ตอนที่ 3 ตายเสียได้ก็ดี
ลู่หลินที่นอนอยู่บนเตียงรู้สึกว่าทั่วทั้งร่างไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่น้อย
เขาแอบหยิบคุกกี้ห่อหนึ่งจากร้านขายของชำออกมากิน
ลู่หลินเคยแอบใช้กระจกส่องดูหน้าตาในปัจจุบันของตัวเองแล้ว ซึ่งหน้าตาของเขาในตอนนี้คล้ายคลึงกับเมื่อชาติก่อนถึงห้าส่วน
คนผู้นี้หน้าเหลืองตัวซูบตอบ ดูผอมแห้งเกินไปจริงๆ หากบำรุงให้อ้วนขึ้นอีกนิด ก็คงคล้ายเขาในชาติก่อนถึงเจ็ดส่วน
ระหว่างที่ลู่หลินสะลึมสะลือก็รู้สึกได้ว่ามีคนเดินเข้ามา
“เ้าหนูหลินสภาพดูไม่ค่อยดีเลยนะ! ส่งไปแบบนี้จะได้หรือ”
เสียงของป้าสะใภ้ใหญ่ทังซื่อดังขึ้น “เหตุใดจะไม่ได้! เขาปกติดี ถือเสียว่าส่งไปจัดงานมงคลขจัดเสนียดจัญไร ไม่แน่อาจกลับมามีชีวิตชีวาก็ได้”
ลู่หลินหลับตาไม่พูดจา เนื่องจากไม่คุ้นเคยกับผู้คนและสถานที่แห่งนี้ กลัวว่าตัวตนจะถูกเปิดเผย ่ที่เขาตื่นจึงแสร้งทำเป็ใบ้ตลอดเวลา
เมื่อได้ยินป้าสะใภ้ใหญ่ในชาตินี้เอ่ยถึงงานมงคลขจัดเสนียดจัญไร ลู่หลินถึงกับกลอกตามองบนอยู่ในใจอย่างอดไม่ได้ เขาไม่รู้มาก่อนว่าที่นี่จัดงานมงคลขจัดเสนียดจัญไรแบบนี้
“ส่งไปทั้งแบบนี้หรือ ต้องให้เขานำของติดตัวไปด้วยหรือไม่!” ชาวบ้านคนหนึ่งถามด้วยความลังเล
แม้เป็การแต่งเข้าบ้านอีกฝ่าย แต่ก็ควรนำของติดตัวไปสักหน่อย
“โอ๊ย ในบ้านก็แทบไม่มีกินอยู่แล้ว จะมีของติดตัวอะไรกันเล่า! เฉินเสี่ยวหมี่เป็มือดีด้านการล่าสัตว์ ส่งเขาไปแบบนี้ พอถึงที่นั่นคงได้กินเนื้อสัตว์แล้ว วันหน้าก็จะมีแต่วันดีๆ รออยู่”
พอหลายคนได้ยินทังซื่อพูดเช่นนี้ แต่ละคนก็มีสีหน้าแปลกประหลาด
เื่ที่ลู่หลินจะแต่งเข้าไปอยู่กับเฉินเสี่ยวหมี่เป็ที่รู้กันในหมู่บ้านนานแล้ว ในหมู่บ้านลือกันว่า การที่ลู่หลินต้องแต่งให้ซวงเอ๋อร์ที่โหดร้ายเช่นนั้น วันหน้าคงมีชีวิตที่ต้องทำงานหนักเหมือนวัวเหมือนม้าเป็แน่
ผู้คนคิดกันว่า เมื่อเฉินเสี่ยวหมี่ขึ้นูเา เกรงว่าลู่หลินคงต้องตามขึ้นูเาไปด้วย อีกฝ่ายมีพละกำลังมากคงไม่เป็ไร แต่สำหรับลู่หลินนั้น หากไม่ระวังเพียงเล็กน้อยเขาอาจต้องตายอยู่ในูเา
ทั้งที่เป็เื่น่ากลัวขนาดนี้แท้ๆ แต่พอทังซื่อพูดออกมากลับกลายเป็เื่ดีอย่างการมีชีวิตสุขสบาย
ทว่าถึงอย่างไรก็เป็เื่ในครอบครัวตระกูลลู่ พวกเขาจึงไม่ได้พูดอะไรมาก
คนหลายคนวางลู่หลินลงบนไม้กระดาน จากนั้นมุ่งหน้าไปทางบ้านของเฉินเสี่ยวหมี่อย่างโคลงเคลงไปตลอดทาง
ร่างกายลู่หลินอ่อนแอเกินไป เขานอนหลับไปอีกครั้งท่ามกลางความมึนงง
หลังจากส่งลู่หลินออกจากบ้าน คนตระกูลลู่ทั้งหมดก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“ท่านแม่ ตัวกาลกิณีนั่นถูกส่งไปแล้วหรือ!” ลู่ถงถามอย่างรังเกียจ
หลังจากลู่หลินล้มป่วย งานมากมายที่เคยเป็หน้าที่ของลู่หลินก็ถูกโยนให้กับลู่ถง เขาไม่ชอบใจอีกฝ่ายมานานแล้ว
ทังซื่อพูดอย่างหงุดหงิดว่า “ใช่แล้ว! เ้าคนล้างผลาญนั่นไม่ดูสภาพตนเองเสียบ้าง มีคนยอมซื้อเขาก็ถือว่าไม่เลวแล้ว ยังก่อเื่ะโลงทะเลสาบอีก ทำราวกับว่าผู้าุโอย่างพวกเราปฏิบัติต่อเขาด้วยความไม่เป็ธรรมยิ่ง”
ลู่ถงพูดด้วยรอยยิ้ม “เ้านั่นถูกส่งไปก็ดีแล้ว ท่านย่าบอกว่าเขาเป็ตัวกาลกิณี ไม่แน่ว่าที่พี่ใหญ่สอบซิ่วไฉ[1]ไม่ผ่านเสียทีอาจเป็เพราะมีเขาอยู่”
ทังซื่อก็พูดด้วยรอยยิ้ม “ใช่แล้ว! หมอดูบอกว่าดูจากใบหน้าของพี่ใหญ่เ้าก็รู้ว่าต้องเป็ขุนนางใหญ่ คงถูกตัวปัญหานั่นถ่วงความเจริญแน่ๆ”
ลู่หลินนอนหลับไปนานมาก ในที่สุดก็ค่อยๆ ตื่นขึ้นมา
เสียงพูดคุยของคนแปลกหน้าสองคนดังเข้าหูของเขา
“พี่ใหญ่ ตระกูลลู่ส่งเขามา คนผู้นี้สภาพป่วยออดๆ แอดๆ คงไม่ใช่ใกล้ตายแล้วกระมัง”
เฉินเสี่ยวไช่ไม่พอใจลู่หลินอย่างมาก ในสายตาของเขา พี่ใหญ่เฉินเสี่ยวหมี่เป็คนที่ร้ายกาจที่สุดในโลก คนในหมู่บ้านเ่าั้ที่ทำลายชื่อเสียงของพี่ใหญ่ล้วนเป็พวกสารเลว ลู่หลินผู้นี้รู้ว่าต้องแต่งมาอยู่กับพี่ใหญ่จึงะโทะเลสาบฆ่าตัวตาย นี่มันเกินไปแล้วจริงๆ
หากไม่ใช่เพราะเบื้องบนออกข้อกำหนดภาษีที่โหดร้ายแบบนี้ คนขี้ขลาดอย่างลู่หลินจะคู่ควรกับพี่ใหญ่ของเขาได้อย่างไร
เฉินเสี่ยวหมี่พูดอย่างไม่ใส่ใจ “จะตายก็ตายไปเถิด อย่างไรเสียก็ลงทะเบียนกับที่ว่าการแล้ว ผ่านเื่นี้ไปข้าก็ไม่ต้องจ่ายภาษีแล้ว”
เฉินเสี่ยวไช่ถาม “ต้องเชิญหมอมาดูคนผู้นี้หรือไม่!”
เฉินเสี่ยวหมี่หรี่ตาลงพูดว่า “ไม่ต้อง หากอยากตายจริงๆ ต่อให้เชิญหมอมาดูเขา เขาก็ยังหาวิธีฆ่าตัวตายอยู่ดี เปลืองเงินเปล่าๆ” อีกอย่างในบ้านก็มีเงินไม่มากแล้ว
เฉินเสี่ยวหมี่คิดในใจ ‘ตอนนี้เริ่มเข้าฤดูใบไม้ร่วงแล้ว เมื่อหิมะตกหนักปกคลุมูเา ก็จะล่าสัตว์ยากขึ้น เงินที่เหลืออยู่ต้องใช้สำหรับซื้อผ้าห่มเพิ่ม ซ่อมแซมบ้าน และสะสมเสบียงอาหารให้มากสักหน่อย’ เฉินเสี่ยวหมี่เป็ห่วงน้องชายมากกว่า ไม่ค่อยสนใจคนแปลกหน้าอย่างลู่หลินนัก
ในเมื่อแต่งเข้ามาแล้ว หน้าที่ของคนผู้นี้ก็เกือบเสร็จสิ้นแล้ว
“ทางนั้นคงกลัวว่าเชิญหมอแล้วจะเปลืองเงิน จึงรีบส่งตัวเขามา พี่ใหญ่ หากคนผู้นี้ตายไป คนตระกูลลู่จะมาหาเื่หรือไม่!”
“ตกลงกันแล้วว่าเป็การแต่งเข้า อีกอย่างตอนที่เขาแต่งเข้ามาไม่ได้นำผ้าติดตัวมาสักพับเดียว เห็นได้ชัดว่าตัดขาดความสัมพันธ์กับทางนั้นแล้ว จะมาหาเื่อะไรได้ หากอีกฝ่ายกล้ามาหาเื่จริงๆ คอยดูว่าข้าจะไล่ตีคนออกไปอย่างไร” เฉินเสี่ยวหมี่พูดอย่างดูถูก
เฉินเสี่ยวไช่พูดด้วยสีหน้าเลื่อมใส “พี่ใหญ่ร้ายกาจยิ่งนัก”
เฉินเสี่ยวหมี่จ้องมองลู่หลินอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดอย่างเ็าว่า “ตายเสียได้ก็ดี ประหยัดข้าวไปคนหนึ่ง”
เฉินเสี่ยวไช่พูดอย่างไม่เห็นด้วย “ใช้เงินไปตั้งสิบตำลึงให้แต่งเข้ามา ปล่อยให้เขาตายไปเช่นนี้ก็ได้เปรียบน่ะสิ ดีร้ายอย่างไรก็ควรช่วยทำงานสักหน่อย”
ลู่หลินฟื้นขึ้นมาแล้ว เขาได้ยินบทสนทนาทั้งหมดของสองพี่น้อง ลู่หลินคิดในใจว่า ‘การที่เ้าของร่างเดิมตัดสินใจฆ่าตัวตายก็ใช่ว่าไร้เหตุผล! อยู่ดีๆ ต้องแต่งเข้ามาอยู่กับซวงเอ๋อร์ที่โหดร้ายเช่นนี้’
เฉินเสี่ยวหมี่หาได้้าสามี แต่เป็เครื่องมือเลี่ยงภาษีต่างหาก
ลู่หลินพลันรู้สึกถึงอนาคตอันมืดมน คนอื่นทะลุมิติมาเป็โหว[2] แม่ทัพ หรือขุนนางตำแหน่งสูงสุด แต่เขาทะลุมิติมาก็ถูกแต่งให้ซวงเอ๋อร์ที่โหดร้ายเช่นนี้ ดูจากสถานการณ์เกรงว่าวันหน้าคงเป็สามีไร้อำนาจมิอาจควบคุมภรรยา!
เชิงอรรถ
^ คือผู้ที่สอบผ่านการคัดเลือกระดับท้องถิ่น^ คือหนึ่งในบรรดาศักดิ์ห้าขั้นของจีนโบราณ ได้แก่ กง โหว ป๋อ จื่อ หนาน