20.37 น. ณ อพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่งมีเงาใครบางคนกำลังเดินขึ้นบันได
“ครับที่รักเค้าถึงห้องแล้ว”
ชายหนุ่มรูปร่างสูงในเครื่องแบบสีครีมอ่อนหอบสะพายถุงผ้าพาดไหล่พะรุงพะรังเขาเอียงคอแนบหน้าตนเองกับไหล่จนเกร็งเพื่อหนีบสมาร์ทโฟนไว้ไม่ให้ตก
ซึ่งนอกจากคำเอ่ยอันทุ้มเบานั้นแล้วรองเท้าหนังดำฝุ่นเขรอะที่เขาสวมทำให้ทุกย่างก้าวเดินบังเกิดเสียงกระทบพื้นก้องกังวานไปทั่วโถงทางเดินอันเงียบกริบ
‘กรึบ..กรึบบ..กรึบ..’
เพียงไม่กี่ก้าวเขาก็เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าประตูห้องหมายเลข203 ขณะที่มัวแต่งุ่นง่านควานหากุญแจ เขาก็ดันลืมตัวเผลอทำสมาร์ทโฟนล้นกระแทกพื้น
“เชี่ย!!” เ้าตัวอุทาน"ไอ้ชิบหาย.."
ประโยคพลั้งปากเพียงนิดเดียวอาจบ่งบอกถึงตัวตนของคนๆนั้นได้ก็จริงแต่จงอย่ามองใครที่ด้านมุมเดียวชายหนุ่มคนนี้เขาเป็แค่มนุษย์เงินเดือนรุ่นใหม่ซึ่งจากบ้านมาไกลและพึ่งริเริ่มทำงานจริงจังบางทีสิ่งแวดล้อมรอบๆตัวอีกทั้งความกดดันในที่ทำงานการจงใจพูดหยาบบ้างเมื่ออยู่ลำพังก็ดูจะเป็ไอเดียที่ไม่เลวนักถ้าข้างกายไม่มีใครอยู่นะ
เขารีบก้มตัวหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเช็ดฝุ่นโดยนำไปถูกับชายเสื้อใช้ต่างผ้าขี้ริ้วก่อนจะแนบหูอีกที
“ฮัลโหลที่รักได้ยินมั้ย..มะกี้เค้าเผลอโทรศัพษ์ตกน่ะ”
ด้วยว่าไม่แน่ใจหรืออย่างไรเขาจึงตรวจดูอีกครั้งว่าตอนเช็ดถูไม่ได้เผลอกดตัดสาย
“เตงได้ยินเค้าชัดเปล่า..ละถ้าเตงได้ยินก็แปลว่าไม่พังตอบเค้าหน่อย”
กุญแจห้องอันเล็กนิดเดียวกระเป๋าผ้าก็ไม่ได้ใหญ่โตเป็ถ้ำนางนอนกว่าจะค้นหาจนเจอ นึกว่าต้องเรียกทีมสำรวจต่างชาติที่ไหนได้กล้องข้าวมื้อกลางวันนั้นนอนทับบังตาเขาไว้
จากนั้นแท่งโลหะสลักอันเล็กเ้าปัญหาได้ถูกนำไปเสียบเข้ากับร่องที่คู่ควรของมันเขาค่อยๆบรรจงบิดลูดบิดประตูก้าวเปิดเข้าไปสู่ห้องมืดอบอ้าวอันมีกลิ่นอับคุ้นจมูกลอยฟุ้งเข้าตีหน้าพอสับสวิซไฟปุบปับก็เผยให้เห็นกองเสื้อผ้าวางมั่วซั่วไม่เป็ที่ทางทั้งพาดบนทีวีเอยแล็ปท็อปเอยตู้เย็นเอยกระทั่งหนักสุดและเยอะสุดคือบนเตียงนอนผ้าปูชมพูอมม่วง
ความทรงจำในวัยเด็กที่เคยโดยดุด่าโดยพ่อผู้มีอาชีพเป็ครูผู้ที่เหมาะอย่างยิ่งจะนำมาเป็แบบอย่าง แกคอยสั่งสอนด้วยวิถีฉบับครูยุคก่อนคือลงไม้ลงมือถ้อยคําสอนมักแฝงประโยครุนแรงเฉิอดเฉือนใจ ไม่ว่าเช่นไรชายหนุ่มผ่านมาได้เพราะลืมเลือนทำตัวเองให้ไร้ตัวตนเข้าไว้ผนวกระแหวกระวังไม่ให้กิจกรรมที่กำลังประกอบเกิดเสียงดังจนเป็เหตุให้ดุด่าเช่นปิดประตูเสียงดัง
ปัจจุบันชายหนุ่มดังคล้ายว่าถูกปลดโซ่ตรวนนักอุปนิสัยเขาเปลี่ยนไปมากมายหากแต่แม้เปลี่ยนแปรไปเท่าใด แต่ลึกๆแล้วภายในยังหลงเหลืออยู่
ลูกบิดโลหะถูกหมุนค้างไว้อย่างนั้นจนสุดเพื่อไม่ให้เกิดเสียงกระทบแทกเกินควรเขาค่อยๆบรรจงผลักบานประตูจนสุดช้าๆแล้วจึงคืนลูกบิดกลับคืนแม้กระทั่งจะลงกลอนฝืดๆแทนจะที่ใช้แรงดึงมันให้ลงล็อกเขาเพียงแต่โยกมันซ้ำไปซ้ำมา
‘ตึ๊ก!!!’
เสียงดังสั่นะเืไปทั่วทั้งชั้นขนาดทำเอาคนนั้งยองซึ่งกำลังถอดรองเท้าด้วยความเมื่อยล้าในห้องเขาเนี้ยยังใสะดุ้งโย่งด้วยการกระทำของคนข้างห้องชายหนุ่มได้แต่ตัดพ้อในความคิด
‘มึงจะรีบไปไหนร้านเหล้าพึ่งตั้งโต๊ะไอสัส.. ปิดเบาๆก็ได้เกรงใจกูบ้าง..’
ด้วยความเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานมาทั้งวันถึงเวลาที่เขาจะได้พักผ่อนทำอะไรตามใจสักที
“เออนี้เตง..ได้ฟังข่าวโควิดมั้ย..ต่างเทศระบาดหนักมากเลย..ได้ข่าวแว่วๆว่านายกจะเปิดรับคนไทยกับนักท่องเที่ยวกลับ..เตงระวังไว้นะถึงตอนนี้ในบ้านเรามันจะยังไม่มีข่าวก็เถอะ..ใช่ๆสนามบินอู่ตะเภาอยู่ใกล้ๆนี้เองไม่กี่สิบโล..เค้าก็หวั่นๆอยู่แต่ไม่ต้องห่วงนะ..จ้าๆ..งั้นเค้าไปอาบน้ำก่อนนะฝันดีค่ะที่รักจุ้บๆ..”
สุดสายสนทนาไปแบบอารมณ์ดีจะเรียกว่าปกติได้มั้ย รู้สึกว่าไม่ค่อยได้จบสวยอย่างนี้ทุกคืน
ชายหนุ่มปลดเปลื้องชุดทำงาน เดินเข้าห้องน้ำตัวเปล่าพร้อมกับผ้าขนหนูพาดบ่าพลางร้องเพลงโปรดด้วยอารมณ์สุนทรีย์พลันบังเกิดเสียงกระแทกของบานประตูขึ้นอีกครั้ง คราวนี้คือห้องข้างบน..
‘ตึ๊งงง!..’
สิ้นเสียงหยดน้ำจากฝักบัวไม่นานนัก ขณะ ที่เช็ดตัวอยู่ก็มีสายหนึ่งโทรเข้ามาเขากะว่าค่อยไปรับทีหลังไม่นานนักสายนั้นจึงเงียบลงชายหนุ่มเดินออกมากำลังคุ้ยหากางเกงใส่ แต่แล้วโทรศัพย์ก็ดังขึ้นอีก
"เอ่า!" เขาอุทาน"ไผโทรมาอีหยังกันนักกันหนาว่ะยามนี้"แล้วจึงเผลอบ่นออกมาเป็ภาษาถิ่นด้วยความหงุดหงิด
แต่เมื่อหยิบมือถือที่วางชาร์ตบนกองหนังสือ 'HOW TO’ปรากฏเป็ชื่อเ้านายเก่าที่เขาเคยทำงานด้วยจึงลังเลอยู่นานกว่าจะรวบรวมความกล้าปัดนิ้วรับสาย
"ฮัลโหล..ว่าไงครับพี่..พี่มีอะไรมั้ยครับ..เปล่าๆไม่ใช่อย่างนั้นพี่โห้ว..ก็สบายดีครับแล้วพี่หล่ะ..่นี้ยุ่งมากเลยงานเร่งสุดๆ..อะไรนะพี่..เดี๋ยวๆ"
‘ตึงๆๆ…ตึงๆๆๆ...ตึงๆ..ตึง!!’
นี้ไม่ใช่เสียงประตูกระแทกไม่มีใครเปิดปิดประตูรั่วๆขนาดนั้นนั้นคือจังหวะการเดินต่างหาก ประโยคที่เขาพูดเริ่มเคร่งเครียดขึ้น
"ผมพึ่งบอกไปมะกี้นี้เองนา..จะให้ทำแบบนั้นได้ไงเดี๋ยวเขาก็ว่าผมสิ..เอาเวลางานไปทำงานนอกให้พี่..โห้วแบบเขาเป็ภาษาอังกฤษของพี่ภาษาไทยเดินผ่านยังรู้เื่..ไม่ได้หรอกพี่หาคนใหม่ทำเถอะนะ..พี่เอาเบอร์รุ่นน้องผมไปมั้ย..มันไม่ใช่เื่เงิน..ผมไม่ว่างจริงๆกลับมาก็ดึกแล้วเนี้ย.."
บทสนทนาอันยืดยาวยิ่งทวีความเข้มข้นไปเรื่อยๆสุดท้ายเเล้วด้วยความใจอ่อนชายหนุ่มจึงตัดสินใจรับงานนั้นเพราะเขารู้สึกผิดที่ทิ้งงานเก่าลาออกกลางคันทั้งๆรู้ว่ายังไม่มีใครมาแทนตำแหน่งเขา ในคืนนั้นชายหนุ่มเปิดแล็ปท็อปไม่ใช่เพื่อดู‘YouTube’ อย่างที่ตั้งใจไว้เลย
เวลาล่วงเลยผ่านไป สามทุ่ม สี่ทุ่มห้าทุ่ม เที่ยงคืน ตอนนี้งานที่รับปากยังทำไม่ถึงครึ่ง ยิ่งมองดูนาฬิกายิ่งย้ำเตื่อนว่าควรนอนได้แล้วไม่งั้นพรุ่งนี้จะไม่มีแรงทำงานเอานะคิดได้แบบนั้นแล้วชายหนุ่มจึงเซฟงานเเล้วเข้านอน
ค่ำคืนผ่านไปแอพพลิเคชั่นนาฬิกาปลุกดังเตื่อนรอบที่3 ใช่รุ่งเช้าอันสดใสของมนุษยเงินเดือนทุกอย่างวนลูป การนินทาลับหลังเล่เหลี่ยม งวงซึมทั้งวัน โดนนายบ่น และ อิจฉา..อย่าไปสนใจมันเลยความน่าเบื่อนั้นสแกนนิ้วหลัง OT ซะแล้วกดปุ่ม SKIP นี้
ชายหนุ่มหลับบนรถด้วยความอ่อนเพลียแอร์เย็นฉ่ำกับเบอะผ้านุ่มๆมันไม่นุ่มขนาดนั้นหรอก แต่เขานั้งเก้าอี้ออฟฟิศมาทั้งวันนะมันต่างกัน
"ถึงแล้วครับ" คนขับรถเขย่าตัวชายหนุ่มเบาๆ
"อ่อ..อ่อ..ขอบคุณครับพี่"
"งานหนักละสิ่นี้"
"อ่อป่าวครับคือผมนอนดึกนะ"ชายหนุ่มก้าวเท้าลงรถ
"พรุ่งนี้สายหน่อยนะเพราะพี่จะไปส่งเจ้เขาที่ร้านข้าวก่อนเล็กก็นั้งรอแถวนี้แหละนะนานหน่อย"
"อ่อไม่เป็ไรครับพี่วิสายหน่อยก็ดีครับ ฮ่าๆ" เล็กหัวเราะแห้งๆ "ขอบคุณนะครับ"
เขาผลักประตูรถซ้ำสองครั้งเพราะครั้งแรกนั้นเบาเกินไปแล้วรถกระบะคันขาวที่มีโลโก้บริษัทก็เคลื่อนที่ฝากไว้เพียงฝุ่นทรายคลุกกรุ่นปล่อยให้ชายหนุ่มครุ่นคิดบนถนนคอนกรีตซึ่งอยู่ใน่ก่อสร้าง
" เฮ้อ..คงได้ใช้เล่นน้ำสงกรานต์นู้นแหละ"เขาก้มหน้าบ่นพึมพำให้สิ่งที่จับจ้องอยู่ทว่าวูบความคิดภายในหัวนั้นมีเพียงแต่ใจความสั่นๆว่า
'จะทันส่งมั้ยวะ'
เขาเดินขึ้นห้องไปก้าวแต่ละก้าวขั่นบันไดแต่ละขั่น ตลอดทางจนเข้าห้อง จังหวะชีวิตเร่งรีบกว่าเมื่อวานนักทว่าชายหนุ่มยังคงค่อยๆปิดบานประตูอย่างเบามือเช่นเคย
‘ตึกๆๆ…’
เสียงห้องข้างบนทำอะไรบางอย่าง
"ส้นเท้ามันไม่อักเสพบ้างอ่อวะเดินลงส้นแรงขนาดนั้น"เล็กพร่ำบ่นพลางถอดรองเท้า
เกิดแรงะเืเล็กน้อยบางอย่างสั่นไหวภายในกระเป๋ากางเกง มันคือโทรศัพท์มือถือที่เขาตั้งค่าโหมดสั่นเอาไว้เขาไม่อยากได้ยินว่าใครโทรมาแต่ก็ไม่กล้าใจแข็งตัดสาย
"ฮัลโหล.. "เล็กหยิบมันขึ้นมาแนบหู"ครับพี่ใกล้แล้วๆใกล้เสร็จแล้ว… ก็ผมพึ่งเลิกงานนี้กำลังจะอาบน้ำครับๆเดะโทรกลับไป..ครับ"
อีกหนึ่งสายโทรไลน์มาจะไม่รับเหรอไม่ได้หรอกสำหรับคนนี้
"ฮั๊ลโหล้ว..ว่างายที่ร้าก..เค้าพึ่งถึงห้อง.. กำลังจะไปอาบน้ำ..ที่รักค่ะนอนง่ายมั้ยวันนี้..ป๊าว..ไม่ได้ไล่..ก็เขารับปากเ้านายเก่าไว้..เค้าพยายามปฏิเสธเต็มทีแล้วนา..เฮ้อ..ครั้งสุดท้ายจะไม่รับอีกเลย..ไม่ชายเค้าก็ใจอ่อนกะเตงนะแหละไม่ไปทั่วซะหน่อย..ไม่งอลน๊าา..เดี๋ยวพรุ่งนี้เค้าโทรไปง้อใหม่คุยจนหลับคาสายเลยเอามั้ย..รีบไปอาบน้ำมาทำงานต่อก่อนนะ..ฝันดีน๊ะค๊ะที่รักๆนะจ่ะจุ้บๆ.."
วันนี้ไม่เหมือนเมื่อวานขณะกำลังชำระล้างร่างกายอยู่ไม่มีบทเพลงไหนถูกขับร้องแม้กระทั่งเสียงหึมหัมในลำคอก็ถูกเปลี่ยนเป็เสียงเ้านายเก่ายืนเ้ากี้เ้าการหน้าห้องน้ำคล้ายดวงจิตเ้าตัวโผล่มาบังการเอง
‘ตึ๊ดดด…. ตึ้ดๆตื๊ดดด…’
เช็ดตัวยังไม่แห้งดีก็โทรมาละ
"ห่วย!..เจ๊านั้งเฝ้าโทรติพ่อใหญ่เข้าบ่กินขี้บ่เงี่ยวน้ำบ่อาบเต๊..” เขาใช้ภาษาถนัดระบายก่อนปัดหน้าจอรับสาย "ฮัลโหลพี่!..เปล่าเสียงดังผมเช็ดตัวอยู่..จะให้ไปอาบน้ำที่ไหนเสี่ยงโควิด..ต่อให้ไม่มีก็ติดงานพี่อยู่เนี้ย..ครับๆทันๆเดะส่งให้ตรวจนะรอๆพี่รอ..ครับๆ"
มวยจังหวะจอแจโดนกรรมการชื่อรําคาญแยกคู่แล็ปท็อปพังๆเปิดใช้งาน งานๆๆแล้วก็งาน
"ต้องรีบๆๆๆ..รีบๆๆๆ..เสร็จๆๆๆ..ปวดตาก็..ปวดๆๆๆ"
เขานั้งหลังขดหลังแข็งทำสิ่งที่รับปากกระดูกสันหลังเหมือนถูกตะปูตอกเรียงเป็แนวั้แ่คอจรดก้นกบ เวลาล่วงเลยไป สองทุ่มครึ่งสามทุ่ม สามทุ่มครึ่ง สี่ทุ่ม สายเข้าอีกครั้ง
"ครับพี่ใกล้แล้วๆ..ได้ๆพรุ่งนี้เช้าทันครับ..พี่นอนเถอะครับๆหวัดดีพี่"
สมมุติถ้าหากเปลือกตามีปากมันคงพูดแล้วว่า ‘เห้ยนี้! ตูเหนื่อยแหกลูกกะตาให้มึงมาทั้งวันละนะขอกูหย่อนตัวลงบ้างเถอะ!ตูฝืนเพื่อมึงมาั้แ่สมัยเรียนแล้วนะยังต้องมาฝืนอีก’ อะไรประมาณนั้น
เล็กกลัวความเงียบจะทำให้เขาเผลอหลับคาโต๊ะทั้งที่งานยังไม่เสร็จ
‘ตึงๆ.. ตึงๆๆ..’
ใช่มันไม่เงียบสักหน่อย คิดไปเองแค่้าอยากให้มันเงียบเพียงหวังเขาทนเก็บอาการหงุดหงิด เพื่อจะแก้ปัญหาชายหนุ่มยัดหูฟังราคาถูกแล้วเปิดคลิปยูทูปช่องรายการผีที่ฟังค้างไว้เมื่อเย็น เร่งเสียงจนกลบเครื่องแอร์กระนั้นมันยังแว่วดังอยู่ในกระมล ยังรู้สึกถึงมันได้
‘ตึง.. ตึง… ตึง…’
เที่ยงคืน..
เที่ยงคืนครึ่ง..
ตีหนึ่ง..
"ส่งๆๆๆๆ..เฮ้อ.."ชายหนุ่มถอนหายใจพลางใช้มือลูบใบหน้าอันมันเยิ้ม เขาเหลือบมองดูตัวเลขบ่งบอกเวลา"ตี 3 กว่าแล้วเหรอวะเนี้ย แม่งฉิบหายตายๆๆ" เขาร้อนรนส่งเมลล์
ทุกอย่างดูจะเรียบร้อยเล็กเปิดประตูบานเลื่อนออกไปยืนมือเท้าคางคำ้กับราวระเบียงสายตาพร่ามัวเม้อมองรถแต่ละคันที่จอดเรียง ณ ลานจอดของอพาร์ตเมนต์
เขาตะขิดตะขวงใจกับศาลพระพรหมเบื้องหน้าหอจำได้ว่ามีประโยคหนึ่งซึ่งจับใจความประมาณ สถานที่พักอาศัยไม่ควรตั้งศาลพระพรหมรายการดังกล่าวบอกเหตุผลไว้มากกว่านี้
"เสียงหยังวะ?" เล็กเงยหน้ามอง
-Read the next Episode-