Evolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว

    เล่มที่ 6 บทที่ 161 ปีศาจกระทิงจากไป สัตว์เดินดินลำดับหก

            วันนี้เป็นวันสำคัญยิ่ง

            ตั้งแต่เช้าตรู่เหล่าสัตว์กลายพันธุ์ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายอันทรงพลังต่างพากันเดินออกจากหุบเขา

            แม้แต่จระเข้จักรพรรดิที่อยู่ไกลออกไป ณใจกลางขุนเขาแห่งหมอก ก็ยังค่อยๆ เคลื่อนกายมา สายตาจับจ้องเขม็ง

            เมื่อมองตามสายตาของพวกมันไปจะพบวัวทมิฬร่างยักษ์ตัวหนึ่งที่มีเขาเสี้ยวจันทร์คู่มหึมาผิวหนังดำขลับเป็นมันวาวดุจผ้าไหม กำลังยืนนิ่งสงบอยู่ที่ทางเข้าหุบเขา

            “ท่าน... เทพ... ต้นไม้...”

            ปีศาจกระทิงพึมพำสายตาจับจ้องไปยังต้นไม้เทพเทียมฟ้าที่ซ่อนเร้นอยู่ในม่านหมอกหนาทึบ

            ในแววตาฉายชัดถึงความซับซ้อนอย่างลึกซึ้ง

            ทั้งความอาลัย และความผูกพัน...

            “ท่านเทพต้นไม้เช่นนั้นข้าขอไปหาพี่ใหญ่ก่อนนะขอรับ”

            สิ้นคำ ปีศาจกระทิงก็หันหลังกลับออกเดินจากไปอย่างมุ่งมั่น

            ทว่าในขณะนั้นเอง

            “ฟึ่บ...”

            ได้ยินเพียงเสียงแหวกอากาศน้ำบำรุงชีวิตสีเขียวใสหลายหยดพุ่งออกมาจากส่วนลึกของม่านหมอก

            “กลับมาอย่างปลอดภัยนะ”

            “ท่าน... เทพ... ต้นไม้...”

            ปีศาจกระทิงกัดฟันแน่นเมื่อมองดูน้ำบำรุงชีวิตสีเขียวใสที่ลอยมา ดวงตาของมันก็ฉายแววซาบซึ้งใจ

            น้ำบำรุงชีวิตของเทพต้นไม้คือสมบัติล้ำค่าที่แท้จริง

            การมอบให้หลายหยดในคราวเดียวเช่นนี้สำหรับเทพต้นไม้แล้วถือเป็นการเสียสละที่ไม่น้อยเลย

            สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าเทพต้นไม้เมตตาต่อมันมากเพียงใด

            ไม่มีคำพูดอื่นใดหรือจะบอกว่าไม่จำเป็นต้องมีคำพูดใดๆ อีก

            ความมุ่งมั่นเยี่ยงมนุษย์ที่ปรากฏบนใบหน้าของปีศาจกระทิงได้พิสูจน์ทุกสิ่งแล้ว

            ชั่วครู่มันอ้าปากสูดลมหายใจเพื่อเก็บน้ำบำรุงชีวิตไว้ในร่างกาย

            ปีศาจกระทิงเร่งเร้าพลังวิญญาณเสียงระเบิดดังสนั่น ร่างแปรเปลี่ยนเป็นกระแสธารสีดำ ทะยานพุ่งตรงสู่เส้นขอบฟ้า

            .....

            “เจ้าห้า เจ้าว่าพี่รองไปหาพี่ใหญ่คราวนี้จะราบรื่นไหม?”

            เสือขาวส่งเสียงคำรามต่ำเอ่ยถามมดทองคำที่นั่งอยู่บนหัวของมัน

            “ปั้ก!”

            หมัดหนักๆ กระแทกลงกลางหัวเสือขาว

            “หงิง...”

            ความเจ็บปวดรุนแรงแล่นพล่านจนเสือขาวอดไม่ได้ที่จะร้องครางออกมา

            ทว่าก่อนที่มันจะทันได้โวยวายเสียงเย็นชาเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นข้างหู

            “ปากอัปมงคลพี่รองน่ะไว้ใจได้มากกว่าพี่สามเยอะ”

            สิ้นคำ มดทองคำก็กระโดดลงจากหัวเสือขาวมุ่งหน้าไปยังสาวน้อยที่มีเถาวัลย์สีเลือดพันรอบกายดูราวกับมนุษย์สีเลือดที่อยู่ไม่ไกล

            จิงจี๋สัตว์เดินดินลำดับที่หกภายใต้บัญชาของอวี๋จื่ออวี๋...

            และยังเป็น ‘สัตว์เดินดิน’เพียงตนเดียวภายใต้บัญชาของอวี๋จื่ออวี๋ที่ใช้ร่างมนุษย์เดินเหินในโลกใบนี้

            ส่วนงูขาวที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ผืนดินลึกนั้นยังอยู่ในช่วงเยาว์วัยพลังยังไม่เพียงพอจะรับตำแหน่ง...

            และที่น่ากล่าวถึงคือความสามารถของจิงจี๋หลังจากศึกระหว่างนางกับมดทองคำเมื่อคืน นางก็ได้รับการยอมรับจากอวี๋จื่ออวี๋แล้ว

            แม้แต่ผู้แข็งแกร่งอย่างมดทองคำก็ยังไม่สามารถสยบนางลงได้

            ท่าไม้ตายสุดท้าย...‘เถาวัลย์สังหาร’ ถึงกับฟาดมดทองคำกระเด็นไปไกลกว่าร้อยเมตรชนเข้ากับผาชันอย่างแรง ซึ่งอวี๋จื่ออวี๋พอใจกับพลังนี้มาก

            หลังจากได้รับความยินยอมจากหญิงสาวเขาจึงมอบนาม ‘จิงจี๋’ ให้แก่นาง

            นับจากนี้จงลืมเลือนอดีต และเริ่มต้นใหม่

            ส่วนจิงจี๋จะแกล้งยอมจำนนหรือไม่นั้น?

            “หึหึ...”

            อวี๋จื่ออวี๋หัวเราะเยาะเขามีความมั่นใจอยู่บ้าง

            สิ่งมีชีวิตต่างเผ่าพันธุ์และยังเป็นสิ่งมีชีวิตต่างเผ่าพันธุ์ที่มีอดีตเป็นมนุษย์สถานการณ์ของนางช่างคล้ายคลึงกับอวี๋จื่ออวี๋ยิ่งนัก

            ตราบใดที่นางไม่ได้โง่เขลานางย่อมเข้าใจว่าตนเองไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว

            มนุษย์ไม่มีที่ให้นางยืนอีกต่อไปและในหมู่สัตว์ป่ากลายพันธุ์ นางจะเป็นผู้โดดเดี่ยวตลอดกาล

            มีเพียงอวี๋จื่ออวี๋เท่านั้นที่ปกป้องนางได้และมีเพียงอวี๋จื่ออวี๋เท่านั้นที่จะทำให้นางรู้สึกถึงความใกล้ชิด

            เพราะเดิมทีพวกเขาก็คือพวกเดียวกันดังนั้นอวี๋จื่ออวี๋จึงมั่นใจมากว่าจิงจี๋จะไม่ทรยศเขา

            แน่นอนว่า ความเชื่อใจก็ส่วนความเชื่อใจ

            การทดสอบที่จำเป็นย่อมขาดไม่ได้

            และตอนนี้มดทองคำจะนำทางจิงจี๋ออกไปเผชิญโลกภายนอกจริงๆ!

            ....

            หมอกหนานัก

            ม่านหมอกที่ปกคลุมขุนเขาแห่งหมอกมานานแสนนานยังคงเป็นปริศนา

            จนถึงทุกวันนี้ ยังไม่มีใครสามารถหาคำตอบได้

            ทว่าท่ามกลางขุนเขาที่เต็มไปด้วยหมอกนี้แขกผู้มาเยือน ‘จากแดนไกล’ กลุ่มหนึ่งกลับมีสีหน้าเคร่งเครียด

            คนกลุ่มนี้มีเจ็ดคน มีทั้งชายหญิงทั้งคนชราและคนหนุ่ม

            พวกเขาคือทหารรับจ้างอาชีพใหม่ที่ถือกำเนิดขึ้นในสหพันธรัฐหลังยุคฟื้นคืนพลังวิญญาณ

            ล่องลอยอยู่ระหว่างความมืดและความสว่างรับเงินผู้อื่นเพื่อขจัดภัยพิบัติ

            ตราบใดที่ค่าตอบแทนสูงพอพวกเขาถึงขั้นยอมขายชีวิตได้

            อาชีพนี้เคยมีอยู่ในยุคโบราณ

            เพียงแต่ในตอนนั้นลึกลับมากและมักจะอยู่ในระดับสากลมากกว่า

            ในประเทศที่มีการควบคุมเข้มงวดอย่างสหพันธรัฐนั้นหาได้ยากยิ่งทว่านับตั้งแต่พลังวิญญาณฟื้นคืน มนุษย์จำนวนมากเริ่มวิวัฒนาการ

            พลังอันมหาศาล... พรสวรรค์ที่พิสดาร...

            สิ่งเหล่านี้ทำให้หลายคนไม่อาจทนอยู่อย่างเงียบเหงาได้อีกต่อไปดังนั้น ทหารรับจ้างจึงเริ่มผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด

            อาศัยพลังและพรสวรรค์ของตนทำงานให้ผู้อื่นเพื่อแลกกับค่าตอบแทนมหาศาล นี่เป็นอาชีพในอุดมคติและเหมาะสมที่สุดสำหรับผู้มีพลังเหนือธรรมชาติ

            ด้วยเหตุนี้พลเรือนผู้มีพลังเหนือธรรมชาติจำนวนมากจึงกระโจนเข้าสู่อาชีพนี้

            และสำหรับอาชีพเช่นนี้ทางการของสหพันธรัฐก็ได้ตัดสินใจเพิกเฉยหลังจากพิจารณาซ้ำแล้วซ้ำเล่า

            หรือจะเรียกว่าเป็นการยอมรับโดยปริยายก็ได้

            การอุดกั้นมิสู้การระบายแทนที่จะบังคับให้ผู้มีพลังเหนือธรรมชาติทุกคนทำงานให้รัฐ

            มิสู้ปล่อยให้คนหรือขุมกำลังบางส่วนพัฒนาไปเองแบบนี้จะดีกว่า

            เมื่อยามสหพันธรัฐต้องการคนเหล่านี้ก็จะกลายเป็นกำลังรบที่ไม่ด้อยไปกว่ากัน

            และตอนนี้ทั้งเจ็ดคนคือกลุ่มทหารรับจ้างที่มารวมตัวกันชั่วคราว

            ภารกิจที่พวกเขาได้รับคือการมุ่งหน้าสู่ขุนเขาแห่งหมอกเพื่อสืบหา‘ร่องรอยของจระเข้ยักษ์ดึกดำบรรพ์’

            นี่เป็นภารกิจที่ลับสุดยอดจนถึงตอนนี้ทั้งเจ็ดคนรู้เพียงว่าผู้ว่าจ้างมีภูมิหลังยิ่งใหญ่มากส่วนข้อมูลอื่นนั้นไม่รู้อะไรเลย

            อย่างไรก็ตามค่าตอบแทนในครั้งนี้สูงลิ่วถึงยี่สิบล้าน

            ภายใต้อำนาจล่อใจของเงินตราทั้งเจ็ดคนจึงตั้งทีมและมุ่งหน้าสู่ขุนเขาแห่งหมอกอย่างไม่ลังเลเพื่อสืบหาร่องรอยของจระเข้ยักษ์ดึกดำบรรพ์

            “ผมสงสัยจังใครกันที่อยากหาร่องรอยของจระเข้ยักษ์ดึกดำบรรพ์เจ้าตัวพรรค์นั้นใช่สิ่งที่ควรไปตอแยเสียที่ไหน”

            ชายคนหนึ่งที่ดูท่าทางใจร้อนพลันเอ่ยขึ้น

            “ใครจะไปเข้าใจล่ะนั่นมันเรื่องที่เราควรไปสงสัยเหรอ?”

            ชายวัยกลางคนอีกคนหนึ่งส่ายหน้าพลางถอนหายใจจากนั้นเหลียวมองผู้พูดแล้วเสริมว่า

            “แต่ถ้าลองคิดดูดีๆคุณก็น่าจะรู้ว่านอกจากพวกนั้นแล้ว ใครจะกล้าไปแตะต้องจระเข้ยักษ์ดึกดำบรรพ์อีก”

            เมื่อได้ยินคำพูดของชายวัยกลางคนชายร่างกำยำคนนั้นพลันนึกขึ้นได้

            “จริงด้วย คงมีแค่กองทัพศูนย์วิจัยพันธุกรรม ไม่ก็ศูนย์วิจัยพลังวิญญาณ...”

            ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบเสียงแหลมเล็กเสียงหนึ่งก็ดังแทรกขึ้น

            “พวกคุณคิดดูเป็นไปได้ไหมว่าหลังจากที่เรายืนยันพิกัดของจระเข้ยักษ์ดึกดำบรรพ์ได้แล้วขีปนาวุธพิสัยไกลจะพุ่งลงมาตูมเดียว แล้วจระเข้ยักษ์ดึกดำบรรพ์ก็จบเห่”

            “เอ่อ...”

            ความเงียบปกคลุมอยู่ครู่หนึ่งทุกคนต่างนิ่งเงียบไป

            นั่นน่าจะเป็นความเป็นไปได้ที่สุดแล้ว

            ทว่าชั่วครู่ ราวกับนึกอะไรขึ้นได้ชายร่างกำยำคนนั้นพลันชะงักเท้า นิ่งไปแล้วถามว่า

            “งั้นทำไมพวกนั้นไม่ส่งคนมาเองล่ะ?”

            “คงเคยส่งมาแล้วละมั้ง แต่ตายเรียบ”

            หญิงสาวคนหนึ่งตอบอย่างไม่ใส่ใจพลางกอดอกยิ้มหยัน

            “อีกอย่างในเมื่อมีพวกเราว่าจ้างได้ด้วยเงินทำไมพวกนั้นจะยอมเสียสละส่งยอดฝีมือที่ฟูมฟักมาเองด้วยล่ะ?”

             

    คล้ายกับเรื่องEvolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว ที่คุณอ่าน