เมื่อมองดูทุ่งหญ้าและป่าไม้กว้างไกลสุดลูกหูลูกตาเบื้องหน้าไป๋หยุนเฟยแทบจะร่ำไห้ออกมา
“ที่นี่คือ...ข้าอยู่ที่ไหนกันแน่?”
ยามนี้มันมั่นใจอย่างยิ่งว่ามุ่งหน้าไปทิศเหนือแต่ก็กลับไม่มีสิ่งใดช่วยบอกตำแหน่งว่าอยู่ที่ใด ไป๋หยุนเฟยเพียงหวังว่าจะทะลุผ่านป่านี้ไปโดยเร็วที่สุดและเสาะหาบ้านเรือนผู้คนเพื่อสอบถามทิศทาง
แต่ขณะที่ไป๋หยุนเฟยจะใช่ท่าเท้าเหยียบคลื่นเพื่อเร่งความเร็วทั้งร่างพลันชะงักค้างอย่างฉับพลัน ราวกลับรับรู้บางอย่างได้จึงรีบหันกายกลับไป!
มันจึงพบเห็นที่ห่างออกไปราวสองลี้ปรากฏเงาร่างสูงโปร่งวิ่งเข้ามาด้วยความเร็วที่น่าหวาดหวั่น!
“ทิศทางนั้น...เป็นเส้นทางที่ข้าเพิ่งผ่านมา! ผิดท่าแล้ว! เป็นผู้ไล่ล่าติดตามมาถึง!” ไป๋หยุนเฟยสีหน้าแปรเปลี่ยนไปมันชะงักค้างไปชั่วขณะแต่คนผู้นั้นกลับเคลื่อนใกล้เข้ามาอีกห้าสิบกว่าวาแล้ว ยามนี้จึงมองเห็นใบหน้าผู้มาได้อย่างเลือนราง
“คนผู้นี้ช่างรวดเร็วนักเร็วเกือบเท่ายามที่ข้าใช้ท่าเท้าเหยียบคลื่นสุดกำลังอีกมิหนำซ้ำใบหน้ามันกลับคุ้นเคยอยู่บ้าง...” ยามที่จิตใจมันว้าวุ่น อยู่ๆไป๋หยุนเฟยก็สีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างใหญ่หลวงพร้อมกับความตื่นตระหนกฉายชัดในดวงตามันอดไม่ได้ต้องโพล่งออกมา “เป็นมัน! บิดาของจางหยาง จางเจิ้นซาน!!”
ความตื่นตระหนกครานี้ใหญ่หลวงนักมันก้าวถอยหลังอย่างไม่อาจควบคุมพร้อมกับความคิดแรกที่แล่นเข้ามาในสมอง“หันหลังและหลบหนีไป”
กระนั้นมันรีบละทิ้งความคิดนั้นทันที ก่อนจะจ้องมองจางเจิ้นซานที่เคลื่อนเข้ามาใกล้ขึ้นทุกทีแม้สีหน้าไป๋หยุนเฟยจะเคร่งเครียดแต่แววตายังเป็นประกายขณะที่เค้นสมองครุ่นคิดหาหนทาง
“มาถึงขั้นนี้ข้าก็ไม่อาจหลบหนีได้แล้ว!หากหันหลังไปสภาวะข้าจะอ่อนโทรมลงและจิตต่อสู้ข้าจะถดถอยลงกว่าครึ่งจากนั้นข้าจะครุ่นคิดถึงแต่การหลบหนีจนไม่อาจต่อสู้อย่างเยือกเย็น!เปิดโอกาสให้ศัตรูกุมสถานการณ์เอาไว้ได้การหันหลังแก่ศัตรูที่ไล่ตามเช่นนี้เป็นทางเลือกที่เลวร้ายยิ่ง!”
“เยือกเย็นไว้เยือกเย็นไว้!!”
“คราก่อนผู้อาวุโสจากสำนักชะตาลิขิตกล่าวว่าจางเจิ้นซานบรรลุด่านภูติวิญญาณระดับต้นด่านภูติวิญญาณนั้นสามารถควบคุมธาตุธรรมชาติได้จึงสุดที่ด่านวีรชนวิญญาณจะเทียบเคียงได้ข้าจะเอาชนะมันอย่างไรได้?...แต่ข้ากลับไม่จำเป็นต้องเอาชนะมัน ข้าเพียงต้องทำให้มันบาดเจ็บต่อให้ข้าเองต้องบาดเจ็บเช่นกันก็ตาม! แต่ตราบใดที่ข้ายังมีกำลังหลบหนีได้!ขอเพียงข้าทำให้จางเจิ้นซานไม่อาจไล่ตามข้าได้อีก เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว!มันต้องการสังหารข้าแต่ข้าเพียงหวังเกาะกุมโอกาสหลบหนี ---หากเปรียบเทียบเป้าหมายกันแล้วนับว่าข้ายังได้เปรียบอยู่บ้าง!”
“แม้ข้าจะหลบหนีสุดฝีเท้ามาตลอดทางแต่จางเจิ้นซานยังคงไล่ตามทัน นี่หมายความว่ามันก็ไล่ตามข้าไม่หยุดยั้งทั้งวันทั้งคืนเช่นกันแต่ข้าเพิ่งจะพักผ่อนมาอย่างเต็มที่ --- ในด้านสภาพร่างกายข้าก็ได้เปรียบ!!”
“มันต้องกล้ำกลืนความเจ็บปวดของการสูญเสียบุตรชายอีกทั้งยังร้อนรุ่มหวังแก้แค้นแต่ข้ากลับสามารถรับมืออย่างเยือกเย็น --- ในด้านสภาพจิตใจข้าก็ยังคงได้เปรียบอีก!!”
“ข้ายังมีสิ่งของที่ผ่านการอัพเกรดจนมีผลกระทบที่มันคาดไม่ถึง--- ในด้านอาวุธ ข้ายิ่งเบิกบานกับความได้เปรียบนี้อยู่ไม่น้อย!!!”
“เช่นนั้น...”
“ทุ่มสุดตัวเถอะ!สู้!!”
แม้ความคิดหลากหลายแล่นผ่านสมองไป๋หยุนเฟยแต่ที่จริงเวลากลับผ่านไปเพียงชั่วหายใจเข้าออกไม่กี่ครั้งยามที่ไป๋หยุนเฟยตกลงใจได้จางเจิ้นซานยังอยู่ห่างออกไปร่วมห้าสิบวา!
เนื่องเพราะที่นี้เป็นพื้นราบทำให้ไม่อาจเข้าหาศัตรูได้โดยไม่ถูกพบเห็น เดิมทีจางเจิ้นซานคาดว่าไป๋หยุนเฟยจะหลบหนีไปจึงตระเตรียมจะไล่ล่าสังหาร กระนั้นหลังจากพบเห็นจางเจิ้นซานแล้วมิคาดว่าศัตรูกลับไม่คิดจะหลบหนีแม้แต่น้อย
“หรือมันจะทราบว่าไม่อาจหนีพ้นจึงรามือยอมจำนน? หรือว่า...มันจะต่อสู้แลกชีวิตกับข้า?!” ยามที่จางเจิ้นซานเร่งฝีเท้าเข้ามาความชิงชังและโกรธแค้นในดวงตาก็ยิ่งเข้มข้นขึ้น “ประเสริฐมาก เนื่องเพราะเจ้าถือดีจึงย่นเวลาที่ข้าต้องไล่ล่าลงไปได้ข้าจะได้ล้างแค้นแก่การตายของบุตรชายให้จบสิ้นลงที่นี่!!”
ไป๋หยุนเฟยสีหน้าเคร่งเครียดลงยามที่มองเห็นมุสิกเทาตามรอยบนไหล่จางเจิ้นซานจึงเข้าใจในบัดดล“ต้องเป็นเพราะมุสิกตัวนั้นอย่างแน่นอน!”
ยามที่จางเจิ้นซานเข้ามาใกล้ตัวไป๋หยุนเฟยมุสิกนั้นก็กระโดดลงจากไหล่ลงสู่พื้นหญ้าข้างทางเดิน
ดวงตาไป๋หยุนเฟยทอประกายวูบพร้อมกับมือขวาที่ยื่นออกทวนเปลวอัคคีก็ปรากฏอยู่ในมือหลังจากถ่ายทอดหลังวิญญาณลงไปด้ามทวนสีแดงฉานก็ส่องประกายสีแดงสดใสพร้อมส่งคลื่นความร้อนออกมา แม้แต่จางเจิ้นซานที่อยู่ห่างออกไปห้าวายังต้องประหลาดใจจากนั้นแทนที่ไป๋หยุนเฟยจะรอให้ศัตรูเข้ามา มิคาดกลับถีบเท้าทะยานกายเข้าหา!
ไม่ทันเอ่ยปากกล่าววาจาไป๋หยุนเฟยก็ชิงจู่โจมอย่างกะทันหัน!
ยามที่ไป๋หยุนเฟยนำทวนเปลวอัคคีออกมาจางเจิ้นซานก็ต้องประหลาดใจเนื่องเพราะมันได้ยินจากจ้าวผิงว่าไป๋หยุนเฟยสมควรใช้มีดสั้นเป็นอาวุธแต่ยามนี้มันกลับนำทวนออกมามิหนำซ้ำ...ทวนนี้ยังเป็นวัตถุวิญญาณอีก!
ด้วยประสบการณ์ของจางเจิ้นซานจึงบอกได้ทันทีว่าทวนสีชาดเล่มนี้ไม่ใช่อาวุธธรรมดาแม้จะกริ่งเกรงอยู่บ้างแต่ก็ไม่อาจทำให้จางเจิ้นซานหวั่นไหวแม้แต่น้อย ---เนื่องเพราะศัตรูเพียงบรรลุด่านวีรชนวิญญาณจางเจิ้นซานเชื่อมั่นอย่างหนักแน่นว่าศัตรูไม่มีทางโค่นล้มมันลงได้ ---ต่อให้ศัตรูใช้อาวุธวิญญาณ ผลลัพธ์ก็ยังคงเป็นเช่นเดียวกัน!
ยามเผชิญหน้ากับทวนที่แทงเข้ามาของไป๋หยุนเฟยดวงตาจางเจิ้นซานฉายแววเหยียดหยาม มันพุ่งตรงเข้าหาโดยไม่ชะลอความเร็วลงจากนั้นไถลเท้าออกเพื่อเอนกายไปด้านข้างหลบเลี่ยงทวนนี้ได้อย่างง่ายดาย
ขณะจะสืบเท้าไปอีกสองก้าวเข้าหาศัตรูทวนที่เฉียดผ่านไปพลันกวาดขวางส่งปลายทวนวาดเข้าหาลำคอมัน!
จางเจิ้นซานขมวดคิ้วเล็กน้อยมันไม่มีทางเลือกได้แต่ชะงักการพุ่งไปด้านหน้าแล้วสืบเท้าขวาพุ่งกายไปด้านข้างพร้อมกับเอนกายไปด้านหลังคมทวนจึงเฉียดผ่านปลายคางมันไปเพียงเล็กน้อย
จางเจิ้นซานฉวยโอกาสที่สภาวะจู่โจมของทวนสิ้นสุดลงมันแค่นเสียงอย่างเย็นชาถีบเท้าขวาไปด้านหลังยันกายขึ้นอย่างฉับพลันขณะเดียวกันก็เหยียดมือขวากางนิ้วเป็นกรงเล็บคว้าใส่คอหอยไป๋หยุนเฟย!
จางเจิ้นซานจู่โจมกระบวนท่าสวนกลับนี้รวดเร็วอย่างยิ่งชั่วพริบตากรงเล็บก็บรรลุถึงลำคอศัตรูก่อนจะรวบนิ้วโดยแรง!
แต่ทว่ากลับคว้าจับได้เพียงเงาพร่าเลือน!
ไป๋หยุนเฟยกลับไม่ชักทวนกลับมาป้องกันตนเองชั่วขณะยามทวนที่กวาดขวางถูกหลบหลีกได้มันก็เก็บทวนใส่แหวนช่องมิติสาบสูญไปขณะเดียวกันก็สลับเท้าอย่างต่อเนื่องส่งร่างเอนกลับหลังราวเสียหลักล้มลงแต่ชั่วขณะที่จะกระทบพื้นร่างมันกลับไถลไปด้านขวาอย่างพิสดารก่อนจะดีดตัวกลับขึ้นมาราวกับตุ๊กตาล้มลุก
นี่จะเป็นท่าร่างใดหากไม่ใช่ท่าเท้าเหยียบคลื่น!
ไป๋หยุนเฟยกลับหลุดรอดกรงเล็บนี้ไปได้แต่สีหน้าจางเจิ้นซานยังคงไม่แปรเปลี่ยน ยามที่ไป๋หยุนเฟยทรงกายขึ้นอีกคราก็วาดมือกลับหลังโดยที่เป้าหมายยังคงเป็นคอหอยศัตรูเช่นเดิม!
ดวงตาไป๋หยุนเฟยฉายแววอำมหิตแทนที่จะหลบเลี่ยงด้วยท่าเท้าเหยียบคลื่นมันกลับยกมือขวาขึ้นราวสายฟ้าหนามธารน้ำแข็งสีครามพลันปรากฏอยู่ในมือพร้อมกับทะลวงแทงใส่กรงเล็บศัตรูที่พุ่งเข้ามา!
จางเจิ้นซานหน้าแปรเปลี่ยนไปทันทียามนี้จะดึงมือกลับก็ไม่ทันการได้แล้ว มันแค่นเสียงเย็นชาพลิกมือไปด้านข้างหนามธารน้ำแข็งทิ่มแทงใส่ฝ่ามือจางเจิ้นซานแต่มิคาดกลับไม่อาจแทงทะลุผ่านเนื้อหนังเข้าไปได้มิหนำซ้ำยังไถลออกไปพร้อมกับสะเก็ดไฟที่แลบกระเด็น
ยามนี้ถึงคราไป๋หยุนเฟยหน้าแปรเปลี่ยนไปสีหน้ามันฉายแววหวั่นวิตก ขณะเคลื่อนเท้าไม่หยุดยั้งร่างก็โยกซ้ายเอนขวาสร้างเงาร่างละลานตาพร้อมกับล่าถอยไปด้านหลังห้าหกก้าวอย่างเร่งร้อนก่อนจะเพ่งตามองมือขวาของจางเจิ้นซาน
มือข้างนั้นกลับสวมใส่ถุงมือสีขาวปกคลุมฝ่ามือสันหมัดเผยเพียงปลายนิ้วให้เห็น!
“มิคาดว่าถุงมือข้างนี้จะต้านรับหนามธารน้ำแข็งเอาไว้ได้โดยไร้รอยขีดข่วนนี่ย่อมต้องเป็นวัตถุวิญญาณ!มิหนำซ้ำต้องเป็นวัตถุวิญญาณที่เหนือกว่าหนามธารน้ำแข็งของข้า!”
หลังจากไป๋หยุนเฟยล่าถอยไปจางเจิ้นซานกลับไม่ตามรุกไล่ ตรงกันข้ามมันกลับจับจ้องที่มือขวาไป๋หยุนเฟยหรือจะกล่าวให้เจาะจงก็คือจับจ้องหนามธารน้ำแข็งในมือขวาความอัศจรรย์ใจในดวงตาจางเจิ้นซานกลับมากมายกว่าของไป๋หยุนเฟยอีกมันอดไม่ได้ต้องเอ่ยปากอย่างประหลาดใจ “หนามธารน้ำแข็ง!มิคาดว่าหนามธารน้ำแข็งจะอยู่ในมือเจ้า! เช่นนั้น...เจ้าคือผู้ที่ทำลายค่ายไม้ดำนั่นเอง!!”
ทันทีที่ได้ยินคำพูดดังกล่าวไป๋หยุนเฟยต้องงงงันวูบ ก่อนจะตื่นตัวอย่างฉับพลันดวงตาสาดประกายวูบ“มันกลับรู้จักหนามธารน้ำแข็ง! เช่นนั้น... มันต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับค่ายไม้ดำ!หรือสมควรกล่าวว่าสำนักธารน้ำแข็งมีส่วนเกี่ยวข้องกับค่ายไม้ดำ! นั่นก็ใช่แล้ว‘สำนัก’ที่พวกโจรกล่าวถึงย่อมต้องเป็นสำนักธารน้ำแข็งมิคาดว่าค่ายไม้ดำนั้นจะมีสำนักธารน้ำแข็งหนุนหลังอยู่!!”
“เจ้าทำลายค่ายไม้ดำทำให้ข้าถูกเรียกตัวกลับสำนักเพื่อถกสถานการณ์จากนั้นจึงฉวยโอกาสที่ข้าออกจากเมืองลั่วซีลงมือสังหารบุตรชายข้า!!”ราวกับเข้าใจทุกสิ่งอย่างกระจ่างแล้วจางเจิ้นซานจึงเอ่ยปากกล่าววาจาด้วยน้ำเสียงประหลาดใจปนโกรธแค้น
ไป๋หยุนเฟยต้องงงงันไปอีกคราจึงได้แต่กระพริบตาปริบๆแต่ยามนี้มันคร้านจะอธิบายแก่ศัตรูแล้วว่า‘เหตุปัจจัยและผลลัพธ์’ที่จางเจิ้นซานคาดเดาออกนี้กลับคลาดเคลื่อนไปจึงเหยียดยิ้มกล่าวว่า “ค่ายโจรก็ถูกทำลายไปแล้ว บุตรชายเจ้าก็ตายไปแล้วจะมีประโยชน์อันใดที่จะกล่าวถึงอีก?ข้าจะไม่กล่าวมากความกับเจ้าอีก เนื่องเพราะเจ้าคาดเดาถูกแล้ว...”
“ฮึ่ม!เจ้าถึงที่ตายแล้วยังแสร้งเป็นเยือกเย็นอีก! เมื่อเจ้าชิงหนามธารน้ำแข็งมาได้เกราะวิญญาณไหมทองของหานเซียวย่อมต้องอยู่บนร่างเจ้ากระมัง? และทวนเล่มนั้นที่เจ้าใช้ออกก่อนหน้า..คิดหรือว่าจะสามารถเอาชนะหรือหลบหนีจากเงื้อมมือข้าได้เพียงเพราะมีวัตถุวิญญาณกับตัวไม่กี่ชิ้น?”
“อย่าได้เสียเวลาพยายามทำให้ข้าหวั่นไหวด้วยคำพูดอีกข้ารู้กระจ่างดีว่าต้องทำเช่นไร เมื่อครู่ยามเจ้าจู่โจมข้ากลับไม่เอ่ยปากกล่าววาจาไฉนยามนี้จึงปากมากนัก เพราะเหตุใด?โอ หากให้ข้าเดา...” ไป๋หยุนเฟยกล่าวเหน็บแนมก่อนจะแสร้งทำเป็นครุ่นคิด
“หรือเพราะเจ้าสูญสิ้นพลังวิญญาณมากเกินไปขณะที่ไล่ล่าข้ามาถึงที่นี่? ก่อนนี้เจ้าอาศัยวิธีผ่อนแรงไม่ปะทะต่อสู้กับข้าแต่กลับไม่อาจสยบข้าลงได้ ดังนั้นแล้ว... เจ้าจึงหวังจะถ่วงเวลาเพื่อฟื้นฟูพลังวิญญาณกลับคืนมา?”
ทันทีที่กล่าวจบใบหน้าจางเจิ้นซานพลันชะงักค้างแต่ชั่วขณะที่ดวงตามันปรากฏแววประหลาดใจ ไป๋หยุนเฟยพลันหัวร่อออกมาพร้อมกับทวนเปลวอัคคีที่ปรากฏขึ้นในมือขณะเดียวกันก็ถีบเท้าทะยานกายชิงจู่โจมเป็นคำรบสอง
แววตาประหลาดใจของจางเจิ้นซานปรากฏเพียงชั่ววูบแม้ศัตรูจะมองอุบายมันออกแต่ก็ไม่สร้างความแตกตื่นแม้แต่น้อย ---แม้ไม่อาจฟื้นพลังวิญญาณกลับคืนมาได้ แต่มันก็ยังสามารถสังหารศัตรูได้อยู่!
ไป๋หยุนเฟยพุ่งกายถึงเบื้องหน้าศัตรูในชั่วพริบตาก่อนจะพุ่งทวนออกแทงอย่างต่อเนื่องกลายเป็นเงาทวนครอบคลุมศัตรูเอาไว้ทุกทิศทาง
จางเจิ้นซานส่งสายตาเหยียดหยามก่อนจะขยับมือไม่หยุดยั้งทุกครั้งที่มือมันเคลื่อนไหวจะปัดป้องคมทวนออกไปอย่างคล่องแคล่วง่ายดายคิดไม่ถึงการจู่โจมราวพายุโหมกระหน่ำจากไป๋หยุนเฟยจะถูกมันต้านรับอย่างปลอดโปร่ง!
หลังจากจางเจิ้นซานปัดป้องการจู่โจมได้สิบกว่าครั้งติดต่อกันดวงตามันก็ยิ่งฉายแววเหยียดหยามยามที่กระแทกทวนออกไปอีกคราก็คว้าจับคอทวนอย่างกะทันหันจากนั้นฉวยโอกาสสืบเท้าไปเบื้องหน้าเข้าหาไป๋หยุนเฟยอย่างฉับพลันก่อนจะยกมือขวาขึ้นฟาดใส่หัวใจศัตรู!
ชั่วขณะที่จางเจิ้นซานคว้าจับคันทวนดวงตาไป๋หยุนเฟยพลันทอประกายวูบยามที่ศัตรูสืบเท้าเข้ามามันก็พลันชักเท้าถอยครึ่งก้าวพร้อมกับบิดด้ามทวนในมือขวาโดยแรงขณะชักทวนเปลวอัคคีกลับคืนก็เก็บทวนกลับคืนในแหวนช่องมิติราวสายฟ้าก่อนจะยกหมัดขวาขึ้นเมื่อศัตรูฟาดฝ่ามือเข้าใส่ เส้นเลือดดำบนมือขวามันก็เบ่งพองขึ้น ขณะที่จ้องมองฝ่ามือของศัตรูมันก็ชกหมัดออกอย่างดุดัน!
วิชาระลอกคลื่นพลังหมัดเก้าทบ!!