คำกล่าวของหนิงเทียนนั้นแม้ว่าจะเป็นการเอาตัวรอดไปบ้างแต่มันก็สร้างความสบายใจให้แก่หลวนคุนอยู่ไม่น้อย ผู้เยาว์ที่เป็นอัจฉริยะภาพบุคคลเช่นนี้ไม่สมควรมาตายด้วยความมุทะลุของตัวเอง
ซูหยางเย้ยยิ้มออกมา แววตาของมันเต็มไปด้วยความดูถูก ไม่ว่าจะเป็นตัวตนเช่นไร มนุษย์ก็ยังคงเป็นมนุษย์ ในสภาวะที่เข้าตาจน มันจะแสดงความเห็นแก่ตัวอันเป็นสัญชาตญาณดิบออกมา
“เจ้าเด็กน้อย นับว่าเจ้าเองก็ไม่ใช่คนโง่ การต่อสู้กับเด็กน้อยแห่งนิกายหอกโลหิตนั้นข้าพอจะเห็นมาเล็กน้อย ถ้าเจ้าสนใจคุกเข่ากราบข้าสาม3ครั้ง ข้าจะพาเจ้ากลับไปยังนิกายท่องนภา ในฐานะข้ารับใช้ของข้า”
“ข้ารับใช้??? การได้เป็นข้ารับใช้ของ นักฆ่าคิ้วขาว ซูหยาง นับว่าเป็นบุญของเจ้าเด็กนั้นเจ้าเด็กนั่นแล้ว แม้บันไดจะไม่มั่นคงแต่มันก็ได้พาดไปสู่ที่สูงให้แล้ว”
ซางฉู่อดที่จะกล่าวออกมาไม่ได้ ข้อเสนอนี้ถ้าเป็นซูหยางยื่นให้แก่มันล่ะก็ มันจะตอบรับโดยไม่เสียเวลาคิดเลย
“ดูจากพรสวรรค์ของมันในการประลองครั้งนี้ ถ้ามันรับข้อเสนอแต่โดยดีล่ะก็มีโอกาสเกินกว่า แปด8ใน10สิบส่วน ไม่สิ 9ใน10เก้าในสิบส่วนด้วยซ้ำที่มันจะก้าวไปเป็นตัวตนในแดนทรราชได้” ฉางเหล่ย กล่าวออกมาด้วยความอิจฉา
ตำแหน่งข้ารับใช้ของผู้อาวุโสที่สองแห่งนิกายท่องนภามันดีกว่าการไปเป็นศิษย์สายนอกมากนัก บรรดาลูกหลานของตัวตนระดับสูงในสามเมืองใหญ่ที่ฉายแววอัจฉริยะออกมาตั้งแต่เด็ก
จะถูกส่งเข้าไปเป็นศิษย์สายนอกของนิกายหรือสำนักในระดับบันไดสวรรค์ขั้นที่1ขั้นที่หนึ่ง เพื่อหวังจะให้พวกมันกลับมาเชิดชูและนำตระกูลของตัวเองยกระดับเข้าสู่อาณาจักรฟ้าสวรรค์
โดยแทบจะไม่ต้องคิดเลยถ้ามีใครมายื่นข้อเสนอให้ลูกหลานของพวกมันต้องกลายไปเป็นข้ารับใช้ของผู้อาวุโสในนิกายระดับบันไดสวรรค์ขั้นที่2ขั้นที่สอง พวกมันจะรีบตะครุบโอกาสนั้นไว้ให้ลูกหลานของพวกมันทันที
“เอาเถอะ ถ้าข้าแข็งแกร่งประดุจปีศาจในคาบในคราบมนุษย์เช่นมันก็คงเป็นเรื่องปกติที่จะได้รับโอกาสเช่นนี้”
“ถูกต้อง เจ้าไม่ต้องอิจฉามันไป มันไม่ได้เกิดจากความโชคดีหรือวาสนาอันใด โอกาสเช่นนี้มันเกิดมาจากความแข็งแกร่งของมันเองโดยสมบูรณ์”
เวลานี้ผู้ชมทุกคนแทบจะลืมเลือนความต้องการสองข้อของซูหยางไปหมดแล้ว พวกมันเพียงแต่กำลังชื่นชมปนยินดีให้กับหนิงเทียน
ในบริเวณที่นั่งของผู้ชม คงจะแต่เพียงแต่ชายชราลึกลับคนหนึ่งเท่านั้นที่แสดงท่าทีต่างออกไป ตัวมันนั้นแทบจะงอจนคล้ายกุ้ง มือทั้้องสองของมันพยายามกดที่ท้องเอาไว้
ใบหน้ามันนั้นบิดเบี้ยวอย่างเสียรูปลักษณ์ ใช่แล้ว มันกำลังกลั้ั้นหัวเราะอย่างสุดแรงอยู่ ไม่มีใครบอกได้ว่ามันกำลังหัวเราะสิ่งใดกันแน่ระหว่างความรู้สึกของผู้ชมทั้งหลายที่แสดงออกมาหรือว่าความต้องการของซูหยางกันแน่???
เมื่อซูหยางเห็นหนิงเทียนไม่ได้ฉายแววตื่นเต้นหรือยินดีออกมาจากสีหน้าและแววตา มุมปากของมันกระตุกหนึ่งครั้งก่อนจะกล่าวออกมาว่า
“ข้าจะให้เวลาเจ้าได้คิดสามลมหายใจเท่านั้น ข้ายังมีเรื่องอื่นให้ต้องสะสางอีกมากมาย หนึ่ง...สอง”
ซูหยางนับได้เพียงแค่สองเท่านั้น เสียงของหนิงเทียนก็ได้ดังขึ้นมา “ลืมมันไปได้เลย นิกายท่องนภาอะไรนั่้นไม่อยู่ในสายตาของข้าเลยแม้แต่น้อย และตัวเจ้าเองก็เช่นกัน”
ได้ยินคำกล่าวตอบของหนิงเทียนนั้น โทสะของซูหยางค่อยๆๆ ก่อตัวขึ้นมา “ดูเหมือนว่าเจ้าจะไม่ใช่คนฉลาดอย่างที่ข้าคิดสินะ”
จิงอวี้ที่ยืนอยู่ด้านข้างยกยิ้มพร้อมกล่าวออกมา “น้องชาย เจ้าอาจจะยังไม่รู้จักระดับบันไดสวรรค์ดีพอ เจ้าที่เติบโตขึ้นมาในสถานที่แบบนี้ไม่แปลกที่จะคิดว่าเมืองของเจ้ายิ่งใหญ่ที่สุด”
ซูเหวินนั้นหาใช่มีนิสัยใจเย็นเช่นจิงอวี้ไม่ มันเพียงแต่กล่าวออกมาว่า “ท่านลุง เสียเวลาเปล่า การที่มันเอาชนะเมียวฉินเมี่ยวซินแห่งนิกายหอกโลหิตได้อาจจะเป็นเพียงเรื่องบังเอิญก็ได้”
ซูเหวินนั้นรู้อยู่เต็มอกว่าไม่มีความบังเอิญใดที่จะทำให้ผู้ฝึกตนในระดับนักรบขั้นที่9ขั้นที่เก้าเอาชนะผู้ฝึกตนในระดับทรราชขั้นที่1ขั้นที่หนึ่งได้ แต่ที่มันต้องกล่าวออกเช่นนี้เป็นเพราะความอิจฉาในพรสวรรค์ของอีกฝ่าย
“จะบังเอิญหรือไม่นั้นก็เป็นเรื่องของข้า นิกายท่องนภาของพวกเจ้าช่างทำตัวยิ่งใหญ่เทียมฟ้าเสียจริงน่ะ? ตัวตนของพวกเจ้าสำหรับข้าแล้วมันก็ไม่ต่างอะไรตระกูลหรือสำนักที่อยู่ในที่แห่งนี้เลยแม้แต่น้อย
เจ้าต้องการให้ข้าไปเป็นคนรับใช้เพื่ออนาคตนะหรือน่ะหรือ??? ข้าอยากจะขำให้ฟันกระเด็น
และพวกเจ้าจงจำเอาไว้ถ้านิกายของเจ้าอยากจะหลุดพ้นจากขั้นที่2ขั้นที่สอง ไปอยู่ใน บันไดสวรรค์ขั้นที่ 7 8 9เจ็ด แปด เก้า
จงคุกเข่าโขกศีรษะให้แก่ข้า และยอมมาเป็นนิกายใต้อาณัติของตระกูลซือหม่า ข้าจะนำพาพวกเจ้าไปสู่ความโชติช่วงชัชวาล อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน”
คำกล่าวที่หนิงเทียนปล่อยออกมานั้น สร้างความตกตะลึงให้แก่ผู้ชมโดยรอบอย่างมากล้น
“ระ... หรือว่าอาการบาดเจ็บจะทำให้เด็กนั่้นเสียสติไปแล้ว!!!”
โทสะของซูหยางนั้นมาถึงขีดจำกัด มันไม่อาจจะทนให้เด็กหนุ่มบ้านนอกผู้นี้กล่าวอะไรที่เป็นการหลบหลู่ลบหลู่เกรียติเกียรติของนิกายท่องนภาได้อีก
“ด้วยความผิดที่เจ้ากล้ากล่าวล่วงเกินนิกายระดับเอ้อเทียนโหลว เจ้าต้องชดใช้มันด้วยชีวิตของตัวเอง”
หนิงเทียนยกยิ้มพร้อมหัวเราะหึออกมา “ชีวิต เพราะมันคือชีวิตของตัวเอง คนอื่นถึงไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจ เจ้าชื่อซูหยาง? เจ้ารู้หรือไม่ โลกใบนี้เกิดขึ้นมาจากอะไร”
หนิงเทียนไม่รอให้ซูหยางเปิดปากตอบ มันยังคงกล่าวต่อไป “โลกนี้เกิดขึ้นจากความไม่แน่นอนไงล่ะ สิ่งไม่แน่นอนหลายๆๆ สิ่งรวมตัวกันก่อให้เกิดโลกใบนี้ขึ้นมา
และสิ่งที่เจ้ากำลังคิดว่ามันแน่นอนแล้วที่ข้าต้องตายนั้นก็ไม่ใช่สิ่งแน่นอนเสมอไป ความตายมันอาจจะอยู่ข้างหลังเจ้าแล้วก็เป็นได้ การที่เจ้าไม่เห็นมันเพียงเพราะเจ้าไม่ยอมหันกลับไปมองเท่านั้นเอง”
จากนั้นมันก็หันไปมองยังมู่เสวี่ย “บรรพบุรุษของพวกเจ้ารับใช้และเลี้ยงดูข้ามาตั้งแต่เล็ก เขาเป็นทั้งเพื่อนเล่น เป็นทั้งพี่น้อง ในชีวิตนี้ของข้า
นอกจากบิดามารดาทั้งห้าแล้ว
ก็มีเพียงเขาที่ข้ายึดเห็นเป็นครอบครัว แต่เอาเถอะ มาถึงตอนนี้แล้วมันคงจะถึงเวลาที่ข้าจะต้องคืนเขาให้แก่พวกเจ้า”
กล่าวจบหนิงเทียนก็หยิบกระดิ่งเร้นลอยเร้นรอยออกมา มันจ้องมองไปด้วยแววตาคะนึงหา นี่้เป็นสิ่งที่มันใช้ดูเพื่อแทนความคิดถึงของบิดาใหญ่
ตั้งแต่มันออกเดินทาง พบเจอเรื่องเสี่ยงตายมาไม่น้อย แต่ทว่ามันไม่เคยคิดใช้สมบัติที่บิดามารดาให้มาเลยแม้แต่น้อย
สำหรับหนิงเทียนแล้วของพวกนั้นไม่ใช่สมบัติวิเศษแต่เป็นสิ่งของที่ทำให้ระลึกถึงครอบครัวต่างหาก แต่ครั้งนี้มันจะใช้ออกเพื่อคืนครอบครัวของผู้อื่นกลับไป
กิริ๊้ง!!...กริ๊ิ้ง...งงง กริ๊้งงงง...!!!! กระดิ่งเร้นรอยส่งเสียงดังออกมา ยิ่งหนิงเทียนสั่นมันแรงขึ้นเพียงใดเสียงของมันยิ่งดังแหลมขึ้นมากเท่านั้น
กริ๊ง!...กริ๊ง...กริ๊งงง...กริ๊ง!...กริ๊ง...กริ๊งงง...!!!กิ้ง!!...กิ้งงงง กริ้งงงง...!!! กิ้ง!!...กิ้งงงง กริ้งงงง...!!! กิ้ง!!...กิ้งงงง กริ้งงงง...!!!
“อั๊ก!!!! เสียงบ้าอะไรเนี่้ย ข้าปวดหูไปหมดแล้ว”
“หยะ...หยุดสั่นเดี๋ยวนี้ ได้โปรดเถอะ” ผู้ฝึกตนในแดนปราชญ์ที่เหลืออยู่บนที่นั่งต่างยกมือขึ้นปิดหูและกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด
กริ๊ง!...กริ๊ง...กริ๊งงง...กริ๊ง!...กริ๊ง...กริ๊งงง...!!!กิ้ง!!...กิ้งงงง กริ้งงงง...!!! กิ้ง!!...กิ้งงงง กริ้งงงง...!!!กิ้ง!!...กิ้งงงง กริ้งงงงกิ้งงงง
หนิงเทียนยังคงสั่นมันอย่างรุนแรง รอยแตกร้าวค่อยๆๆ ปรากฎปรากฏออกมาให้เห็นเป็นสายๆๆ มันค่อยๆๆ เพิ่มจากหนึ่งสาย เป็นสองสายและสี่สาย
“นั่้น!!! พี่ชายหนิงกำลังทำอะไร” จินเหล่าต้ากล่าวออกโดยใช้สองมืออุดหูไว้แน่น ถ้าภายในที่นั่งของมันไม่ได้มีตัวตนเช่นหลวนคุนอยู่ด้วย
เกรงว่าจินเหล่าต้าเองก็คงจะมีสภาพที่ไม่ต่างอะไรจากผู้ฝึกตนแดนปราชญ์คนอื่นๆๆ
“นะ...นั่้นๆ ๆ ปะ...เป็นไปไม่ได้” หลวนคุนมองไปยังกระดิ่งในมือของหนิงเทียนด้วยอาการที่ไม่เชื่อในสายตาตัวเอง ท่าทางของมันที่กำลังแสดงออกมานั้นยิ่งสร้างความสงสัยให้จินเหล่าต้าจนแทบจะระเบิดออก
แม้ว่ามันจะเป็นผู้จัดการสมาคมการค้าจ้าวสมุทร สาขาย่อยก็ตาม แต่ถึงอย่างไร การจะมีตำแหน่งเช่นนี้ได้มันจะต้องผ่านโลกและพบเห็นตัวตนระดับสูงมาอย่างมากมาย
มันจึงไม่ใช่เรื่องน่าตกใจอะไรที่หลวนคุนจะมองผ่านสิ่งแปลกประหลาดในโลกโดยที่สีหน้าไม่เปลี่ยนไป
แต่กระนั้นเมื่อมันมองไปยังกระดิ่งที่กำลังสั่นไหวด้วยน้ำมือของหนิงเทียน มันกลับไม่สามารถเก็บกักความรู้สึกไว้ภายในได้เลย มันกล่าวออกมาอย่างตะกุกตะกักว่า
“กะ...กระดิ่ง...มันคือกระดิ่งเร้นรอยจริงๆๆ หรือเนี่้ย ไม่อยากเชื่อเลยว่า ข้าจะได้มีโอกาสเห็นมันด้วยสองตาของตัวเอง”
“ผู้อาวุโสหลวนคุน ไอ้กระดิ่งเร้นรอยที่ว่ามันคืออะไรกัน????” จินเหล้าต้าจินเหล่าต้ารีบกล่าวถาม มันยอมเอาสองมือที่ปิดหูมันออกและทนฟังเสียงของกระดิ่งเพื่อที่จะรอคอยคำตอบจากปากของหลวนคุน
“กระดิ่งเร้นรอยนั้น คือหนึ่ง1ใน10สิบอุปกรณ์มิติธาตุที่ ท่านราชันเจ้าสมุทรราชันจ้าวสมุทร ผู้ก่อตั้งสมาคมการค้าจ้าวสมุทร สร้างขึ้นมา
แต่ทว่าเรื่องมันเกิดขึ้นเมื่อหนึ่งพันปีก่อน ท่านราชันเจ้าสมุทรราชันจ้าวสมุทรได้ว่าจ้างให้เทพกระบี่หลอม ศาสตราวุธที่ชื่อว่า หัวใจแห่งตรีศูล และได้ใช้กระดิ่งเร้นรอยเป็นสิ่งแลกเปลี่ยน
จากบันทึกที่หายไปได้อธิบายคุณสมบัติของกระดิ่งเร้นรอยไว้ว่า มันสามารถใช้เรียกสิ่งมีชีวิตจากคนละซีกทวีปให้มาหาได้ภายใน10สิบลมหายใจ
ความวิเศษของมันคือการใช้งานโดยปราศจากเงื่อนไขใดๆ ๆ
หรือแม้กระทั่งการใช้ลมปราณของผู้ฝึกตนแทรกแซงมิติก็ยังไม่มีผลให้มันสูญเสียความวิเศษไป
ตะ... แต่ว่า ของชิ้นนี้ได้หายสาบสูญไปพร้อมกับเทพกระบี่แล้ว ทะ... เทพกระบี่... ระ... หรือว่า?”
เมื่อหลวนคุนคิดถึงเหตุผลที่เป็นไปได้ ดวงตาที่เบิกกว้างอยู่แล้วยิ่งขยายกว้างขึ้นไปอีก สองขาของมันพยามพยายามเก็บอาการไม่ให้สั่นไหวออกมาให้ผู้อื่นได้เห็น
กริ๊ง!...กริ๊ง...กริ๊งงง...กริ๊ง!...กริ๊ง...กริ๊งงง...!!!
กิ้ง!!...กิ้งงงง กริ้งงงง...!!! กิ้ง!!...กิ้งงงง หนิงเทียนยังคงสั่นกระดิ่งต่อไป รอยร้าวนับร้อยๆๆ เส้นได้เกิดปริแตกขึ้นมา ทันใดนั้นกระดิ่งเร้นรอยก็แตกสลายหายกลายเป็นฝุ่นผง
จากนั้นมิติรอบๆๆ ก็เกิดปริแตกและบิดเบี้ยวออกมาอย่างน่าหวาดกลัว จุดดำเล็กปรากฎปรากฏขึ้นในอากาศอย่างน่าอัศจรรย์ เพียงเวลาไม่ถึงสามลมหายใจ จุดดำเล็กๆๆ ก็ขยายออกกลายเป็นหลุมมิติสีดำ
พร้อมกันนั้นร่างของชายชราผมขาวทั้งหัว หน้าตาเหี่ยวย่น หลังของมันค่อมโค้งงอ กำลังก้าวเดินออกมาจากหลุมดมิติสีดำ
ชายชราคนนั้นสวมใส่เสื้อผ้าเก่าๆ ๆ มันคล้ายกับชุดที่เสี่ยวเอ้๋อร์ในโรงเตี๊ยมสวมใส่เวลาทำงาน
ทันทีที่ชายชราผู้นั้นปรากฏตัว สภาพมิติโดยรอบก็แปรเปลี่ยนกลับคืนสู่ปกติอีกครั้ง การปรากฏตัวของมันที่เดินออกมาจากหลุมมิตินั้นทำให้ผู้คนโดยรอบอยู่ในอาการตกตะลึงเป็นอย่างยิ่ง
ซูหยางมองผู้มาเยื่อนด้วยดวงตาหรี่แคบ “เจ้าเป็นใครกัน???”
แม้ซูหยางจะแข็งแกร่งแต่มันก็ไม่ได้มีมวลความรู้มากมายเช่นหลวนคุน มันจึงไม่รู้ว่าสิ่งที่หนิงเทียนใช้ออกนั้นคือสิ่งใดกันและเป็นดั่งคำกล่าวที่ว่า เมื่อไม่รู้ย่อมไม่เกิดความเกรงกลัว
ชายชราหลังค่อมผู้นี้ไม่แม้แต่จะหันไปมองผู้กล่าวถาม มันเพียงแต่ปรลายสายตามองไปทั่วสถานที่รอบๆ ๆ มันละสายตาจากคนของตระกูลมู่มาหยุดมองยังนายเหนือหัวของตัวเอง
พร้อมระบายลมหายใจยาวออกมา
“เฮ้ออออ... ข้าคิดไว้แล้วว่านายน้อยจะต้องใช้กระดิ่งเร้นรอยในสถานที่แห่งนี้ ท่านและนายท่านใหญ่ช่างมีนิสัยเหมือนกันจริงๆๆ
แม้ภายนอกจะเย็นชาเหมือนคนไร้ความรู้สึก แต่ภายในกลับนึกถึงผู้อื่นก่อนเป็นอันดับแรก”
จากนั้นชายชราได้เดินไปหยุดยืนตรงหน้าหนิงเทียน พร้อมก้มศีรษะลง มันประสานมือแสดงความเคารพ
“นายน้อย ไม่เจอกันเพียงครึ่งปี ท่านโตเป็นหนุ่มขึ้นมาก แม้แต่ข้าเองเมื่อเห็นท่านแล้วยังแทบจะกลั้นน้ำตาแห่งความยินดีไว้ไม่ได้ ข้าน้อยเชื่อว่าถ้านายท่านทั้งห้าได้พบเจอนายน้อยตอนนี้ พวกท่านจะต้องดีใจมากแน่ๆๆ”
หนิงเทียนยกยิ้ม สายตาของมันจับจ้องไปยังนักฆ่าคิ้วขาว ซูหยาง พร้อมกล่าวต่อไป “พ่อบ้านมู่ เจ้าไม่ต้องมากพิธี ที่ข้าเรียกเจ้ามาในวันนี้เพราะข้ากำลังต้องการความช่วยเหลือ”
พ่อบ้านมู่มองตามสายตาของหนิงเทียนไปยังตัวของซูหยางก่อนจะบิดหน้ากลับมาพร้อมกล่าวต่อว่า
“นายน้อย ท่านรู้หรือไม่ว่ากระดิ่งเร้นรอยนั้นมีความสำคัญมากขนาดไหน เหตุใดท่านถึงใช้มันด้วยเรื่องเพียงเท่านี้” มันกล่าวออกโดยไม่สนใจตัวตนของซูหยางเลยแม้แต่น้อย
“หืมม์หืม ไม่เจอกันเพียงครึ่งปี เจ้ากล้าเอ่ยถามถึงสิ่งที่ข้าตัดสินใจทำแล้วหรือ?” หนิงเทียนกล่าวถามออก
แม้มันจะให้ความรู้สึกว่าพ่อบ้านมู่คนนี้คือหนึ่งในครอบครัวของมัน แต่ถึงอย่างไรสถานะของพวกมันทั้งสองก็ยังคงเป็นเช่นนายกับบ่าวอยู่ดี
“ขออภัยนายน้อย ข้านั้นคิดถึงตัวท่าน จนเลอะเลือนไปแล้ว ขอให้นายน้อยอย่าพึ่งเพิ่งอารมณ์เสียไป ว่าแต่นายน้อยต้องการให้ข้าเก็บกวาดขยะเหล่านี้หรือ?”
ผู้คนที่มองเห็นการแสดงออกอย่างนอบน้อมของชายชราผมขาวและได้ยินถึงการสนทนาของหนิงเทียน มันสามารถบอกได้เลยว่า ชายชราที่ก้าวเดินออกมาจากมิติคนนี้คือข้ารับใช้ของเด็กหนุ่มหนิงเทียนนั่้นเอง
บนที่นั่งคนดู ชายชราลึกลับถอนหายใจพร้อมพึมพำออกมา
“บร๊ะ!!! หมดสนุกเสียแล้วสิ แต่ว่าถ้าข้าจำไม่ผิดเมื่อสองร้อยปีก่อนเด็กน้อยแซ่มู่คนนั้นยังเป็นเพียงคนหนุ่มในแดนวีรชนเท่านั้นเอง
ไม่รู้ว่าปีศาจร้ายบ้ากระบี่ผู้นั้นใช้เวทมนต์เวทมนตร์อาคมใดกันถึงทำให้มันพัฒนามาอยู่ในดินแดนราชันเทพสงครามได้
แต่เอาเถอะ อย่างน้อยวันนี้ข้าก็ได้ชมการแสดงที่สนุกอยู่ไม่น้อย
นับว่าคุ้มค่าที่ดั้นด้นเดินทางมาตั้งไกล” สิ้นเสียงบ่นนั้น ร่างของชายชราก็คล้ายภาพพร่ามัวเบลอ มันเลือนหายไปกับอากาศ
เมื่อซูหยางเห็นทั้งสองคนกำลังสนทนากันอย่างไม่เห็นหัวของมัน อีกทั้งยังได้ยินคำกล่าวของพ่อบ้านมู่ที่เรียกหามันเป็นเศษขยะ มุมปากของมันกระตุกด้วยโทสะ จากนั้นมันก็ตะโกนออก
“บัดซบ เจ้าเรียกใครเป็นขยะกัน!!!” พร้อมกับเสียงคำรามแห่งความโกรธ ซูหยางผิวปากออกมาเป็นเสียงยาว ลมที่มันเป่าออกมานั้นรวมตัวกันเป็นกระบี่ยาว พุ่งตรงไปยังร่างของพ่อบ้านมู่
พ่อบ้านมู่หาได้สนใจกระบี่ลมปราณของซูหยางที่กำลังพุ่งตรงมายังแผ่นหลังของมันเลยแม้แต่น้อย มันไม่แม้แต่จะหันกลับไปมองหรือแสดงท่าทางป้องกันด้วยซ้ำ
เมื่อกระบี่ลมปราณของซูหยางเข้าปะทะกับแผ่นหลังของพ่อบ้านมู่ สิ่งที่ไม่คาดฝันก็บังเกิดขึ้น พลังลมปราณที่ควบรวมสายลมขึ้นมาเป็นรูปกระบี่กลับถูกร่างของพ่อบ้านมู่ดูดหายเข้าไป
เมื่อไร้ซึ่งพลังปราณ กระบี่ที่ถูกสร้างมาจากปราณธาตุลมก็สลายหายกลายเป็นเพียงสายลมเย็นๆๆ เท่านั้น