BEWARE เด็กอันตราย (จบแล้ว)

    46 : วันเบาๆ

    46 : วันเบาๆ
     

            หลังจากแยกมาจากเกลแล้ว  เนียร์ก็กลับไปยืนรออยู่ตรงหน้าห้างสรรพสินค้าที่เดิม  แต่กระนั้นก็ยังต้องรอไปอีกเกือบสิบนาที  กว่าที่คนที่รออยู่จะมาถึง

            “เนียร์!”  โมรีบวิ่งมาหา  ก่อนจะหยุดพักหายใจตรงหน้า

            “รู้รึเปล่าว่านี่กี่โมงแล้ว”  เนียร์ว่าเสียงนิ่ง  หากแต่เต็มไปด้วยอารมณ์ขุ่นเคือง  “นัดฉันไว้สิบโมง  แต่แกดันมาสายตั้งเกือบชั่วโมงแบบนี้เนี่ยนะ”

            “อย่าพึ่งบ่นได้ป่ะ  ถ้าอยากด่านักก็ไปด่ารถเมล์ที่ฉันนั่งมาไป๊”  โมป้ายความผิดไปที่รถแทน

            เนียร์ถอนหายใจ  ก่อนจะบอกว่า  “ช่างมันเถอะ  แล้วนี่จะไปไหนกันดีล่ะ  เดินห้างมั้ย”  เธอถามเพราะเห็นว่าห้างที่ตนมายืนรออยู่นั้นได้เวลาเปิดแล้วพอดี  แต่ดูเหมือนว่าโมจะไม่ได้ฟังที่เธอพูดอยู่เลยสักนิด  เพราะก้มดูนาฬิกาแล้วจับมือเธอฉุดให้ตามไปด้วยทันที

            “เฮ้ย! โม  แกจะพาฉันไปไหนเนี่ย”

            “เอาน่า  รีบตามมาก่อนก็แล้วกันน่า”

            โมพาเนียร์ไปแถวตามร้านขายของทั่วไปใกล้ๆ กับห้างที่พวกเธออยู่กันเมื่อกี้นี้  แต่ว่าโมกลับไม่ได้เดินออกไปตรงๆ  กลับทำท่าลับๆ ล่อๆ สอดส่องไปมาเหมือนกำลังหาใครอยู่โดยไม่อยากให้คนอื่นรู้

             “...โม  แกทำอะไรอยู่น่ะ”

            แทนคำตอบ  โมกวักมือเรียกเธอ  แล้วชี้ไปที่ชายหญิงคู่หนึ่งเดินมาด้วยกันตามทางเท้า

            “นั่นเพียวกับจินนี่"  เนียร์แปลกใจที่เห็นสองคนนี้อยู่ด้วยกัน 

            “แกจำที่จินมันเรียกเพียวไปคุยได้ปะ  สองคนนั้นมันนัดมาเจอกันวันนี้ไง  ฉันอยากรู้ว่ามันจะมาทำอะไรกัน  ก็เลย...” 

                “ชวนฉันมาสืบดูด้วย”  เนียร์พูดต่อทันควัน  เหมือนรู้ความคิดเพื่อนตัวแสบดี

                ส่วนเจ้าตัวแสบยังไม่สำนึกว่ากำลังแส่เรื่องชาวบ้าน  หันมาบอกเสียงใส  “ถูกต้องนะคร้าบ  เพราะงั้น...อ้าว  แกจะไปไหนอ่ะ”  โมร้องทันทีที่เห็นคนมาด้วยทำท่าเดินหนีซะอย่างนั้น

            “ก็เห็นแล้วก็รู้นิว่าสองคนนั้นมาเที่ยวด้วยกัน  ไม่เห็นมีอะไรต้องสืบเลย  ถ้าแกมีธุระแค่นี้ล่ะก็  ฉันกลับก่อนล่ะ”  เนียร์ว่าพลางโบกมือลา  แต่เดินไปยังไม่ทันถึงก้าวดี  อีกฝ่ายก็คว้าชายเสื้อเธอเอาไว้ได้ทันเสียก่อน

            “เฮ้ย  ปล่อย  ฉันจะกลับบ้าน”  เนียร์ดึงเสื้อตัวเองกลับ  แต่ฝ่ายนั้นก็ไม่มีทีท่าว่าจะปล่อยง่ายๆ  กลับยึดแน่นเหมือนเป็นหลักที่พี่ง

            “ไม่เอาอ่า  แกอยู่เป็นเพื่อนฉันก่อนสิ  เอลก็ไม่ว่าง  เหลือแต่แกคนเดียว  แล้วแกคิดจะทิ้งเพื่อนที่ทั้งน่ารัก  น่าสงสารสุดแสนจะน่าเอ็นดูคนนี้ได้ลงคอเชียวเหรอ”

            น่าเอ็นดูบ้านแกสิ!

            เนียร์นึก  คิดอยากถีบไอ้หัวยุ่งนี่ไปให้ไกลๆ ตรีน  แต่มันก็ไม่ยอมปล่อย  ดึงเสื้อกลับชนิดที่ว่าถึงจะหลุดเสื้อฉีกแหกไปก็ไม่สน

            “ไม่สนเว้ย  เชิญน่ารัก  น่าสงสาร  น่าเอ็นดูให้คนแถวนี้เก็บไปเลี้ยงเองเถอะ”

            โมเริ่มเบะปาก  อย่างที่เนียร์คิดว่าเดี๋ยวอีกสักพักมันคงจะลงไปร้องชักดิ้นชักงอเหมือนเด็กถูกขัดใจ  ถ้าเป็นแบบนั้น  เธอจะเดินหนีไปอย่างไม่คิดเหลียวกลับมาอีกเลย 

            แต่ทว่า...โมกลับทำเรื่องผิดคาด  เมื่อเจ้าหัวยุ่งสงบลงไป  พร้อมกับเงยหน้าช้อนตาทำตาปิ๊งๆ  สีหน้าแบบลูกหมาที่กำลังอ้อนให้คนเก็บมันไปด้วย  ชวนให้คนมองหายใจดังเฮือก

            “เนียร์  ไปเป็นเพื่อนกับฉันหน่อยน้า  ขอร้องล่ะน้า  น้าๆๆๆ”

            คนถูกอ้อนถึงกับกลืนน้ำลายดังเอื๊อก  นึกไม่ถึงว่ามันจะใช้วิธีนี้มาเอาชนะ  ราวกับจะรู้

            “น้า  เนียร์น้า  ไปด้วยกันน้า”

            ง่า...

             


     

            “โอ๊ะๆ  เป้าหมายกำลังเข้าไปในห้างแล้ว  ตามไปเล้ย”

            เสียงร่าเริงเต็มพิกัดร้องบอกพอๆ กับคนพูดที่มีท่าทีกระตือรือร้นสุดขีด  ก่อนจะเข้ามาลากเธอให้ไปด้วยกัน

            ไม่น่า...ไม่น่าเลยจริงๆ

            เนียร์กุมขมับตัวเอง  ที่สุดท้ายก็ต้องยอมลงจากแท่นให้เพื่อนตัวดีลากไปจนได้  ซึ่งมันก็คงรู้ดีแหละ  ว่าถ้าเธอยอมลงเมื่อไหร่  จะว่าอะไรก็ว่าตามกัน  ฉิวละล่องไปมีมีคัดค้าน  ไม่งั้นคงไม่พูดออกมาหรอกว่า

            “บอกไว้ก่อนนะว่าฉันไม่ได้บังคับแกเลยสักจิ๊ดเดียว  เพราะงั้นถ้าโดนเพียวจับได้ขึ้นมา  ก็ต้องโดนด้วยกันนะ”

            ไม่ได้บังคับ?

            หางคิ้วคนยอมตามมาดีๆ ชักกระตุก  พลางมองชายเสื้อตัวเองที่ตอนนี้ย้วยยานอย่างเห็นได้ชัดไปข้างนึง 

            แจ่มแจ้งทีเดียวว่าไม่ได้บังคับ

            ก็แค่ถ้าไม่มาด้วย  ก็จะไม่ยอมปล่อย  ถ้าไม่ตอบตกตง  ก็คงยืนร้อง ‘น้าๆ’ แบบนั้นทั้งวัน...ก็เท่านั้นเอง  ไม่ได้มีการบังคับใดๆ ทั้งสิ้น

            แต่คนที่ตัดขาดกับเพื่อนไม่ได้สักที  ก็ได้แต่ตามใจ  ยอมทำตาม  ว่าอะไรก็ว่าตามกัน  ก็ยอมลงมาจากแท่นให้แล้วนิ

             

            หลังจากเดินดูของในห้างกันไปได้สักพักนึง  เพียวกับจินก็พากันขึ้นบันไดเลื่อนไปกันชั้นบนสุดของห้าง  อันเป็นแหล่งที่ทุกคนรู้กันดีว่ามันเป็นแหล่งรวมของบันเทิงทั้งหลาย  ทั้งร้านเกม  โรงหนัง  ร้านขายของวัยรุ่นนาๆ

            แล้วคนที่ถูกคนอื่นตามติดอยู่ก็ไม่ได้ทำเรื่องที่ผิดไปจากที่คนตามอยู่คิดเลยสักนิด  เมื่อทั้งคู่พากันเข้าไปซื้อตั๋วหนัง  แต่สิ่งที่ทำให้คนแอบดูอยู่ตกใจแทบช็อคนั้น...

            “พระเจ้าช่วยกล้วยทอดแม่ปิ้งขาย!  เพียวดูหนังรัก”

            “แม่แกปิ้งกล้วยขายด้วยเหรอ”

            “นั่นใช่จุดที่ควรสนใจปะ  ไอ้เพียวมันเลือกดูหนังรัก  หนังรักเชียวนะ  ผิดวิสัยมันชัดๆ”

            ก็ปกติเวลาเพียวจะเลือกดูอะไร  ต้องออกแนวบู๊เลือดสาด  รึไม่ก็หนังผีชวนหัวโกร๋นทุกที  แถมยังหัวเราะไปกินป๊อปคอร์นไปได้หน้าตาเฉยแม้ภาพตรงหน้าจะชวนแหวะขนาดไหนก็ตามอีกต่างหาก

            เนียร์กับโมนึกแปลกใจก่อนหน้านี้แล้ว  ที่ร้านแต่ล่ะร้านที่เพียวเลือกเข้าไป  มีแต่ร้านขายของน่ารักๆ ทั้งนั้น  ทั้งๆ ที่ตอนเดินกับพวกเธอจะเมินผ่านไม่แม้แต่จะเหลียวมอง

            “รึไอ้เพียวจะนิสัยสาวน้อยเกินคาด”  โมตั้งข้อสงสัย

            “ก็ไม่แน่นะ  ขนาดตอนเอลซื้อตุ๊กตาหมาให้ยังดีใจซะขนาดนั้นเลย”  เนียร์ว่า  เพราะถึงแม้ว่าจะบอกว่าเป็นกลุ่ม  แต่ยังไงๆ มันก็ต้องมีบางส่วนอยู่แล้วที่สนิทกันมากเป็นพิเศษ  อย่างที่โมจะสนิทกับเนียร์มากกว่าใคร  พอๆ กับที่เพียวสนิทกับเอล  จนบอกความชอบลับๆ นี้ให้ได้รู้เพียงคนเดียว

            แต่คิดไปคิดมาแล้ว  ถ้าจะเลือกบอกความลับกับใครในกลุ่มล่ะก็  ไม่ว่าใครก็คงเลือกเอลอยู่แล้วนี่เนอะ  ก็คนอื่นนอกจากนี้  บอกไป  เชื่อเถอะ  ครึ่งวัน...แม้งรู้กันทั้งห้อง

            “แล้วทำไมเพียวมันบอกความลับนี้ให้จินรู้ง่ายๆ แบบนี้อ่ะ  คิดดูดิเนียร์  เราเป็นเพื่อนมัน  มันยังไม่บอกเลยนะ”  โมพูดไปก็เขย่าตัวอีกฝ่ายไปด้วยอย่างต้องการคำตอบ

            “งั้น...”  เนียร์เกริ่น  แม้จะยังถูกโยกตัวไปมาไม่หยุด  “ก็เหลือแค่เหตุผลเดียวแล้วล่ะ  ถ้าหากชวนกันมาเที่ยวดูหนังรักแบบนี้  แล้วยังให้รู้ความชอบตัวเองแบบนี้อีก  ก็แสดงว่า...”

            โมหยุดเขย่าตัวเนียร์  แล้วมองตากัน  ก่อนจะมองไปทางสองคนนั้นที่จินจูงมือเพียวเข้าไปในโรงหนังด้วยกัน  เป็นคำตอบที่บอกมาเองโดยไม่ต้องใช้คำพูดใด

            “...เนียร์”

            “อะไร”

            “แกอยากเข้าไปสวีทกับฉันในโรงปะ?”

            “เรื่องดิ”

            เป็นอีกคำตอบที่ไม่แทบไม่ต้องใช้สมองคิดเพื่อหาคำมาตอบเลยทีเดียว

             


     

            ณ บริเวณดาดฟ้านั้นเป็นลานกว้าง  คนสองคนยืนเผชิญหน้ากันอยู่  รอบด้านมีเชือกกั้นไว้ไม่ให้คนนอกเข้าไปได้  ผู้คนมากหน้าหลายตาที่ไม่รู้จักมาก่อนมาคอยยืนเชียร์โบกไม้โบกมือให้สองคนในลานนั้น  ที่ดูจะผ่านการต่อสู้มาเป็นเวลานานแล้ว

            “คอยดูเถอะ  คราวนี้ฉันจะเอาจริงแล้วนะ”  เนียร์ว่าพลางกำหมัดแน่น  มองคู่ต่อสู้ที่หลงลืมไปแล้วว่าเคยเก่งมากขนาดไหน

            สาวผมยุ่งที่อยู่ด้านตรงข้ามแสร้งทำเป็นหาวหวอด  ก่อนจะเหยียดแขนยืดเส้นยืนสายเหมือนจะบอกว่า  ที่ผ่านมาก็ยังไม่เอาจริงเหมือนกัน  แล้วตั้งท่ายืนเฉยๆ เหมือนจะยั่วให้ด้านตรงข้ามเป็นฝ่ายเข้ามาหาเอง

            “เอาล่ะนะ  เตรียมรับมือ”  เนียร์ส่งแรงวิ่งไปสุดแรงเกิด 

            เมื่อไปถึงตัว  ก็ปล่อยหมัดออกไปทันที  แต่ก่อนที่หมัดนั้นจะไปถึงตัว  ร่างน้นก็กระโดดสูงหลบอย่างง่ายดาย  ก่อนจะตีลังกากลางอากาศลงมายังพื้นอย่างสวยงาม

            “จุ๊ๆ”  โมกระดิกนิ้วไปมา  “ถึงแกจะออกไปสู้ข้างนอกมาขนาดไหนก็เถอะ  แต่ยังมีอีกมากที่แกต้องเรียนรู้นะเนียร์”

            “ชิ”  เนียร์กัดฟันแน่นเมื่อถูกหยามหน้ากันขนาดนี้

            “ยอมแพ้ซะเถอะน่าเนียร์”

            “ไม่!” 

            แค่เรื่องนี้เท่านั้นที่เธอจะไม่ยอม

            “ศักดิศรีห้าสิบที่ฉันเสียไป  ไม่ว่ายังไงก็ต้องกู้หน้าคืนมาให้ได้  คอยดูเถอะ!”

            ว่าแล้วหญิงสาวก็จัดการชาร์จพลัง  เกิดออร่าสีทองขึ้นรอบตัว  พร้อมกับมวลอากาศหนักๆ จนทำให้แผ่นพื้นสะเทือน  พื้นที่ปูเริ่มปริแตก  เส้นผมปลิวกระจาย

            ร่างนั้นบิดข้าง  เท้าข้างขวาถอยไปย่อรองรับน้ำหนัก  มือสองข้างมาผสานกันที่เอว  พลังบางอย่างมารวมกันที่มือนั้น  บังเกิดลูกไฟที่ค่อยๆ เจิดจ้าขึ้นเรื่อยๆ

            “พลัง – คลื่น – เป็ด - สะท้านฟ้า!”

            กู่ร้องก้องดังพร้อมกับปล่อยลูกไฟในมือนั้นออกไปทางอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว

            แต่อนิจจา  เพียงอีกฝ่ายกระโดดหลบขึ้นไปบนกลางอากาศเท่านั้น  กระแสพลังที่ทำได้เพียงปล่อยไปตรงๆ  ก็พลาดเป้าหมายไปอย่างน่าเสียดาย

            “อ๊ะ!”  เนียร์ตกใจที่อีกฝ่ายเข้ามาใกล้ระยะประชิดในนาทีที่เธอกำลังตะลึงที่อีกฝ่ายหลบลูกพลังตัวเองได้  และแน่นอนว่าทางนั้นไม่ปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอยไปแน่

            หมัดที่ยกเสยขึ้นพร้อมกับกระโดดขึ้นตาม  ส่งผลให้แรงที่กระแทกคางนั้นหนักหน่วงรุนแรงอย่างที่สุด  อย่างที่สามารถทำให้หักคาที่ได้เลย

            “หมัด –โช - ลิง- กัง!!”

            “อ๊าก!!”

            K.O.

            ตัวอักษรหนาปรากฏเด่นหราตรงหน้าจอ  ทำเอาผู้แพ้ร้องลั่น

            “ไม่จริ๊ง!”

            “ฮ่าๆๆ”

            เสียงหัวเราะดังมาจากฝั่งตู้เกมตรงข้าม  พร้อมกับหัวยุ่งๆ  ที่โผล่ออกมาพูดกับเธอ

            “แกแพ้เป็นครั้งที่ห้าแล้วน้าเนียร์  คิดจะต่ออีกอ๊ะเปล่า  พร้อมเสมอนะ”

            เนียร์ฟาดฝ่ามือกระแทกตู้พร้อมกับลุกขึ้นยืน  “ไม่เอาแล้ว  เลิก!”

            “คิดจะมาชนะฉันในเกม  มันยังเร็วไปร้อยปีนะ”  โมหัวเราะร่า  เพราะนี่เป็นเรื่องเดียวเท่านั้นที่เธอเก่งที่สุด

            เนียร์เองก็รู้ดี  แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังยอมเสียเงินไปตั้งห้าสิบบาทเพื่อแก้ตัว  แต่กระนั้นก็ไม่อาจเอาชนะได้  ถึงสู้ของจริงโมอาจไม่เทียบชั้น  แต่ถ้าเป็นเรื่องเกมล่ะก็  ให้ตายมันก็ไม่มีวันยอมแพ้ให้ใคร

            “ยังเหลือเวลาอีก  เล่นอะไรอีกดีอ่ะเนียร์”  โมถาม  พลางมองไปทั่วเกมเซ็นเตอร์ที่ตนชวนอีกฝ่ายมาเล่นฆ่าเวลา

            “แกเล่นไปเถอะ  หมดอารมณ์”  เนียร์ทำหน้าเซ็งกับห้าสิบบาทที่เสียไปจนไม่นึกอยากเล่นอะไรอีก

            เห็นท่าแบบนั้น  โมเลยลดดีกรีความซ่าตัวเองลงไปหน่อย  แต่ก็นะ...เรื่องแบบนี้   นานๆ ทีจะมีที  จึงอดที่จะแกล้งแหย่ไม่ได้

            “นี่แกงอนเหรอที่ฉันไม่ปล่อยให้แกชนะบ้างอ่ะ  นี่ฉันก็อุตส่าห์ออมมือให้แล้วเชียวน้า  คิกๆ”

            โป๊ก

            “โอ๊ย  มันเจ็บนะ  นังหมูอ้วน”  คนโดนเขกหัว  ลูบหัวตัวเองป่อยๆ

            “แล้วนั่นมันคำปลอบใจบ้านแกเรอะไง  ยัยปากมาก..ไป  อยากไปเล่นอะไรก็ไปเลยไป”

            “โธ่  แค่นี้เอง  ฉันเล่นกับแกแล้วมันสนุกกว่านี่นา  ไปหาอะไรเล่นด้วยกันเถอะ  เล่นเกมจับผิดภาพด้วยกันก็ได้”  โมชี้ไปที่เครื่องเล่นที่ว่างอยู่  แล้วลากเนียร์ไปด้วยอย่างไม่คิดถามความสมัครใจ  แต่ว่ายังไม่ทันได้นั่ง  เสียงจากตู้คีบตุ๊กตาที่อยู่ไม่ห่างกันนักก็เรียกความสนใจไป

            “หล่นลงไปอีกแล้ว  ใจร้ายจัง  ใจร้ายที่สุดเลย  ตุ๊กตาแค่นี้ทำเป็นหวงไปได้”

            เมื่อเห็นคนกำลังลำบาก  เป็นเวลาเดียวกันกับที่นึกอยากถีบเจ้าตัวยุ่งไปไกลๆ  เนียร์ก็ถือโอกาสเรียกผู้หญิงคนนั้นเสียเลย

            “นี่  เธอน่ะ  ให้เพื่อนฉันช่วยมั้ย”

            เธอคนนั้นหันมามอง  และเมื่อตาสองคู่ประสานกัน  ความซวยของคนถูกเรียกก็บังเกิดทันที

             


     

            ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้เล็กน้อย  ขณะที่จินกับเพียวพึ่งเดินเข้าไปในห้าง  โดยมีเนียร์กับโมตามเข้าไปติดๆ  โดยไม่ได้รู้ตัวเลยว่าพวกเธอก็กำลังถูกตามตัวอยู่ด้วยเหมือนกัน

            “โห  ที่นี่เหรอ  ที่เรียกว่าห้างสรรพสินค้า”  ดวงตาสีน้ำเงินเข้มเบิกกว้างอย่างตื่นตาตื่นใจ

            สถานที่กว้างขวางโอ่โถงยิ่งกว่าที่ใดที่เคยเจอมา  มีร้านค้าหลากหลายล้วนดึงความสนใจของเกลไปจนหมด  จนแทบจะเดินชนคนอยู่หลายครั้งหากไม่ได้ชายหนุ่มที่มาด้วยกันคอยดึงตัวเอาไว้

            “เกล”  เขาปราม  “อย่าลืมว่าควรทำอะไร  แล้วก็เลิกทำตาล่อกแล่กแบบนั้นได้แล้ว  มันดึงดูดความสนใจคนอื่นอยู่”

            กิลรู้สึกมาตั้งแต่เริ่มเข้ามาในห้างนี้แล้ว  ว่ามีสายตาหลายคู่กำลังจ้องมาที่พวกเขา  กิลเลยอนุมานเอาว่าเป็นเพราะน้องสาวของตนที่มีท่าทีตื่นเต้นเกินปกติ

            เมื่อได้รับคำเตือน  เกลก็รับรู้ได้เช่นเดียวกัน  หันมองไปยังต้นสายตาเหล่านั้น  แล้วต้องพบว่าสายตาทั้งหลายนั้นมาจากพวกผู้หญิงนั่นเอง  ซึ่งพากันมองมาที่พวกเธอแล้วพากันกระซิบกระซาบอะไรบางอย่างแก่กัน

            แต่บางอย่างในความผิดปกตินั้น  เกลที่เป็นผู้หญิงเหมือนกันกลับรู้สึกได้ถึงบางอย่าง  เลลองผละตัวออกจากพี่ชายฝาแฝด  แล้วต้องพบว่าจุดรวมสายตายังคงอยู่ที่เดิม  นั่นคือที่พี่ชายของเธอนั่นเอง

            เมิ่อได้รับรู้คำตอบชัดเจนแล้ว  เกลก็รีบแจกแจงให้พี่ชายรับรู้ทันที

            “พี่กิลพูดผิดแล้ว  พวกนั้นไม่ได้มองเกลสักหน่อย  เขามองพี่กิลต่างหากล่ะ”

            “ว่าไงนะ” กิลชะงักกึก  แล้วหันไปมองทางผู้หญิงพวกนั้นตามคำบอกของเกล  ซึ่งพากันหลบตาแล้วหัวเราะคิกคักกันใหญ่

            “เห็นมั้ยล่ะ  เขาสนใจพี่กิลต่างหาก”  เกลรีบปัดความผิดที่ตัวเองไม่ได้ก่อออกไป

            กิลทำหน้าเฉยชายิ่งกว่าเดิม  ถามกลับ  “แล้วผู้ชายพวกนั้นล่ะ”

            “เอ๋?”  เกลงง  หวังได้คำอธิบายเพิ่ม  แต่กิลกลับเดินนำลิ่วไปโดยไม่สนใจอีก  ทำให้เธอต้องหันมองรอบด้านอีกครั้ง  แล้วก็ได้พบผู้ชายพวกนั้นที่กิลว่าไว้  ที่พอรู้ว่าเธอรู้ตัวแล้วก็พากันหันไปอีกทางทันที  แล้วไม่ใช่ผู้ชายแค่กลุ่มนี้เพียงกลุ่มเดียวเท่านั้นที่กำลังมองเธออยู่  ทำให้เกลได้แต่เลิ่กลั่ก

            “เอ๋?  ทำไมกันล่ะ”  เธอมองพี่ชายอย่างขอความช่วยเหลือ  แต่เขาไม่ท่าทีว่าจะหันกลับมาแต่อย่างใด  ทำให้เธอรีบวิ่งตามไป  “พี่กิล  รอเกลด้วย”

             


     

            “ทำไมกันนะ”  เกลสำรวจตัวเองอย่างไม่เข้าใจ  คิ้วขมวดอย่างคนคิดหนัก  “เกลว่าเกลก็ศึกษาการแต่งตัวของคนที่นี่เป็นอย่างดีแล้วนะ  ทำไมถึงยังมองกันอยู่ได้ล่ะ...หรือจะมีตรงไหนผิดไป”

            หญิงสาวพึมพำไปแล้วก็มองดูเงาตัวเองที่สะท้อนในกระจกเงาใสของตามร้านค้าที่เดินผ่าน  ก่อนจะหยุดอยู่หน้าร้านเสื้อผ้าแบรนเนมร้านนึงตามคำบอกของกิล  เพราะเห็นพวกเนียร์หยุดเดินเช่นกัน

            “นี่  พี่กิลว่าเกลแต่งตัวแปลกไปจากผู้หญิงคนอื่นรึเปล่า”  เกลหันไปถามที่พึ่งสุดท้ายที่ไม่ค่อยจะมีปากไว้ใช้พูดเท่าไหร่  ยิ่งให้มาวิจารณ์เรื่องการแต่งตัวของผู้หญิงนั้นยิ่งแล้วใหญ่  แต่ในเมื่ออีกฝ่ายคือน้องสาวสุดรัก  กิลก็ได้แต่ทำใจต้องหันมาสนใจเรื่องนี้สักนิด

            จนถึงตอนนี้ทั้งคู่ก็ยังคงไม่เข้าใจสาเหตุที่ถูกคนจ้องมอง  ไม่ใช่ว่าพวกเขาแต่งตัวประหลาดหรอก  แต่เป็นเพราะพวกเขาใส่ชุดพวกนี้ขึ้นสุดๆ ต่างหากล่ะ  แต่ล่ะคนจึงอดไม่ได้ที่จะมอง  แล้วสงสียกันว่าพวกเขาจะเป็นพวกดาราต่างชาติที่เข้ามาเที่ยวในไทยรึเปล่า

            กิลสำรวจมองน้องสาวแล้ว  ตอบว่า  “ไม่แปลกหรอก  บางที...ที่พวกเขามองอาจไม่ใช่ชุด”  ถ้อยประโยคต่อมา  จากเสียงที่เรียบเฉยก็เฉยมากยิ่งขึ้น  สงบลึกราวกับจมอยู่ในห้วงกระแสน้ำ  ปลายนิ้วยกขึ้นสัมผัสดวงตา  “แต่เป็นที่ดวงตาสีประหลาดนี้”

            “พี่กิล”  เกลรู้ทันทีว่าเขาต้องการสื่อถึงอะไร  จึงพยายามแก้ความ  “แต่คนพวกนี้ไม่รู้ความหมายของสีตานี้เสียหน่อย  ตอนเจอเนียร์เมื่อกี้  เนียร์ก็แค่บอกว่ามันดูไม่ใช่ของคนประเทศนี้ก็เท่านั้นเอง  เพราะฉะนั้น...”

            กิลยกมือขึ้นลูบหัวเธอ  เป็นการหยุดชะงักคำพูดไว้โดยพลัน  รอยยิ้มจางๆ บนใบหน้าที่ปกติจะเรียบเฉยนั้น  ถูกส่งมอบให้เป็นการบอกว่าไม่เป็นไร  ก่อนจะกล่าว

            “ณ  ตอนนี้ยังไม่รู้  แต่หากรู้เมื่อไหร่  ความหมายของสิ่งนี้คงทำให้พวกนั้นปฏิบัติตัวกับเราไม่ต่างจากคนในเผ่า”

            “แต่เนียร์...”  เกลตั้งใจจะแก้ต่างให้  แต่กิลไม่คิดสนใจต่อ  รีบเดินตามพวกข้างหน้าที่เริ่มเดินอีกครั้งแล้ว  ทำให้เกลเก็บคำเหล่านั้นเองไว้  เม้มปากแน่น  แม้อึดอัดใจก็ตามที

            หากคนเหล่านี้ได้รับรู้...กิลคิด  พวกเขาคงไม่ต่างจากคนในเผ่า  ที่ทำตัวรังเกียจและเหยียดหยามพวกเขาในทันที  เพราะความหมายของมัน  หมายถึงว่าเขาต้องตกเป็นเบี้ยล่างนี่นะ  ต่ำต้อยเกินกว่าแม้แต่ชาวบ้านธรรมดายังกล้าทำสายตาดูถูกขนาดนั้น  ทั้งๆ ที่เพียงตระกูลเดียวที่พวกเขาจะรับใช้  คือตระกูลของท่านเดสิตเท่านั้น

             

     

            “เกม..เซ็นเตอร์?”

            เกลอ่านตัวหนังสือที่ติดอยู่ข้างหน้า  ก่อนหัวคิ้วที่มุ่นกันอยู่จะคลายออก  แล้วเปลี่ยนมาเป็นยิ้มกว้างดั่งเด็กเจอของถูกใจ

            “พี่กิล  ที่นี่คือเกมเซ็นเตอร์แหละ  เป็นที่รวมเกมตู้ทั้งหลายสินะคะ  ว้าว”  เกลมองด้วยความสนอกสนใจ  เสียงเครื่องเล่นต่างๆ ที่ทำให้รู้สึกคึกคัก

            หญิงสาวเห็นว่าคนที่พวกเธอกำลังจับตามองอยู่เข้าไปเล่นที่ตู้เกมต่อสู้  ใจนึงก็อยากเข้าไปดูใกล้ๆ  แต่อีกใจก็กลัวชายข้างตัวจะว่าเอง  จึงยอมแอบดูอยู่ห่างๆ  แต่สิบนาทีก็แล้ว  ยี่สิบนาทีก็แล้ว  ก็ยังทำได้แค่ยืนอยู่เฉยๆ ตรงมุมมืดแบบนี้  ทำให้เกลทนไม่ไหวอีกต่อไป

            “พี่กิล  เกลขอไปเล่นได้มั้ย”  เกลโพล่งออกไปอย่างอดไม่อยู่  ยิ่งเห็นเด็กคนอื่นพากันทยอยเข้ามาเล่น  ยิ่งห้ามใจไม่ไหว

            คนที่กอดอกยืนอยู่เฉยๆ ได้ตลอดยี่สิบนาทีโดยไม่มีการขยับเขยื้อนใด  เมื่อได้ฟังคำขอแล้วถึงกับพ่นลมหายใจ  “เกล  ถึงเราจะมีเงินของที่นี่  แต่ไม่ได้หมายความว่าให้เอาไปใช้พร่ำเพรื่อ  แม้มีคนหามาให้  ก็จงสำนึกถึงคุณค่าที่เขาให้มา  ไม่ใช่เอาสิ้นเปลืองไปกับเครื่องเล่นพวกนี้”

            “โธ่  พี่กิลก็...”  เกลทำหน้าประดุจว่าโดนขัดใจ  ฮึดฮัดอยากหาคำมาโต้แย้ง  แต่ก็คิดไม่ออก  เพราะสิ่งที่พี่ชายพูดนั้นถูกต้องทุกอย่าง

            เงินพวกนี้..พวกเธอไม่ได้เป็นคนหามาเอง  แต่เป็นของจากคนในเผ่าที่ถูกส่งมาทำงานโลกภายนอกต่างหากเป็นคนจัดหามาให้  แม้จะเป็นจำนวนเงินที่มากอยู่  แต่พวกเธอก็ไม่ควรใช้ฟุ่มเฟือยจริงๆ นั่นแหละ

            หายาก...

            ใครคนหนึ่งเคยบอกไว้เมื่อพูดถึงเงิน  ยิ่งเป็นจำนวนมากแล้วยิ่งหายาก  ต้องทำงานอย่างหนักเพื่อให้ได้มันมา

            คนหามา...ต้องเหนื่อยแน่  แต่ก็ยังอุตส่าห์เอามาให้พวกเธอใช้  ความเหนื่อยยากที่กว่าจะได้มา  เธอไม่ควรใช้หมดอย่างไร้ค่า  ต้องใช้ทุกบาทอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์

            รู้...  แต่มันก็อดไม่ได้นี่นา

            “อย่างเดียวนะพี่กิล  เกลขอเล่นแค่อย่างเดียวเท่านั้น  แล้วจะไม่ขอเล่นอีกเลย”

            แววตามุ่งมั่นเป็นประกายอย่างไม่ยอมแพ้ที่จะเลิกล้มความตั้งใจ  แม้ว่าจะต้องโดนคำสวดต่อไปอีกสักกี่บทก็ตามที

            ตาสีน้ำเงินสองคู่จ้องกันราวกับจะวัดใจ  ก่อนในที่สุดหญิงสาวจะเป็นฝ่ายหลบไปก่อนเพราะอีกฝ่ายยื่นของบางอย่างมาให้ตรงหน้า

            กิลส่งแบงค์สีแดงให้กับเธอ  ด้วยสีหน้าที่ยังไม่ค่อยเต็มใจเท่าไหร่  กำชับแน่น  “ห้ามเกินไปจากนี้  ตกลงนะ?”

            แต่เพียงแค่นี้  เกลก็กระโดดกอดพี่ชายทันที  “เกลรักพี่กิลที่สุดเลย”

            แล้วเกลก็เลือกเล่นที่คีบตุ๊กตาที่เป็นพวงกุญแจ  แต่ไม่ว่าจะเล่นสักกี่ครั้งก็ยังไม่ได้เลยสักตัวเดียว  จนเป็นผลให้ทุกอย่างเกิดขึ้นแบบนั้น

             

            “คุณ!?”

            เกลเห็นหน้าคนที่คิดจะเข้ามาช่วยแล้วตกใจแทบช็อก  ส่วนคนที่อยู่ข้างๆ กันจนถึงเอกี้ก็หายหัวไปไหนแล้วก็ไม่รู้  ราวกับจะรู้ถึงการมาของคนตรงหน้า  แล้วก็ไม่คิดจะเตือนเธอเลยสักคำ  ปล่อยให้น้องสาวมาเผชิญหน้าคนเดียวแบบนี้เนี่ยนะ

            “อ้าว  เกล..สินะ”  พอได้เห็นหน้าชัดๆ แล้ว  เนียร์ก็จำเด็กประหลาดที่พึ่งเจอกันเมื่อเช้านี้ได้  เพราะมีหลายอย่างที่ชวนให้น่าจดจำ

            “แกรู้จักด้วยเหรอ”  โมถาม  พลางมองสำรวจหญิงสาวตรงหน้าอย่างสนใจ  ความคิดแรกคือ  คนๆ นี้น่ารักสุดๆ  แล้วเมื่อได้เห็นดวงตา  ก็ร้องทันที  “ว้าว  ตาเป็นสีน้ำเงินด้วย  อั่ก!” 

            เนียร์จัดการเขกหัวคนปากมากไปอีกรอบ  ไอ้ตัวยุ่งนี่ก็อีหรอบเดียวกันกับเธอเลย  เจอหน้าปุ๊ปก็ทักสีตาปั๊ป

            “เจ็บน้าเนียร์  เผลอกัดลิ้นด้วย”

            แต่เนียร์ไม่ได้สนใจ  โน้มตัวไปถามเด็กสาว  “อยากได้ตุ๊กตาเหรอ”

            “ค่ะ  แต่ฉันเล่นมาหลายรอบแล้ว  ยังไม่ได้สักที”  แล้วสีหน้าคนพูดก็สลดลงไป  “ทั้งๆ ที่อุตส่าห์ได้มาที่นี่แล้วแท้ๆ  ก็เลยอยากเก็บไว้เป็นของฝากน่ะค่ะ”

            ถึงตรงนี้เนียร์กับโมมองตากัน  โมชี้นิ้วน้อยๆ ไปทางเกล  ทำท่าเหมือนอยากจะถามอะไรสักอย่าง  แต่เนียร์ส่ายหน้าอย่างจะบอกว่าอย่าพึ่งถามอะไร

            เนียร์คิดว่าโมคงรู้สึกแบบเดียวกัน  เมื่อเห็นคนอยากได้ของฝากจากเครื่องเล่นคีบตุ๊กตาแบบนี้  ของในห้างในเมืองมีเป็นหลายร้อยหลายพันอย่างไม่เลือก  มาเลือกของแบบนี้เนี่ยนะ  โมคงอยากจะถามแน่ๆ ว่าเด็กนี้เป็นพวกประหลาดๆ รึเปล่า  แน่นอนว่าการมาตอบต่อหน้าแบบนี้คงไม่ใช่เรื่องดีเท่าไหร่

            “โม  แกคีบให้ทีดิ๊”  เนียร์ว่า  แล้วยื่นเหรียญของตัวเองให้กับเพื่อน

            “อยากได้ตัวไหนอ่ะ”  โมถามอีกฝ่าย

            พอถูกถาม  เกลก็มีท่าทีเหมือนไม่อยากจะเชื่อว่าพวกเธอจะเข้ามาช่วยแบบนี้  ก่อนจะชี้ไปที่ตุ๊กตากระต่ายหูยาวสีดำ  กับตุ๊กตารูปหมีหน้าบึ้งตึง 

            “ฉันอยากเอาไปฝากพี่ชายด้วยน่ะค่ะ”  เกลรีบเสริมเมื่อเห็นทั้งคู่ทำหน้าสงสัยที่เธออยากได้สองตัว

            เพียงไม่ถึงนาทีดี  เกลก็ได้ตุ๊กตาสองตัวมาไว้ในมือสมใจหวัง  รอยยิ้มกว้างพรายเต็มใบหน้า  เธอมองโมอย่างเทิดทูนมากที่สามารถเล่นเจ้าเครื่องนี้ได้อย่างง่ายดายแบบนี้

            “แหะๆ  เรื่องแค่นี้เอง  ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอก”  โมว่าพลางบิดตัวไปมาด้วยความเขิน

            เหมือนเกลพึ่งนึกขึ้นได้  รีบส่งเงินค่าตุ๊กตาไปให้คนที่ออกให้ก่อน

            “ไม่ต้องหรอก  ถือซะว่าฉันให้เป็นของขวัญละกันนะ”  เนียร์ว่า  แล้วต้องพบว่าตัวเองพลาดไป  ลืมไปชั่วขณะเลยว่าสาวตรงหน้าเป็นคนอย่างไร

            หมับ

            เกลเข้ามากุมมือเธอทั้งที่ในแขนหนีบตุ๊กตาเอาไว้  ดวงตาเฉิดแสงแรงกล้ว

            “คุณเป็นคนดีมากจริงๆ ด้วย”

            เนียร์ยิ้มค้าง  ขณะที่โมทำตาแปลกๆ ขณะมองพวกเธอ

            “แล้ว...”  เนียร์ว่า  พยายามเปลี่ยนเรื่อง  “เมื่อเช้าบอกว่ากำลังรอคนอยู่นี่  ไม่ได้มาด้วยกันเหรอ” 

            เท่านั้นแหละ  เกลถึงพึ่งนึกถึงคนถูกลืม  แต่บอกไปคงไม่ดีแน่  เพราะพี่กิลคงไม่อยากให้สองคนนี้รู้จัก  ไม่งั้นไม่หนีไปซ่อนแบบนี้หรอก

            “เอ่อ...ไม่ได้มาด้วยกันหรอกค่ะ  ถ้ายังไง  ฉันขอตัวก่อนละกันนะคะ”

            “จะไปแล้วเหรอ  จะไปกับพวกเรามั้ยอ่ะ”  โมชวน

            “ไม่ดีกว่าค่ะ  แต่ก็ขอบคุณมากๆ เลยนะคะสำหรับทุกอย่าง”  เกลก้มหัวเป็นเชิงขอบคุณอีกครั้ง  ทว่าก่อนที่จะเดินจากไป  สัมผัสอุ่นจากมือคนตรงหน้าก็เข้ามาวางไว้บนหัวของเธอ

            “ถ้าอย่างนั้น  ก็เดินทางดีๆ ล่ะ”  เนียร์ยิ้มขณะลูบหัวหญิงสาว

            เกลเป็นมองเนียร์ตาค้างบ้างด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย  จนคนเผลอตัวรีบชักมือกลับ

            “อ๊ะ  โทษทีๆ มันเผลอไปน่ะ  ขอโทษนะ  พึ่งรู้จักกันแท้ๆ”

            สาวผมแกละส่ายหัวเป็นการใหญ่  “ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกค่ะ  นอกจากพี่ชายกับ...  ก็ไม่มีใครลูบหัวฉันแบบนี้มาก่อน  พอคุณทำแบบนี้  มันก็เลย...คิดถึงน่ะค่ะ”  เสียงแผ่วเบาเหมือนกำลังจมลึกในห้วงความทรงจำ

            เนียร์เองก็ไม่ได้เข้าใจอะไรเท่าไหร่  แค่เห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้มีท่าว่าจะโกรธอะไรก็โล่งอก

            ดวงตาสีน้ำเงินหลุบลงต่ำเมื่อนึกถึงอดีตที่ชวนให้น่าคิดถึง  ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมามอบรอยยิ้มใสให้แก่ทั้งคู่ 

            “ถ้าเจอกันคราวหน้า  ก็ช่วยลูบหัวฉันทีด้วยนะคะ”  เธอว่า  แล้วยกมือขึ้นเป็นเชิงลาก่อนจะจากไป  โดยมีเนียร์กับโมมายืนส่งข้างหน้าร้านเกม

            “แล้ว...”  โมพูด  “ตกลงแกไปรู้จักกับเกลตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย”

            เนียร์เล่าเรื่องเมื่อเช้านี้ให้โมฟังจนหมด  เรื่องที่เธอพยายามจะเข้าไปช่วยเกลจากพวกขี้หลีนั่น  แล้วก็ที่ได้คุยกัน  เล่าจบก็ยังแอบมีแขวะเล็กๆ  “ทั้งหมดนี่จะไม่เกิดหรอกถ้าใครบางคนไม่มาสาย”

            “ง่า  ก็รถเมล์มันขับช้าเองนี่นา  แต่เกลก็เป็นคนประหลาดอย่างที่แกว่าไว้จริงๆ นั่นแหละ  ยังกะเด็กบ้านนอกเข้ากรุงเลยเนอะ  อ๊ะ  ต้องบอกว่าเข้าเมืองสิ”  โมแก้คำพูดตัวเอง  เพราะถ้าพูดถึง กรุง  ก็ต้องหมายถึงเมืองหลวง  แต่ที่นี่ไม่ใช่เมืองหลวง  ก็เลยใช้คำว่าเมืองแทน

            “แต่ก็น่ารักดีนะ  สงสัยน่าจะอยู่สักม.ต้น”

            “จริงอ่ะ  แต่ฉันว่าน่าจะอายุพอๆ กับพวกเรานะ”  โมไม่เห็นด้วย

            “แต่เกลดูเด็กจะตายไป”  เนียร์เถียง  แต่โมกลับส่ายหน้า

            “นั่นเพราะหน้าเด็กต่างหาก  แล้วทรงผมก็ช่วยให้หน้าเด็กลงด้วย  เหมือนฉันน่ะแหละ...ถ้าแกไม่รู้จักฉันมาก่อน  แกว่าฉันดูเหมือนเด็กมากมั้ยล่ะ”

            เนียร์เหลือบมามองเพื่อนหัวยุ่งแค่ชั่วแวบเดยวเท่านั้น  ก่อนจะถามกลับเสียงเรียบ

            “อะไร  หมายถึงอายุสมองเหรอ”

            คนถูกหาว่าสมองเด็กแทบจะร้องโฮออกมาทันที  “โหดร้าย!  เนียร์โหดร้ายที่สุดเลยอ่า!”

            ก็เป็นซะแบบนี้  จะไม่ให้ว่าได้ไงกันล่ะ  แต่พอเห็นคนหน้าเด็กไม่มีทีท่าว่าจะหยุดร้องง่ายๆ  เนียร์เลยเอาใจชวนเล่นต่อ

            “เลิกร้องได้แล้ว  ไปหาอะไรเล่นกันต่อดีกว่า  จะเล่นอะไรดีล่ะ”

            “เอ...เอาเป็นเกมลงโทษคนจอมแส่ดีมั้ยนะ”

            “เอาสิ  ชื่อน่าเล่นดีนี่  เครื่องไหน...ล่ะ”  คำพูดทั้งหมดหายไปโดยพลัน  เมื่อหันมาเจ๊อะคนที่ไม่รู้ว่ามาตั้งแต่เมื่อไหร่  กำลังยืนกอดอก  จ้องมองมาด้วยสายตาคมประดุจมีดแทบจะมาใช้ทิ่มแทงพวกเธอได้อยู่แล้ว

            “พะ..เพียว?”  โมถึงกับหน้าซีด  มองไปข้างหลังเห็นจินกำลังกุมขมับตัวเองอยู่  “หนังจบแล้วเหรอ  จบไวจังเลยเนอะ”

            เพียวยิ้มเหี้ยม  “ยังไม่จบหรอก  แต่หนังแนวรักๆ มันชวนง่วงน่ะ  เลยชวนเจ้านั่นออกมาดูโชว์สังหารโหดเลือดสาดข้างนอกดีกว่า”

            เอื๊อก!

            บอกได้คำเดียว..

            ซวย!

             

     

            พอเกลเดินแยกกับพวกเนียร์มาก็รู้ได้ทันทีว่าพี่ชายตนจะต้องเดินออกมาพร้อมกันแน่  ดังนั้นเมื่อคิดว่าพ้นสายตาเนียร์ดีแล้ว  เธอก็หยุดไปตรงราวเกาะไม่ให้ตกลงไปเบื้องล่าง  ซบหน้าลงไปตรงแขนท่ประสานกันไว้บนราวนั้น

            “แทบจะหยุดหายไปเลยค่ะพี่กิล”  เธอส่งเสียงอู้อี้กลับมาให้ชายหนุ่มที่เข้ามายืนข้างหลังได้ยิน

            “ตอนที่เนียร์ลูบหัวเกลน่ะ  แค่แวบเดียว  แวบเดียวเท่านั้นที่เกลคิดถึง...เขา”

            เกลเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าพี่ชายฝาแฝด  ที่ถึงจะขึ้นชื่อว่าเป็นแฝด  แต่ก็ไม่ได้มีหน้าเหมือนกัน  แม้จะคล้ายแต่ก็แตกต่าง  แตกต่างเกินไปเมื่ออีกฝ่ายทำหน้าเรียบเฉยตลอดเวลา  ทว่า..ขณะนี้กิลกลับมีสีหน้าเหมือนจะลำบากใจ

            “ความรู้สึกมันคล้ายกันมากเลยล่ะค่ะ  ระหว่างเนียร์กับ...  จนเกลอดนึกถึงไม่ได้  ยิ่งตอนถูกลูบหัว  เกลยิ่ง...”  เธอไม่อาจพูดต่อได้จนจบ  เมื่อมีน้ำคลอเต็มจนขอบตาร้อนผ่าว

            กิลลูบหัวเธอก่อนจะรั้งเข้ามาโอบไว้  แล้วเอ่ยเบาๆ

            “อาจจะเพราะอย่างนั้นก็ได้  ท่านตนัยถึงได้เลือกเธอ”