ภายในโถงด้านในของตระกูลอู๋ พลังแห่งไฟและดินปะทะกันกลางห้องโถงราวกับสวรรค์กับโลกกำลังห้ำหั่นกันเอง เปลวเพลิงสีชมพูเข้มของฮัวจินหรูโหมกระหน่ำจนแม้กระทั่งกำแพงหินที่อู๋เวินที่กินยาเพิ่มการบ่มเพาะและสร้างมันขึ้นด้วยพลังธาตุดินยังละลายกลายเป็นตะกอน ไม่อาจทานทนได้
ฉึก!!
แต่อยู่ดีๆ ดาบเล่มหนึ่งก็พุ่งแทงเข้าด้านหลังของฮัวจินหรูอย่างไม่ทันตั้งตัว เลือดสีแดงสดทะลักออกจากแผ่นหลังของนางทันที
มันคือการโจมตีจากดาบของจางฟู่ อดีตอาจารย์ของเล่ยเฉิน
แต่ยังไม่ทันที่นางจะหันกลับมาโจมตีสวนกลับ ดาบอีกหลายเล่มก็พุ่งเข้ามาในเวลาไล่เลี่ยกัน แทงเข้าใส่ร่างของนางจากทุกทิศทาง ดาบทั้ง 14 เล่มได้แทงทะลุเข้าไปในร่างของแทบทุกส่วนตั้งแต่ลำคอจนถึงขา
แม้ว่านางจะบาดเจ็บหนัก แต่ในสายตาของฮัวจินหรูตอนนี้ไม่มีสิ่งใดสำคัญอีกแล้ว ไม่มีแม้แต่ความกลัวในความตาย เพราะนางมีเพียงเป้าหมายเดียวเท่านั้น คือ ฆ่าอู๋จ้าว...ผู้ที่พรากทุกอย่างไปจากนาง
ดวงตาของนางแสดงออกถึงความสมหวัง เปลวเพลิงจากภายในแก่นวิญญาณปะทุออกมาจากร่างของนางอย่างบ้าคลั่ง อากาศรอบตัวบิดเบี้ยวจากความร้อน ความหวังสุดท้ายของนางเหลือเพียงจังหวะนี้
แต่แล้ว... ทุกอย่างก็หยุดนิ่งลงในพริบตา
ไม่มีเสียง ไม่มีการเคลื่อนไหว ราวกับเวลาทั้งโลกหยุดนิ่ง
นางฟ้าทั้งเจ็ด...ลูกสาวบุญธรรมของซุยจื่อเมิ่ง ขยับตัวแล้ว หลังจากที่พวกนางตัดสินใจปล่อยให้ฮัวจินหรูฆ่าอู๋จ้าวเพื่อเป้าหมายบางอย่าง
ทันทีที่พวกนางเคลื่อนไหวเพียงแค่การเคลื่อนไหวเบาๆ ของพวกนาง ทำให้ผู้คนทุกคนที่ยังต่อสู้อยู่ต้องหยุดชะงักลงในทันที
แม้แต่ฮัวจินหรูก็ไม่อาจขยับได้อีก ร่างของนางบอบช้ำ บาดแผลนับสิบมีหยดเลือดสีแดงสดไหลนองเต็มผืนพรมสีแดง เปลวเพลิงของนางค่อยๆ มอดลงช้าๆ แต่ภายในดวงตากลับยังสว่างวาบด้วยไฟของหัวใจที่ยังไม่ดับ
“มันจบแล้ว... สินะ…”
เสียงแผ่วเบาแทรกออกมาจากริมฝีปากที่สั่นระริกของนาง แต่มันยังไม่ทันจบประโยคดี หอกดินของอู๋เวินก็พุ่งแทงทะลุหน้าอกของฮัวจินหรูทันที
“……...”
มือข้างหนึ่งของอู๋เวินกระชากหัวของฮัวจินหรูขึ้นมาอย่างไร้ความเมตตา แล้วอีกข้างก็สร้างดาบจากพลังธาตุดินขึ้นมาในพริบตา ก่อนจะฟันลงไปที่ลำคอของนางอย่างไม่ลังเล
เสียงเลือดกระฉูดปะทะพื้นดังก้อง ก่อนที่เสียงสุดท้ายของชีวิตของนางมันจะ... เงียบงันลง
ร่างของฮัวจินหรูซึ่งไร้ศีรษะล้มลงช้าๆ เสียงฝีเท้าเบาๆ ของหญิงสาวแห่งโชคชะตาทั้ง 14 คนที่อยู่ด้านหลังนางดังขึ้น เมื่อพวกนางที่เหลือเลือกที่จะดึงดาบออกจากร่างของฮัวจินหรูทีละเล่ม ทีละเล่ม จนสุดท้าย...ไม่มีอะไรปักอยู่ในร่างนั้นอีก
ตึบ!!
เสียงร่างที่ไร้หัวของฮัวจินหรูล้มลงกระแทกพื้นอย่างแผ่วเบาในห้องที่เงียบสนิท เลือดสีแดงสดไหลจากคอของนางซึมเข้าไปในผืนพรมแดงที่เคยประดับงานมงคล กลายเป็นรอยเปื้อนที่ไม่มีวันลบเลือนได้อีก
ศีรษะของฮัวจินหรูยังคงอยู่ในมือของอู๋เวิน นัยน์ตาคู่นั้น…ยังคงจับจ้องมองไปยังร่างของตนที่ล้มลง ไม่มีเสียงร้อง ไม่มีแม้แต่คราบน้ำตา แต่ในดวงตานั้น กลับมีเพียงความโหยหาความสุข...ครั้งสุดท้าย
ความทรงจำของนางผุดขึ้นมาเป็นลำดับ
ใบหน้าเล็กๆ ของเย่หลิน ศิษย์ผู้เป็นมากกว่าศิษย์ เสียงหัวเราะ เสียงถกเถียงกันเรื่องสูตรปรุงโอสถ บรรยากาศในการผจญภัย กลิ่นหญ้าเปียก น้ำชาอุ่นๆ ที่เย่หลินชงให้ รอยยิ้มเขินอายของเขา และ...แววตาที่เคยมองมาที่นางด้วยความเคารพ
ช่วงเวลาเหล่านั้นหลั่งไหลถาโถมเข้ามาราวกับห่าฝนสุดท้ายของฤดูใบไม้ร่วง มันเจ็บปวดแต่ก็งดงามจนยากจะบรรยาย
รอยยิ้มค่อยปรากฏขึ้นที่มุมปากของนาง พร้อมกับโลกทั้งใบของนาง...ที่ค่อยๆ มืดลงไป
ไม่มีเปลวไฟที่สว่างไสว ไม่มีความรู้สึกใดๆ ที่หลงเหลือ ไม่มีแม้แต่เสียงกรีดร้องใดๆ อีก
อู๋เวินยืนนิ่งมองร่างไร้ศีรษะของฮัวจินหรูที่นอนจมอยู่กลางแอ่งเลือดตรงหน้า มือของเขายังถือศีรษะของนางไว้แน่น เลือดไหลหยดลงช้าๆ ไปตามปลายนิ้วของเขา กลิ่นคาวเลือดยังคงลอยคลุ้งอยู่เต็มห้องโถง ความเงียบแปลกประหลาดปกคลุมทั่วทั้งบริเวณ ราวกับโลกทั้งใบหยุดหายใจไปพร้อมกับความตายของผู้หญิงคนหนึ่งที่เคยเป็นทั้งศัตรู
เขายังคงยืนนิ่งเหมือนคนตายที่ไร้ลมหายใจ เลือดบางส่วนของฮัวจินหรูสาดกระเซ็นมาถึงรองเท้าของเขา และมันยังเปื้อนเสื้อคลุมของผู้นำตระกูลของเขาอีกด้วย ขณะที่สายตาของนางซึ่งยังคงมองกลับมาที่เขาราวกับจะถาม...ว่าเป็นไงละ
แต่เขาไม่ได้สนใจคำถามนั้น เพราะสิ่งที่เขารู้สึกในตอนนี้...คือความเจ็บปวดที่เจ็บปวดยิ่งกว่าการโจมตีใดในโลก
สายตาของเขาเลื่อนมองไปรอบตัว เถ้าถ่านเล็กๆ ยังลอยค้างอยู่ในอากาศ เศษสุดท้ายที่หลงเหลือจากลูกชายของเขา...อู๋จ้าว
ไม่เหลือแม้แต่ร่าง ไม่มีแม้แต่กระดูกให้เก็บ ทุกสิ่งทุกอย่างกลายเป็นผงธุลีไปหมดแล้ว
เขาไม่ได้กรีดร้องในทันที เขาไม่ได้สบถด่า ไม่ได้แม้แต่จะทำอะไรสักอย่าง เขาแค่ยืนอยู่ตรงนั้น เหมือนผู้คนทั้งโลกหายไป เหลือเพียงเขาคนเดียวที่ยังยืนอยู่กับบาปที่เขาก่อไว้เองด้วยมือของตัวเอง
แล้วหยดน้ำตาแรกก็ไหลรินลงมาช้าๆ ของเหลวสีใสค่อยๆ ไหลออกจากหางตาของเขาโดยไม่รู้ตัว หยดแรกไม่มีเสียง ตามด้วยหยดที่สอง...สาม...และนับไม่ถ้วน จนกระทั่งร่างทั้งร่างของเขาทรุดฮวบลงไปกับพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง โดยไม่มีแรงพยุงตัวอีกต่อไป ร่างทั้งร่างของเขาทรุดฮวบลงจนเสียงเข่ากระทบพื้นหินดังก้อง
...น้ำตามากมายค่อยๆ ไหลออกมาโดยไร้เสียง... ริมฝีปากสั่นระริก แต่ยังไม่มีคำพูดใดหลุดออกมา
“ทำไมกัน...” เสียงของเขาแผ่วเบาเหมือนคนที่ลืมวิธีใช้เสียงของตัวเองไปแล้ว
“ทำไมกัน... ทำไมกัน…”
เสียงของเขาสั่นเครือ หนักแน่นด้วยความเจ็บปวดที่ไม่มีใครบนโลกนี้เข้าใจได้
“พวกเราทำเรื่องบ้าๆ ทั้งหมดนี้ไปเพื่ออะไรกัน...ใครมันได้อะไรจากการกระทำโง่ๆ นี่กัน...ข้าไม่เข้า… ข้าไม่เข้าใจ”
เสียงของเขาเริ่มสั่นสะอื้น มันไม่สามารถกลั้นเอาไว้ได้อีกต่อไปเหมือนเขื่อนที่แตกออกเพราะเก็บความเจ็บปวดมานานเกินไป
“ฮึก... พ่อขอโทษ... ฮึก ข้า... ข้า...”
เขาตะโกนออกมาสุดเสียง โดยไม่สนว่าตัวเองคือใคร เขาไม่สนว่ามีใครมองอยู่ เขาไม่สนว่าสายตาของลูกสาวบุญธรรมทั้งเจ็ดจะมองเขาด้วยความเวทนาหรือดูแคลน
เขาแค่อยากร้องไห้ให้คนที่เขารักที่สุด ได้ยิน ถ้าลูกของเขายังอยู่ที่ไหนในโลกนี้ เขาอยากให้รู้ ว่าคนเป็นพ่อ...ไม่เคยพร้อมจะบอกลาเขาเลยสักครั้งเดียว
เขาเอามือทั้งสองข้างทุบพื้นเสียงดัง เลือดจากฝ่ามือเปื้อนหินแตกละเอียด แต่เขาไม่รู้สึกเจ็บเลยแม้แต่น้อย เพราะหัวใจของเขามันแตกละเอียดยิ่งกว่าพื้นตรงหน้า
“อ๊าาาาาาาาาาาาาาาาาาา”
เขาร้องไห้อย่างสิ้นหวัง ร้องไห้เหมือนเด็กที่ถูกพรากของรักไป ไม่มีร่างใดจะสั่นเทาได้มากไปกว่านี้ และไม่มีเสียงร้องไหนจะแหลมสูงไปกว่านี้อีกแล้ว
เขาจำได้ในวินาทีนั้นว่า วันที่อู๋จ้าวเกิด โลกทั้งใบของเขาเปลี่ยนไป เขาเกิดมาพร้อมกับความพิเศษยิ่งกว่าใครๆ ในโลกใบนี้ เพราะว่าเขาไม่สามารถฝึกตนได้แม้แต่นิดเดียว เขาเกิดมาเป็นมนุษย์ธรรมดา เขาอ่อนแอจนไม่มีใครอยากอุ้มแม้แต่แม่ผู้ให้กำเนิดเขาก็ตาม ไม่มีใครในตระกูลมองว่าเป็นอนาคตของอะไรทั้งสิ้น
แต่อู๋เวินไม่ได้สนใจเรื่องพวกนั้น เขารักเด็กคนนั้นด้วยหัวใจทั้งหมดที่เขามี เขาเลี้ยงเด็กคนนั้นมาด้วยมือของตัวเอง เขาอุ้มด้วยแขน เขากล่อมด้วยเสียง เขาปกป้องเด็กคนนั้นด้วยชีวิต เขาให้ลูกชายของเขาทุกอย่างที่พ่อคนหนึ่งจะให้ได้
ถึงลูกชายของเขาจะไม่มีแม่ เขาก็เลี้ยงเด็กคนนั้นมาด้วยความรักที่ไม่เคยขาดตกบกพร่อง เขาไม่เคยบ่น เขาไม่เคยหวังว่าลูกชายของเขาจะต้องเป็นใครหรืออะไรที่ยิ่งใหญ่แค่ไหน เขายอมให้โลกทั้งใบพังทลาย เขายอมฆ่าคนเป็นล้าน เขายอมเป็นปีศาจ เขายอมให้โลกทั้งใบเกลียดเขา เขายอมเป็นศัตรูกับคนทุกคนบนโลก
เขาแค่หวัง...ว่าลูกของเขาจะได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข
…….
…….
…….
แต่… วันนี้... ทุกอย่างจบลงแล้ว
ไม่มีสิ่งใดเหลือให้ปกป้อง ไม่มีแม้แต่เถ้ากระดูกให้กอด ไม่มีแม้แต่โอกาสสุดท้ายที่จะพูดคำว่าขอโทษหรืออะไรสักอย่างอีกสักครั้ง
มีเพียงเขาคนเดียวที่ยังหายใจอยู่กับความว่างเปล่า กับเถ้าถ่านที่กำลังหายไปของลูกชาย และกับคำถามสุดท้ายที่ไม่มีใครตอบได้อีกแล้ว
“ทำไมกัน...ลูกพ่อ...ทำไมเจ้าทิ้งพ่อไว้คนเดียวแบบนี้...”
ในขณะที่อู๋เวินยังคงจมอยู่กับความเศร้าโศกที่กัดกินหัวใจ ร่างของเขาทรุดลงนั่งนิ่งอยู่กลางสนามรบที่เปื้อนเลือด พลังในร่างกายแทบไม่หลงเหลืออีกแล้ว วิญญาณของเขาเหมือนหลุดลอยออกไปทั้งหมด
ท่ามกลางความเงียบงันนั้นเอง ดาบเล่มหนึ่งก็พุ่งเข้ามาเสียบทะลุหัวใจของเขาอย่างไม่ลังเล โลหิตสาดกระเซ็นออกจากกลางอก แต่ถึงแม้เลือดจะทะลักออกมามากเพียงใด ใบหน้าของอู๋เวินก็ยังคงนิ่งเฉย
เขาไม่ได้สนใจดาบที่แทงทะลุร่างเขาเลยแม้แต่น้อย สายตายังคงเหม่อมองฟ้าเหมือนร่างกายและจิตใจไม่ใช่สิ่งเดียวกันอีกต่อไป
ในจังหวะนั้นเอง เสียงของ ซุยอี้ องค์หญิงลำดับที่หนึ่งแห่งราชวงศ์อีกาทองคำก็ดังขึ้นอย่างแผ่วเบาแต่ชัดเจนในจิตใจ
“ข้าขอชื่นชมท่านจากใจจริง...และ… ลาก่อน”
เสียงของนางสั่นไหวเพียงเล็กน้อย แต่แฝงไปด้วยความจริงใจ ทว่าเสียงนั้นกลับไม่สามารถส่งไปถึงอู๋เวินได้
โลกของเขาค่อยๆ มืดลงทีละน้อย ทุกสิ่งเริ่มเลือนหาย ความรู้สึกต่างๆ ถูกตัดขาดเหมือนมีม่านหมอกแห่งความตายค่อยๆ ปกคลุม
...จนกระทั่ง
ในพริบตาเดียว ร่างของอู๋เวินกลับโผล่มาอยู่ในสวนหญ้าแห่งหนึ่งที่เขาเคยเห็นเมื่อนานมาแล้ว
สถานที่ที่เต็มไปด้วยดอกหญ้าเติบโตอิสระ แสงแดดอ่อนๆ ส่องลอดผ่านเมฆขาว ฟ้ากว้างเปิดโล่ง เสียงลมพัดใบหญ้าดังเบาๆ คล้ายเสียงกระซิบของอดีต
อู๋เวินยืนนิ่ง มองไปรอบตัวอย่างมึนงง ดวงตาของเขาว่างเปล่า ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น หรือว่าเขาตายแล้ว?
แต่ในจังหวะที่เขากำลังครุ่นคิด เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากข้างหลังของเขา
“ท่านพ่อ...”
เสียงของเด็กชายตัวน้อย แผ่วเบาแต่หนักแน่น ตรงเข้ามาในหูของเขา
อู๋เวินสะดุ้งเล็กน้อย หัวใจเต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้สาเหตุ น้ำตาของเขาไหลออกมาทันทีโดยไม่สามารถควบคุมได้อีกต่อไป
เสียงของเขาสะอื้นปนสั่นเทา เต็มไปด้วยอารมณ์ที่สลับซับซ้อน เขาหันกลับไปช้าๆ เด็กชายคนหนึ่งยืนอยู่ตรงนั้น ดวงตากลมโตจ้องมองมาทางเขาพร้อมรอยยิ้มเล็กๆ
อู๋เวินทรุดกายลงทันที ก้มตัวลงหาเด็กชายคนนั้นอย่างไม่สนอะไร เขายื่นมือไปสัมผัสไหล่เล็กๆ ของเด็กน้อย ก่อนจะร้องไห้ออกมาเต็มเสียง
“พ่อ... พ่อขอโทษ... พ่อขอโทษที่ปกป้องเจ้าไว้ไม่ได้...”
คำพูดที่เขาเก็บไว้ตลอดชีวิต ตอนนี้หลุดออกมาหมด ไม่มีอะไรต้องกลั้นอีกต่อไป ไม่มีศักดิ์ ไม่มีเกียรติ มีเพียงความเจ็บปวดของพ่อที่สูญเสียลูกไป
ทันใดนั้นเอง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นกลางอากาศ มันไม่ใช่เสียงของมนุษย์ ไม่ใช่เสียงจากใครคนหนึ่ง แต่มันคือเสียงของบางสิ่งที่อยู่เหนือชีวิต
[ท่าน... อยากช่วยเขาไว้หรือเปล่า?]