าง” อัลแบร์โต้ถามด้วยความเป็ห่วง แต่หญิงสาวไม่ตอบเนื่องจากยังอยู่ในอาการใอยู่ทั้งสองสบตากันจนความใแปรเปลี่ยนเป็ความรู้สึกอย่างอื่นเข้ามาแทนที่ใบหน้าคมสันจึงค่อยๆ โน้มลงหาดวงหน้างามผุดผ่องริมฝีปากของทั้งคู่เกือบจะัักันอยู่แล้วหากศิศิราจะไม่ยกมือขึ้นมาปิดปากตัวเองเอาไว้ชายหนุ่มจึงได้แค่จูบหลังมือเธอเท่านั้นก่อนเขาจะอุทานออกมาด้วยความเจ็บเมื่อหลังเท้าของเขาถูกส้นเท้าของคนในอ้อมแขนกระทืบใส่อย่างแรง
“โอ๊ย!” เขาร้องเสียงหลงพลางคลายอ้อมแขนออก เธอสะบัดตัวออกมายืนมองอยู่ห่างๆ แล้วยกมือขึ้นชี้หน้ากล่าวหาเขาอย่างโกรธเคือง
“สมน้ำหน้า อยากฉวยโอกาสกับฉันดีนักคุณนี่มันเ้าชู้ชีกอจริงๆ เลยนะเผลอให้หน่อยเป็ไม่ได้เลยจ้องแต่จะล่วงเกินฉันตลอด ตกลงนี่ฉันไว้ใจคุณได้จริงๆหรือเปล่าเนี่ย”
อัลแบร์โต้ยืดตัวตรงแล้วมองหน้านวลด้วยสีหน้าขึงขังแต่แววตานั้นกลับพราวระยับจนดูน่าหมั่นไส้นัก
“ไว้ใจได้สิเพราะคนอย่างผมไม่เคยขืนใจผู้หญิงคนไหนมาก่อนถ้าคุณไม่เต็มใจรับรองได้เลยว่าผมไม่ปล้ำคุณเด็ดขาดเหตุการณ์เมื่อคืนก็เป็หลักประกันให้ได้นี่นา”
“ไว้ใจได้ตายล่ะ” เธอว่าแล้วย่นจมูกใส่ก่อนจะเดินแกมวิ่งเข้าไปในบ้านตรงเข้าห้องนอนของตนเองและปิดประตูล็อกกลอนเอาไว้อย่างแ่า ชายหนุ่มมองตามพร้อมกับหัวเราะร่วนออกมาอย่างเอ็นดูจากนั้นก็เดินตามเข้าบ้านไปบ้างซึ่งระหว่างที่กำลังจะปิดประตูหน้าบ้านนั้น อัลแบร์โต้ก็เอ่ยขึ้นมาลอยๆ ว่า
“ฝากด้วยนะ” พอปิดประตูเสร็จชายหนุ่มก็เดินผิวปากอย่างอารมณ์ดีเข้าห้องนอนของตัวเองไปซึ่งพอคล้อยหลังเขาไปแล้วนั้นร่างของฟานบิเอโก้ก็ปรากฏขึ้นที่มุมหนึ่งของหน้าบ้านบอดี้การ์ดหนุ่มอมยิ้มด้วยความขบขันเ้านาย ความจริงแล้วเขาออกมายืนอยู่นอกบ้านนานแล้วเรียกได้ว่าออกมาพร้อมๆ กับเ้านายของตัวเองก็ว่าได้ แต่เขาก็ไม่ปรากฏตัวออกมาให้เห็นเพราะอยากให้อัลแบร์โต้กับศิศิราได้มีความเป็ส่วนตัว
ฟานบิเอโก้ไม่แปลกใจเลยที่เห็นเ้านายหนุ่มแสดงท่าทีสนใจในตัวศิศิราเพราะมันจะแปลกอะไรถ้าผู้ชายจะถูกใจผู้หญิงสวยสักคนหนึ่งขึ้นมา แต่ครั้งนี้ชายหนุ่มชักไม่แน่ใจแล้วว่าเ้านายจะแค่คบเล่นๆเหมือนหญิงอื่นที่ผ่านๆ มาหรือไม่ เนื่องจากเขาไม่เคยเห็นอัลแบร์โต้ออกโรงปกป้องสาวคนไหนจนถึงขั้นเอาชีวิตตัวเองเข้าเสี่ยงแบบนี้มาก่อนเลยบอดี้การ์ดหนุ่มหัวเราะอยู่ในลำคอก่อนจะเดินตรวจตามรอบๆ บริเวณบ้านอีกครั้งด้วยความระมัดระวัง