เพราะการไปร่วมงานเลี้ยงในวังหลวงมีอาเฉินไปด้วยฉวนลี่ถิงจึงกลับตำหนักเหมันต์พิศุทธิ์เร็วกว่าผู้ร่วมงานคนอื่น หลังจากส่งหลานชายเข้านอนด้วยตนเองแล้วหญิงสาวยังคงนั่งอยู่ริมเตียง ใช้มือลูบผมเขาเบาๆนางเปิดปากพูดท่ามกลางความเงียบงันหวังว่าวิญญาณพี่สาวผู้ล่วงลับจะรับรู้ความรู้สึกนางตอนนี้
“อีกสามวันอาเฉินจะได้เข้าไปอยู่ในวังแล้วนะพี่เจวียนเอ๋อร์พี่รู้หรือไม่ว่าข้าทั้งดีใจทั้งรู้สึกกลัวในเวลาเดียวกัน”
หากจักรพรรดิทรงคิดกับนางเกินกว่าฐานะน้องเมียหากนางปัดป้องไม่ได้ คงมิแคล้วขึ้นชื่อใช้สามีร่วมกับพี่สาวนั่นมิเท่ากับนางได้ทรยศต่อความเป็นพี่น้องหรอกหรือ
“ข้าต้องทำอย่างไรถึงจะพ้นเรื่องผิดศีลธรรมนี้ไปได้พี่บอกข้าที”
ฉวนลี่ถิงรำพึงรำพันอยู่ริมเตียงหลานชายได้ครู่หนึ่งมั่นใจว่าเด็กน้อยหลับสนิทแล้วจึงเรียกเสี่ยวหมิงเข้าไปนอนเป็นเพื่อนเขาหญิงสาวเดินออกจากตัวเรือนกระทั่งหยุดยืนอยู่กลางสะพานข้ามบึงบัวนางถอนลมหายใจยาวเหยียดพร้อมกับแหงนดูดวงจันทร์อันงดงามซึ่งก่อนหน้านั้นแสงโคมแสงตะเกียงนับร้อยดวงในวังทำให้ตาของนางพร่าเลือนแทบไม่เห็นความงามที่แท้จริงของมัน
จู่ๆก็มีเสื้อคลุมตัวหนึ่งวางลงบนไหล่
“เจ้ากลัวรึ” เป็นเจ้าของตำหนักนั่นเอง
“วังหลวงไม่เหมือนบ้านคนทั่วไปนะเพคะ”และนี่คือการเข้าวังก่อนกำหนด นางไร้หนทางอิดออดเพราะเกรงจะทำให้จักรพรรดิกริ้วเสียเปล่านางยังต้องเดินหมากด้วยความระมัดระวังทุกฝีก้าว เพื่ออนาคตอยู่รอดปลอดภัยของอาเฉินสิ่งใดยอมได้ก็ควรต้องยอมไปก่อน
“ยังมีข้าอยู่ทั้งคน”เสวี่ยอ๋องทรงยื่นหัตถามากุมมือนางไว้
ปฏิกิริยาของฉวนลี่ถิงคือพยายามจะดึงมือตัวเองออกด้วยความตกประหม่าอีกเรื่องที่คิดวนเวียนอยู่ในหัวสลับกับเรื่องของอาเฉินก็คือเรื่องเสวี่ยอ๋องมีคู่หมั้นคู่หมายแล้ว ทว่าเมื่อสบสายพระเนตรจริงจังที่มองมานางจึงได้ชะงักค้างไป
“ความเข้มแข็งเป็นสิ่งดีแต่บางครั้งเจ้าควรเปิดเผยแง่มุมอ่อนแอเพื่อเปิดโอกาสให้ข้าเข้ามาดูแลบ้าง”
มิใช่อยากดูแลเพราะนางเป็นน้าสาวของอาเฉินแต่ทรงอยากดูแลนางในฐานะสตรีที่พึงใจอยากผูกสมัครรักใคร่เพราะเกรงนางจะตกตื่นเกินไปหลังจากรับรู้เรื่องจะต้องย้ายไปอยู่วังในกะทันหันเซวียเสวี่ยจิ้งจึงได้แต่ทรงเก็บงำความรู้สึกนี้ไว้ชั่วคราว
“หม่อมฉันไม่อยากเป็นภาระ”
“ภาระหรือไม่เหนื่อยหนักหรือไม่ ข้าล้วนเป็นคนตัดสิน”
ตรัสแล้วก็แหงนพักตร์มองจันทราพร้อมกระชับอุ้งหัตถ์กอบกุมเรียวมือเล็กของฉวนลี่ถิงไว้
“คืนนี้ยังอยากออกไปเที่ยวงานเทศกาลกับข้าอีกหรือไม่”
นางมีเวลาที่จะได้อยู่กับพระองค์แค่สามวันเท่านั้นเองและต่อไปภายภาคหน้า คนที่จะยืนเคียงข้างเสวี่ยอ๋องก็คือหานจิ่นซู่ไยนางไม่คว้าโอกาสที่จะสร้างความทรงจำแสนหวานนี้ไว้กับตัว
ความทรงจำที่นางจะเก็บไว้เพียงคนเดียวตลอดไป...
“เพคะ...หม่อมฉันอยากไป”
ยืนยันความต้องการเดิมแล้วเซวียเสวี่ยจิ้งจึงไปผลัดฉลององค์ชุดใหม่เพราะไม่อยากเป็นจุดสนใจของผู้คนในเมืองถูหยางไม่ต่างจากหญิงสาวที่รีบเข้าไปเปลี่ยนชุดในเรือน
ทั้งสองออกจากตำหนักเหมันต์พิศุทธิ์เป็นการส่วนตัวเพราะเวลาผ่านมาค่อนคืนแล้ว ผู้คนบนถนนหลงอู่จึงบางตาไปมากจุดหมายแรกที่ไปคือศาลเจ้า เพื่อคารวะสาวทอผ้ากับหนุ่มเลี้ยงวัว
“ตัวเจ้าคงไม่ขอพรให้เย็บผ้าเก่งอีกหรอกนะ”
วาจาของพระองค์เรียกรอยยิ้มประดับบนใบหน้านวลใย
“ที่ต้องขอพรอย่างนั้นเพราะเป็นธรรมเนียมปฏิบัตินี่เพคะ”
ธรรมเนียมที่ว่าหญิงสาวจะเตรียมด้ายหลากสีและเข็มเจ็ดเล่มใครสามารถร้อยด้ายเข้ารูเข็มทั้งเจ็ดเล่มได้ก็จะเป็นผู้มีฝีมือในด้านการเย็บปักถักร้อยเหมือนสาวทอผ้าตัวนางกับพี่สาวนั้นร้อยด้ายคล่องแคล่วตั้งแต่อายุเจ็ดขวบทุกปีนางกับพี่สาวได้เด็ดผลส้มในสวนหนึ่งลูกเพื่อทำการกราบไหว้ท้องฟ้าอธิษฐานขอให้ตนมีสติปัญญากับสองมือแคล่วคล่อง มีฝีมือเย็บปักถักร้อยอันวิจิตร
เมื่อคิดถึงพี่สาวและการทอผ้าฉวนลี่ถิงก็หวนระลึกถึงวันที่พี่สาวยังอยู่ เพราะนอกจากคารวะสาวทอผ้าในคืนนี้ ในอดีตนางกับพี่สาวยังต้อง
ไปศาลเจ้าเทพเหมยและเทพเก่อ[1]เพื่อขอพรให้โรงย้อมสกุลฉวนทุกปี
เจ้าของวรกายสูงถอยออกมาปล่อยให้หญิงสาวเคารพสาวทอผ้ากับหนุ่มเลี้ยงวัวจนเสร็จจึงก้าวมาใกล้
“นอกจากเรื่องเย็บปักสตรีมักขอพรเรื่องใดอีก”
ฉวนลี่ถิงมองดวงพักตร์คมคายทรงยื่นพระหัตถ์ให้นางจับแล้วฉุดขึ้น ทั้งสองเดินเคียงกันออกมาจากศาลเจ้า
ตั้งแต่อายุสิบสองนางกับพี่สาวจะขอให้ได้พบรักหรือมีชีวิตสมรสที่สมบูรณ์พร้อมด้วยถือว่าชีวิตสมรสคือเรื่องใหญ่ กำหนดความสุขหรือความทุกข์ในชีวิตสตรีทว่าผลออกมาแล้ว พี่สาวนางเป็นเลิศงานเย็บปัก กลับทุกข์เรื่องความรักยิ่งนักส่งผลให้ปีนี้นางไม่ขอพรในเรื่องรักใคร่ของหนุ่มสาวอีก
“เจ้ายังไม่ตอบคำถามข้านะ”
“ปีนี้หม่อมฉันเปลี่ยนมามอบพรให้เทพธิดาเพื่อเทพธิดาฉางเอ๋อร์จะได้เอาเวลาไปประทานพรให้คนอื่น หม่อมฉันอยู่ได้โดยไม่มีความรัก เพคะ”
เรื่องที่ได้ยินในงานชมจันทร์จนต้องเจ็บปวดใจนั่นก็แล้วไปเถอะอย่างน้อยการที่นางไม่ถลำลึกปล่อยใจลุ่มหลงต่อเสวี่ยอ๋องมากเกินไปก็ทำให้นางยังมีความสุขอยู่
พระองค์มีความสุขนางก็ควรยินดีมิใช่หรือไร...
ความสุข...ความสุข
เหตุใดหนอยิ่งคิดว่าตนเองมีความสุข ไยถึงไม่อาจสัมผัสความรู้สึกนั้นได้ถ่องแท้
“ไม่มีความรักเจ้าอาจจะอยู่ได้ แต่ข้าไม่” หากได้รู้จักกับความรู้สึกแห่งรักแล้วยากนักจะปฏิเสธความเจ็บช้ำเมื่อไม่อาจสมปรารถนาในรักการได้คิดถึงและห่วงหาเป็นดั่งน้ำชโลมใจมิให้แห้งผากการได้รักและสมหวังในรักจึงเป็นดั่งยาวิเศษหล่อเลี้ยงหัวใจให้โลดเต้นอย่างมีความสุข
ฉวนลี่ถิงรับรู้ได้ถึงแรงบีบบนเรียวมือนางเงยหน้าสบดวงเนตรคมประกายแวววามซึ่งเคลื่อนไหวอยู่ภายในทำให้นางมิอาจสบสองเนตรได้นานเพราะเกรงจะถูกอ่านทะลุถึงความคิดและจิตใจ ทั้งยังไม่กล้าถามพระองค์เรื่องหานจิ่นซู่
ฟากหนึ่งสั่งห้ามอีกฟากกลับอยากรู้...
รู้เพื่อให้ตัวเองเจ็บอีกครั้งหรืออย่างไร
หรือจำเป็นต้องรู้เพื่อให้ทำใจยอมรับความเจ็บปวดนั้นได้กันหนอ
“ต้องมีคนที่เหมาะสมให้พระองค์มอบความรักให้แน่นอนเพคะ”กล่าวแล้วนางก็ดึงมือตนเองจากอุ้งหัตถ์แสนอบอุ่น แล้วออกเดินนำ
กับท่าทางเงื่องหงอยของหญิงสาวที่เผลอแสดงออกมาทั้งที่พยายามเก็บกลั้นทำให้เสวี่ยอ๋องทรงรู้สึกว่านางกำลังมีเรื่องให้ขบคิดแน่แท้
ตามเส้นทางเดินแสงโคมแขวนสาดกระทบใบเฟิงมันวาว จันทร์บนฟ้ากลมกลึงหมดจดท่ามกลางท้องฟ้าโปร่งกว้าง
“เราลอยโคมกันหน่อยดีหรือไม่”
ที่ลอยโคมคู่กันล้วนมีแต่คู่รักพระองค์กับนางนั้น...มิใช่
“หม่อมฉัน...” นางยังไม่ทันปฏิเสธหรือตอบรับพระองค์ก็ทรงฉุดข้อมือซึ่งสวมใส่กำไลหยกที่ทรงมอบให้บนมวยผมดำขลับก็ปักด้วยปิ่นดอกม่อลี่ ทรงจูงนางเดินไปยังร้านขายโคมที่อยู่แถวนั้น
ในพระหัตถ์ถือโคมภาพวาดหนุ่มเลี้ยงวัวแล้วยื่นส่งโคมสาวทอผ้าให้ฉวนลี่ถิง
“ในเมื่อซื้อมาแล้ว”
“ก็คงต้องลอย” มิตรภาพระหว่างนางกับพระองค์จะไม่สะบั้นลงเพียงเพราะสองหัวใจไม่ตรงกัน
เจ้าของร้านขายโคมเข้ามาจุดไฟให้ก่อนเสวี่ยอ๋องจะเสด็จนำหน้านางไปยืนตรงลานโล่ง สายตาสองคู่สบกันราวจะสื่อความในใจประกายไฟที่ไส้ตะเกียงพวยพุ่งเป็นเปลวไฟก่อนทั้งสองจะปล่อยโคมกระดาษลอยพร้อมกันขึ้นฟ้ายิ่งลอยขึ้นสูงยิ่งมองคล้ายดั่งดาวกะพริบวิบวับ เหมือนคู่ดวงดาราส่องแสงเจิดจรัสทั่วท้องนภา
ที่ลานกว้างยังพอเหลือคู่รักเคียงคู่ลอยโคมสายลมพัดโบกเหมือนช่วยโอบอุ้มหัวใจทั้งคู่ให้อบอุ่นกับไอรักยามราตรีในคืนชีซี เสียงพลุดังก้องดอกไม้ไฟเปล่งประกายเหมือนหัวใจหลายดวงของคู่รักหนุ่มเลี้ยงวัวสาวทอผ้าแม้จะสมหวังเพียงหนึ่งครั้งในรอบเจ็ดปีทว่าในทุกปีนั้นทั้งสองกลับทำให้คู่รักหลายคู่มีความสุข
“เจ้าเหนื่อยมาทั้งวันแล้วกลับกันเถอะนะ”
“เพคะ” นางตอบรับแล้วปล่อยให้มือตัวเองถูกจับจูงขึ้นรถม้าความอบอุ่นลอยฟุ้งระหว่างนั่งเคียงกันเงียบๆ กระทั่งกลับถึงตำหนักเหมันต์พิศุทธิ์
ราวคู่ยวนยางผีเสื้อสองหนุ่มสาวเดินเคียงกันอยู่ในสวน สายลมฤดูใบไม้ร่วงเสียดสีดั่งเพลงบรรเลงน่าฟัง พัดมากรูหนึ่งก็หอบเอาดอก อวี้หลัน[2]ร่วงจากต้นหล่นลงบนเรือนผมฉวนลี่ถิงเจ้าของตำหนักเหมันต์พิศุทธิ์หยิบอวี้หลันดอกนั้นวางกลางฝ่าพระหัตถ์
“น้ำค้างหนาวเกาะพรมอวี้หลันขาว
หิมะพราวม่อลี่คู่เคียงขวัญ
ยวนยางปรารถนาคืนร่วมจันทร์
ตราบทิวาวันฟ้าดินสิ้นมลาย”
ถ้อยวจีหวานล้ำจบลงพร้อมกับใจดวงน้อยที่โลดเต้นระรัวนวลหน้าเนียนแดงก่ำ เผยความเขินอายที่ซุกซ่อนอยู่ในใจ พระองค์เป็นชายคนแรกที่ทำให้จิตใจนางสั่นไหวไม่อยู่กับเนื้อกับตัวและเป็นชายคนแรกที่นางยอมให้มีอิทธิพลเหนือความรู้สึกที่พยายามเก็บงำไว้ลึกสุดใจ
“ขอบพระทัยที่ทำให้คืนนี้เป็นอีกคืนที่น่าจดจำเพคะ”
หญิงสาวรีบก้าวยาวๆหมายจะเข้าสู่ตัวเรือนที่มีเสี่ยวหงยืนรอเปิดประตูโดยเร็วที่สุดเมื่อผ่านเข้าไปแล้วให้รู้สึกเหมือนร่างทั้งร่างเบาโหวงคล้ายจะลอยล่องจนต้องรีบพิงบานประตูเพื่อหาหลักยึด
หากเสวี่ยอ๋องมิได้กล่าวบทกลอนเลื่อนลอยอันใดก็เท่ากับว่าทรงมีใจลึกซึ้งต่อนางแล้วใช่หรือไม่
ยิ่งคิดยิ่งพาใจสับสน
ยิ่งคิดดวงหน้าเนียนยิ่งอุ่นร้อนและแดงซ่าน
คืนนี้นางจะข่มตาหลับได้หรือไม่...ได้หรือไม่
ฉวนลี่ถิงผ่อนลมหายใจช้าๆเกรงตนเองจะพานหมดสติล้มลงไปเสียก่อน
นอกเรือนใต้ต้นอวี้หลัน เสวี่ยอ๋องแหงนพักตร์พิศเพ่งโคมธรรมชาติอำไพบนฟ้ากว้างอวี้หลันดอกงามถูกยกจรดยังนาสิก
“บุหลันแย้มนวลยิ่งเมื่อเคียงดวงมานแลบุปผาหอมจรุงยิ่งด้วยมีหนึ่งนางยอดหทัย”
[1]เทพเจ้าของการย้อมผ้า ตำนานเล่าว่ามีนักวิชาการหนุ่มชื่อเหมยฝู ล้มตัวลงบนดินโคลนตอนฝนตกทำให้เสื้อผ้าฝ้ายสีขาวถูกย้อมเป็นสีเหลืองดังนั้นเหมยฝูและเก่อหงเพื่อนสนิท ที่เป็นนักทำยาอายุวัฒนะจึงนำโคลนดินสีเหลืองกับสีแดงมาย้อมผ้า ต่อมาได้พบการย้อมผ้าเป็นสีครามโดยบังเอิญเมื่อผ้าย้อมสีเหลืองที่ตากบนกิ่งไม้ถูกลมพัดไปตกบนต้นครามทำให้ผ้าสีเหลืองมีลายจุดวันหนึ่งเก่อหงและเหมยฝูดื่มสุรากันริมหม้อย้อมผ้าและสำลักสุราลงในหม้อย้อม ทำให้ผ้าที่ย้อมมีสีสดใสและไม่ตก จึงทำให้มีการผสมสุราเล็กน้อยในหม้อย้อม เพื่อรำลึกถึงคุณของทั้งสองอาจารย์จึงมีการยกย่องท่านเป็นเทพเจ้าแห่งการย้อมผ้าและสร้างศาลเจ้าเก่อเหมยขึ้น ในวันที่ ๑๔ เดือน ๔ และวันที่ ๙ เดือน ๙ช่างย้อมผ้าจะไปรวมตัวกันที่ศาลเจ้าเพื่อเซ่นไหว้เทพเจ้าเก่อเหมยและดื่มสุราเก่อเหมยด้วยกัน
[2]ดอกแมกโนเลีย