บทที่ 31 เพื่อมอบของขวัญให้เธอ?
“อาเหอ ขาของเธอเดินได้แล้วเหรอ? แถมดูหน้าดูตาแล้ว... ก็ดูดีขึ้นเหมือนกัน บังเอิญได้แพทย์มีฝีมือมีสามารถมารักษาโรคจนหายแล้วหรือ? ”
“ยังครับ”
เฉียวเหอไม่ได้พูดออกไปตามตรง ทำเพียงปฏิเสธสิ่งที่กู้ซิงกั๋วคาดเดาออกมาอย่างเรียบเฉย
ส่วนกู้เซียงเวยซึ่งยืนอยู่ไม่ไกลจากเฉียวเหอ ก็กำลังมองไปที่เขาด้วยความไม่อยากเชื่อ
เธอไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่าเขาจะฟื้นตัวคืนกลับมาได้
เนื่องจากในความเป็นจริง กู้เซียงเวยในตอนที่ยังเป็นเด็กเคยชอบเฉียวเหอมาก ประการแรกเป็นเพราะครอบครัวบอกเธอไว้ตั้งแต่ยังเป็นเด็กหญิงตัวน้อย ว่าสักวันเธอจะได้แต่งงานกับเฉียวเหอ ประการที่สองก็เพราะถ้าเธอต้องการมองหาคนที่ดีกว่าเฉียวเหอ ชั่วชีวิตนี้เธอคงต้องครองตัวเป็นโสดไปตลอดกาล
กระนั้นเฉียวเหอกลับไม่แยแสเธอเลย เขาปฏิบัติกับเธออย่างเย็นชามาโดยตลอด ปฏิบัติกับเธอเช่นเดียวกันกับที่ปฏิบัติกับผู้อื่น ไม่แตกต่าง ไม่สองมาตรฐาน และไม่เคยแม้แต่จะชายตามองเธอด้วย
กู้เซียงเวยเคยขอร้องให้เฉียวเหอเข้าร่วมงานวันเกิดของเธอในฐานะแฟนหนุ่ม แต่เขาก็บอกปัดปฏิเสธทันทีแบบไม่หยุดคิดอะไรเลย
ถึงจะส่งของขวัญราคาแพงมาให้ แต่ตัวของเขาไม่เคยมาปรากฏในงานเลย ทั้ง ๆ ที่ในเวลานั้นเขามีเวลาว่างมากพอจะไปตกปลา!
แม้เฉียวเหอจะสามารถทำให้เธอเชิดหน้าชูคอได้เหนือคนอื่น ๆ แต่สิ่งที่เธอต้องการคือผู้ชายที่วางเธอไว้ในฐานะคนสำคัญ หมั่นมอบความรักและเอาใจใส่ให้
พอเฉียวเหอกลายมาเป็นคนป่วยในเวลาต่อมา เธอจึงรีบชิ่งหนีไปตั้งแต่เนิ่น ๆ ด้วยไม่อยากจะมาเสียเวลาอยู่กับเขา
แต่ตอนนี้เขาหายดีแล้วเหรอ?
เขากลายเป็นนายน้อยรองเฉียวผู้สามารถสะกดทุกสายตาได้อีกครั้ง
กู้เซียงเวยพลันรู้สึกประหม่าขึ้นมา
โชคดีที่เมื่อกี้เธอเพิ่งเปลี่ยนมาใส่ชุดเดรสที่ดูประณีตและสวยงามชุดนี้ ไม่ได้ใส่เพียงชุดอยู่บ้านตอนพบปะแขก
กู้เซียงเวยหันไปทางเฉียวเหอ เอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้ม
“พี่ชายเหอ ยินดีด้วยนะที่อาการของพี่ดีขึ้นแล้ว! ฉันรู้อยู่แล้วว่าพี่จะต้องฟื้นตัวกลับมาได้ในสักวันหนึ่ง”
เฉียวเหอเลิกคิ้ว ตอบกลับไปอย่างสุภาพ
“ขอบคุณสำหรับความห่วงใย แต่ผมไม่แน่ใจว่านั่นเป็นความปรารถนาที่แท้จริงของคุณหนูเจ็ดหรือเปล่า”
คำพูดของเขาช่างฟังดูห่างเหิน แถมยังแฝงไว้ด้วยความประชดประชันอยู่กลาย ๆ
กู้เซียงเวยรู้ว่าเขาต้องโกรธที่เธอพยายามยกเลิกสัญญาหมั้นหมายแน่นอน จึงรีบเปลี่ยนเรื่องอย่างรวดเร็ว
“พี่เหอ วันนี้พี่มาที่บ้านฉันทำไมเหรอคะ?”
“เอาของขวัญมาให้น่ะ”
“เอ๋? ”
กู้เซียงเวยตกตะลึง วันนี้ไม่ใช่ปีใหม่หรือวันเทศกาลใด ๆ ทำไม เฉียวเหอถึงต้องถ่อมาที่นี่เพื่อมอบของขวัญให้เธอด้วย?
หรือมันจะเป็น…
ของขวัญแต่งงาน?
เขามาที่นี่เพื่อมอบของขวัญแต่งงานให้แก่เธอใช่ไหม?
ทันใดนั้นกู้เซียงเวยก็รู้สึกได้ถึงความหวานหอมที่เอ่อล้นออกมาจากสุดขั้วหัวใจของเธอ
หญิงสาวมองสำรวจไปทั่วรูปลักษณ์อันแสนหล่อเหลาของเฉียวเหอ รอยยิ้มอ่อนหวานผลิบานอยู่บนริมฝีปาก
“พี่เหอ พี่ไม่จำเป็นต้องลำบากถึงขนาดนี้ก็ได้”
เฉียวเหอเหลือบมองกู้เซียงเวย
จากนั้นค่อยเพิกเฉย
บอดี้การ์ดของตระกูลเฉียวเริ่มเข็นราวโชว์เสื้อผ้า ซึ่งมีชุดสำหรับผู้หญิงหลายตัวแขวนอยู่เข้ามาในห้องนั่งเล่นทีละคน ๆ
เสื้อผ้าแต่ละชุดล้วนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่ว่าจะสไตล์ชาติพันธุ์ สไตล์แปลกใหม่ สไตล์โบราณเหมือนเทพธิดานางฟ้า ไปจนถึงสีพื้น สไตล์เรียบง่าย สวมใส่แล้วสะดวกสบาย
ทั้งหมดล้วนเป็นสไตล์ที่หาได้ยาก แม้จะกวาดไปทั่วทุกมุมแล้ว
หลังจากวางราวโชว์ไปได้สี่ราว บอดี้การ์ดก็เดินย้อนกลับไปขนกล่องขนาดใหญ่มาอีกหลายกล่อง
เมื่อเปิดออกก็มีรองเท้าและกระเป๋าเข้ากับชุดเสื้อผ้าอยู่ด้านในอีก
ไม่รู้เป็นดีไซเนอร์คนไหนที่ทำเสื้อผ้าเหล่านี้ขึ้นมา เพราะมันช่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่ว่าจะในด้านฝีมือการตัดเย็บและคุณภาพวัสดุในการตัดเย็บที่สูง
กู้เซียงเวยมองมัน ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มเด่นชัด
เธอไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าเฉียวเหอจะรอบคอบถึงขนาดนี้
เขาคงกำลังพยายามเอาใจเธออยู่สินะ?
เพราะแม้เสื้อผ้าเหล่านี้จะไม่ใช่ของแบรนด์เนม แต่มันก็มีความพิเศษและเอกลักษณ์เฉพาะตัว หากมีโอกาสได้สวมใส่จะต้องไม่ซ้ำกับใครอย่างแน่นอน และคนอื่น ๆ ก็จะทำได้เพียงจ้องมองเธอด้วยความอิจฉายามเห็นมันเท่านั้น
อย่างที่คาดไว้เลยเฉียวเหอคนนี้…
มีวิสัยทัศน์สูง ความคิดก้าวไกล มีลักษณะเฉพาะตัวไม่เหมือนใคร
นายน้อยรองเฉียวมีตำแหน่งเป็นถึงรองประธานกลุ่มบริษัทเฉียว แต่ในความเป็นจริง อาชีพของเขาสมควรถูกเรียกว่า ‘นักเล่น’ มากกว่า
เฉียวเหอชอบเล่นทุกอย่าง แต่ไม่ว่าเขาจะชอบเล่นสิ่ง ๆ หนึ่งมากแค่ไหน ชายหนุ่มมักจะนิยมสะสมสมบัติที่แปลกใหม่และหายากอยู่เสมอ
ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธรูป องค์จำลองพระโพธิสัตว์ ไม้กฤษณา หยก ของโบราณ เครื่องประดับ และของดี ๆ งาม ๆ ทุกชนิด
เฉียวเหอมีสายตาที่เฉียบแหลม ใช้เงินไม่เคยอั้น ไม่ตระหนี่ เขาสามารถหาสมบัติที่คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายได้เสมอ และทันทีที่เขาไม่ได้พิศวาสมันอีกต่อไป ก็ยังสามารถทำเงินได้มากมายจากการขายพวกมันออกไป
อันที่จริงทรัพย์สินส่วนตัวของเฉียวเหอ อาจมีมากกว่าทรัพย์สินทั้งหมดของตระกูลเฉียวรวมกันเสียด้วยซ้ำ
ซึ่งในแง่ของวิสัยทัศน์ ความมองการไกล กู้เซียงเวยไม่เคยเห็นหรือวิเคราะห์อะไรดี ๆ ออกเลย มันเป็นเช่นนี้มาตั้งแต่ตอนที่เธอยังเป็นเด็กแล้ว และสิ่งของธรรมดาดาษดื่นหาได้ทั่วไปก็ไม่สามารถดึงดูดสายตาของเธอได้เช่นกัน
กระนั้นเฉียวเหอกลับแตกต่างออกไป
ไม่ว่าคนอื่นจะทำได้ดีมากแค่ไหน เขาจะสามารถทำสิ่งนั้นได้ดีกว่าเสมอ
กู้เซียงเวยมองไปยังเฉียวเหอ อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาอย่างภาคภูมิใจ
เฉียวเหอในเวลานี้แตกต่างกับเฉียวเหอคนที่ป่วยและต้องนั่งรถเข็นไปไหนมาไหนอย่างสิ้นเชิง
ปัจจุบันเพียงเขายืนอยู่กับที่ตรงนี้เฉย ๆ ใบหน้าอันประดับไว้ด้วยห้วงอารมณ์สบาย ๆ ก็สามารถทำให้ผู้หญิงทุกคนกรีดร้องอย่างบ้าคลั่งได้
มีเพียงผู้ชายแบบนี้เท่านั้นที่คู่ควรกับเธอ
กู้เซียงเวยอดไม่ได้ที่จะคิดตอบตกลงเรื่องการแต่งงาน
กู้ซิงกั๋วที่เฝ้าดูจากด้านข้างมีความสุขมาก เขาส่ายพัดธูปฤาษีในมือไปมาเหมือนจี่กง
หากลูกสาวของเขาตกลงแต่งงาน ตระกูลเฉียวกับกู้ก็จะไม่ต้องทะเลาะเบาะแว้งกันอีกต่อไป
ชายชราขี้โมโหของทั้งสองครอบครัวก็จะได้ไม่ต้องมาคอยรื้อบ้านพวกเขา และยิ่งไม่ต้องพูดถึงเหล่าแขนขาของครอบครัวพวกเขาด้วย
แน่นอนว่าเหตุผลหลักมันก็ง่าย ๆ นั่นคือเฉียวเหอผู้นี้เป็นชายที่ยอดเยี่ยมมากจริง ๆ
กู้ซิงกั๋วไม่สามารถหาลูกเขยที่ดีไปกว่าชายหนุ่มคนนี้ได้จริง ๆ
เขากำลังอารมณ์ดีสุด ๆ
แต่กู้ไป๋เหยี่ยที่กำลังนั่งอยู่ข้าง ๆ กลับหัวเราะไม่ออก เพราะเขารู้ความจริงที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมด
ยามเห็นกู้เซียงเวยยิ้มแบบนี้ เขาจึงอดไม่ได้ที่จะลุกขึ้นคว้าแขนของน้องสาว ก่อนดึงเธอให้ถอยห่างออกมาจากเฉียวเหอ
“อย่าไปเชื่อเขา หมอนี่น่ะนักเล่นละครนักตบตามือฉมังเลย เขาดูดีแค่เปลือกนอกเท่านั้นแหละ ความจริงภายในอ่อนแอมาก เขาจะอยู่ต่อได้อีกไม่นานนักหรอก”
“เจ้าหก พูดแบบนี้ออกมาได้ยังไง”
กู้ซิงกั๋วดุอย่างรวดเร็ว และถึงนี่จะเป็นการดุด่าที่ไม่รุนแรงนัก แต่ก็จัดเป็นการเตือนที่จริงจังเคร่งครัด
เฉียวเหอเพียงยิ้มออกมาเบา ๆ หลังจากได้ยินประโยคพวกนี้
เขาไม่โกรธเลย
ชายหนุ่มยื่นมือออกไปทางเยี่ยเฟย ซึ่งเขาก็ยื่นกล่องสี่เหลี่ยมอันถูกปกคลุมไว้ด้วยผ้าไหมสีแดงสดมาให้ผู้เป็นนายในทันที
แม้ว่าขนาดจะไม่ใหญ่มาก แต่ดูเพียงแวบแรกก็รู้ได้ในทันทีว่ามันมีความสำคัญมหาศาล
เฉียวเหอรับมันมา แล้วเลิกผ้าสีแดงขึ้น