“ไม่เป็นไร”เซี่ยเจิงหันหน้าไปมองชวีเสี่ยวปอ หัวเราะพลางพูดขึ้นว่า : “ฉันอยากเปลี่ยนทรงผมอยู่พอดีด้วย ทรงบัซคัตก็ดีอยู่นะ”
ชวีเสี่ยวปอไม่ได้พูดอะไรขึ้นอีก แต่ทำท่าโอเคให้เขาหนึ่งครั้ง
“ถ้างั้นฉันตัดแล้วแล้วนะ !”
หลังจากพูดจบ ช่างตัดผมก็จับศีรษะของเซี่ยเจิงให้ตั้งตรงขึ้นมาทันทีแล้วจึงขยับกรรไกรที่อยู่ในมือ
พูดตามตรง พอช่างตัดผมคนนี้ทำงานขึ้นมาก็ดูเป็นรูปเป็นร่างอยู่ไม่น้อยเลย ท่าทางในการหยิบสับเปลี่ยนกรรไกรจากกระเป๋าเครื่องมือที่คาดอยู่ตรงเอวของเขาก็ทำได้อย่างคล่องแคล่วรวดเร็วทั้งยังไม่เหมือนกับช่างตัดผมคนอื่นๆ ที่พอได้ตัดผมขึ้นมาก็เอาแต่พูดไร้สาระวนไปวนมาถ้าไม่ใช่ให้คุณซื้อแชมพูสระผมก็ให้ทำบัตรสมาชิกแต่ช่างตัดผมคนนี้ไม่เพียงแต่ไม่สนใจพวกเขาสองคน ถึงขนาดยังฮัมเพลงออกมาด้วย
แต่ก็พูดตามตรงอีกเช่นกัน หลายประโยคที่เขาฮัมเป็นเพลงขึ้นมาไม่มีสักประโยคเดียวเลยที่ตรงคีย์
หลังจากดูอะนิเมะจบหนึ่งตอน ชวีเสี่ยวปอจึงเงยหน้าขึ้นมาแล้วก็พบกับศีรษะอันกลมทุยเกลี้ยงเกลาตรงหน้า
“ให้...ตายสิ? ”
ทันใดนั้นชวีเสี่ยวปอจึงสัมผัสได้ถึงความยากจนทางภาษาว่าให้ความรู้สึกเช่นไร
เขาอยากจะยื่นมือออกไปจับเข้าที่ด้านหลังศีรษะของเซี่ยเจิงจากนั้นก็ประทับจูบลงไป
เซี่ยเจิงที่เปลี่ยนทรงผมใหม่แล้วให้ความรู้สึกสดชื่นขึ้นมากจริงๆทั้งยังเผยให้เห็นหน้าผากที่โล่งจนสะท้อนแสงไม่มีเส้นผมมาปกปิดเอาไว้เลยแม้แต่น้อย จนทำให้อวัยวะบนทั้งห้าใบหน้า [1] ของเขาดูมีมิติขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัดสิ่งเดียวที่เป็นข้อเสียก็คือไม่มีผมหน้าม้ามาคอยช่วยปิดบังจึงทำให้รอยแผลเป็นเล็กๆ บนคิ้วของเขาเห็นได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
“ไม่เลวๆ ” ช่างตัดผมปัดเศษผมที่ตกลงมาอยู่บนคอของเขาออกทั้งยังอดไม่ได้ที่จะยกนิ้วโป้งขึ้นมาให้กับคนที่อยู่ในกระจก ดูท่าแล้วคงจะพอใจกับผลงานของตัวเองมากเลยทีเดียว
ความคิดอันรีบร้อนที่อยากจะเข้าไปลูบศีรษะของเซี่ยเจิงสักสองครั้งทำให้ชวีเสี่ยวปอรีบลุกขึ้นมาทันที แต่ยังไม่ทันรอให้เขาขยับเข้าไปเซี่ยเจิงก็ปลดผ้าคลุมที่พันอยู่รอบตัวออก และเดินไปก้มศีรษะให้ชวีเสี่ยวปอทันที
“หึๆ สัมผัสแบบนี้ไม่เลวเลย” ตอผมแข็งๆ สัมผัสผ่านฝ่ามือของเขาในขณะนั้นชวีเสี่ยวปอหัวเราะขึ้นมาสองครั้งอย่างมีความสุข“คิดไม่ถึงเลยว่ามันจะเข้ากับนายมากขนาดนี้”
“ทำไมฉันถึงรู้สึกว่าบนหัวของฉันเย็นวาบๆ ยังไงก็ไม่รู้” เซี่ยเจิงยังคงไม่ชินเท่าไหร่นักแต่เขาก็ทำเพียงแค่หัวเราะกับชวีเสี่ยวปอ
สุดท้ายเซี่ยเจิงก็จ่ายเงินแล้วจึงประคองชวีเสี่ยวปอออกมานั่งลงบนจักรยานอีกครั้งหนึ่ง
“เท่าไหร่นะ? เมื่อกี้ฉันฟังผิดหรือเปล่าเนี่ย?” ทันทีที่ออกจากร้านมา ชวีเสี่ยวปอก็ถามขึ้นด้วยความตกใจถึงขีดสุด
“แปดหยวน” เซี่ยเจิงหันหลังไปลูบใบหูของเขาทีหนึ่ง “ตกใจเหรอ? ”
“ฝีมือแบบนี้ แปดหยวน? ” ชวีเสี่ยวปอตะโกนขึ้นเสียงดัง“ถ้างั้นช่างโทนี่ [2] ตรงแถวบ้านฉันมีสิทธิ์อะไรมาเก็บฉันตั้ง98 หยวน !”ราคาเช่นนี้ทำให้ชวีเสี่ยวปอรู้สึกราวกับว่าอย่างน้อยต้องย้อนกลับไปประมาณห้าปีที่แล้วหลังจากที่ชวีเสี่ยวปอพูดจบก็หันไปมองช่างตัดผมที่อยู่ในร้านครั้งหนึ่งรู้สึกอยากจะพุ่งเข้าไปถามเขาว่า “พี่ชายพี่ได้กำไรจริงๆ เหรอเนี่ย? ”
“ก็เพราะตรงแถวบ้านนายชื่อช่างโทนี่ ส่วนเขาอาจจะชื่อว่าแท่งเหล็ก ไข่หมานายข.[3] ยังไงก็ไม่มีทางชื่อโทนี่แน่ๆ ”เซี่ยเจิงยิ้มขึ้นมาจนเห็นฟัน “นั่งดีๆ นะ จะออกเดินทางแล้ว”
ชวีเสี่ยวปอที่นั่งอยู่ด้านหลังแกว่งขาไปมา เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเซี่ยเจิงจะพาเขาไปที่ไหนทว่าความจริงแล้วจุดหมายปลายทางไม่ใช่สิ่งที่สำคัญเลยแม้แต่น้อย สิ่งที่สำคัญคือระหว่างการเดินทาง
ผ่านไปเพียงไม่นาน เซี่ยเจิงก็ได้ยินชวีเสี่ยวปอถามขึ้นมาว่า : “ที่จริงเป็นเพราะว่าร้านเขาราคาถูก นายเลยมาตัดที่นี่ใช่ไหม? ”
“ก็คงจะใช่มั้ง” เซี่ยเจิงผ่อนความเร็วของฝีเท้าลงจึงทำให้จักรยานช้าลงตามไปด้วย “แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด”
“ฮะ? ” ชวีเสี่ยวปอตีลงไปที่ด้านข้างเอวของเซี่ยเจิงเพื่อส่งสัญญาณให้เขาพูดต่อไป
“เขาก็ตัดดีมากด้วย ไม่ใช่เหรอ? ” เซี่ยเจิงเอ่ยขึ้น“ฉันแค่ชินแล้วน่ะ ดูดื้อดึงไปหน่อยใช่ไหมล่ะพอไปที่ที่หนึ่งก็มักจะไปแต่ที่นั่นตลอดถ้าเปลี่ยนสถานที่ก็จะรู้สึกอึดอัดขึ้นมาน่ะ”
“ดูออกแล้วละ” ชวีเสี่ยวปอคิดย้อนกลับไปชีวิตของเซี่ยเจิงเป็นแบบที่ว่ามีรูปแบบแน่นอนตายตัว นอกเหนือจากการไปเรียนแล้วโดยปกติชีวิตของเซี่ยเจิงก็วนเวียนอยู่กับการดูแลแม่ของเขาและการทำงานหาเงินอยู่แค่เพียงสองเรื่องนี้แต่สำหรับเรื่องอื่นๆ แล้วเซี่ยเจิงล้วนค่อนข้างที่จะอดกลั้นหักห้ามใจเอาไว้
หากให้ชวีเสี่ยวปอคิดๆ ดูแล้ว ตั้งแต่ที่เขารู้จักกับเซี่ยเจิงมาเรื่องที่เขามีเหนือกว่าคนอื่น สิ่งนั้นคงจะมีเพียงแค่เรื่องเดียวซึ่งก็คือการได้เป็นแฟนกับชวีเสี่ยวปอ
ไม่ใช่ว่าการอดกลั้นหักห้ามใจเอาไว้เป็นเรื่องที่ไม่ดีเพราะถ้าหากชวีเสี่ยวปอสามารถควบคุมตัวเองได้มากกว่านี้เขาก็อาจจะไม่เป็นคนที่ไร้ประโยชน์ถึงเพียงนี้
แต่เพียงแค่รู้ว่าเซี่ยเจิงลำบากมาก
หลายสิ่งหลายอย่างที่ตกลงมาบนตัวเขาถึงแม้ว่าต่อให้เกิดขึ้นกับผู้ใหญ่ก็ยังยากที่จะรับได้แต่เซี่ยเจิงกลับเลือกที่จะแบกรับเอาไว้เงียบๆ ซึ่งร่องรอยเหล่านั้นกลับไม่อาจลบให้จายหายไปได้เลยนี่คือสิ่งที่ชวีเสี่ยวปอไม่อาจที่จะปล่อยวางได้เพราะเขามักจะรู้สึกได้ถึงร่องรอยจากการที่เคยถูกสิ่งเหล่านี้ขัดเกลามาประทับอยู่บนตัวเซี่ยเจิงมาโดยตลอด
ออกมาไกลมากแล้ว
“ถึงแล้ว”
ทันทีที่ชวีเสี่ยวปอเพิ่งจะกลับมารู้สึกตัวเขาก็ได้ยินเสียงของเซี่ยเจิงพูดขึ้น
เมื่อครู่นี้ในตอนที่เซี่ยเจิงเลี้ยวเข้ามาชวีเสี่ยวปอก็สังเกตเห็นแล้วว่าตรงบริเวณนี้เขาคุ้นเคยเป็นอย่างดีเพราะว่าโรงเรียนที่เขาเรียนตอนมัธยมต้นห่างจากที่นี่ไม่ไกลเท่าไหร่นักเป็นนักเรียนยังไงก็ต้องคุ้นเคยกับบริเวณโดยรอบของโรงเรียนดีที่สุดอยู่แล้วร้านไหนเปลี่ยนป้ายร้านใหม่ หรือร้านไหนเปลี่ยนพนักงานใหม่ก็สามารถรู้ได้ในทันทีร้านค้าเล็กๆที่ตั้งอยู่ใกล้กับโรงเรียนก็ล้วนแต่มองหาแหล่งลูกค้าที่เป็นเด็กวัยรุ่น แต่หลังจากเรียนจบชั้นมัธยมต้นไปชวีเสี่ยวปอก็ไม่ค่อยได้มาแถวนี้สักเท่าไหร่แล้วตลอดทางที่ผ่านมาเมื่อครู่ หน้าร้านหลายๆร้านตรงนั้นก็ไม่รู้ว่าเปลี่ยนไปกี่รุ่นต่อกี่รุ่นแล้วมันช่างทำให้รู้สึกน่าใจหายมากจริงๆ
“ทางนี้มีอะไรให้เที่ยว? ” แต่ในความทรงจำของชวีเสี่ยวปอแม้ว่าแถวโรงเรียนมัธยมต้นนี้จะไม่มีที่ให้เที่ยวเล่นสักเท่าไหร่แต่ถ้าเดินต่อไปด้านหน้า ในตรอกเล็กๆ ก็จะมีร้านขายอาหารอร่อยอยู่ไม่น้อยเลยซึ่งหนึ่งในนั้นก็มีร้านขายของทอดเสียบไม้ที่เขาทานมาตลอดสามปี
“ตามฉันมาเถอะน่า” ทางเดินตรงนี้แคบเกินไปจึงทำให้เซี่ยเจิงต้องจูงจักรยานเดินไปด้านหน้า ในตรอกซอยสะอาดอย่างไม่น่าเชื่อชวีเสี่ยวรู้สึกว่าคนที่พาเขามาคือเซี่ยเจิง แต่ถ้าหากอยู่ดีๆมีใครพาเขามาที่แบบนี้ เขาก็คงจะต้องพูดแสดงความคิดเห็นออกมาสามคำอย่างแน่นอนว่า : “บ้าไปแล้ว”
หลังจากเงียบไปอยู่หลายนาที ในที่สุดก็หยุดฝีเท้าลงอีกครั้งหนึ่งเซี่ยเจิงเงยศีรษะขึ้น เพื่อส่งสัญญาณให้ชวีเสี่ยวปอดู
“ระวังคำพูด? ” ชวีเสี่ยวปอมองไปยังประตูร้านเล็กๆแคบๆ บานนั้น แล้วจึงพูดพึมพำขึ้นมาว่า : “ทำไมฟังดูเหมือนชื่อโรคอะไรสักอย่างเลย”
“ดูด้านหลัง” เซี่ยเจิงหัวเราะขึ้นมาอย่างกลั้นไม่อยู่
“ระวังคำพูด...คาเฟ่หนังสือ? ” ชวีเสี่ยวปอมองดูตัวอักษรเล็กๆตรงบรรทัดด้านล่างที่เขียนเอาไว้ว่า “ยินดีต้อนรับพวกคุณเข้ามาเที่ยว”จากนั้นจึงหันไปพูดกับเซี่ยเจิงว่า : “ที่นี่เปิดตั้งแต่เหมือนไหร่?นายหาที่แบบนี้เจอได้ยังไงอะ อยู่หลบมุมซะขนาดนี้”
“เข้าไปก่อนเถอะ” เซี่ยเจิงไม่ได้ตอบ แต่กลับก้มลงไปล็อกรถจักรยานจากนั้นจึงประคองชวีเสี่ยวปอเอาไว้
เข้ากับชื่อร้านเป็นที่สุด คาเฟ่หนังสือแห่งนี้เต็มไปด้วยกลิ่นอายของศิลปะในวรรณกรรมแม้แต่ประตูก็ยังเป็นบานเลื่อนไม้แบบโบราณ ยังไม่ทันได้เข้าไปในร้านชวีเสี่ยวปอก็ได้กลิ่นหอมของไม้จันทร์ลอยมาปะทะเข้ามาบนใบหน้าในขณะนั้นมีคนพูดขึ้นเสียงเบาว่า :
“ยินดีต้อนรับค่ะ”
“สวัสดีครับ! ให้ตายเถอะ...นี่มันอะไรกันเนี่ย! ”
ความรู้สึกสัมผัสอันอ่อนนุ่มอย่างแปลกประหลาดบนเท้าทำให้ชวีเสี่ยวปอที่ขาแข้งยังไม่ค่อยดีถึงกับต้องถอยหลังออกมาหลายก้าวถ้าหากไม่ได้เซี่ยเจิงประคองเอาไว้ เขาอาจจะล้มลงไปก้นกระแทกพื้นได้เลยทีเดียว
“ใจเย็นๆ ” เซี่ยเจิงกระซิบเสียงเบาข้างๆ เขา
“เมี้ยว——”แมวพันธุ์เปอร์เซียชินชิล่าที่อยู่ไม่ไกลจากเท้าของเขาสองคนนอนแผ่สองสลึงอยู่บนพื้นจากนั้นก็พลิกตัวกลับขึ้นมาอย่างยั่วยวนจนโชว์ให้เห็นพุงของตัวเอง
.............................
เชิงอรรถ
[1] อวัยวะบนทั้งห้าใบหน้าประกอบด้วย ดวงตา คิ้ว จมูก ปาก และใบหู
[2] โทนี่ หรือช่างโทนี่เป็นคำที่เอาไว้เรียกช่างตัดผมที่นิยมใช้กันในภาษาวัยรุ่น
[3] แท่งเหล็ก ไข่หมา นายข. (铁根儿,狗蛋儿,王二麻子)เป็นชื่อที่พ่อแม่หรือผู้เฒ่าผู้แก่ที่บ้านตั้งเป็นฉายาเอาไว้เรียกลูกหลานภายในบ้าน