หลี่หยางเพิ่งหลอมโอสถ เปลี่ยนชะตาเทพอสูร สำเร็จ — เขาตัดสินใจยังไม่รีบออกจากสวนวิญญาณนภาสีรุ้งทันที เพราะต้องการประเมินผลการฝึกฝนของเหล่าอสูรคู่ใจให้แน่ใจก่อนว่า แต่ละตนพร้อมสำหรับขั้นต่อไป
เสียงสายลมอ่อนโยนพัดผ่านทุ่งดอกไม้วิญญาณ สะท้อนแสงหลากสีไปทั่วบริเวณกลางสวน…
หลี่หยาง ยืนอยู่กลางลานกว้าง สีหน้าสงบนิ่ง ดวงตาเปล่งประกายราวผู้มองทะลุทุกสิ่ง เขากวาดตามองไปรอบ ๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทรงพลัง
“พวกเจ้าทั้งหมด… มาข้าเถิด ถึงเวลาที่ข้าจะดูผลลัพธ์ของการฝึกฝนแล้ว”
อสูรทั้งหกปรากฏตัวพร้อมกัน
มังกรปรภพ (จวินหลง) ร่างเด็กชาย แต่แผ่กลิ่นอายราชันขั้นสามจนต้นไม้รอบ ๆ สั่นไหววิหคเพลิงศักดิ์สิทธิ์ (ฮวาเฟิง) ปรากฏในร่างหญิงสาวชุดแดงเพลิง สายตาแน่วแน่ ใบหน้าผุดผ่องยิ่งกว่าก่อนหน้าราชินีผีเสื้อบุปผาแห่งแสง (อวี้ฮวา) ปีกเรืองรอง เบื้องหลังมีกลีบบุปผาหมุนวน เป็นพลังสนับสนุนระดับสูงสุดราชันค้างคาวโลหิต (เย่เฉิน) ออร่าหม่นของพลังวิญญาณกระจายเป็นระลอก คล้ายเงาแห่งความตายแฝงอยู่รอบกายราชินีหิมะนิรันดร์ (ไป๋ซวง) ยืนสงบนิ่ง แต่พื้นรอบตัวถูกแช่แข็งในพริบตา ออราธาตุน้ำแข็งนิรันดร์ทะลวงถึงระดับราชันขั้นสามแล้วเช่นกันราชินีหมื่นบุปผาพิษทะลาสวรรค์ (เหม่ยหลัว) ออร่าแห่งพิษฟุ้งกระจาย กลีบดอกเบ่งบานพร้อมกลืนกินพลังชีวิต
หลี่หยางเดินเข้าไปยืนกลางพวกเขา ก่อนจะเอ่ยขึ้น
“พวกเจ้าทำได้ดี… แม้จะยังไม่ถึงขั้นสูงสุด แต่ก็ไม่ทำให้ข้าผิดหวัง”
จวินหลง ทำท่าขึงขัง:
“ข้าเกือบจะทะลวงขั้นสี่ได้แล้วนะท่านพ่อ!”
ฮวาเฟิง แสร้งยิ้มเย็น:
“บางคนมัวแต่โอ้อวด… ข้าต่างหากที่ทะลวงขั้นสามได้ก่อนเจ้าตั้งหลายวัน”
เย่เฉิน ยิ้มเจ้าเล่ห์เล็กน้อย:
“เพียงแค่พวกเจ้าต่อสู้เก่งขึ้น ข้าก็ยินดี เพราะมันทำให้เลือดของศัตรูรสชาติดีขึ้นเรื่อย ๆ”
อวี้ฮวา พูดเสียงนุ่ม:
“พลังสนับสนุนของข้าพร้อมแล้ว ไม่ว่าท่านจะเข้าสู่สนามรบใด เราก็จะเคียงข้างท่าน”
ไป๋เซิน กล่าวสั้น ๆ:
“เราจะตั้งใจฝึกฝนให้มากกว่านี้”
เหม่ยหลัว เองได้แค่ยิ้ม ในนี้นางอาจจะยกระดับช้ากว่าคนอื่นแต่หากได้ต่อสู้จริงนางจะยกระดับได้ไวกว่าคนอื่นเพราะนางสามารถดูดกลืนพลังจากศัตรูได้
หลี่หยาง ยิ้มอย่างพอใจ ก่อนจะกล่าวขึ้นเบา ๆ:
“เช่นนั้น…ข้าจะรอวันที่พวกเจ้าทุกคนทะลวงถึงราชันขั้นห้า
…เพราะนั่นจะเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามที่แท้จริง”
ในสวนวิญญาณนภาสีรุ้งที่ผ่านไปหลายเกินหมื่นวันสำหรับหลี่หยาง แต่ในโลกภายนอกนั้นกลับเป็นเวลาเพียง “เดือนเศษ” ตอนนี้หลี่หยางตัดสินใจที่จะออกจากสถานที่แห่งนี้
แสงตะวันส่องทะลุม่านหมอกหลากสีภายในสวนวิญญาณนภาสีรุ้ง กลีบดอกไม้ลอยฟุ้งกลางอากาศ ทอดเงาลงบนพื้นหญ้านุ่มราวกำมะหยี่
หลี่หยาง ยืนอยู่ใจกลางของสวนวิญญาณ เตรียมจะจากไปหลังใช้เวลายาวนานในการฝึกฝนและหลอมโอสถ เขากวาดตามองอสูรคู่ใจทั้งหกตนที่ยืนล้อมอยู่รอบตัวเขา
เขากล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบหนักแน่น แต่แฝงด้วยความอบอุ่น
“ข้าจะออกไปแล้ว พวกเจ้าก็เตรียมตัวให้พร้อมด้วยเช่นกันจงฝึกฝนให้หนักออกไปคราวหน้าพวกเจ้าจะทำให้ทั้งแดนซีหลงตกตะลึง”
จากนั้นเขาโบกมือหนึ่งครั้ง กล่องโอสถเจ็ดกล่องปรากฏขึ้นกลางอากาศ ลอยไปหยุดตรงหน้าพวกอสูรแต่ละตน
“นี่คือ ‘โอสถเปลี่ยนชะตาอสูร’ แม้จะไม่สามารถทำให้เกิดการวิวัฒนาการได้อีกเพราะพวกเจ้าเป็นอสูรศักดิ์สิทธิ์กันหมดแล้ว แต่พลังที่อยู่ในนี้จะช่วยยกระดับของพวกเจ้าให้มั่นคงและก้าวข้ามขีดจำกัดได้รวดเร็วยิ่งขึ้น”
จวินหลง รับโอสถไว้ในมือ ดวงตาเป็นประกาย:
“ข้าจะไม่ทำให้ท่านพ่อผิดหวัง! ราชันขั้นสี่… ใกล้แค่เอื้อม!”
ฮวาเฟิง หญิงสาวเพลิงแสยะยิ้ม มองโอสถในมือ:
“ระดับสี่ ใกล้เข้าไปอีกก้าวแล้ว”
อวี้ฮวา ก้มหน้ารับโอสถอย่างอ่อนน้อม:
“ขอบพระคุณเจ้าค่ะนายท่าน ข้าจะใช้พลังนี้ปกป้องท่านในวันข้างหน้า”
เย่เฉิน หัวเราะเบา ๆ ด้วยเสียงแหบพร่า:
“กลิ่นของโอสถนี่… ช่างหอมหวานไม่แพ้เลือดสด ๆ เลย…”
ไป๋เซิน รับโอสถเงียบ ๆ ดวงตาเป็นประกายเย็นเยียบ:
“…ข้าจะกลายเป็นกำแพงน้ำแข็งให้ท่านยืนอยู่เบื้องหน้าโดยไม่สั่นคลอน”
เหม่ยหลัว รับโอสถมาพร้อมแย้มยิ้มให้กับหลี่หยาง
“ข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง”
หลี่หยางยิ้มเล็กน้อยขณะมองอสูรทั้งหมด พร้อมเอ่ย
“อีก 1เม็ดสำหรับจิ้งจอกจันทร์ทมิฬหกหาง หากนางตื่นขึ้นจงมอบมันให้นาง”
“เตรียมตัวให้พร้อม — เมื่อถึงเวลา ข้าจะหลอมโอสถเปลี่ยนชะตาเทพอสูร ให้พวกเจ้าคนละหนึ่งเม็ด
…ในวันที่พวกเจ้าสมควรจะกลายเป็น ‘อสูรในตำนาน’ อย่างแท้จริง”
ท้องฟ้ายามบ่ายของหุบเขาวิญญาณดำยังคงปกคลุมด้วยม่านหมอกจาง ๆ บรรยากาศรอบเขตตระกูลหลี่กลับดูคึกคักและเต็มไปด้วยพลังมากกว่าครั้งไหน ๆ
เมื่อ หลี่หยาง ก้าวออกจากมิติสวนวิญญาณนภาสีรุ้ง ประตูมิติหลังกายเขาก็ค่อย ๆ เลือนหาย
ทันทีที่เขาปรากฏตัวขึ้นที่ลานหน้าวิหารใหญ่ เสียงประกาศจากเวรยามก็ดังขึ้นอย่างเร่งรีบ
“หลี่หยางกลับมาแล้ว!!”
เพียงครู่เดียว หลี่เทียนหยุน ปู่ของเขาก็เร่งก้าวออกมาจากตำหนักกลาง
ชายชราผู้มากบารมีในชุดคลุมวิญญาณสีเงินนิล ยิ้มด้วยแววตาเปี่ยมความภาคภูมิ
“หยางเอ๋อ… ในที่สุดเจ้าก็ออกมาแล้ว ข้าเฝ้ารอการกลับมาของเจ้าอยู่”
หลี่หยาง ค้อมศีรษะให้ปู่อย่างเคารพ
“ขออภัยที่ข้าหายไปนาน ท่านปู่… ข้าหลอมโอสถสำเร็จตามที่ตั้งใจ
ตอนนี้ ข้าอยากทราบว่าทุกอย่างในตระกูลเป็นอย่างไรบ้าง?”
หลี่เทียนหยุน พยักหน้า
“ทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่เจ้าได้วางไว้ตอนนี้เหล่ารุ่นเยาว์อยู่ที่ ใจกลางสระวิญญาณทมิฬ
พวกเขาฝึกฝนอย่างไม่ย่อท้อ… พลังวิญญาณของพวกเขาทวีขึ้นทุกวัน”
สองปู่หลานมาถึงเขตสระวิญญาณทมิฬ — สถานที่ฝึกฝนระดับสูงที่ใช้พลังของ “เส้นชีพจรวิญญาณใต้ดิน”
ผืนสระดำเงาแผ่ไอพลังเย็นยะเยือกออกมา บรรยากาศหนักแน่นด้วยแรงกดดันวิญญาณ
ในบริเวณกลางสระ มีแพลอยน้ำที่จัดเป็นแท่นฝึกฝนเรียงราย
หลี่หยางเห็นใบหน้าที่คุ้นเคย หลี่ซูเฟย, หลี่เซียน, หลี่คุนเยว่ และแม้แต่ หลี่ซินเอ๋อร์
ทุกคนกำลังจดจ่อกับการควบรวมพลังวิญญาณอย่างจริงจัง จนพลังโดยรอบสั่นไหวเบา ๆ
หลี่หยางพยักหน้าอย่างพอใจ ก่อนเอ่ยขึ้นเบา ๆ กับปู่ว่า:
“ข้าอยากหารือบางอย่าง… ท่านปู่ช่วยเรียก อาวุโสใหญ่ มาพบข้าด้วย”
เพียงครู่เดียว ชายชราในชุดคลุมสีดำทอง ปรากฏกายขึ้นเงียบ ๆ
อาวุโสใหญ่หลี่เจี้ยน ผู้เป็นมันสมองลับของตระกูลมาหลายสิบปี ค้อมศีรษะให้หลี่หยาง
“ยินดีที่เจ้าออกมาอย่างปลอดภัย หลานชาย เจ้าเรียกข้ามา คงมีแผนการใหม่ที่ต้องการวางใช่หรือไม่?”
หลี่หยางยิ้มพร้อมกับหยิบขวดหยกสองขวดจากแหวนมิติออกมา ขวดหนึ่งเรืองแสงฟ้าจาง ๆ อีกขวดเปล่งแสงทองร้อนแรงราวจะลุกไหม้ได้ในพริบตา
เขายื่นทั้งสองขวดให้กับ หลี่เจี้ยน พร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงพลัง
“ท่านอาวุโสใหญ่เม็ดยาในขวดสีฟ้านั่น…กินแล้วท่านจะทะลวงจากระดับหลอมจิตวิญญาณ 9
ไปสู่ระดับ สื่อวิญญาณ ได้ทันที
ส่วนอีกเม็ดในขวดสีทอง…สำหรับกระเรียนเปลวเพลิงตอนนี้มันอยู่ระดับจอมพลขั้นที่ 9 แล้วใช่หรือไม่”
หลี่เจี้ยน ชะงัก มือที่ยื่นรับถึงกับสั่นเล็กน้อย เขายังไม่ทันกล่าวอะไร
เสียงของหลี่หยางก็ดังขึ้นต่อ
“กินมันแล้ว มันจะทะลวงสู่ระดับ ราชันขั้นที่ 1 ได้ทันที
…และยังมีโอกาสเล็กน้อยที่จะ วิวัฒนาการ เป็นอสูรศักดิ์สิทธิ์ได้อีกด้วย”
เงียบ…
ความเงียบงันแผ่ซ่านทั่วทั้งป่า
หลี่เทียนหยุน ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เบิกตากว้าง ร่างสูงในชุดผู้นำตระกูลสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนจะหลุดคำถามด้วยเสียงตะลึงงัน
“หยางเอ๋อ…เจ้าไปหายาแบบนี้มาจากที่ใดกัน…
นี่มัน…โอสถระดับสูงมากเลยใช่หรือไม่ ข้าไม่เคยได้ยินโอสถที่มีสรรพคุณเช่นนี้มาก่อน!”
หลี่เจี้ยน กำขวดยาแน่น ราวกับกลัวว่ามันจะหายไปในพริบตา
เขาเงยหน้าขึ้นด้วยแววตาที่มีทั้งความตกใจ เคารพ และสำนึกในพระคุณ
“ข้า…ข้าจะไม่มีวันลืมสิ่งนี้เลย หลี่หยาง”
หลี่หยาง ยิ้มบาง ๆ
“อย่าเพิ่งขอบคุณ รีบไปฝึกให้ทะลวงสำเร็จก่อน
ข้ารอเห็นกระเรียนเปลวเพลิงของท่านทะลวงสู่ราชัน และอาจ…วิวัฒนาการเป็น
กระเรียนเพลิงสุริยัน ก็ได้ ใครจะรู้?
หลังจากหลี่เจี้ยนรีบรุดจากไปพร้อมความหวังใหม่
หลี่หยางยืนอยู่เคียงข้างชายชราผู้หนึ่งที่แม้เรือนผมจะขาว แต่สายตากลับเปี่ยมด้วยพลังอันมั่นคง
หลี่เทียนหยุน – ผู้นำตระกูลหลี่ จ้องมองหลานชายของตนด้วยแววตาซับซ้อน
ทั้งภูมิใจ ตกใจ และบางสิ่งบางอย่างที่แม้เขาเองก็อธิบายไม่ถูก
ทันใดนั้น หลี่หยางยกมือขึ้น ปรากฏขวดหยกสามใบในมือ
ภายในบรรจุเม็ดยาสีทองเรืองแสง อบอวลด้วยคลื่นพลังประหลาดเหนือจินตนาการ
“ท่านปู่” หลี่หยางกล่าวเสียงนุ่มลึก
“เม็ดยาทั้งสามนี้ คือ ‘โอสถเปลี่ยนชะตาอสูร’
ข้าขอมอบให้ท่าน…เพื่อใช้ยกระดับอสูรของท่านทั้งสามตัว”
หลี่เทียนหยุน ขมวดคิ้วเล็กน้อย
“อสูรของข้าก็ทะลวงถึงระดับราชันแล้ว…ยาเหล่านี้ยังจะช่วยอะไรได้อีกหรือ?”
หลี่หยางยิ้มเล็ก ๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“หากเพียงแค่ทะลวงระดับ…มันก็เป็นโอสถธรรมดาทั่วไป
แต่โอสถชุดนี้ มีคุณสมบัติเฉพาะ…ไม่เพียงยกระดับพลัง
หาก ‘โชคเข้าข้าง’ ยังสามารถกระตุ้นการวิวัฒนาการ
จาก จ้าวอสูร ไปสู่ อสูรศักดิ์สิทธิ์ ได้อีกด้วย”
คำพูดของหลี่หยางทำให้หลี่เทียนหยุนเบิกตากว้าง มือที่กำลังรับขวดหยกสั่นเล็กน้อย
“อสูรศักดิ์สิทธิ์…”
เขาเงยหน้ามองหลานชายด้วยแววตาซับซ้อน
จากชายชราผู้นำตระกูล กลายเป็นเพียงคุณปู่คนหนึ่งที่ภาคภูมิใจในหลานของตน
“ขอบใจเจ้ามาก หยางเอ๋อร์…
ข้าจะให้อสูรทั้งสามของข้ากลืนมันทันที!”