ธรรมะช่วยกล่อมเกลาจิตใจอาตมาตั้งแต่เด็ก เมื่อบิดามารดาพามาบวชที่วัดเส้าหลิน ก็อยู่ใต้ร่มกาสวพัสตร์โดยตลอด จนกระทั่งบัดนี้อายุยี่สิบสองปี บวชเรียนมาสิบสองพรรษา
นอกจากหลักธรรม เส้าหลินยังฝึกสอนเรื่องกำลังภายในและกระบวนท่าต่อสู้ แม้วัตถุประสงค์เดิมแท้เป็นไปเพื่อสุขภาพและป้องกันตัว แต่เมื่อผ่านเวลายาวนาน วิทยายุทธของเส้าหลินกลับก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำของยุทธจักร ทั้งที่เจ้าอาวาสแต่ละรุ่นไม่ต้องการมีหน้ามีตาในทางโลกแต่อย่างใด
ปีนี้ไต้ซือสวี่ชางโฉวท่านเจ้าอาวาสอายุหนึ่งร้อยพรรษา กิจการงานต่าง ๆ จึงมอบหมายให้ไต้ซือฟางเว่ยรับหน้าที่เป็นส่วนใหญ่ รวมถึงการพาศิษย์สองร้อยคนเดินทางมาลั่วหยาง เพื่อร่วมกับค่ายธรรมะอื่นต่อสู้กับพรรคปราบมังกร
อาตมาเองไม่ได้ออกจากวัดมาประมาณสิบปี ทั้งไม่เคยมาลั่วหยาง เมื่อได้เห็นบ้านเมืองสวยงามอลังการ เต็มไปด้วยสิ่งก่อสร้างอันวิจิตรและผู้คนมากมาย ต้องยอมรับว่าโลกหล้ากว้างใหญ่ พระธรรมไร้ขอบเขต
สำนักตระกูลหวงนั้นเล่า ก็มีศิษย์ถึงห้าพันคนอาศัยอยู่ด้วยกันราวตำบลหนึ่ง ไต้ซือฟางเว่ยเคยกล่าวว่า สามสิบปีที่ผ่านมาเป็นยุครุ่งเรืองของค่ายธรรมะ นี่นับว่าถูกต้องอย่างยิ่ง
“อู่เหลา คิดอันใดอยู่”
ท่านรองเจ้าอาวาสเดินมาถาม อาจารย์มักจะคอยห่วงใยสารทุกข์สุกดิบของเหล่าศิษย์เป็นประจำ โดยเฉพาะเมื่อต้องเดินทางจากวัดมาไกล
“ศิษย์ไม่คาดคิดว่าบ้านเมืองจะพัฒนาไปถึงขนาดนี้”
“มีก้าวหน้า ก็มีเสื่อมถอย เป็นเรื่องธรรมดา มิต้องไปยึดติดอันใด”
“ขอบคุณท่านอาจารย์”
หวงซิ่นเดินเข้ามาคำนับ
“เรียนท่านรองเจ้าอาวาส ตอนนี้สถานที่สวดมนต์เพิ่มเติมสร้างเสร็จแล้ว หากประสงค์สิ่งใดอีก โปรดแจ้งต่อข้าพเจ้าได้ตลอดเวลา”
“ขอบคุณประสก รบกวนมากแล้ว”
“มิได้ ท่านประมุขกำชับว่าต้องดูแลเส้าหลินเป็นอย่างดี ขอไต้ซือโปรดอย่าเกรงใจ”
หลังจากโอภาปราศรัยกันครู่หนึ่ง หลวงจีนฟางเว่ยก็ผละไปเดินตรวจความเป็นอยู่ของศิษย์เส้าหลินต่อ
“ข้าพเจ้าหวงซิ่น ไม่ทราบไต้ซือมีนามสูงส่งว่ากระไร”
“อาตมาอู่เหลาเป็นเพียงศิษย์ธรรมดาของเส้าหลิน”
หวงซิ่นรู้สึกถูกชะตากับซือเฮียหนุ่มผู้นี้ เนื่องด้วยรู้สึกว่าท่านมีบุคลิกซื่อตรงแต่แฝงความอยากรู้อยากเห็น ต่างจากหลวงจีนเส้าหลินส่วนใหญ่ ที่มักจะสำรวมตนไม่ถามไถ่เรื่องราว
“หากไต้ซือต้องการทราบสิ่งใด ขอให้สอบถามข้าพเจ้า หรือหากมีเวลาก็ขอเชิญไปสนทนากันที่ห้องพัก อย่างไรข้าพเจ้าดูแลตึกนี่อยู่แล้ว”
“ขอบคุณประสก”
เมื่อหลวงจีนอู่เหลาเดินจากไป เย็นนี้หวงซิ่นไม่มีงานทำต่อ ความเหงาก็เข้ามาเกาะกุมหัวใจอันเปลี่ยวเปล่า จึงคิดจะแอบแวะไปอุดหนุนร้านสุราเจ้าประจำ เพื่อเรียกความกระชุ่มกระชวยสักเล็กน้อย
“จะไปดื่มสุราอีกแล้วสิ”
เสียงสตรีดังมาทางด้านหลัง ทำเอาหวงซิ่นสะอึกไป ด้วยถูกรู้ทันเข้าอย่างจัง
เมื่อหันไปก็เห็นเบย์ซาอยู่ในชุดสีเทารัดกุม พักนี้นางแต่งกายเรียบร้อยขึ้นตามที่หวงฮูหยินแนะนำ ยังคงมีผ้าปิดครึ่งล่างของใบหน้า
“เอ่อ ข้าพเจ้าไม่รู้จะทำสิ่งใดในเวลาเช่นนี้”
เบย์ซามองคนเซ่อเบื้องหน้า
“ข้าพเจ้าจะไปชมเมืองยามเย็น”
“ไปคนเดียวออกจะอันตราย”
นางส่ายศีรษะก่อนเดินไป
หวงซิ่นยืนตั้งสติอยู่ครู่หนึ่งก็วิ่งตามสุดฝีเท้า
ในยุคสมัยราชวงศ์สุย จักรพรรดิสุยหยางทรงใช้ลั่วหยางเป็นศูนย์กลาง ขุดคลองผ่านแม่น้ำใหญ่ห้าสาย คือ แม่น้ำไห่เหอ แม่น้ำฮวงโห แม่น้ำหวยเหอ แม่น้ำแยงซี และแม่น้ำเฉียนถัง ยาวทั้งหมดราวห้าพันลี้ มีคลองเชื่อมกันสี่ส่วน คือ คลองทงจี้ คลองหาน คลองหย่งจี้ และลำน้ำเจียงหนาน ทำให้ภาคเหนือและภาคใต้ของแผ่นดินสามารถใช้เส้นทางน้ำเดินทางถึงกัน เป็นประโยชน์ทั้งด้านการค้าและการท่องเที่ยว แน่นอนว่าสำหรับราชสำนัก ภาษีต่าง ๆ ก็ถูกส่งมายังเมืองหลวงผ่านคลองเหล่านี้ด้วย
โครงการขนาดใหญ่มหึมา ใช้แรงงานราวหกล้านคนทำการขุดอยู่ถึงสามสิบปี สร้างผลงานประดับไว้ในแผ่นดินจนถึงปัจจุบัน
คลองในตัวเมืองลั่วหยางเรียกว่าทงจี้ เชื่อมต่อเมืองเข้ากับแม่น้ำฮวงโหเพื่อต่อไปยังคลองหาน นอกจากนี้ยังมีคลองเล็กคลองน้อยพาดผ่านไปมา ยามค่ำคืนร้านเหลาริมสองฝั่งคึกคักสว่างไสว สามารถเดินชมทิวทัศน์งดงามเพลินตา เหมาะแก่คู่รักใหม่จะพะเน้าพะนอรับความฉ่ำชื่นแห่งเสน่หา โดยเฉพาะในช่วงแรกที่น้ำต้มผักหวานกว่าน้ำตาลเคี่ยว
เบย์ซาก้าวไปตามทาง ไม่พูดไม่จา หวงซิ่นเดินตามเงียบ ๆ ทิ้งระยะถึงสามสี่ช่วงตัว
สายลมพัดผ่านสายน้ำ ทำให้อากาศแถวนี้เย็นกว่าปกติ นางสยิวกายด้วยความหนาว
หวงซิ่นรีบเร่งฝีเท้าเข้ามาใกล้
“ริมน้ำอากาศชื้น มิควรอยู่นาน พวกเรากลับสำนักกันเถอะ”
“สำนักท่านผู้คนเยอะแยะ เมื่อใดจะได้พูดจากัน”
ต่อให้หวงซิ่นโง่งมกว่านี้ก็ยังพอฟังความนัยออก
ยามที่เบย์ซาไม่สนใจ มันก็เฝ้าคิดถึงนาง
พอนางทำท่ามีไมตรี มันกลับกังวล
“ข้าพเจ้ายากไร้เกรงจะดูแลท่านมิได้”
“ใครต้องการให้ท่านดูแล”
หวงซิ่นต้องทอดระยะห่างเหมือนเก่า
เบย์ซ่ารอจนมันเดินเข้ามาใกล้ แล้วหันไปเผชิญหน้ากับหนุ่มทึ่มของนาง
“สตรีนอกด่านมิได้อ่อนแอเช่นหญิงภาคกลาง แต่หากชายใดชมชอบจริง ต้องเดินทางไปสู่ขอต่อบิดามารดา มิเช่นนั้นถือว่าผิดประเพณี”
หวงซิ่นยิ้มกว้าง
“ไกลเพียงใดข้าพเจ้าก็จะไป”
“ให้มันจริงอย่าว่าเถอะ”
ทั้งสองเดินมาจนพบสะพานน้อยแห่งหนึ่ง บนสะพานยืนไว้ด้วยสตรีร่างใหญ่มีกล้ามเนื้อเป็นมัดสะดุดตา
“ฟาร่า”
เบย์ซาเรียกชื่อนางแล้วพุ่งออกไปอย่างเร็ว หวงซิ่นคว้าไว้ไม่ทัน แต่คราวนี้ฟาร่ามิได้หลบหนี นางยื่นห่อผ้าเล็ก ๆ ออกมาข้างหน้า ทำให้เบย์ซาหยุดชะงักลง
“นี่คือสิ่งนั้น”
“คืนให้เจ้า”
ฟาร่ารับห่อผ้ามาเปิดดูอย่างระมัดระวัง หวงซิ่นตามมาทันพอดี มันเหลียวซ้ายแลขวาเนื่องจากเกรงจะเป็นอุบายลอบทำร้าย
“เจ้าขโมยมาด้วยเหตุใด” เบย์ซาถามเสียงดุ แท้จริงนางก็ยังแปลกใจที่ฟาร่าคืนสิ่งของให้โดยง่าย
“ข้าฯ เจรจากับหัวหน้าเผ่าเจ้าไม่สำเร็จ แต่ก่อนจะกลับแอบได้ยินพวกผู้อาวุโสของพวกเจ้าพูดคุยกันว่าจะชักนำกลุ่มอื่น ๆ มารวมตัวกันเพื่อเตรียมการต่อสู้”
ยิ่งฟังฟาร่ายิ่งงง
“เรื่องนี้เกี่ยวอันใดกับการที่เจ้าขโมยของ”
“พวกมันตกลงใช้วิธีแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างสองกลุ่มใหญ่ของชนเผ่าไป๋ แต่การนี้ต้องใช้ตราหัวหน้าเผ่า ข้าฯจึงแอบลักเอามา”
“แต่งงาน ผู้ใดแต่งงาน”
หวงซิ่นอดสอดมิได้
ฟาร่ามองที่เบย์ซา
“ย่อมเป็นนาง”
“เหตุใดต้องเป็นนาง”
“ก็นางเป็นบุตรีของหัวหน้าเผ่า”
หวงซิ่นเดินตามเบย์ซากลับสำนัก
“ท่านไม่บอกว่าเป็นบุตรตรีของหัวหน้าเผ่า”
“ท่านกลัวหรือ”
“ย่อมไม่ เพียงข้าพเจ้าเป็นคนที่มีแต่ตัว”
เบย์ซานึกขำในใจ บุรุษผู้นี้แม้ดูทึ่มไปบ้าง แต่มันมีร่างกายสูงใหญ่ เข้มแข็งจริงจัง หน้าตามิได้ขี้ริ้ว วันวันชอบทำตัวเคร่งขรึม ไม่ค่อยพูดเล่นหัวกับใคร มันชอบวางตัวเป็นน้องสี่ในศิษย์อาวุโส ทั้งที่หากนับอาวุโสจริง ๆ ต้องถือว่าเป็นศิษย์พี่ของศิษย์ถึงห้าพันคน
“ท่านไม่มีสิ่งใด จึงไม่คิดจะทำอะไรเลยงั้นรึ”
“ข้าฯควรทำอย่างไร”
เบย์ซาส่ายศีรษะไปมาอีก หรือมันจะทึ่มจนเกินเยียวยาจริง ๆ
“แต่ข้าพเจ้าไม่เข้าใจว่าฟาร่าเป็นเช่นไรแน่” หวงซิ่นเปิดประเด็นใหม่
“ท่านสงสัยอันใด”
“นางเป็นคนของพรรคปราบมังกร แถมยังเคยประมือกับพวกเรา แต่ข้าพเจ้ากลับรู้สึกว่านางมิใช่ศัตรู”
เบย์ซ่ามองไปยังสายน้ำ แสงโคมจากบ้านเรือนริมฝั่งต้องผิวน้ำเป็นประกาย
“แท้จริงฟาร่าก็เป็นคนนอกด่าน แต่เผ่าของนางแตกกระจายไปจากการถูกเผ่าอื่นโจมตี”
“เผ่าอื่น เหตุใดชนเผ่านอกด่านจึงรบกันเอง”
เบย์ซาทอดถอนใจ
“หากพวกเราสามัคคีกัน แผ่นดินอาจมิใช่เป็นของคนภาคกลางอย่างพวกท่าน”
หวงซิ่นเพิ่งคิดได้ว่าระหว่างตนกับเบย์ซาคล้ายมีช่องว่างประการหนึ่ง
เมื่อกลับถึงสำนักนางขอตัวไปพักผ่อน
ท่าทางเงียบขรึมของนาง บ่งบอกผลของการออกไปเดินสองต่อสองค่ำนี้ได้เป็นอย่างดี
หวงซิ่นนั้นปกติมิค่อยช่ำชองการเกี้ยวสตรีเท่าใดอยู่แล้ว มันจึงเป็นศิษย์อาวุโสเพียงผู้เดียวที่ยังไม่แต่งงานมีครอบครัว
เข้ายามเฉิน (ประมาณทุ่มกว่า) อากาศคืนนี้เย็นกว่าปกติ ศิษย์ตระกูลหวงส่วนใหญ่รีบเข้าโรงนอน มีบ้างจับกลุ่มพูดคุยกัน
หวงซิ่นเดินมาใกล้ถึงตึกสี่ แล้วหยุดมองดวงจันทร์บนท้องฟ้า อดคิดมิได้ว่าจันทร์จะหว้าเหว่เช่นตนหรือไม่
“ประสกมายืนตากสายลมระวังจับไข้ไม่สบาย”
หวงซิ่นกำลังอยู่ในห้วงความคิด เมื่อหันไปก็เห็นหลวงจีนอู่เหลายืนมองท้องฟ้าเช่นกัน
“ข้าพเจ้าเพิ่งกลับมา ซือเฮียมีสิ่งใดให้รับใช้”
หลวงจีนอู่เหลามองมันด้วยแววตาสนใจ
“ไฉนท่านตอนกลางวันเข้มแข็งคึกคัก ยามนี้อ่อนเปลี้ยโรยแรง”
หวงซิ่นคิดว่าการพูดคุยปัญหาเรื่องความรักกับหลวงจีนคงไม่เหมาะสม
“ข้าพเจ้ามีเรื่องหนักใจ แต่คงมิกล้าบอกกล่าวไต้ซือ”
“คงเป็นเรื่องระหว่างชายหญิงกระมัง”
หวงซิ่นหวั่นใจ ขนาดหลวงจีนยังอ่านอาการของมันออก คนในสำนักมิรู้กันหมดแล้วหรือไร
หลวงจีนอู่เหลาส่งยิ้มให้กำลังใจมา
“ประสกอย่าวิตก ความรัก โลภ โกรธ หลง แม้เป็นอคติทำให้ลำเอียง แต่ก็เป็นอารมณ์ทั่วไปของมนุษย์ ท่านเป็นฆราวาสมิได้กระทำผิดอันใด อาตมาเพียงสนใจที่อารมณ์นำความทุกข์มาให้ท่านอย่างชัดเจน”
“ไต้ซือกล่าวถูกต้อง ความจริงข้าพเจ้าเข้าใจว่าความรักจะทำให้หายเงียบเหงา มิคาดมีปัญหาให้ต้องขบคิดมากมาย”
“นี่เป็นไปตามคำสอนของตถาคต ที่ว่าโศกย่อมเกิดจากความรัก อาตมาหวังว่าประสกคงแก้ปัญหาได้”
“ข้าพเจ้าจะแก้ไขอย่างไร”
หลวงจีนอู่เหลานิ่งไปพักใหญ่
“อาตมาก็มิแน่ใจ หากตอบเกรงว่าจะผิดพลาด แต่ถ้าเป็นอาตมาเวลาประสบปัญหาที่คิดไม่ตกจะลองนั่งสมาธิดู”
หวงซิ่นแอบสงสัยว่าการนั่งสมาธิจะช่วยแก้ปัญหาหัวใจได้อย่างไร
หลวงจีนอู่เหลาก็หนักใจ จะให้คนที่ไม่รู้จักความรักของหนุ่มสาวเช่นท่านเข้าใจปัญหาของหวงซิ่นนั้นไม่ง่ายเลย
เสี้ยวอู่หมิงเลือกได้โรงเตี๊ยมใกล้ตลาดฉางอานแห่งหนึ่ง ก็เข้าพักในห้อง ทุกเช้ามันจะพยายามโคจรลมปราณตามแนวทางที่ไต้ซือฟางเว่ยให้ท่องจำไว้ แม้ไม่เข้าใจทั้งหมด แต่ก็ไม่ละทิ้ง เนื่องด้วยวิธีนี้ทำให้มันพ้นจากอาการบาดเจ็บสาหัสกลับมาดำรงชีวิตได้อีกครั้ง
หลังจากโคจรลมปราณเสร็จมันนั่งสมาธิต่อ ขณะที่พยายามทำจิตให้ว่าง ภาพเหตุการณ์และความรู้สึกที่เคยได้ใกล้ชิดหญิงงามนางหนึ่งก็แวบเข้ามา พร้อมกับกำลังภายในที่สับสนวุ่นวาย ร่างกายของเสี้ยวอู่หมิงกระตุกอย่างแรง เหงื่อไหลดังสายน้ำ เมื่อลืมตาขึ้นจะลุกจากเตียงเรี่ยวแรงกลับสูญสิ้น จึงล้มลงนอนกับพื้นห้อง ไม่อาจร้องขอความช่วยเหลือได้
ภายในร่างรู้สึกหนาวร้อนสลับไปมา เป็นอาการของผู้ที่ถูกธาตุไฟเข้าแทรก เสี้ยวอู่หมิงนอนตัวสั่นเทิ้มจนสิ้นสติไป