แม่เลี้ยง(แต่งแทน)ขอปล่อยจอย เลี้ยงลูกน้อยสุดชิลแต่ไหงปังเว่อร์

    ตอนที่ 38 ใครเป็นเด็กเกเรกันแน่?

    โม่เจิ้งตงที่อุ้มน้องสาวตัวน้อยเดินตามมาข้างหลัง ก็ถึงกับยืนอึ้งตกตะลึงไปเลย


    แม่เลี้ยงคนนี้เพิ่งมาอยู่ที่นี่ได้ไม่กี่วัน แต่กลับทำให้เขาประทับใจได้อย่างลึกซึ้ง ทั้งที่จริง ๆ แล้ว เขาควรจะยังต้องระแวดระวังนางอยู่ด้วยซ้ำ


    แต่แล้วจู่ ๆ เศษเสี้ยวของความระแวดระวังในหัวใจเขาก็พังทลายลง ตอนนี้เขากลับรู้สึกตื้นตันจนตาแดงก่ำน้ำตาคลอ มันคือความรู้สึกของการ ‘ถูกดูแลเอาใจใส่’ และถูกนางเชื่อว่าพวกเขาเป็นเด็กดี


    แต่ไหนแต่ไรมา พวกเขามักถูกดูแคลน ถูกเยาะเย้ยว่าไม่มีญาติ เป็นเด็กกำพร้าที่ไม่ได้รับการอบรมสั่งสอน บิดามารดาของเขามักจะยุ่งอยู่กับการหาเงินเลี้ยงครอบครัวจนไม่มีเวลามาดูแลพวกเขา


    ส่วนท่านพ่อของพวกเขาในเวลาต่อมาก็ไม่ต่างกัน แม้ว่าเขาจะหาเงินและสร้างบ้านหลังใหญ่ได้ก็ตาม แต่เขาก็ไม่มีเวลาให้กับเรื่องพวกนี้ พวกเขายังคงถูกเด็กคนอื่นรังแกและเห็นเป็นตัวตลกอยู่เช่นเดิม


    พวกเขาเคยดื้อ เคยทะเลาะและเคยต่อต้าน ซึ่งท่านย่าห้ามักจะทุบตีพวกเขา บังคับให้พวกเขาไปขอโทษเด็กคนอื่น และไม่เคยปลอบโยนอะไรพวกเขาเลย


    ท่านย่าห้ายังบอกกับทุกคนอีกว่าพวกเขาเป็นเด็กเกเร ไม่เชื่อฟัง ในภายภาคหน้าก็จะกลายเป็นคนไร้ค่า ถูกโชคชะตากำหนดให้เป็นขโมยและเป็นพวกต้มตุ๋นหลอกลวง


    ทว่าแม่เลี้ยงกลับบอกว่าพวกเขาเป็นเด็กจิตใจดี โดยเนื้อแท้แล้วก็ไม่ใช่เด็กเลวอะไร


    โม่เจิ้งตงผอมแห้งและตัวเล็ก การอุ้มโม่ซีซีวิ่งตามหลังมานั้นเป็นเรื่องที่ทำให้เขาเหนื่อยล้า เดิมทีเขาตั้งใจจะตามไปดูน้องชายว่าเป็นอย่างไรบ้าง แต่ตอนนี้เขาคิดอีกอย่าง เขาอยากตามแม่เลี้ยงไป ด้วยกลัวว่านางและน้องชายอาจถูกคนเลว ๆ เหล่านั้นรังแก


    ชายคนหนึ่งที่เดินอยู่ด้านหน้าเหลียวหลังกลับมา เมื่อเห็นภาพนั้น จึงยื่นมือออกไปรับโม่ซีซีมาอุ้มไว้ 


    “มาเถอะ ข้าอุ้มให้เอง” เขากล่าวพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน


    โม่เจิ้งตงก้มหน้าลง แต่ก่อนเวลาผู้คนเห็นเขากับน้องชาย ก็มักจะเพิกเฉยหรือแอบเตือนลูกหลานของตัวเองให้อยู่ห่างจากพวกเขา เพราะกลัวว่าจะติดนิสัยไม่ดี


    ผู้หญิงอีกคนหนึ่งที่อยู่ใกล้ ๆ เห็นดังนั้น ก็ยื่นมือมาจับมือของโม่เจิ้งตงไว้ “ไม่ต้องห่วงนะเจิ้งตง มาเถอะ ข้าจะช่วยเจ้าเอง”


    โม่เจิ้งตงไม่ชอบการถูกสัมผัส เขาจึงขัดขืนเล็กน้อยพร้อมกระซิบเสียงเบา "ข้า...ข้าเดินเองได้"


    หญิงสาวคนนั้นหัวเราะออกมา “โตป่านนี้แล้วยังจะขี้อายอีก!”


    และน่าแปลกที่นางไม่ได้พูดว่าเขาเป็นเด็กนิสัยแปลกประหลาดหรืออารมณ์ร้าย เหมือนที่คนอื่น ๆ พูดกัน


    ในชั่วพริบตา ซ่งจินเหยาก็มองเห็นกลุ่มคนจากหมู่บ้านใกล้เคียง นางพยายามเบียดตัวเข้าไป ก่อนจะเห็นโม่เจิ้งหนานตัวน้อยที่ยืนอยู่ตรงกลาง ใบหน้าของเขาแดงก่ำ ศีรษะก้มต่ำลง ขณะที่เสียงด่าทอรอบข้างจากฝูงชนดังกึกก้องจนแทบไม่ได้ยินเสียงอื่นเลย


    “ไอ้เด็กสารเลวไม่มีพ่อแม่! กล้ารังแกต้าจูของพวกเราได้อย่างไร? กล้าดีนักนะ หมอดูบอกว่าสักวันต้าจูจะกลายเป็นนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ แต่เจ้ากลับมาทำร้ายเขาแบบนี้ เจ้าจะชดเชยไหวไหม? รอให้พ่อเจ้ามาก่อนเถอะ ข้าจะต้องคุยกับเขาให้รู้เรื่อง!”


    ผู้หญิงที่กำลังพูดอยู่นั้นอุ้มเด็กชายตัวอ้วนกลมอายุประมาณสิบขวบไว้ในอ้อมแขน ใบหน้าของเด็กชายเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำดวงตาบวมปูด ดูเหมือนว่าเขาหกล้มหรือไม่ก็ชนเข้ากับอะไรบางอย่างมากกว่าโดนต่อย


    ซ่งจินเหยาเบียดตัวเข้าไปใกล้แล้วร้องตะโกน “เจิ้งหนาน!”


    โม่เจิ้งหนานสะดุ้งตกใจ เขาขดตัวเกร็ง ไม่กล้าเงยหน้า


    ผู้หญิงคนนั้นมองซ่งจินเหยาตั้งแต่หัวจรดเท้า เริ่มแรกคือรู้สึกประหลาดใจในความงามของซ่งจินเหยา จากนั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นความโมโหและอิจฉา ก่อนจะคิดออกว่า นี่ต้องเป็นภรรยาใหม่ที่พ่อของเจิ้งหนานเพิ่งแต่งเข้ามาแน่นอน


    นางจึงเริ่มแผดเสียงแหลมสูงทันที “เจ้าน่ะ คือแม่เลี้ยงของเขาสินะ? ข้าขอบอกเจ้าเลยนะว่า หากวันนี้เจ้าไม่ให้ความเป็นธรรมกับข้า เรื่องนี้จบไม่สวยแน่ ๆ”


    ยิ่งนางพูดมากเท่าไร โม่เจิ้งหนานก็ยิ่งก้มศีรษะลงต่ำเท่านั้น เขาตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว


    ซ่งจินเหยาอยากจะก้าวเข้าไปหา แต่กลับถูกผู้หญิงคนนั้นคว้าแขนของนางไว้ นางหันกลับมาและจ้องมองผู้หญิงคนนั้นด้วยแววตาดุร้าย “ถ้าก้าวเข้ามาอีกเพียงก้าวเดียว ข้าจะแจ้งทางการข้อหาทำร้ายร่างกาย!”


    ผู้หญิงคนนั้นปล่อยมือทันทีเมื่อได้ยินว่าซ่งจินเหยาจะแจ้งเจ้าหน้าที่ทางการ ทว่านางก็ยังคงไม่ยอมแพ้และตะโกนโวยวายเสียงดัง


    “คิดว่าเจ้ามีสิทธิ์จะไปแจ้งทางการหรือ? ลูกเจ้าทำร้ายร่างกายต้าจูของข้านะ!”


    “จริงหรือ?” ซ่งจินเหยาชี้ไปที่ต้าจู “เด็กคนนี้น่าจะอายุประมาณสิบขวบเห็นจะได้ เจ้าจะบอกว่า ลูกชายวัยหกขวบของข้าทุบตีเขาอย่างนั้นหรือ?”


    “อืม มีฝีมือจริง ๆ"


    โม่เจิ้งหนานตกใจจนต้องเงยหน้าขึ้น —นาง...นางบอกว่าที่เขาต่อสู้นั้น ‘มีฝีมือ’ อย่างนั้นหรือ?


    มารดาของต้าจูตัวแข็งทื่อ ใบหน้าของนางพลันแดงก่ำ —ต้าจูยังอายุไม่ถึงสิบขวบสักหน่อย ก็แค่แปดขวบครึ่งเท่านั้น ทว่าเขาตัวใหญ่จึงดูแก่กว่าวัยเกินเด็กทั่วไปก็แค่นั้น แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ถือว่าโตกว่าโม่เจิ้งหนานอยู่ดี แถมต้าจูยังสู้เขาไม่ชนะ ถูกตีจนวิ่งร้องไห้กลับมา 


    นี่มันน่าอายจริง ๆ


    “เจ้า...เจ้า...เด็กทะเลาะกัน เจ้าไม่ดูแลก็ช่างเถอะ ยังจะมาพูดจาแบบนี้อีกหรือ?”


    ทว่าซ่งจินเหยากลับไม่ได้สนใจนาง และหันไปมองโม่เจิ้งหนานด้วยความโกรธที่พุ่งขึ้นมาถึงขมับ ผมเผ้าของเขายุ่งเหยิง ใบหน้ามีรอยฟกช้ำ บาดแผลหลายแห่งที่แสดงให้เห็น ชัดเจนว่าถูกคนทุบตีมา และแม้แต่หูของเขาก็ยังมีเลือดออก


    นางรีบวิ่งเข้าไปหาเขา คุกเข่าลง ตรวจดูใบหน้าของเขาอย่างละเอียด ก่อนเอ่ยถาม “เขาทำร้ายเจ้าหรือ?”


    โม่เจิ้งหนานตัวสั่นระริก พยักหน้าแล้วก็ส่ายหน้า พูดเสียงตะกุกตะกัก


    “เขา...พวกเขา…”


    “พวกเขาหรือ? นอกจากต้าจูแล้วมีใครอีก?” ซ่งจินเหยาโกรธมาก นางเอื้อมมือไปสัมผัสใบหน้าของโม่เจิ้งหนาน แต่เมื่อเห็นเขาถอยหนีด้วยความเจ็บปวดและความหวาดกลัว นางก็ยิ่งโกรธมากขึ้นไปอีก


    นางลุกขึ้น ชี้ไปที่โม่เจิ้งหนานแล้วกล่าวว่า


    “นี่คือเด็กที่พวกเจ้ากล่าวหาว่าเขาทำร้ายคนอื่นใช่หรือไม่? ข้าขอถามหน่อยเถอะ ใครกันแน่ที่ทำร้ายใคร?”


    มารดาของต้าจูตะโกนก้องเสียงดัง “เขา...เขาสมควรโดนแล้ว”


    “หมายความว่า?...ลูกชายของเจ้าได้รับบาดเจ็บก็เลยจะมาเรียกร้องความเป็นธรรม แต่ลูกชายของข้าบาดเจ็บ กลับบอกว่าเป็นความผิดของเขาอย่างนั้นหรือ? ลูกชายของเจ้าเป็นสมบัติล้ำค่า แล้วลูกของข้าไม่ใช่หรือ?” ซ่งจินเหยาเย้ยหยันเสียงเย็น 


    “ข้าไม่เคยรู้เลยว่าลูกของข้าต้องทนถูกกลั่นแกล้งรังแกเช่นนี้”


    การปรากฏตัวของนางช่างน่าตกตะลึง มารดาของต้าจูที่เกรี้ยวกราดอยู่เมื่อครู่ เวลานี้กลับเปลี่ยนท่าที เพราะไม่รู้ว่าควรจะตอบสนองอย่างไร?


    ซ่งจินเหยาหันกลับมาและคุกเข่าลงอีกครั้ง พร้อมพูดกับโม่เจิ้งหนานด้วยเสียงอ่อนโยนนุ่มนวล


    “เจิ้งหนาน เล่าให้ข้าฟังสิว่าเกิดอะไรขึ้น?”


    โม่เจิ้งหนานอ้ำอึ้ง ไม่กล้าพูดอะไรออกมา


    ซ่งจินเหยาเอื้อมมือไปจับแขนเขา ทว่าโม่เจิ้งหนานรู้สึกเจ็บจึงสะดุ้งสุดตัวและยืนนิ่งไม่ยอมให้สัมผัส 


    นางสูดหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อระงับความโกรธ “ไม่ต้องกลัวนะ ข้าอยู่ที่นี่แล้ว ข้าจะไม่ปล่อยให้ใครมารังแกเจ้าได้แน่นอน บอกความจริงมา เกิดอะไรขึ้น ใครทำร้ายเจ้า?”


    เมื่อไม่สามารถกลั้นไว้ได้อีกต่อไป โม่เจิ้งหนานจึงร้องไห้โฮออกมาเสียงดัง “ท่านน้า พวกเขาแย่งถังหูลู่ของข้าไป ข้ากินไปแค่สองลูกเท่านั้นเอง ส่วนที่เหลือ...ก็โดนพวกเขาแย่งไปหมด พอข้าไม่ยอมให้ พวกเขาก็ตีข้า...พวกเขารวมหัวกันตีข้า…”


    ซ่งจินเหยาหันไปมองต้าจูที่หลบอยู่หลังมารดาด้วยสายตาเย็นยะเยือก


    “ใครแย่งขนมเจ้า? ใครตีเจ้า? นอกจากต้าจูแล้วยังมีใครอีก?”


    โมเจิ้งหนานตัวสั่นจนต้องยื่นมือมาจับชายกระโปรงของซ่งจินเหยาไว้ พร้อมกับสะอื้นไห้และเอ่ยชื่อเด็กหลายคนออกมา ซ่งจินเหยาไม่รู้จักเด็กพวกนั้น แต่คนที่อยู่ตรงนั้นล้วนรู้จัก —ทั้งหมดเป็นเด็กที่สนิทสนมกับต้าจู


    มารดาของต้าจูรีบสวนกลับทันที 


    “ใคร…ใครใช้ให้เอาขนมมาเรียนกัน? นี่ไม่ใช่...ไม่ใช่ตั้งใจอยากจะให้คนอื่นมาแย่งเอาไปหรอกหรือ?”


    ซ่งจินเหยาลูบแขนของโม่เจิ้งหนานอย่างอ่อนโยน โดยใช้ปฏิกิริยาของเขาเพื่อประเมินอาการบาดเจ็บ โม่เจิ้งหนานเป็นเด็กที่เข้มแข็ง ปกติแล้วเขาสามารถทนต่อความเจ็บปวดได้ดีมาก


    แต่ตอนนี้ ทั้งตัวของเขากำลังสั่นเทิ้ม ด้วยรูปร่างที่ผอมบางยิ่งทำให้เห็นความเปราะบางนั้นชัดเจนขึ้นไปอีก


    .


    .


    .


    คล้ายกับเรื่องแม่เลี้ยง(แต่งแทน)ขอปล่อยจอย เลี้ยงลูกน้อยสุดชิลแต่ไหงปังเว่อร์ ที่คุณอ่าน