เปลวไฟสีทองอมแดงลุกลามตามแนวหญ้าแห้ง ปราณของหยูจวินแผ่ซ่านครอบคลุมทั่วทั้งลานกลางป่า
เงาของต้นไม้สั่นระริก ราวกับสะท้อนความตึงเครียดที่อัดแน่นอยู่ในสนามต่อสู้
สนามที่กลุ่มศิษย์ภายนอกธรรมดาห้าคน กำลังเผชิญหน้ากับศิษย์ระดับสูงผู้ขึ้นชื่อในด้านพลังโจมตีและสังหารไร้ปรานี
เซียฉินยังคงยืนอยู่กลางม่านหมอกบางจากโอสถพิษที่ค่อย ๆ เจือจาง มือของเขาเย็นเยียบและเปียกชื้นเพราะเหงื่อและฝุ่นจากการต่อสู้อย่างต่อเนื่อง
ใบหน้าซีดเผือดและร่างกายที่เต็มไปด้วยรอยแผลกำลังบอกชัดเจนว่า พลังชีวิตของเขากำลังลดลงเรื่อย ๆ
“ถ้าเป็นการต่อสู้ที่กินเวลานานกว่านี้…เราคงไม่มีโอกาสแม้แต่จะหายใจให้เต็มปอด” เ
ขาคิดเงียบ ๆ ขณะมองเพื่อนร่วมกลุ่มที่บอบช้ำไม่ต่างกัน
หงเทียนยังพยายามลุกขึ้นยืนจากพื้น แม้บาดแผลจะทำให้ขาซ้ายของเขาเกือบทรุดทุกครั้งที่ก้าวเดิน
ฉู่เหยียนประคองแขนขวาที่แผลช้ำจนช้ำเลือดดำ หลี่เหยินนั่งย่อตัวใช้พลังปราณน้ำฟื้นฟูอาการเจ็บในช่องอก
ส่วนไป๋อี้หานที่เพิ่งโดนแรงระเบิดของคลื่นเพลิงกระแทก ก็ยังคงถือกระบี่แน่นในมือและจ้องเขม็งไปยังศัตรูตรงหน้า
หยูจวินไม่ได้ขยับ เขายืนสงบนิ่งเหมือนนักล่าผู้รอให้เหยื่อหมดแรงเสียก่อนจึงจะลงมือเผด็จศึก
ใบหน้าคมเข้มฉาบด้วยรอยยิ้มที่ไม่อาจเรียกว่าเย้ยหยันหรือเหยียดหยามได้เต็มปาก
มันเป็นเพียงการแสดงออกถึงความเหนือกว่าอย่างเงียบงันเท่านั้น
“ข้าให้โอกาสพวกเจ้าถอยไปตั้งแต่ก่อนเริ่ม” หยูจวินพูดเสียงเรียบ
“แต่พวกเจ้ากลับเลือกจะลุกขึ้นมาเผชิญหน้ากับข้าอีกครั้ง...งั้นก็อย่าหวังว่าข้าจะอ่อนมือเหมือนเมื่อครู่”
เซียฉินไม่ตอบ เขาเพียงหมุนกระบี่ในมือเบา ๆ สายตานิ่งสงบพลางคำนวณทุกช่องว่างที่อาจเกิดขึ้นจากกระบวนท่าของศัตรู
“เราทำได้แค่ถ่วงเวลา ถ้าข้าหยิบโอสถอีกสองขวดขึ้นมาได้ทัน...อาจสร้างโอกาสได้หนึ่งครั้ง”
ท่ามกลางความเงียบ — เสียงฝีเท้าแผ่วเบากระทบผืนดินดังขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว
เสียงที่บางเบาแต่หนักแน่นพอให้หยูจวินเลิกคิ้วขึ้นด้วยความแปลกใจ
แครก... แครก...
กิ่งไม้ที่อยู่ด้านหลังหยูจวินสั่นไหวอย่างแผ่วเบา ชั่วพริบตานั้น
กระบี่สีเงินสองเล่มพุ่งลงจากฟากฟ้าเข้าประทะพื้นเบื้องหน้าหยูจวิน!
ตูมมม!
แรงระเบิดจากการกระทบของปราณกระบี่สองสายทำให้พื้นดินแตกสะเทือน
เปลวไฟที่ล้อมรอบตัวหยูจวินกระจายออกเป็นรัศมี ก่อนจะดับลงในเสี้ยววินาทีด้วยแรงสั่นจากปราณสายลมที่ติดมากับกระบี่
เซียฉินหรี่ตาลงพลางเหลือบมองผ่านม่านฝุ่นที่กำลังสลาย
เสียงฝีเท้าหนักแน่นดังขึ้นจากแนวไม้ตรงข้าม — ไม่ใช่ศัตรู แต่มาพร้อมลมหายใจแห่งความหวัง
ชายหนุ่มในชุดคลุมสีฟ้าหม่นก้าวออกจากเงาไม้ ดวงตาคมกริบประดับด้วยแววเฉียบคม
เสื้อคลุมของเขาประดับตราสัญลักษณ์รูปดอกบัวไฟกลางทะเลเมฆของตระกูลปี้ — ตระกูลใหญ่แห่งอาณาจักรหลานหยุน
“พวกเจ้าเล่นสนุกกันกลางเขตป่าของสำนักแบบนี้ คงไม่เกรงใจกฎกันเสียแล้วกระมัง?”
เสียงของชายหนุ่มชัดเจน เยือกเย็น และหนักแน่นพอจะหยุดการเคลื่อนไหวของหยูจวินได้ในทันที
“ปี้อวิ๋นเทียน…” หยูจวินกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แม้จะไม่ตกใจ แต่ก็ไม่อาจซ่อนความไม่พอใจได้อย่างมิดชิด
ปี้อวิ๋นเทียนหยุดยืนระหว่างทั้งสองกลุ่ม มองไปรอบ ๆ ด้วยแววตาราวกับกำลังประเมินสนามรบ
“ห้าเด็กหนุ่มกับศิษย์ภายในผู้เชี่ยวชาญปราณเพลิงหนึ่งคน น่าสนใจ...น่าจะเป็นการฝึกสอนที่โหดเหี้ยมมากเลยทีเดียว”
“เจ้าไม่มีสิทธิ์มายุ่งเรื่องนี้” หยูจวินพูดเสียงต่ำ “ข้าไม่ได้ล่วงเกินใครก่อน”
“แต่เจ้าเกือบฆ่าศิษย์ภายนอกห้าคน...ในเขตฝึกซ้อมที่อยู่ภายใต้กฎของสำนัก” ปี้อวิ๋นเทียนกล่าวพลางยกกระบี่ขึ้นชี้
เซียฉินยังไม่อาจประเมินสถานการณ์ได้ เขาเพียงแต่มองชายผู้นี้ที่เข้ามาขัดการต่อสู้อย่างเฉียบขาด
แล้วรู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายไม่ได้มีเจตนาร้าย
“ทำไมถึงช่วยพวกข้า…” เขาถามเบา ๆ
“เพราะเจ้ากำลังต่อสู้อยู่ แม้จะอยู่ในสถานะเสียเปรียบ แต่เจ้าก็ยังยืนขึ้น”
ปี้อวิ๋นเทียนหันมาตอบด้วยรอยยิ้มจาง ๆ “นั่นคือสิ่งที่ตระกูลข้าต้องการเห็น”
หยูจวินขบกรามแน่น พลังปราณแผ่ออกเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้พุ่งเข้าจู่โจมต่อ
เขารู้ดีว่า หากปะทะตรง ๆ กับคนของตระกูลปี้ในเขตสำนัก อาจกลายเป็นปัญหาระดับใหญ่
“ถือว่าเจ้าช่วยพวกมันไว้ได้ครั้งหนึ่ง” หยูจวินกล่าวพร้อมหมุนตัวจากไป แต่ก่อนเดินเข้าป่า
เขาหันกลับมามองเซียฉินเป็นครั้งสุดท้าย
“จำไว้...ข้าจะกลับมา”
เสียงของเขาไม่ดังแต่แฝงด้วยเจตนาอาฆาตที่แทบจะสัมผัสได้ผ่านอากาศ
เมื่อหยูจวินจากไป เงาแห่งความกดดันก็ค่อย ๆ คลี่คลาย เหลือไว้เพียงกลุ่มศิษย์ที่เจ็บหนักกับผู้มาเยือนที่ทำให้การสูญเสียไม่เกิดขึ้น
ปี้อวิ๋นเทียนเดินเข้ามาใกล้เซียฉินและยื่นขวดยาแก่น้ำเงินอ่อนให้ “รับไป ช่วยให้ฟื้นพลังปราณและรักษาอาการไหม้ภายใน”
เซียฉินรับอย่างระมัดระวัง “ขอบคุณ...ท่านช่วยเราไว้จริง ๆ”
ปี้อวิ๋นเทียนยิ้มบาง ๆ “อย่าเพิ่งขอบคุณ หากวันหนึ่งเจ้าต้องเลือกระหว่างความถูกต้องกับความอยู่รอด...จงเลือกให้ดี”
เขาหันกลับ เดินหายเข้าไปในป่าอย่างไร้ร่องรอย เซียฉินยืนมองเงาหลังนั้นจนสุดสายตา
แล้วจึงหันกลับไปประคองหงเทียน ส่วนหลี่เหยินกับฉู่เหยียนก็ช่วยกันดูแลร่างไป๋อี้หานที่เริ่มสลบเพราะพลังหมด
“เราต้องกลับสำนักก่อน...ไม่งั้นจะไม่รอดแม้แต่คนเดียว”
พวกเขาใช้พลังเฮือกสุดท้ายพาร่างกายบอบช้ำของตนและเพื่อนร่วมทางกลับสู่เขตปลอดภัยของสำนัก
โดยไม่รู้เลยว่า…จากนี้ไป ทุกสายตาจะจับจ้องพวกเขา — ไม่ใช่ในฐานะเด็กใหม่อีกต่อไป