“ข้ามระดับชั้นนี่ แบบนี้ดูไม่ค่อยดีหรือเปล่าคะ”ในใจหวังย่าเหม่ยยังคงรู้สึกว่าเื่นี้ไม่ใช่เื่ที่ดีนัก “ถึงคราวนี้หลิงหลิงจะสอบได้คะแนนดี แต่ตอนนี้เป็่เวลาสำหรับปูพื้นฐาน ถ้าเธอข้ามระดับชั้นแล้วจะมีพื้นฐานแน่นหรือเปล่า”
ถังหลิ่งซานนึกถึงตอนที่ฉวี่หลิงทำข้อสอบด้วยท่าทางคล่องแคล่วว่องไวก็ส่ายหน้าเบาๆ “เธอฉลาดมาก สิ่งที่ควรเรียนเธอก็เรียนรู้ไปหมดแล้ว ใครๆ ก็บอกว่ามนุษย์แต่ละคน้าการศึกษาที่แตกต่างกันถ้าให้ฉวี่หลิงเริ่มต้นั้แ่ชั้นประถมหนึ่งถึงชั้นประถมสามตามลำดับละก็สำหรับเธอแล้วถือเป็การสิ้นเปลืองเวลา” แต่แรกเขาเองก็ไม่ใช่คนหัวโบราณคร่ำครึเขาจะคิดถึงวิธีการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับนักเรียนมากที่สุดเสมอ
ฉวี่เหวินจวินไม่เข้าใจเื่พวกนี้เท่าไรนัก เพียงแต่เขาเชื่อในคำพูดของถังหลิ่งซานเป็อย่างมากดังนั้นจึงตอบรับพลางหัวเราะเฮฮา “เื่นี้ผมไม่ค่อยเข้าใจสักเท่าไรแต่ไหนๆ ถ้าครูใหญ่บอกว่าดี อย่างนั้นผมก็ไม่คิดค้านอะไร”ลูกสาวเรียนหนักขนาดนี้เพื่อเขา ฉวี่เหวินจวินก็ราวกับว่าดื่มน้ำผึ้งหวานเจี๊ยบเข้าไปอย่างไรอย่างนั้นรอยยิ้มบนใบหน้าไม่จางหายไปแม้แต่นิดเดียว
หลังจากที่ฉวี่เหวินจวินรับปากแล้วหวังย่าเหม่ยเองก็เห็นด้วยตามไปโดยธรรมชาติ
เดิมทีฉวี่หลิงคิดว่าเื่นี้จะต้องสิ้นเปลืองน้ำลายมากกว่านี้เพื่อเกลี้ยกล่อมพ่อแม่ของเธอจนกว่าจะวางใจได้เธอจึงมองถังหลิ่งซานแวบหนึ่งด้วยความขอบคุณ
รอยยิ้มของถังหลิ่งซานมีเมตตามากยิ่งขึ้น“เอาละ เื่วันนี้ก็มีแค่นี้แหละ ไหนๆ พวกเธอก็เห็นด้วยแล้ว อย่างนั้นฉันกลับเลยก็แล้วกัน”
ฉวี่เหวินจวินรีบร้อนหยิบผลไม้และขนมที่ถังหลิ่งซานเอามาด้วยถือไว้ในมือเอ่ยอย่างรู้สึกผิด “ครูใหญ่มาด้วยตัวเองแบบนี้ แถมยังเอาอาหารมาฝากด้วย พวกเรารู้สึกเกรงใจมากๆเลย”
เดิมทีถังหลิ่งซานนำมาเพื่อขอบคุณฉวี่หลิงเพียงแต่ไม่รู้ว่าจะให้อะไรดี จึงซื้อผลไม้และขนมที่เด็กๆ ชอบกินมาให้ พอเขาจะกลับบ้านแล้วฉวี่เหวินจวินคิดจะยื่นคืนจึงรีบเอ่ยอย่างร้อนรน “เธอวางลงเถอะ ของพวกนี้ฉันให้ฉวี่หลิง ไม่ต้องปฏิเสธแทนเธอหรอกนะ”
ถังหลิ่งซานเดิมทีเป็คนเข้มงวดเพียงแค่เขาถลึงตา ฉวี่เหวินจวินก็ทำได้เพียงวางของกินที่อยู่ในมือลงด้วยความตื่นใและยืนอยู่ข้างๆ อย่างเก้อเขิน
“ขอบคุณค่ะคุณครูใหญ่ หนูรับเอาไว้แล้วค่ะ”เสียงหัวเราะของฉวี่หลิงดังขึ้นเบาๆ ทำลายบรรยากาศที่หยุดชะงักไปชั่วขณะหนึ่ง “รอให้พุทราที่บ้านหนูสุกก่อน พ่อของหนูเก็บเมื่อไร หนูจะเอาไปให้ครูใหญ่บ้างค่ะ”
ถังหลิ่งซานมองลักยิ้มอันสดใสของฉวี่หลิงรอยยิ้มดูอ่อนโยนขึ้นมากโข “ดี งั้นฉันจะรอนะ วันนี้ก็ดึกแล้ว ฉันกลับก่อนแล้วกันนะ”
“พวกเราไปส่งนะคะ” ฉวี่หลิงหันไปยิ้มให้พ่อแม่ฉวี่เหวินจวินกับหวังย่าเหม่ยจึงเดินไปส่งถังหลิ่งซานอย่างนอบน้อมพร้อมกับเธอ
หลังจากที่ฉวี่หลิงข้ามระดับชั้นชีวิตก็เริ่มกลับสู่สภาวะปกติและเงียบสงบ
ฤดูใบไม้ผลิผ่านไปและหวนกลับมาไม่ทันได้รู้สึกตัวเวลาก็ผ่านไปหกปีเสียแล้ว
เวลากลางวันในเดือนกรกฎาคมมักร้อนระอุยิ่งกว่าอะไรที่หน้าประตูโรงเรียนมัธยมเจ๋อซี มีผู้ปกครองยืนสู้แสงแดดที่แผดเผาอยู่เป็จำนวนมากเพราะวันนี้เป็วันสอบของนักเรียนชั้นมัธยมต้น สำหรับนักเรียนแล้วนี่เป็สันปันน้ำสายใหญ่สายแรก
กริ่งหมดเวลาของสนามสอบสุดท้ายดังขึ้นราวกับว่าก่อนหน้านี้กดปุ่มหยุดชั่วคราวเอาไว้ เสียงของผู้คนเริ่มเอะอะขึ้นนักเรียนแต่ละคนถ้าไม่หน้าม่อยคอตก ก็ออกมาจากประตูโรงเรียนอย่างสบายอารมณ์
ท่ามกลางผู้คนที่เดินขวักไขว่ยังมีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ดูอายุน้อยจนสะดุดตา ดวงตาและคิ้วของเธองดงามราวกับภาพวาดผมสีดำราวน้ำหมึกนุ่มสลวยทิ้งตัวลงบนหัวไหล่ ใบหน้าขาวสะอาดละมุนละไม และเพราะอากาศที่ค่อนข้างร้อนใบหน้าของเธอจึงเจือด้วยสีแดงระเรื่อแลดูสะสวยมีชีวิตชีวา เธอสวมกระโปรงผ้าฝ้ายป่านสวยงามยาวกรอมเข่าเดินไม่ช้าไม่เร็วด้วยลักษณะท่าทางเฉพาะตัว ท่ามกลางฝีเท้าเร่งรีบของนักเรียน เธอจึงดูโดดเด่นแปลกตา
“หลิงหลิง ตรงนี้จ้ะ!” หวังย่าเหม่ยโบกมือเด็กหญิงคนนั้นเหลือบตาขึ้นแล้วยิ้ม ทำลายความรู้สึกแปลกแยกรอบตัวเธอสายลมแ่ราวกับว่าพัดไปอย่างนุ่มนวล ทำให้บรรยากาศรอบข้างเธอดูผ่อนคลายลงมาก
ฉวี่หลิงเพิ่งจะเดินมายืนข้างๆหวังย่าเหม่ย น้ำขวดหนึ่งก็ถูกยื่นมา
“หลิงหลิงเหนื่อยหรือเปล่า รีบดื่มน้ำเร็วเข้า” เมื่อหวังย่าเหม่ยเห็นว่าฉวี่หลิงดื่มน้ำแล้วก็ถามด้วยน้ำเสียงระมัดระวังว่า “หลิงหลิง ลูกว่าลูกทำข้อสอบได้ดีหรือเปล่าข้อสอบยากไหม ลูกมั่นใจไหมว่า...”
ฉวี่หลิงดื่มน้ำไปอึกหนึ่งบิดฝาขวดปิดสนิท ก็ดึงแขนของหวังย่าเหม่ย เดินไปก็ยิ้มไปพลางเอ่ยขึ้นว่า “แม่คะ วางใจเถอะค่ะ หนูมั่นใจค่ะ”
“อย่างนั้นก็ดีแล้วๆ”ในใจหวังย่าเหม่ยคลายความกังวลลง รอยยิ้มบนใบหน้าดูตื่นเต้น “ดีจังเลย ต่อไปหลิงหลิงก็จะเรียนชั้นมัธยมปลายแล้ว” ขณะที่เธอเอ่ยอยู่จู่ๆ ก็ชะงักไป น้ำเสียงค่อนข้างเป็กังวล “แต่ว่าวิชาของมัธยมปลายยากขึ้นแถมยังลำบากมาก...”
“แม่วางใจเถอะค่ะ หนูจะพยายาม”บนใบหน้าของฉวี่หลิงปรากฏรอยยิ้มที่ทั้งจนใจทั้งมีความสุข
เื่ที่พ่อแม่ทั่วหล้าต่างเป็ห่วงกันโดยพื้นฐานแล้วก็เป็เื่เดียวกันไม่ว่าจะเป็เื่ที่ลูกชายหรือลูกสาวมั่นใจสักแค่ไหนผู้ปกครองต่างก็เป็กังวลกันทั้งนั้น
“งั้นก็ดีแล้วๆ” หวังย่าเหม่ยยิ้มด้วยความปลื้มใจกลับบ้านไปกับฉวี่หลิง
ฉวี่หลิงเก็บของอยู่สักครู่ก็ไปบ้านยายกับคนในบ้าน
เพิ่งจะถึงหน้าประตูบ้านยายหลิวฮุ่ยเจิน ฉวี่หลิงก็ได้ยินเสียงหัวเราะเป็ระยะๆ ดังขึ้น
เมื่อเดินเข้าไปในบ้านก็เห็นลูกพี่ลูกน้องหวังเหมยโอบคุณยายหัวเราะอย่างมีความสุข“ยายคะ ในที่สุดหนูก็สอบเสร็จแล้ว หนูดีใจมากๆ เลยค่ะ”
หลิวฮุ่ยเจินยิ้มไปพลางลูบผมของเธอเอ่ยด้วยความรักใคร่ “เหมยเหมยลำบากมากเลยนะ ดูหน้าเล็กๆ ของหลานสิ ผอมซูบหมดแล้ว”
“ผอมจริงๆ เหรอคะ ผอมสิคะถึงจะสวย” หวังเหมยยังคงกอดหลิวฮุ่ยเจินอย่างออดอ้อนหางตาเหลือบเห็นฉวี่หลิงที่เพิ่งเดินเข้ามา ก็ยิ่งรู้สึกสะใจ
ในมือของฉวี่หลิงกับแม่ของเธอหิ้วกับข้าวเนื้อ และผลไม้เดินเข้ามา หวังย่าเหม่ยยิ้มให้หลิวฮุ่ยเจินพลางเอ่ยทักทาย “แม่คะ ระยะนี้เป็อย่างไรบ้างคะ”
หลิวฮุ่ยเจินถอนหายใจเฮือกหนึ่งเอ่ยอย่างเฉยเมยว่า “ก็ดีนะ ก็เป็แบบนี้แหละ”สายตาของเธอหันไปมองที่ฉวี่หลิง “วันนี้หลิงหลิงเองก็ไปสอบมานี่หลานว่าข้อสอบวันนี้ง่ายหรือเปล่า”
ฉวี่หลิงก้มหน้ายิ้มน้อยๆ“หนูคิดว่าทำได้ค่ะ แล้วพี่สาวล่ะคะ”
หวังเหมยมองความสงบนิ่งของฉวี่หลิง ในใจก็รู้สึกริษยาขึ้นมาเล็กน้อย“แน่นอนว่าหลิงหลิงต้องทำข้อสอบออกมาได้ดี ปกติคะแนนเธอก็ดีอยู่แล้ว ที่สำคัญก็คือคุณครูลำเอียงดีกับเธอมากกว่าคนอื่นๆ ด้วย”
“ดีมากกว่าคนอื่นอะไรกัน” ฉวี่หลิงเม้มปากลักยิ้มที่ข้างแก้มค่อยๆ ปรากฏให้เห็น “ปกติครูมักเรียกฉันไปตรวจข้อสอบให้ช่วยทำอะไรๆ”
หวังเหมยพ่นลมหายใจเบาๆครั้งหนึ่ง แล้วก็ไม่เอ่ยอะไรอีก
หลังจากฉวี่หลิงย้ายขึ้นมาอยู่ระดับชั้นเดียวกับเธออันดับหนึ่งของสายชั้นก็กลายเป็ของฉวี่หลิงเสมอมา หวังเหมยไม่สบอารมณ์มาโดยตลอด เธอไม่เชื่อว่าฉวี่หลิงจะสามารถสู้กับเธอได้ดังนั้นเธอจึงใช้ความสามารถที่มีทั้งหมด เพื่อขึ้นแซงหน้าฉวี่หลิงให้ได้ทว่าที่ผ่านมาั้แ่ชั้นประถมปีที่สามถึงมัธยมปีที่สาม ฉวี่หลิงก็ยังคงอยู่ห่างไกลออกไปอยู่ดีกระทั่งทิ้งห่างจากอันดับสองของสายชั้นไปไกล
หลังจากที่ขึ้นมัธยมต้นคนที่ได้คะแนนดีมีเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าหวังเหมยจะพยายามอย่างไรก็ทำคะแนนได้แค่มากกว่าค่าเฉลี่ยเท่านั้นทว่าฉวี่หลิงกลับยังคงอยู่อันดับหนึ่งของสายชั้นอย่างง่ายดายต่อไป และเพราะอย่างนั้นเมื่อไหร่ที่ใครๆพบเจอเธอจึงมักพูดว่า เธอคือลูกพี่ลูกน้องของฉวี่หลิง ชื่อหวังเหมย
หวังเหมยรู้สึกอย่างกับว่าฉวี่หลิงเหนือกว่าเธออย่างไรอย่างนั้นเพราะคนอื่นๆ มักจะมองข้ามเธอไป
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่https://www.readawrite.com/a/a46536d46fa0b5329d985f5a4109f950