หนิงเอ๋อที่ชมดูบรรยากาศของบรรดาพี่น้องชนชั้นองค์ชายที่เบื้อหน้าพูดจาปราศรัยให้เกียรติกันบ้างเหน็บแนมกันบ้าง แต่เบื้องหลังนั้นหวังโค่นล้มไม่ก็สังหารกัน ก็พะอืดพะอมจุกที่คอคล้ายอยากอาเจียรออกมา
บรรยากาศที่ชวนอึดอัดเวียนหัวนี้ทำเอารู้สึกตั้งคำถามในใจว่า คนพวกนี้ทนทำตัวเยี่ยงนี้กันอยู่ได้ยังไง
องค์ฮุ่ยเหมย จู่ก็เสนอสิ่งนี้ขึ้นมา
“ยากนักที่มหาบัณฑิตระดับอาจารย์จะมีวิชายุทธ์ไม่ทราบอาจารย์หนิงเอ๋อจะแสดงให้พวกเราชมเป็นขวัญตาได้หรือไม่”
ผู้คนเริ่มตื่นเต้นตื่นตาขึ้นมา
ในโลกในยุคที่ไม่มีโทรทัศน์ ไม่มีถ่ายทอดการแข่งกันนั้นการแสดงใดๆ การแข่งขันใดๆ ล้วนน่าชมดูแทบทั้งสิ้น
อย่าว่าแต่ .. ยามคุณชายรุ่มรวยจิบสุราชทระบำรำฟ้อนบรรเลงเพลงบนหอเหลา เบื้องล่างมีผู้คนแย่งจอบที่จะเอาไปใช้ขุดดินทำสวน ก็ยังน่าชมดูจนคุณชายรุ่มรวยยังอดชะเง้อลงมาดูไม่ได้
ดังนั้นผู้คนจึงหันมารอชม
หนิงเอ๋อรีบหาทางบ่ายเบี่ยง
“เรียนองค์หญิง วรยุทธ์ร่ายรำไร้คู่ต่อสู้ มิอาจน่าดูออกจะน่าเบื่อสำหรับผู้เป็นบัณฑิต แต่หากเลือกเฟ้นคู่ต่อสู้ ผู้คนก็ย่อมออมมือแก่หม่อมฉันที่เป็นน้องสาวของฮองเฮา ดังนั้นเกรงจะทำให้ผู้คนผิดหวัง”
หนิงเซียนกล่าวเสริม
“จริงด้วยเพคะ ก่อนหน้าถ้าประลอง ขุนศึกนายกองหรือองครักษ์หลวงแม้จะออมกำลังแต่เพลงยุทธ์ท่วงท่าไม่จำเป็นต้องออมมือ แพ้สตรีอายุ 16 ปี ..ก็เสียหน้า แต่ยามนี้ต่อให้เสียหน้าก็ต้องยอมเพราะนางเป็นน้องสาวหม่อมฉัน ดังนั้นต่อให้แสร้งแพ้ ก็ไม่มีใครตำหนิว่าวรยุทธ์ต่ำทราม สำหรับผู้ฝึกยุทธ์ฟังว่าศักดิ์ศรีในการประลองที่ยุติธรรมสำคัญดุจชีวิต เราเว้นการแสดงยุทธ์ไว้ก็ได้นี่เพคะ”
ฮ่องเต้กล่าว
“อ่า .. จริงๆ จริงแท้ เอาตามนี่ ... พวกท่านเชิญแยกย้ายตามอัธยาศัย”
...................
ฮุ่ยเหมย กับฮุ่ยหวงเดินออกมาพร้อมกัน
ฮุ่ยหวงกล่าวก่อน
“เสด็จพ่อปกติแล้วจะตามในท่านกับพี่หญิงสาม ทว่าตั้งแต่มีฮองเฮาคนนี้ นางว่าอย่างไร เสด็จพ่อล้วนคล้อยตาม ฮองเฮาสนับสนุนองค์ชายห้าและพวกเซียวลู่เอินอย่างเห็นได้ชัด พี่ว่าเราควรเดินหมากอย่างไร?”
“เราเปลี่ยนแปลงเสด็จพ่อไม่ได้ แต่เปลี่ยนแปลงสภาพภายในของพวกเขาได้”
“เปลี่ยนเช่นไร?”
“หนิงเอ๋อน่ะ ข้าจัดการเอง”
“ท่านจะจัดการนางอย่างไร?”
“สตรีนั้น ที่หวงแหนสุดเจ้าว่าสิ่งใด”
“เต้าถัน หรือเนินสงวน”
“ผิดแล้ว”
“ผิด?”
“เป็นบุรุษ”
“ท่านหมายถึง....แม่ทัพเซียว”
“มิอาจไม่ใช่ ...นางหวงแหนที่สุดก็คงไม่พ้นสามี ปกติถ้าโดนบังคับแต่ง ภรรยาล้วนไม่หวงสามีเช่นนี้ จะมีอนุกี่คนก็ไม่ตำหนิติว่า บางนางกลับชอบใจ ที่มายุ่งเรือนร่างนางยิ่งน้อยยิ่งดี”
“อ่าฮ่า...แต่หนิงเอ๋อนางนี้กลับแต่งแม่ทัพเซียวด้วยใจรักแท้จริง”
“นั่นย่อมหวงแหน หากคิดแย่งชิงสิ่งนี้มา ต่อให้ไม่สำเร็จ นางก็มิอาจรวมสติความสุขุมรอบคอบในการใช้ปัญญา”
“ดูเสด็จพี่จะไม่ประมาทนางเลยแม้แต่น้อย”
“คนโง่เท่านั้นที่ดูเบาศัตรู ... พวกนางพี่น้องเป็นชนชั้นสามัญจะโชคช่วยหรือความสามาถ จะด้วยกระไรก็แล้วแต่ ล้วนมาถึงตรงนี้ได้ต้องไม่ธรรมดา คนหนึ่งเป็นถึงฮองเฮา นั่งเคียงบัลลังก์คู่แผ่นดินของพระราชบิดาเรา เสด็จแม่เราเป็นบุตรีของอ๋องยังไม่มีปัญญาเป็นฮองเฮา อีกนางได้แม่ทัพเป็นสามี แม่ทัพที่ว่าเป็นทายาทยอดขุนพลคู่ใจของพระราชบิดาเรา เมื่อยึดแผ่นดินสำเร็จบิดาเขากลับซื่อสัตย์ประกาศของลดอำนาจเสนอการผลัดเปลี่ยนคุมด่านและหัวเมืองของแม่ทัพ อยู่จวนยามไม่คุมทัพ ทำให้ไม่ต้องกังวลเรื่องกำลังพลตกอยู่ในมือแม่ทัพขุนพล ทำให้สกุลเซียวได้รับความไว้วางพระทัยยิ่งกว่าพระญาติเสียอีก”
“จริงของท่าน พวกนาง ไม่ธรรมดาจริงๆ”
“หากประมาทพวกนางคนใดคนหนึ่ง ล้วนโง่งมชนิดที่ลูกเต่าชาติสุนัขยังสูงส่งกว่า”
“หากแย่งแม่ทัพเซียวได้เล่า? ท่านจะทำอย่างไรกับเขา”
“เมื่อเขาเป็นของข้าจริงๆ ข้าจะมีบุตรให้เขามากหลาย”
“ท่านชมชอบเซียวลู่เอินจริงๆ?”
“ฮุ่ยหวง ..ตั้งแต่ข้าคิดแผนแย่งสามีนาง ข้าก็มองเขาอย่างใคร่ครวญ กลับพบว่าเขาเป็นบุรุษเพศที่ดึงดูสายตาสตรีไม่ทราบเพราะเหตุใด นางกำนันหลายนางลอบชำเลืองเขาเป็นระยะ แม้แต่พี่สามฮุ่ยหลิง ยังอดมองเขาบ่อยๆ มิได้แม้จะเสียเขาไปแล้วก็ตาม”
“เสด็จพี่ ถ้ารักเป้าหมายมันจะไม่ดีเอา”
“ไม่รัก ไหนเลยจะแย่งรักมาได้ เมื่อได้รักจากเขามา ฮุ่ยซิ่วก็ขาดกำลังสำคัญ แพแตกในที่สุด”
“แล้วฮองเฮาจะยอมรึไงนางเองก็ไม่ธรรมดา”
“ฮองเฮาเราต้องเล่นยาแรง”
“เสด็จพี่หมายถึง...”
ทั้งคู่กล่าวเบาลงมากแม้ยืนสนทนาในที่โล่งเพราไม่ต้องการให้มีใครซ่อนในมุมอับแอบฟัง
“หมายถึงสังหารนางซะ ถ้าวางยา จะสืบสาวที่มาจนถึงตัวเรา แต่ถ้าจ้างองค์กรมือสังหารพลาดก็จบไม่สาวมาถึงเรา สำเร็จก็จ่ายอีกครึ่ง”
“นี่ท่าน! … นี่งานใหญ่เลยนะ พวกนางเองยังไม่แน่นอนเลยว่าจะโค่นรัชทายาทมั้ยทำไมเราไม่รอ....”
“รอให้เขากำจัดฮุ่ยเจินกับเฉินเซียว? รอพวกเขามีปัญญากำจัดสองคนนี้ได้ ถึงตอนนั้นพวกเราก็ไม่มีโอกาสชนะแล้ว”
“เค้าว่าอย่าให้สตรีมีอำนาจและกำลังในมือ ไม่งั้นจะลงมือด้วยอำมหิตผิดกว่าบุรุษนัก”
“ไม่ใช่แค่ข้า ฮองเฮาเองก็คงจะใช่”
“แล้ว....สุดท้านเสด็จพ่อจะทรงพิโรธสุดแสน ถึงตอนนั้นหากทรงขาดสติเกรี้ยวกราดฟาดอาญาใส่พวกเราทั้งหมด จะทำอย่างไร .... นี่ไม่ใช่จะเป็นไปไม่ได้ เพราะฮองเฮาหนุนองค์ชายห้า เมื่อนางตาย องค์ชายอื่นๆ ล้วนเป็นผู้ต้องสงสัย”
“อืม...ข้าลืมคิดถึงตรงนี้งั้นเราจัดการทีละขั้นก่อน ดูทีท่าของฮองเฮา ถ้านางร้ายกาจมากก็ต้องหักหาญลงมือเมื่อถึงคราว”
“นี่กลับกลายเป็นว่าบรรดาองค์ชายต้องภาวนาให้นางปลอดภัยหาไม่แล้วล้วนตกเป็นผู้ต้องสงสัยอันดับต้นๆ”
....................
“ถวายบังคมฮองเฮา”
“พวกท่านลุกขึ้น”
“ขอบพระทัย”
พวกฮุ่ยซิ่ว ลู่เอิน หนิงเอ๋อลุกขึ้น
“ข้าสนับสนุนพวกท่านเต็มกำลัง แต่ข้าเองก็ถูกติฉินนินทาไม่เบา ขุนนางเองยังไม่ยอมรับเท่าที่ควร หากจะให้เสียงข้ามีกำลัง ต้องอาศัยพวกเจ้าช่วยคิดอ่าน ส่งข้อมูลแผนการบริหารผ่านมาทางข้าบ้าง เมื่อฝ่าบาทพอพระทัย ขุนนางเห็นว่าข้ามีแนวคิดในการบริหาร คำพูดข้าภายหน้าจะมีน้ำหนัก”
“หูย พี่ใหญ่วางใจ มีองค์ชายห้า มีข้าและพี่ลู่เอิน ยังมีแม่นางฟางเหนียงอีก เราเองก็จะหนุนท่านด้วย”
“พรุ่งนี้ข้าจะออกไปชมการล่าสัตว์กับฝ่าบาท วันนี้เองพวกเจ้าทำได้ดีมาก เซี่ยวเอ๋อ สักพักเจ้าต้องไปรายงานตัวที่โรงเรียนแล้วอย่าไปสาย แล้วก็....”
“แล้วอะไรคะ?”
เซี่ยวเซียนหันไปมองลู่เอิน
“แม่ทัพเซียวระวังองค์หญิงฮุ่ยเหมยให้ดี ข้ามองปราดเดียวก็รู้ นางจ้องจะแย่งท่านมาจากเซี่ยวหนิงของข้า”
หนิงเอ๋อตกใจแต่ลู่เอินประสามมือหนักแน่น
“ฮองเฮาโปรดวางพระทัย ข้ามั่นคงต่อนางยิ่ง อย่าหมายว่าองค์หญิงสี่จะมาแย่งชิง ขนาดองค์หญิงสามที่ใครก็มองว่าอ่อนหวานน่ารักกว่า ข้ายังไม่สนใจ อย่าว่าแต่องค์หญิงสี่ที่ข้าเองก็พอจะเดานิสัยออกบ้าง”
“ดี นับว่ามิใช่สามีที่โง่งม”
จากนั้นหันมาหาฮุ่ยซิ่ว
“องค์ชายเองนั้น จะหยุดแสร้งทำเสเพลเมื่อไหร่ก็แจ้งมา ข้าพร้อมออกตัวสนับสนุน”
“พระนางเห็นว่าข้าควรเปิดตัวตนเมื่อใด”
“ท่านควรเปิดตัวตนได้แล้วในการเข้าเฝ้าสครั้งต่อไป ข้าสืบทราบมาว่าท่านเองก็สั่งสมยุทธปัจจัยพร้อมเข้าชิงเช่นกัน”
“งั้นก็ตกลงตามนั้น”
“พวกท่านทั้งหมดต้องระวังตัวให้มาก พวกมันเริ่มจะลงมือกันแล้ว”
.....................
วันล่าสัตว์
ฮ่องเต้และฮองเฮานั่งที่แท่นประทับ ที่มีฉากกั้นจัดแต่งกึ่งกระโจมค่าย
ชมดูเหล่าขุนนางและเชื้อพระวงศ์ผลัดกันแสดงฝีมือยิงธนู แต่แล้วกลับมีกวางหายากที่มีเขาสวยงามปรากฏ ผู้บ่าอาสาควบม้าออกติดตาม
แต่เรื่องน่าตื่นเต้นเช่นนี้ฝ่าบาทเองอยากออกไปด้วย
“เซี่ยวเซียวเจ้าอยู่ที่นี่ เดี๋ยวข้ากลับมา”
“แต่ฝ่าบาท....”
“องครักษ์หลวงไปกับข้าข้าไม่เป็นไรแน่ ส่วนเขชจ้าอยู่ที่นี่มีกองทหารคุ้มกัน ใครกล้าแตะต้องเจ้า”
“เพคะ ระวังนะเพคะ”
ฮ่องเต้พยักหน้าแล้วควบม้าออกไปพร้อมกององครักษ์หลวง
“ย่าห์!”