มารประหัตถ์ฟ้า (จบ)

    บทที่ 75 ภัยที่ซ่อนเร้นภายใต้ปริศนา

    บทที่75ภัยที่ซ่อนเร้นภายใต้ปริศนา


            เรือลำเล็กที่มีเพียงห้องพักด้านบนตัวเรือหนึ่งห้องและพื้นที่เก็บเสบียงท้ายเรือส่วนหนึ่งได้ล่องฝ่ากระแสน้ำนิ่งของแม่น้ำร้อยลี้ขึ้นสู่ทิศเหนือตลอดรายทางเรือลำนี้มิได้พานพบกับอุปสรรคใด จะมีก็เพียงม่านหมอกหนาที่ปกคลุมบดบังทัศนวิสัยและความเงียบเชียบของบริเวณที่ราวกับเป็นป่าช้าแห่งหนึ่ง

             

            ความเงียบเชียบกลางบึงน้ำที่สมควรจะมีสรรพสัตว์นี้ทำให้บรรยากาศบนเรือปรากฏความตรึงเครียดมากกว่าการพานพบอุปสรรคเสียอีกเพราะในสถานที่อันเป็นปริศนา ความเงียบนับเป็นความน่ากลัวมากที่สุดที่ผู้มาเยือนไม่ต้องการพบ

             

            สามตัวตนที่อยู่บนเรือพวกมันต่างมุ่งจิตสมาธิต่อรอบข้างอย่างไม่ลดละ ทุกการเคลื่อนที่ไปข้างหน้าไม่มีเวลาใดที่พวกมันจะไม่ระวังตัวสองตาดูแผนที่ สองมือบังคับเรือให้ไปตามทาง พยายามหลีกเลี่ยงความเสี่ยงทุกอย่างเพื่อหวังไปให้ถึงจุดหมาย

             

            แต่ม่านหมอกหนาแน่นเช่นนี้ทำให้การมองเห็นในระยะไกลเป็นไปได้ยากการเดินเรือจึงถูกควบคุมให้ช้าลงอย่างเห็นได้ชัด สามบุคคลที่อยู่บนเรือต่างสับเปลี่ยนหน้าที่กันอย่างไม่ขาดตก

             

            ล่องเรือตามกระแสน้ำที่ราบเรียบดั่งผิวกระจกได้ไม่นานพวกมันก็รู้สึกว่ามีบางอย่างกำลังเคลื่อนเข้าใกล้ ม่านหมอกถูกสายลมดึงดูดจนกวาดม้วนเป็นเกลียวเป็นเหตุให้หัวคิ้วของคนทั้งสามต้องขมวดจนแทบจรดกัน มือที่ถือคันบังคับได้ถูกละออกเช่นเดียวกับแผนที่เดินทางในมือก็ได้ถูกวางลง คนทั้งสามล้วนเร่งเร้าพลังลมปราณขึ้นมาที่ฝ่ามือทันใด

             

            รอจนเกลียวม่านหมอกหมุนวนรุนแรงขึ้นจนเริ่มมีสิ่งหนึ่งปรากฏโผล่พ้นทั้งสามจึงได้ลงมือออกไปในทันที!

             

            เช่นเดียวกับหลังม่านหมอกเมื่อเกลียวของหมอกขาวม้วนสลาย หมัดและฝ่ามือสี่สายก็พุ่งทะลวงออกมาเช่นเดียวกัน!

             

            ทว่าการจู่โจมราวกับสายฟ้าแลบนี้กลับต้องชะงักค้างกลางอากาศเพราะเมื่อเคลื่อนร่างชิดใกล้จนเห็นฝ่ายตรงข้ามได้อย่างชัดตา พวกมันค่อยรู้ว่าล้วนแล้วแต่เป็นพวกเดียวกันเอง

             

            พวกมันก็คือเจ็ดประมุขแห่งภาคีเจ็ดพรรคใหญ่

             

            พรรคที่เปรียบดั่งสุนัขรับใช้ของนิกายเทวะวจนะ!

             

            “ประมุขทั้งสามแห่งฝั่งตะวันตกพวกท่านก็มาถึงแล้ว"

             

            “นับว่าช้าไปบ้างแต่ต้องขออภัย"

             

            “เชิญพวกท่านขึ้นเรือก่อนเรื่องอื่นค่อยว่ากันบนเรือ"

             

            “ส่วนเรือเล็กของพวกท่านให้ผูกลากกับเรือของพวกเราลำนี้"

             

            ประมุขทั้งสามจากฝั่งตะวันตกได้ขึ้นเรือลำที่ใหญ่กว่าของสี่ประมุขจากฝั่งตะวันออกโดยผูกเรือของพวกตนยึดติดไว้กับเรือลำนี้เพื่อมิให้แยกห่างจากกัน อยู่ในสถานที่ที่เต็มไปด้วยปริศนาแลตำนานมากมายต้องอยู่รวมกันไว้จึงนับว่าจะประเสริฐที่สุด

             

            เมื่อเหล่าประมุขทั้งเจ็ดต่างรวมตัวบนเรือลำใหญ่แล้วปู้ชิงเถาที่ทำตัวแน่นิ่งมิไหวติงมาโดยตลอดก็มีโอกาสได้ผ่อนคลายแลเคลื่อนไหวร่างกายเสียทีตอนนี้ร่างกายของมันชาด้านจนแทบจะไม่มีความรู้สึกแล้ว มันบิดกายไปมาพร้อมกับโคจรพลังลมปราณขับไล่ความติดขัดไม่สบายตัวผ่านไปพักใหญ่อาการที่ชาด้านจึงดีขึ้น อาการบาดเจ็บที่สะสมมาก่อนหน้าก็ทุเลาลงไปมากเช่นเดียวกัน

             

            ปู้ชิงเถามันยังหลบฉากที่เรือลำเล็กเฝ้าสังเกตุท่าทีของประมุขจากเจ็ดพรรคใหญ่ การรวบรวมผู้กล้าแลมุ่งลงใต้คืออะไร และการที่พวกมันแอบมุ่งขึ้นเหนือเช่นนี้ต้องการกระทำสิ่งใดกันแน่หากเพียงต้องการค้นหาคัมภีร์ใยต้องให้เหล่าผู้กล้ามาที่แม่น้ำร้อยลี้นี้ด้วย

             

            ปู้ชิงเถามันยังไม่รู้ว่าเจ็ดพรรคใหญ่ต้องการใช้เหล่าผู้กล้าเป็นตัวล่อเหล่าผู้ฝึกญาณเพื่อเปิดทางให้พวกตนได้ดำเนินการตามเป้าหมายได้อย่างสะดวกขึ้นทั้งยังเป็นการยืมมือผู้อื่นให้รับมือกับศัตรูคู่อาฆาตโดยที่ฝ่ายตนมิสูญเสียอะไรมากเป็นการกระทำที่หวังผลแบบลงมือครั้งเดียวได้นกถึงสองตัว นับว่าป็นแผนการที่มีแต่ได้กับได้อย่างแท้จริง

             

            ร่างของปู้ชิงเถามิอาจขยับเข้าใกล้ไปมากกว่านี้เพราะเกรงว่าประมุขจากเจ็ดพรรคใหญ่จะสัมผัสถึงการเคลื่อนไหวของพลังลมปราณในกายตนได้หากจะให้อาศัยจังหวะนี้หนีลงจากเรือ มันก็พิจารณาดูแล้วว่า ท่ามกลางผิวน้ำที่ราบเรียบแน่นิ่งดั่งผิวกระจกทั้งยังมีม่านหมอกที่หนาแน่นเช่นนี้ การลงจากเรือไปนับว่าเป็นความอันตรายที่อาจมากกว่าการหลบอยู่บนเรือเสียอีกหากมันยังหลบซ่อนอยู่เช่นนี้ ยังมีหวังที่จะไปถึงจุดหมายได้ง่ายกว่าการเดินทางด้วยตนเอง

             

            คิดเช่นนี้มันจึงคืนกลับไปซุกซ่อนอยู่ที่มุมเดิมอาศัยขโมยกินเสบียงและน้ำบนเรือจนอิ่มหนำ และหลบซ่อนตัวเพื่อเดินทางต่ออยู่อย่างนั้นรอโอกาสและจังหวะอันเหมาะสมมาถึง มันจึงจะกระทำในแผนที่ตนคิดไว้

             

            ด้านบนของเรืออีกลำตอนนี้นั่งไว้ด้วยเจ็ดประมุขพรรคใหญ่อย่างพร้อมหน้าบุรุษชราวัยเกือบเจ็ดสิบ ผู้มีดวงตาเล็กหยี มีฐานะเป็นเจ้าสำนักอารามเทียนกู่ นามหวังสื่อเซี่ยด้วยอายุที่มากที่สุดมันจึงเปรียบดั่งเป็นหัวเรือของเหล่าประมุขในภาคีเจ็ดพรรคใหญ่อย่างกลายๆมันกล่าวขึ้น

            “นับว่าแผนที่พวกเราวางไว้ประสบผลตอนนี้เหล่าผู้ฝึกญาณคงติดกับคิดว่าพวกเราอยู่ที่นั่น”

             

            บุรุษวัยห้าสิบเศษผู้มีใบหน้าคมเข้มเจ้าสำนักดาบมายา นามผานอวู่ ผงกศีรษะ

            “ป่านนี้คงได้ต่อสู้กับเหล่าผู้กล้าที่คิดสร้างชื่อจนตกตายกันไปข้างแล้ว"

             

            จอกสุราในมือของบุรุษวัยห้าสิบเศษแต่ทำตัวเหมือนเป็นคนหนุ่มเจ้าสำอาง ผู้เป็นประมุขตำหนักเจ้าบูรพา นามกุ้ยเจิน ได้ถูกวางลงยังกราบเรือ

            “ยิงธนูนัดเดียวได้นกถึงสองตัวนับเป็นเรื่องที่ประเสริฐจริงๆ"

             

            สตรีวัยสี่สิบเศษมีใฝเสน่ห์โดดเด่นที่มุมปาก ประมุขพรรคเหนือธารา นามฟางเหนียง นางกล่าว

            “แต่ที่นี่ยังมีพรรคเอกยาจกที่นำหน้าไปก่อนไม่รู้ว่าพวกมันรู้เรื่องคัมภีร์ลมปราณในตำนานได้อย่างไร"

             

            ถึงคราวที่สามประมุขแห่งภาคีเจ็ดพรรคใหญ่ฝั่งทิศตะวันตกออกปากบ้างเป็นบุรุษชราอายุหกสิบเศษ ร่างอ้วนท้วม นามเจียเหอ ซึ่งเป็นประมุขพรรคภูษิตฟ้ากล่าวขึ้นมาก่อน

            “พรรคเอกยาจกมีเพียงประมุขคนใหม่ของพวกมันที่ต้องจับตา นอกนั้นก็เทียบได้กับมดปลวกกลุ่มหนึ่งมินับเป็นเรื่องคณามือ"

             

            บุรุษชราวัยห้าสิบเศษรูปร่างผอมสูงสวมชุดหนังวัว ประมุขพรรคภูษาทมิฬ นามเฉียวชิง กล่าวขึ้นอย่างเห็นต่าง

            “นับแต่ที่พวกเราถูกบีบให้ทำลายพลังญาณพวกเราก็นับเป็นมดปลวกเช่นเดียวกันมิใช่หรือ อย่าได้ประมาทจึงจะประเสริฐที่สุด”

             

            เจียเหอก็กล่าวแย้ง

            “จริงอยู่ที่พวกเราเป็นมดปลวกแล้วแต่อย่างไรประสบการณ์ที่สั่งสม กอปรกับพลังลมปราณที่ขัดเกลามาทั้งชีวิตทำให้พวกเราเป็นมดปลวกที่กลายพันธุ์ไปแล้ว"

             

            ขณะที่ทุกผู้กำลังสนทนากันอยู่นั้นบุรุษวัยสี่สิบเศษ ร่างกำยำสูงใหญ่ เจ้าสำนักกระบี่ไร้เงา นามเหลียงคุน ก็กล่าวขึ้นทั้งที่นัยน์ตายังจ้องเขม็งอยู่ที่น่านน้ำเบื้องหน้า

            “ก่อนที่จะกล่าวถึงผู้อื่นพวกเรามาคิดกันเถอะว่าจะออกจากวังวนน้ำเบื้องหน้าอย่างไร!”

             

            ทั้งที่เสมอมาผิวน้ำบนแม่น้ำร้อยลี้ทางตอนเหนือไหลเอื่อยจนดูแน่นิ่งราวกับผิวกระจกทว่าพอผ่านม่านหมอกตรงหน้าไปกลับปรากฏวังน้ำวนขนาดใหญ่ขึ้นอย่างที่มิอาจจะเป็นไปได้กระแสน้ำไหลนิ่งขนาดนี้จะมีวังวนน้ำได้อย่างไร นี่มันเกินกว่าคำว่าน้ำนิ่งไหลลึกไปไกลแล้ว!

             

            หวังสื่อเซี่ยรีบตะโกนก้อง

            “บังคับหัวเรือไปทิศตะวันตก!”

             

            ตัวของเหลียงคุนเองที่เป็นผู้บังคับเรืออยู่ก็ออกแรงหมุนคันบังคับสุดกำลังจนเรือเอนลู่ราวกับจะพลิกคว่ำ ดีที่มีเรือลำเล็กผูกติดถ่วงไว้ มันจึงช่วยเป็นตัวต้านความตึงผิวของแม่น้ำค้ำยันให้เรือที่เอียงอยู่ไม่คว่ำลง

             

            พอหักหัวเรือพ้นจากวังวนได้อย่างหวุดหวิดมันค่อยพบว่าที่แห่งนั้นมิใช่วังน้ำวนธรรมดา แต่มันเป็นร่องหินขนาดใหญ่ที่ดูราวกับหน้าผาขาดเป็นรูวงกลมกลางบึงน้ำที่ราวกับกำลังสูบน้ำจากบึงแห่งนี้ลงไปอย่างรวดเร็ว และดูเหมือนว่ามันจะมิเคยถูกท่วมเต็มหากมองจากที่ไกลห่างจะเห็นคล้ายวังน้ำวน ทว่าสภาพรูร่องกลางแม่น้ำแห่งนี้กลับร้ายกาจแลน่ากลัวกว่าวังน้ำวนยิ่งนักภายใต้สภาพหมอกที่หนาเช่นนี้ หากมีผู้สัญจรผ่านมา มิรู้จักจมลงสู่สถานที่อันพิสดารนี้ไปแล้วกี่ลำมิน่าเล่ามันถึงเต็มไปด้วยเรื่องราวที่ว่า แม่น้ำที่เข้าได้แต่ออกไม่ได้!

             

            โชคดีที่พวกมันระวังตัวตลอดเวลาพวกมันจึงรอดได้อย่างหวุดหวิด ประมุขทั้งเจ็ดยกมือขึ้นปราดเหงื่อบนใบหน้าอย่างพร้อมเพรียงขณะที่แล่นเรือผ่าน พวกมันก็ได้ชะโงกดูร่องรูลึกนั่นว่ามันมีจุดสิ้นสุด ณ ที่ใด สุดท้ายก็เห็นเพียงมวลน้ำที่ราวกับน้ำตกหมุนวนลงไปมิอาจมองเห็นสิ่งใดภายใต้หลุมนั่นอีก

             

            “น้ำส่วนหนึ่งตกลงยังรูนี้ก่อนมิน่าน่านน้ำที่พวกเราล่องเรือผ่านมาจึงไหลเอื่อยช้าราวกับนิ่งสงบ"

             

            “สภาพการณ์เช่นนั้นใครจะคิดว่าต้องมาประสบกับสภาพภูมิประเทศเช่นนี้"

             

            “เป็นแม่น้ำที่พิสดารเต็มไปด้วยปริศนาแลมากด้วยความอันตรายอย่างแท้จริง"

             

            ผ่านรูร่องกลางแม่น้ำมาได้ความเชี่ยวกรากของแม่น้ำก็ยิ่งเพิ่มพูน กำลังเรือแทบจะเคลื่อนออกไปข้างหน้าไม่ไหว อีกทั้งโขดหินมากมายก็เริ่มปรากฏสายน้ำที่เคลื่อนมาจึงดูราวกับสันหลังของมังกรที่ลดเลี้ยว ทั้งรุนแรง ทั้งกอปรไปด้วยแรงเสียดทานอันมหาศาลท้องเรือที่ถูกสันน้ำเคลื่อนกระทบสั่นไหวอย่างรุนแรง จนราวกับจะพังได้ทุกเมื่อ

             

            หวังสื่อเซี่ยขึ้นยืนบนหัวเรือทอดสายตามองผ่านโขดหิน ประเมินสถานการณ์ของทิศทางน้ำไหล หาจุดที่โขดหินน้อยที่สุด การไหลเชี่ยวของน้ำน้อยที่สุดก่อนออกปากเรียกประมุขทั้งหมดร่วมมือกันทำลายโขดหินที่จะกระทบต่อท้องเรือเบื้องหน้าพวกมันจึงร่วมมือร่ายรำเคล็ดวิชาทำลายจนโขดหินแตกกระจัดกระจาย ผ่านโขดหินมุ่งหน้าขึ้นไปหลายลี้ก็พบเรือใหญ่ลำหนึ่งที่กำลังอับปางกลางลำน้ำอันเชี่ยวกรากอย่างมิอาจต่อต้าน

             

            “เรือของพรรคเอกยาจก"

             

            “เฮอะ แค่นี้พวกมันก็สิ้นท่าเสียแล้ว"

             

            แต่เป็นหวังสื่อเซี่ยที่รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้องเรือของพรรคเอกยาจกที่เคลื่อนนำหน้ามาก่อนแล้ว แม้มันจะอับปางอยู่ตรงนี้ ทว่าทางที่พวกมันเดินเรือผ่านมาได้ก่อนหน้าสมควรจะมีร่องรอยอะไรทิ้งไว้บ้างอย่างเช่นเมื่อครู่พวกตนก็ล้วนทิ้งร่องรอยของโขดหินที่กระจุยกระจายไว้เพื่อเปิดทางมาทว่าทำไมถึงไม่มีร่องรอยการทำลายโขดหินเพื่อนำทางเรือของพรรคเอกยาจก

             

            คิดมาถึงตอนนี้หัวคิ้วของหวังสื่อเซี่ยก็ขมวดจนแทบจรดกัน

            “หรือว่าโขดหินที่ปรากฏอยู่นี้แท้จริงไม่ใช่โขดหิน”

            ยิ่งคิดมันยิ่งบังเกิดสีหน้าที่ซับซ้อน

            “เป็นไปไม่ได้หากมิใช่โขดหินแล้วมันจะเป็นสิ่งใด ที่นี่เราก็มิได้รับข้อมูล…. หรือว่า!”

             

            มิทันให้หวังสื่อเซี่ยได้กล่าวในสิ่งที่สงสัยออกมาโขดหินที่ถูกทำลายไปก็พลันก่อตัวขึ้นอีกครา ผนึกรวมตัวเหนือผิวน้ำแลทิ่มทะลวงเข้าใส่ตัวเรืออย่างรวดเร็ว

             

            โขดหินเหล่านี้กลับเป็นค่ายกลพลังญาณที่น่ากลัวและอันตรายค่ายกลหนึ่ง!

             

            มิน่าเรือของพรรคเอกยาจกจึงอับปางได้!

             

            เหล่าประมุขทั้งเจ็ดเห็นเช่นนั้นก็เบิกตาและกล่าวขึ้นด้วยความไม่อยากเชื่อ

            “มีค่ายกลพลังญาณระดับนี้ได้อย่างไรตามข้อมูลมิเห็นบอก!”

             

            “มิใช่ว่าผู้ฝึกญาณที่สามารถสร้างค่ายกลพลังญาณระดับนี้ได้ไม่หลงเหลือแล้วหรอกหรือ"

             

            “อย่าพึ่งสงสัยมากความรีบหาดวงตาค่ายกลแล้วทำลายมัน หากชักช้า ที่นี่ได้มีเรืออับปางเพิ่มอีกลำแน่!”

             

            เมื่อรู้ว่าโขดหินที่ปรากฏนี้คือค่ายกลพลังญาณที่มียอดคนสร้างเอาไว้พวกมันก็ต่างชักอาวุธคู่กายพร้อมลงมืออย่างเต็มที่ทันใด แต่ดูเหมือนว่าห้วงน้ำแห่งนี้มิได้มีเพียงค่ายกลพลังญาณเท่านั้นกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวจนเห็นเป็นสันคล้ายหลังมังกรที่ฉวัดเฉวียน ที่แห่งนั้นกลับมีบางอย่างที่แฝงความคมกริบตัดเฉือนเคลื่อนไปมา

             

            บนอากาศมีแท่งหินที่พร่าพรมราวห่าธนูในน้ำมีสิ่งประหลาดที่คมกริบราวใบมีด สถานการณ์ของเหล่าประมุขเจ็ดพรรคใหญ่มิได้ง่ายดายอย่างที่พวกมันวางแผนไว้แล้ว

             

            ซึ่งปู้ชิงเถาที่หลบซ่อนอยู่กับพวกมันก็พลอยถูกลูกหลงและรับพลังการโจมตีอันเป็นปริศนากลางแม่น้ำร้อยลี้แห่งนี้เช่นเดียวกัน!

             

             

             

             

             

             

             

             

             

             

     

    คล้ายกับเรื่องมารประหัตถ์ฟ้า (จบ) ที่คุณอ่าน