“คือว่ายังไม่เจอเจ้าชายหรอคะ” มีเรียที่ถามขึ้น
เบลนมองเธอแล้วก็ยิ้มก่อนจะตอบว่า
“ยังไม่เจอหรอกแต่คุณหนูไม่ต้องเป็นห่วงไปหรอกนะเจ้าชายไม่เป็นอะไรแน่นอน”
มีเรียที่ได้ฟังดังนั้นก็เงียบไม่ได้พูดอะไรอีก
คฤหาสน์ของลอร์ดอาร์เทมิส
ตอนนี้ภายในห้องรับแขกกิลเบิร์ตกำลังนั่งบนโซฟาตรงข้ามกับเขามีชายคนหนึ่งนั่งอยู่ ชายคนนี้เป็นวัยกลางคนผมสีดำมีสีขาวแพลมเล็กน้อย เขาไม่ได้พูดอะไรออกมาแต่บรรยากาศที่แสดงออกมานั้นกลับทำให้กิลเบิร์ตต้องรู้สึกเกร็ง
“ท่านเคานต์วาคีนได้รับจดหมายจากพ่อเจ้าแล้วก็เลยส่งข้ามาเป็นตัวแทน”
ชายคนนั้นพูดขึ้นกิลเบิร์ตก็พยักหน้า ความจริงแล้วบรรยากาศที่คนๆ นี้แสดงออกมา เรียกได้ว่าแทบไม่ต่างไปจากคนที่ใช้เวทย์อัญเชิญคนนั้นเลย
“ต้องขออภัยในความผิดพลาดของพวกเราด้วยนะครับ พวกเราเองก็ไม่นึกว่าภารกิจที่ดูง่ายๆ ยังการเล่นงานพ่อค้าเร่คนหนึ่งจะทำให้คนๆ นั้นถูกสังหารได้ แม้แต่คนของท่านพ่อที่ร่วมในภารกิจด้วยก็ไม่มีใครรอดเลยซักราย”
กิลเบิร์ตพูดถึงความเสียหายที่พวกตนได้รับเพื่อให้พวกเขารู้ว่าฝ่ายตนเองก็เสียหายด้วยเช่นกัน อีกฝ่ายไม่แสดงอารมณ์ออกมาก่อนจะพูดว่า
“ก่อนที่เจ้าพ่อค้านั่นมันจะมาขายของที่เมืองนี้มันได้แวะขายของที่อาณาจักรเซลเวเรียมาก่อน เคานต์วาคีนที่เป็นผู้ดูแลเมืองริเวอร์วิวก็เคยเห็นมันมาก่อนทั้งยังยืนยันกับตัวเองเลยว่า ในขบวนของมันไม่มีผู้ใช้เวทย์มนต์ระดับที่จะเป็นผู้ต่อกรของเจ้าเฒ่านั่นได้ เห็นได้ชัดว่าคนลงมือต้องเป็นคนอื่น”
กิลเบิร์ตที่ได้ยินก็กลืนน้ำลายลงคอเห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายต้องการตำหนิพวกเขา แต่เขาก็ไม่ยอมรับผิดอยู่ฝ่ายเดียวจึงรีบพูดว่า
“เรื่องนี้ทางเราเองก็แปลกใจไม่น้อยครับเพราะคนของเราก็ตามสืบมาเช่นกันว่าไม่มีคนที่ต้องเป็นกังวลในหมู่ผู้คุ้มกันของพวกมัน ดังนั้นตอนที่พวกเรารู้เรื่องจึงแทบไม่เชื่อสายตาเลยครับ”
อีกฝ่ายมองกิลเบิร์ตด้วยสายตาที่ไร้อารมณ์ก่อนจะตอบว่า
“แน่ใจหรอว่าไม่ใช่พวกเจ้าสองพ่อลูกแอบฮุบอาร์ติแฟกต์นั่นไว้เอง”
กับคำพูดที่ไม่ไว้หน้านี้กิลเบิร์ตที่ได้ยินแม้ว่าภายในจะใจเต้นไม่เป็นจังหวะแต่ภายนอกเขายังคงรักษาท่าทีสุขุมไว้ได้ ตอบด้วยความสุภาพว่า
“มันไม่มีทางเป็นแบบนั้นแน่นอนครับเพราะพวกเราสองพ่อลูกให้ความสำคัญกับสัจจะอย่างมาก และอีกอย่างเอาของชิ้นนั้นทำให้สหายข้าต้องจบชีวิตลง เรื่องนี้ท่านพ่อข้าเองก็ยังกลุ้มใจทั้งยังรู้สึกและปรารถนาเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ให้ความร่วมมือกับพวกท่านเพื่อชดเชยความรู้สึกผิดนี้ครับ แต่ถ้าท่านยังไม่สบายใจในความร่วมมือของพวกเราก็เชิญใช้อาร์ติแฟกต์หรืออุปกรณ์เวทย์มนต์ที่มีคุณสมบัติในการจับเท็จได้เต็มที่ครับ รับรองว่าพวกเราสองพ่อลูกจะไม่บ่ายเบี่ยงอย่างแน่นอน”
อีกฝ่ายที่ได้ยินกลับไม่ได้แสดงสีหน้ายินดียินร้ายแต่ประการใดเพียงพูดด้วยน้ำเสียงที่เฉยชาไร้อารมณ์ว่า
“เจ้าไปได้แล้วเดี๋ยวที่เหลือข้าจะรอคุยกับพ่อเจ้าเองเอาคนอื่นออกไปให้หมดถ้าต้องการอยู่คนเดียว”
กิลเบิร์ตทำความเคารพก่อนจะปรายตาให้พวกสาวใช้ก่อนจะเดินออกจากห้องโดยมีเหล่าสาวใช้เดินตามออกมา ทันทีที่ประตูปิดลงไล่หลังเขากิลเบิร์ตก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ตั้งแต่วันที่ชายแก่ผู้ใช้เวทย์อัญเชิญคนนั้นเสียชีวิต ทั้งตัวเขาและบิดาต่างก็รู้สึกตึงเครียด เมื่อบวกกับภารกิจที่ได้รับมอบหมายจากพระราชาให้ดูแล้วความปลอดภัยของเจ้าชาย
มันจึงกลายเป็นว่าตอนนี้มีสิ่งสองสิ่งที่พ่อเขาต้องทำและมันขัดแย้งกันอย่างมาก ส่วนหนึ่งคือพิทักษ์และปกป้องเจ้าชายให้ปลอดภัยเพื่อรักษาชีวิตและตำแหน่งขุนนางไว้ อีกส่วนหนึ่งก็คือให้ความช่วยเหลือกับบาีอนคาลีฟแก้แค้นให้ลูกชายโดยการให้ความร่วมมือในการสังหารเจ้าชาย สถานการณ์แบบนี้เรียกได้ว่าจะหันไปทางไหนก็มีแต่ปัญหา ถ้าจะรักษาสิ่งหนึ่งไว้ก็ต้องสละสิ่งหนึ่ง
ซึ่งทางเลือกของพ่อเขาก็คือการยอมสละมิตรภาพของบารอนแล้วเลือกรักษาชีวิตเจ้าชายเพื่อคงไว้ซึ่งตำแหน่งขุนนาง ส่วนเรื่องของบารอนคาลีฟนั้นพ่อของเขาก็หาทางออกด้วยกันใช้อาร์ติแฟกต์ที่อีกฝ่ายต้องการมาผูกมิตร โดยข้ามหัวบารอนคาลีฟไป เพียงแต่การพูดแล้วมันง่ายแต่ทำแล้วมันยาก ลอร์ดอาร์เทมิสตอนนี้ก็ยัวคิดหัวแทบแตกว่าจะทำยังไงให้เป็นเป้าหมายเป็นไปตามนี้ ซึ่งวิธีที่ง่ายที่สุดก็คือการช่วยอีกฝ่ายแก้แค้นและแท้จริงแล้วเขาจะคอยกระตุกขาหลังไม่อีกฝ่ายทำสำเร็จ
กิลเบิร์ตรู้สึกได้ว่าพักนี้พ่อของเขาดูแก่ลงไปมากบ่งบอกว่าปัญหานี้กินพลังชีวิตเขาไม่น้อย ความจริงเขาเองก็เคยเสนอให้ละทิ้งเมืองนี้ แล้วรักษามิตรภาพกับบารอนคาลีฟจะดีกว่า เพราะมันจะเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับพ่อเขาแล้วมันอาจมีประโยชน์ในการไปสนิทกับเคานต์วาคีน ทว่าลอร์ดอาร์เทมิสกลับส่ายหน้าปฏิเสธและอธิบายว่า ตัวเขาเองนั้นก็เคยบอกลูกชายไปหลายครั้งว่าในทวีปอาร์เคนัสที่กว้างใหญ่ไพศาล สำหรับอาณาจักรใหญ่ๆ พรสวรรค์เวทมนต์ของพวกเขาสองพ่อลูกไม่มีค่าพอให้เอ่ยอ้างเลยแม้แต่น้อย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการได้หวังเป็นขุนนางก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่ แล้วก็ไม่มีอะไรมารับประกันด้วยว่าในสายตาของเคานต์วาคีนหลังจากที่ได้อาร์ติแฟกต์ชิ้นนั้นไปจะยังเห็นสองพ่อลูกมีค่าอยู่ไหม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นคนที่มีส่วนร่วมในการสังหารเจ้าชายของเมืองตัวเองแบบนี้ กิลเบิร์ตที่ได้ยินอย่างนั้นก็พบว่านี่คือทางตันของจริง และวิธีการเดียวที่จะไม่เสียสิ่งใดเลยก็คือทำตามแผนที่พ่อเขาคิด ซึ่งก็ดูแล้วน่าจะเป็นไปได้เพราะตอนนี้ที่เห็นได้ชัดว่าเคานต์วาคีนให้ความสนใจอาร์ติแฟกต์นั้นเป็นอย่างมาก เพราะกิลเบิร์ตรู้สึกว่าแต่ละคนที่เคานต์วาคีนส่งมาล้วนให้ความสนใจตัวอาร์ติแฟกต์มากกว่าตัวเจ้าชายซะอีก มันทำให้สองพ่อลูกเกิดความหวังกว่าถ้าพวกเขาสามารถชิงอาร์ติแฟกต์ของเจ้าชายมามอบให้อีกฝ่ายได้ ซึ่งก็น่าจะเป็นทางออกที่ทำให้พวกเขารักษาตำแหน่งขุนนางไว้ ซื้อทุกอย่างก็เหมือนจะเพอร์เฟคติดอย่างเดียวก็คือแผนการซึ่งจนตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่าจะเอายังไงดี
เป็นอีกครั้งที่กิลเบิร์ตรู้สึกว่าอะไรต่อมิอะไรก็ไม่เป็นดั่งใจเลยสักอย่าง ตอนนี้พวกเขาสองพ่อลูกต่างก็พากันปวดหัวกับเรื่องนี้ ตอนนี้สิ่งที่ทำได้ก็มีแค่ใส่ใจความปลอดภัยของเจ้าชายก็เท่านั้น และก็เจ้ากรรมเสียจริงเพราะเจ้าชายที่แทบจะขลุกอยู่แต่ในห้องสมุดไม่เคยย่างเท้าออกมาแล้วประสาทเลยแม้แต่ข้างเดียวมาตลอด ก็เหมือนกับเสพติดการออกมานอกปราสาทอยู่เสมอ และไปที่ไหนไม่ไปดันไปที่สลัมได้ทุกวี่ทุกวัน แล้วเพราะเรื่องที่กิลเบิร์ตได้ก่อไว้ทำให้เขาไม่สะดวกที่จะไปที่สลัมอีกครั้ง หรือต่อให้สะดวกเขาก็ยังรู้สึกลำบากใจที่จะไปยังสถานที่ที่ต้องคอยเอาผ้าปิดจมูกตลอดเวลาอยู่ดี
และกิลเบิร์ตยิ่งลำบากใจหนักกว่าเก่าเพราะเทศกาลกำแพงปีนี้มันต่างไปจากทุกปี นอกจากมีการเสด็จมาเยี่ยมเยียนจากพระราชาของอาณาจักรเซลเวเรียแล้ว พวกกลุ่มโจรลักพาตัวปีนี้ก็เหิมเกริมยิ่งกว่าที่ผ่านมา เพราะถึงขนาดกล้าลักพาตัวลูกหลานขุนนาง
เมื่อวานในตอนที่พ่อของเขากลับมานั้นได้มีใบหน้ายินดีปนอารมณ์เสีย ขอถามหาเหตุผลก็ตอบด้วยความอารมณ์ดีว่าเพราะมีเรียลูกสาวเพียงคนเดียวของดยุคกาเลออนถูกโจรลักพาตัวจับไป ในตอนนั้นกิลเบิร์ตที่ได้ยินก็งงเพราะการลักพาตัวลูกหลานขุนนางแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ในขณะเดียวกันตัวเขานั้นก็นึกถึงเรื่องร้ายๆ บางเรื่องที่อาจจะเกิดขึ้นได้ขึ้นมา และพ่อเขาก็พูดอย่างอารมณ์เสียว่าในตอนนี้ก็ถูกช่วยกลับมาได้แล้ว ซึ่งพ่อของเขาก็เอาแต่บ่นใหญ่เกี่ยวกับเรื่องนี้และด่าโจรพวกนี้ว่าไม่ได้เรื่อง ทั้งที่มีความกล้าลักพาตัวลูกหลานขุนนางแต่กลับไม่มีปัญญาหนีให้พ้น ทำให้กิลเบิร์ตต้องพูดเรียกสติพ่อเขาว่านี่เป็นปัญหาร้ายแรงอย่างยิ่ง เพราะถ้าโจรพวกนั้นมันกล้าลักพาตัวมีเรียก็หมายความว่ามันอาจจะกล้าลักพาตัวเจ้าชายด้วยก็ได้ พวกเขาต้องไม่ลืมว่าพักนี้เจ้าชายมักออกมาเที่ยวเล่นนอกปราสาททุกวัน ที่ท่าเฝ้ารอสักหลายวันก็จะเดาได้ไม่ยากว่าเจ้าชายจะไปที่ไหน และการลักพาตัวเจ้าชายนั้นมันก็น่าจะง่ายกว่ามีเรียหลายเท่า ลอร์ดอาร์เทมิสที่เมื่อได้ยินนี้เรื่องนี้ก็ถึงกับตาเบิกโพลงเพราะพบว่าสิ่งที่ลูกชายเขาพูดมันมันสมเหตุสมผลเป็นอย่างยิ่ง
ในตอนนั้นกิลเบิร์ตก็บอกพ่อเขาไปว่าไม่ต้องกังวลเดี๋ยวเขาจะจัดการเรื่องนี้เอง ตอนนี้งานเทศกาลกำแพงก็ใกล้เข้ามาสักทีจนเหลืออีกแค่ไม่กี่วัน เขาจะเริ่มการคุ้มกันเจ้าชายด้วยตัวเองเพราะถึงยังไงเจ้าชายก็ต้องเดินผ่านหน้าคฤหาสน์ในเขตขุนนางอยู่ดี แล้วบางทีนี่อาจจะเป็นโอกาสดีในการตีสนิทกับเจ้าชายก็ได้ ลอร์ดอาร์เทมิสที่ได้ฟังว่าลูกชายยังไม่ทอดทิ้งความหวังที่จะเข้าพิธีเสกสมรสกับเจ้าหญิงแม้ว่าสถานการณ์ในตอนนี้จะไม่ค่อยดีก็ตาม หัวใจของเขาก็รู้สึกเหมือนมีชีวิตชีวาขึ้นมารู้สึกโชคดีที่ลูกชายของเขายังใช้การได้อยู่บ้าง ไม่ได้กลัวหัวหดจนทำอะไรไม่ถูก โดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่าในหัวของลูกชายคนนั้นมีแต่ใบหน้าของผู้หญิงคนหนึ่งผู้มีผมสีดำตาสีม่วงที่มักจะเดินตามหลังเจ้าชายอยู่เสมอคนนั้น
พอเช้าวันต่อมาเขาก็ให้คนจับตารอที่หน้าคฤหาสน์เพื่อดูว่าเจ้าชายคนนั้นจะผ่านมาตอนไหน แต่รอแล้วรอเล่าก็ไม่ผ่านมาเขาก็นึกแปลกใจอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งมีสาวใช้มาหลายงานว่ามีคนต้องการมาพบเขาพร้อมกับยื่นจดหมายฉบับหนึ่งให้ กิลเบิร์ตเปิดประตูด้วยความสงสัยกลับต้องตะลึงเมื่อพบว่าคนที่มาหาคราวนี้เป็นบริวารอีกคนของเคานต์วาคีน เมื่อรับรู้ถึงฐานะคนที่มาเขาก็รีบให้สาวใช้ไปแจ้งเรื่องนี้กับพ่อของเขาที่ปราสาททันที ส่วนตัวของเขานั้นก็ต้องไปรับแขกตามมารยาทด้วยความตึงเครียด
เมื่อเขามาถึงอีกฝ่ายก็ทำตัวราวกับว่าไม่เห็นหัวเขา แต่กิลเบิร์ตก็ไม่ได้แสดงอาการอะไรทั้งยังต้อนรับอีกฝ่ายอย่างสุภาพและมีมารยาท และเขายังพบว่ามีสัญญาณที่เป็นบวกอย่างหนึ่งนั่นก็คืออีกฝ่ายถามแต่เรื่องอาร์ติแฟกต์ แต่ไม่กลับถามเรื่องแผนการล้างแค้นให้ลูกชายของบารอนคาลีฟซึ่งนี่อาจจะเป็นปัจจัยที่ทำให้ความคิดที่จะรักษาทั้งสองอย่างของเขากับพ่อเป็นจริงได้ ถึงแม้ว่าตอนนี้จะยังไม่รู้ว่าแผนการจะดำเนินไปทางไหนก็ตาม
กิลเบิร์ตถอนหายใจอีกครั้งอยู่ๆ เขาก็รู้สึกว่าบางทีเขาตัวเขาและพ่อไม่ควรจะยุ่งเกี่ยวกับเรื่องแบบนี้เลย เพราะหากไม่มีคนพวกนี้มาเกี่ยวข้องในเรื่องพวกนี้มากวนใจ บางทีเขาก็อาจจะสามารถสร้างความสนิทสนมกับเจ้าชายได้ และยังอาจสามารถได้สร้างความสนิทกับผู้หญิงผมสีน้ำเงินตาสีม่วงคนนั้นก็เป็นได้ แต่โลกแห่งความเป็นจริงมันไม่มีเวลาให้ย้อนกลับหรืออาจจะมีถ้ามีเวทย์มนตร์แบบนั้น แต่นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่เขาสองพ่อลูกจะทำได้ แล้วตอนนี้สิ่งที่ทำได้ก็มีแต่เดินหน้าต่อไปและต้องคอยระวังทุกก้าวเดินเพราะห่างเดินพลาดนั่นอาจหมายถึงหายนะที่พวกเขาสองพ่อลูกต้องเผชิญ
ภายในโพรงใต้ดินตอนนี้เสียงปืนดังลั่นไปทั่วผสานกับเสียงฝีเท้าของหนูยักษ์ที่วิ่งเข้ามาไม่หยุดหย่อน เออร์วินที่ตอนนี้ถือปืนลูกโม่ในมือขวา ถือดาบคาตานะในมือซ้ายเพียงแต่ดาบคาตานะที่เขาถือในตอนนี้เป็นดาบที่สั้นกว่าเล่มเดิมที่เขาใช้ แต่มันกลับเหมาะที่จะเคลื่อนไหวในที่แคบแบบนี้ คาทาริน่าที่ตอนนี้ถูกจับมัดทั้งตัวพร้อมกับมีผ้าปิดปากกำลังนอนกับพื้นริมผนังใกล้ๆ พื้นที่รอบๆ บริเวณเต็มไปด้วยซากหนูที่นอนตายเกลื่อนกลาด
ปัง! ปัง! เออร์วินลั่นไก 2 นัด ส่งหนูยักษ์ที่กำลังพุ่งเข้ามาให้ลงไปนอนแน่นิ่งกับพื้น ก่อนจะเบี่ยงตัวไปทางขวาแล้วตวัดดาบคาตานะฟันหนูยักษ์ที่กำลังพุ่งเข้ามาอีกตัวจนมันแน่นิ่งตามไป หนูยักษ์อีกตัวกำลังพุ่งเข้ามา แต่เออร์วินก็ไม่รีบร้อนเขาปลดลูกโม่ออกเทปลอกกระสุนทิ้งแล้วทำการบรรจุกระสุนใหม่ แต่จังหวะที่เขาสะบัดปืนเพื่อส่งลูกโม่กับเข้าโครงปืน หนูยักษ์ตัวหนึ่งก็วิ่งเข้ามาพอดีแต่เออร์วินกลับไม่ได้มองไปที่หนูยักษ์ตัวนั้น เขาเพียงเปลี่ยนตัวไปทางซ้ายทำให้หนูยักษ์พุ่งผ่านตัวเข้าไปแล้วเออร์วินก็ตวัดดาบคาตานะอีกครั้งเป็นการปลิดชีพหนูยักษ์ตัวนั้น ก่อนจะเล็งปืนลูกโม่ในมือไปที่หนูยักษ์อีก 2 ตัวที่กำลังพุ่งเข้ามาแล้วลั่นไกไปอีก 4 ครั้ง ส่งผลให้หนูยักษ์ทั้ง 2 ตัวนั้นไถลลงกับพื้นจะจบชีวิตไป ด้วยกระสุนขนาด 9 มม บวกกับขนาดที่ใหญ่ของหนูยักษ์ การยิงนัดเดียวอาจจะพอปิดชีพพวกมันได้แต่มันไม่เพียงพอที่จะหยุดยั้งไม่ให้พวกมันโจมตีก่อนตาย ดังนั้นดีที่สุดก็คือต้องยิง 2 นัดติดเพื่อให้มันจบชีวิตลงในทันที นับเป็นการสิ้นเปลืองอยู่บ้างเพราะลูกโม่ที่เขาออกแบบนั้นบรรจุ 8 นัด นั่นหมายความว่าหากมีกระสุนครบจากสังหารหนูยักษ์ได้แค่ 4 ตัว แต่มันก็ดีกว่าเสียชีวิต
คาทาริน่าที่ตอนนี้กำลังถูกมัดมองการต่อสู้ของเด็กชายไม่วางตา นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอได้เห็นเขาเผชิญหน้ากับกองทัพหนูยักษ์แบบนี้ เพราะยิ่งเขาเดินลึกเข้าไปในอุโมงค์มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเจอหนูยักษ์บ่อยขึ้นและมากขึ้นเท่านั้น ทว่าเธอรู้สึกว่ายิ่งมองการต่อสู้ของเขาเท่าไหร่เธอก็ยิ่งรู้สึกน่าดึงดูดมากเท่านั้น แม้ว่าเธอจะพอรู้ดีถึงความสามารถของเขาแต่การได้มาเห็นคนที่มีพลังเวทย์อ่อนด้อยคนหนึ่งแสดงความสามารถการต่อสู้ระดับนี้ออกมามันก็เป็นอันที่ชวนทึ่งมากสำหรับเธอ เพื่อประสบการณ์ของเธอหนูยักษ์เหล่านี้ไม่มีอะไรที่ต้องกังวลและการสังหารมันก็ไม่ได้น่าชื่นชมเท่าไหร่ แต่นั่นเป็นแค่ในกรณีที่โผล่มาแค่ไม่กี่ตัวเท่านั้น เพราะในตอนนี้เธอมั่นใจว่าเขาต้องสังหารหนูยักษ์ไปไม่ต่ำกว่าร้อยตัว แต่ไม่มีสักครั้งเลยที่เขาจะพลาดถูกหนูยักษ์โจมตี แม้จะบอกว่าเป็นเพราะเขามีอาวุธรูปร่างประหลาดที่ใกล้เคียงกับปืนไฟของพวกคนแคระแต่สามารถยิงต่อเนื่องได้และอนุภาพก็เหนือกว่า แต่เธอก็มั่นใจได้ทันทีว่าถ้าของสิ่งนี้อยู่ในมือคนอื่นก็ไม่มีทางแสดงศักยภาพได้ครึ่งหนึ่งของที่เขาทำแบบนี้เด็ดขาด การที่เธอได้มองเขาสู้อยู่แบบนี้เป็นประจำมันยิ่งทำให้เธอค้นพบว่า ความน่ากลัวที่แท้จริงของเด็กคนนี้ไม่ใช่อาวุธที่เขาถือในมือแต่เป็นทักษะการใช้อาวุธของเขาต่างหาก เมื่อบวกกับประสาทสัมผัสและความเร็วในการตอบสนองที่ไม่ว่าเธอจะมองกี่ครั้งก็ยิ่งรู้สึกพรั่นพรึง มันจึงทำให้เธอมั่นใจว่าหากวัดในรุ่นเดียวกันแล้วในการต่อสู้ที่ตัดสินเป็นตาย แทบจะหาคนที่ต่อกรเด็กคนนี้ไม่ได้เลย
ส่วนทักษะดาบของเขานั้นคาทาริน่าพบว่านอกจากดาบรูปร่างประหลาดแบบเดิมเพียงแต่สั้นกว่าดาบเล่มเดิมที่เขาใช้ แต่เมื่อเธอได้มีโอกาสมองการณ์เคลื่อนไหวและการใช้ดาบของเขา เธอก็พบเห็นถึงความมหัศจรรย์อย่างหนึ่งนั่นก็คือวิชาดาบที่เขาใช้นั้นไม่มีการใช้เวทย์มนต์หนุนเสริมแต่กลับอาศัยการเคลื่อนไหวความรวดเร็วและตำแหน่งที่ฟันอย่างแม่นยำในการเล่นงานศัตรู ดาบแต่ละเล่มที่ฟันลงไปนั้นไม่มีคำว่าลีลาแต่เน้นความรวดเร็วฉับไวและมีประสิทธิภาพอย่างไม่น่าเชื่อ แม้เธอจะเคยเผชิญหน้ากับเขามาแล้วแต่พอการได้มามองการต่อสู้ของเขาอย่างเดียวแบบนี้มันยิ่งทำให้เธอมองเห็นทุกอย่างชัดเจนยิ่งกว่าเดิม
คาทาริน่ามองภาพเหล่านั้นด้วยแววตาที่เหม่อลอยความจริงแล้วเธอพยายามเพ่งสมาธิไปที่กระดาษแผ่นนั้นที่เธอเตรียมไว้ แต่เมื่อเธอมองการต่อสู้ของเขามากขึ้นเรื่อยๆ เธอก็รู้สึกไม่อาจละสายตาไปจากการเคลื่อนไหวของเขาได้เลย ในหัวของเธอมีแต่เรื่องๆ หนึ่งก็คือ
‘การต่อสู้นี่มันอะไรกันทั้งที่มีพลังเวทย์อ่อนด้อยและกลับแสดงศักยภาพได้ถึงระดับนี้’