หงซิ่วลุกจากเก้าอี้หวาย พลางกล่าวกับซุ่นจั้งว่า “ข้าอยากไปเยี่ยมบ้านเดิม รบกวนเ้าช่วยจัดขบวนประจำตำแหน่งให้ข้าที”
“เพคะ” ซุ่นจั้งรับคำหมุนตัวเดินออกไป
การเดินทางไปจวนแม่ทัพโส่วของหงซิ่วในวันนี้ นับได้ว่าไปอย่างสมเกียรติ เกี้ยวแปดคนหามพร้อมองครักษ์หน้าแปดหลังแปด ตามด้วยสี่สาวใช้กับอีกหนึ่งขันที เรียกสายตาของผู้คนในเมืองเป่ยจิ่งไม่น้อย ยามที่ขบวนผ่านย่านชุมชน ประชาชนต่างพากันออกมามุงดู เด็กเล็กที่ไม่เคยเห็น ชี้ไม้ชี้มือจนพ่อแม่ต้องคอยห้าม
ก่อนจะไปถึงจวนแม่ทัพ ทางนั้นรู้ข่าวก่อนแล้ว หากไม่ออกไปต้อนรับย่อมเป็การไม่เคารพจวิ้นอ๋อง แม่ทัพโส่วจึงจำใจต้องสั่งให้บ่าวไพร่และผู้คนในจวนตั้งขบวนรอรับพระชายา
จวนสกุลโส่วในยามนี้ ประตูใหญ่สองบานเปิดกว้าง บนซุ้มประตูสูงเท่าบันไดสามขั้น ทุกขั้นบันไดล้วนมีสาวใช้ยืนอยู่ หน้าประตูคือโส่วเย่าหนานยืนคู่กับเจาซูหรงที่รั้งตำแหน่งฮูหยินรอง อนุทั้งสามพร้อมบุตรและธิดาตั้งแถวรออยู่ภายใน
สีหน้าของท่านแม่ทัพแลดูไม่ใคร่จะดีนัก จนเจาซูหรงต้องคอยเอ่ยปลอบ ยิ่งเห็นขบวนเข้ามาใกล้เท่าไหร่บรรยากาศในจวนแม่ทัพก็ยิ่งเคร่งเครียด
ในที่สุดขบวนของจวิ้นหวางเฟยก็มาถึง พอเกี้ยวถูกวางลง ซุ่นจั้งก็ยื่นมือไปรอรับ หญิงสาวที่ออกมาจากเกี้ยว สร้างความตกตะลึงให้ผู้คนในจวนแม่ทัพอย่างยิ่งยวด เห็นคราแรก โส่วเย่าหนานจำธิดาของตัวเองแทบไม่ได้ หากไม่ใช่ว่าหงซิ่วมีรูปร่างหน้าตาละม้ายคล้ายอดีตภรรยา เกรงว่าแม่ทัพโส่วคงจะจำบุตรีผู้นี้ไม่ได้เป็แน่แท้
เจาซูหรงที่ยืนอยู่ด้านข้าง เผลอกำผ้าเช็ดหน้าในมือแน่น แทบจะสะกดกลั้นความริษยาในแววตาเอาไว้ไม่มิด
การกระทำของทุกคนในจวนแม่ทัพล้วนตกอยู่ในสายตาของหงซิ่ว ตามธรรมเนียมแล้ว เป็พวกเขาต้องเป็ฝ่ายทำความเคารพ นางจึงยืนรออย่างสงบ ผ่านไปพักใหญ่ ยังไม่มีใครเอ่ยวาจา ซุ่นจั้งจำต้องเอ่ยเตือน แม่ทัพโส่วถึงได้พาครอบครัวคำนับ
หงซิ่วกล่าวขึ้นประโยคหนึ่ง “ตามสบายเถิด” หลังจากที่ทุกคนยืนตรง นางก็หันไปทักทายโส่วเย่าหนาน “เปิ่นหวางเฟยต้องขออภัย ที่มาโดยไม่ได้นัดหมาย หวังว่าท่านแม่ทัพจะให้การต้อนรับ”
วาจาของหงซิ่วห่างเหินเ็า แบ่งแยกสูงต่ำชัดเจน อันที่จริง ถึงนางจะเคยกล่าวว่าไม่ยึดติดกับความแค้น แต่ครั้นได้มาเห็นแม่ทัพโส่วอีกครั้ง ก็อดที่จะหวนคิดถึงเื่ราวในอดีตมิได้ เพราะโส่วเย่าหนานผู้นี้ คือพี่ชายแท้ๆ ของโส่วเอ้ออิง หญิงคนรักของิซีจง นั่นยังไม่นับความโกรธแค้นของโส่วหงซิ่วที่มีต่อบิดาและคนตระกูลโส่ว ร่างนี้จึงนับว่ามีทั้งแค้นเก่าแค้นใหม่
โส่วเย่าหนานกล่าวต้อนรับพอเป็พิธีสองสามประโยค จากนั้นก็เชิญนางเข้าจวน ตลอดระยะทางจากหน้าประตูจวนจนถึงห้องโถง แม่ทัพโส่วพลางมองประเมินเด็กสาวไปตลอดทาง เขายากที่จะเชื่อ ว่าอีกฝ่ายเป็คนเดียวกันกับบุตรสาวชั่วช้าผู้นั้นของตน
กระทั่งถึงห้องโถงรับแขก หงซิ่วนั่งลงบนเก้าอี้ในตำแหน่งประธานอย่างสง่างาม กวาดตามองรอบหนึ่ง พลางถามว่า “เหตุใดถึงไม่เห็นพี่ใหญ่กับน้องรอง”
การกระทำของนางั้แ่หน้าประตูจวนมาจนถึงตอนนี้ สร้างความคับข้องใจให้คนสกุลโส่วเป็อย่างยิ่ง โดยเฉพาะแม่ทัพโส่ว ถึงแม้ว่าโส่วหงซิ่วจะดูเปลี่ยนไปจากเดิม ทว่าจะอย่างไรก็ยังเป็บุตรสาวที่เขาเกลียดชัง ทั้งยังได้ชื่อว่าเป็หญิงต่ำช้า เมื่อได้เห็นท่าทางวางอำนาจของนางแล้ว ให้รู้สึกรับไม่ได้เป็ที่สุด จึงไม่คิดตอบคำ
หงซิ่วถามขึ้นอีกครั้งอย่างใจเย็น “หรือว่าพี่ใหญ่กับน้องรองรังเกียจเปิ่นหวางเฟย จึงไม่ยอมออกมาพบหน้า”
ทันทีที่นางกล่าวจบ เสียงตบโต๊ะพลันดังขึ้นคราหนึ่ง ก่อนที่เสียงเดือดดาลของโส่วเย่าหนานจะดังตามมา “ที่ข้ายอมให้ลูกชั่วอย่างเ้าเข้ามาเหยียบในจวน ก็เพราะเห็นแก่หน้าจวิ้นอ๋อง อย่าให้มันเกินไปนัก!”
โส่วเย่าหนานทำเยี่ยงนี้ เหมือนช่วยระบายความอึดอัดคับข้องให้ผู้คนสกุลโส่ว หลายคนจึงพากันก้มหน้าต่ำท่าทางนอบน้อม ทว่าแอบลอบยิ้ม ทุกอากัปกิริยาของคนเหล่านี้ไม่รอดพ้นสายตาของหงซิ่ว ในความทรงจำดั้งเดิม คนจวนโส่วไม่ว่าจะบนหรือล่างล้วนมิใช่ตัวดี
หงซิ่วเหลือบมองปิ่นทองที่ฮูหยินรองเจาใช้ ก่อนจะมองเลยไปยังกำไลทองที่อนุหนึ่งสวมอยู่ ตุ้มหูที่ห้อยระย้าอยู่บนหูสองข้างของอนุสอง สร้อยคอที่ห้อยอยู่บนลำคอของอนุสาม ของทุกชิ้นล้วนเป็สมบัติของโส่วหงซิ่ว ถ้าเ้านายไม่ให้ท้ายไหนเลยสาวใช้พวกนั้นจะกล้าทำ
นางไม่ได้ตอบโต้วาจาของโส่วเย่าหนาน เพียงปรายตามองเขาอย่างเฉยเมย ประหนึ่งว่าเมื่อครู่เขาไม่ได้พูดกับนาง นั่งรอคำตอบอย่างใจเย็น
คนที่นางทำผิดด้วย นางสมควรชดใช้ แต่คนที่เคยทำผิดต่อนาง ย่อมสมควรต้องชดใช้คืนให้นางเช่นกัน
แม่ทัพโส่วผู้นี้ เดิมทีเป็เพียงองครักษ์ข้างกายิซีจง หลังจากที่เสวียนซู่ชิงขึ้นเป็ฮองเฮา เขาถึงได้ขึ้นมารั้งตำแหน่งแม่ทัพ ตลอดระยะเวลาสิบปีคนผู้นี้ทำตัวเงียบเชียบมาตลอด ไม่ว่าขุนนางคนใดจะถวายฎีกาให้ปลดเสวียนฮองเฮา โส่วเย่าหนานล้วนไม่เคยออกความคิดเห็น ทั้งยังไม่เคยว่ากล่าวให้ร้าย ซู่ชิงจึงไม่ใส่ใจเขา เหมือนกับที่นางไม่เคยใส่ใจสนมตำแหน่งเล็กๆ อย่างโส่วเอ้ออิง
ทว่าสุดท้ายกลับเป็สองพี่น้องคู่นี้ได้ทุกอย่างไปครองโดยไม่ต้องลงแรง ครั้นคิดมาถึงตรงนี้ หงซิ่วพลันยิ้มเย็นในใจ ยกชาขึ้นจิบด้วยท่าทางเฉื่อยชา ปล่อยให้ห้องโถงจมอยู่ในความเงียบ
เมื่อนางไม่ตอบโต้ โส่วเย่าหนานก็ได้แต่สะกดกลั้นความโกรธเอาไว้มิอาจหาเื่ดุด่านางได้อีก
หงซิ่วปล่อยเวลาผ่านไปช้าๆ ยามนี้ในห้องโถงมีเพียงเสียงกระเบื้องจากถ้วยชากระทบกันเบาๆ หลายคนเริ่มนั่งไม่เป็สุข รอยยิ้มสาแก่ใจเมื่อครู่เลือนหาย เหงื่อเม็ดเล็กผุดขึ้นเต็มหน้าผาก
ที่สุดก็มีคนทนไม่ไหว เจาซูหรงเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มจืดเจื่อน “พระชายาโปรดอย่าเข้าใจผิด อาเฉียงกับหลันเอ๋อล้มป่วยมาสองวันแล้ว วันนี้เลยไม่อาจออกมาพบหน้า เกรงว่าจะทำให้พระชายาติดไข้เพคะ”
หงซิ่วพยักหน้าท่าทางเข้าใจ ขานรับประโยคหนึ่ง “อ้อ เป็เช่นนั้นหรอกหรือ” เจาซูหรงเห็นว่านางยังโง่งมหลอกง่ายเหมือนเดิมก็พ่นลมหายใจออกมาด้วยความโล่งอก ทว่าลมหายใจนั้นยังไม่ทันพ่นออกมาจนหมด หงซิ่วพลันหันไปสั่งซุ่นจั้ง “ส่งคนกลับไปตามหมอประจำจวนอ๋องมา พี่ชายน้องสาวเปิ่นหวางเฟยป่วย ต้องรีบดูแล”
“เพคะ” ซุ่นจั้งรับคำ ทำท่าจะหันไปสั่งสาวใช้เื้ั แต่เจาซูหรงรีบเอ่ยขัดอย่างร้อนรน “มิเป็ไรๆ อย่าลำบากเลยเพคะ อาการของทั้งสองดีขึ้นมากแล้ว จะรบกวนพระชายาได้อย่างไร”
หงซิ่วเหลือบมองฮูหยินรองเจาด้วยสายตาไม่บ่งบอกอารมณ์ กล่าวว่า “หากเปิ่นหวางเฟยไม่ได้เห็นกับตา คงมิคลายกังวล ยังคงให้เรียกหมอมาตรวจดูหน่อยดีกว่า เปิ่นหวางเฟยจะได้วางใจ” เอ่ยจบหงซิ่วก็พยักหน้าให้ซุ่นจั้ง
เจาซูหรงโกรธจนแทบจะกระอักเื ไม่คิดว่าหงซิ่วจะเปลี่ยนไปถึงเพียงนี้ แต่ไม่ว่าจะอย่างไร นางมิอาจปล่อยให้หมอจากจวนอ๋องมาตรวจบุตรชายบุตรสาวได้ เพราะหากรู้ว่าทั้งสองแกล้งป่วย คงได้มีโทษหลอกลวงเบื้องสูง เจาซูหรงกลืนความโกรธลงท้องไปอย่างยากเย็น ปั้นยิ้มบนใบหน้า กล่าวว่า “อย่าลำบากเลยเพคะ หม่อมฉันจะให้คนไปตามอาเฉียงกับหลันเอ๋อออกมาเดี๋ยวนี้เพคะ”
หงซิ่วยกมือขึ้นเป็สัญญาณให้ซู่จั้งหันกลับมายืนข้างกายนางดังเดิม จากนั้นก็ไม่ได้ปริปากพูดอะไรอีก นั่งรอสองพี่น้องคู่นั้นอย่างใจเย็น พลางลอบมองสีหน้าโส่วเย่าหนาน เห็นว่าใบหน้าของเขาเขียวคล้ำจนดูแทบไม่ได้ นางก็ยิ้มหยันในใจ