บทที่ 79
ถูกโจมตีด้วยข่าวลือ
“นี่... เจ้าคิดว่าลอร์ดเดวิดเป็นคนเช่นไร?”
(เป็นคนเก่งและหล่อมากน่ะสิ)
“เห็นชาวบ้านบอกว่า เป็นผู้ใจดีมีเมตตาและ เอิ่ม... บ้างานมากทีเดียวครับ”
(ข้าออกจะแบ่งเวลาได้ดี แค่ยุ่งทั้งวันเท่านั้นเอง... วันนี้ยังออกมาเที่ยวเล่นเลย)
“ไม่ใช่ว่าเขาเป็นพวกคลั่งศาสนาหรอกรึ เห็นว่ามีพิธีกรรมยิ่งใหญ่ทุกเดือนเชียวนะ”
(ก็แค่โต๊ะอาหารเล็ก ๆ นี่นา... ผู้คนมารวมตัวด้วยความต้องการของตนเองต่างหาก...)
นมผสมกาแฟแก้วใหม่ถูกนำมาเสิร์ฟแล้ว เจ้าหนุ่มที่ภูมิใจในรูปลักษณ์ขอตนเองบนโลกใบใหม่จึงใช้เวลาพักใหญ่ในการฟังเสียงพูดคุยเจื้อยแจ้วของผู้คน กลุ่มพ่อค้าแม่ค้าที่มาจากเมืองคู่บลูวาเรียมีจำนวนเพิ่มขึ้นเยอะมาก กลุ่มการค้าจากเซริส และเมืองที่เป็นมิตรกับลอร์ดแดนเหนือก็มีมากขึ้นเช่นกัน ความเห็นเกี่ยวกับท่านลอร์ดหนุ่มน้อยที่บริหารเมืองได้ยอดเยี่ยมอย่างน่าประหลาดจึงเป็นหัวข้อสำคัญที่ทุกคนพูดคุยบนโต๊ะอาหารกันบ่อยครั้ง
หลายคนยังสงสัยว่าลอร์ดเดวิดทำทุกสิ่งด้วยตนเองจริงหรือ โดยปกติแล้วบรรดาท่านชายวัยนี้มักจะเที่ยวซนและออกสร้างความวุ่นวายในเมืองนี่นา…
มันจะดูน่าเหลือเชื่อมากกว่าถ้านี่เป็นแผนจัดฉากของลอร์ดออดริคผู้เป็นบิดา อาจจะเป็นการทำงานของรัสเซลซึ่งชักใยอยู่เบื้องหลังเพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับบุตรชายเพียงคนเดียวก็เป็นได้ ข้อสันนิษฐานนี้ถูกพูดต่อบ่อยครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มการค้าที่มาจากหัวเมืองรอบเซริสทั้งสี่แห่ง
“น้องชาย... ที่นั่งในร้านไม่มีเหลือแล้ว พวกข้าขอนั่งด้วยคนได้หรือไม่” คิทหันไปมองต้นเสียง แล้วพบว่าเป็นคู่ชายหญิงคู่หนึ่งซึ่งแต่งตัวเหมือนคนจากแดนใต้ พวกเขาค่อนข้างมีฐานะพอตัวทีเดียว
“เชิญครับ ข้านั่งเล่น ๆ จิบกาแฟอยู่คนเดียวก็เกรงใจร้านอยู่เหมือนกัน” เจ้าหนุ่มน้อยยิ้มกว้าง ก่อนจะนั่งมองอีกฝ่ายนำของกินที่ซื้อมาจากหลายร้านขึ้นมาวางบนโต๊ะ พร้อมกับสั่งเบียร์สดเหยือกใหญ่
“ค่อย ๆ กินนะครับ ระวังติดคอ...” คิทรู้สึกเป็นกังวลขึ้นมาเมื่อผู้มาใหม่ทั้งสองเริ่มกินอาหารของตนอย่างเอร็ดอร่อย เบียร์ในเหยือกเริ่มลดลงไปแล้ว เมื่อขากระต่ายย่างถูกจัดการไปคนละสองชิ้น ความหิวโหยที่มีในช่วงแรกก็เริ่มลดลง
“แหะ ๆ เสียมารยาทแล้ว พอดีพวกข้าหิวไปหน่อย เอิ๊ก...” ฝ่ายชายเรอเสียงดังแล้วหัวเราะอย่างเป็นกันเอง “อาหารที่นี่อร่อยมากจริง ๆ ข้าแทบจะหยุดตัวเองไม่ได้เลย”
“เช็ดมือเช็ดปากก่อนสิฟารัน คนที่นี่เขามีมารยาทการกินอีกแบบนะ”
“โธ่ เมียจ๋า น้องชายคนนี้เขาไม่คิดอะไรมากหรอก” แม้จะเถียงเล็กน้อย แต่มือก็ยื่นไปรับผ้าผืนเล็กมาทำความสะอาดตนเองแต่โดยดี “ว่าแต่... เจ้าเป็นชาวบ้านแถบนี้หรือเปล่า พวกเราเพิ่งมาถึงได้เพียงไม่กี่วัน ยังคิดอยู่หนักทีเดียวว่าจะสอบถามข้อมูลภายในเมืองได้ที่ไหน ถ้าไม่รังเกียจช่วยแนะนำให้หน่อยได้หรือไม่”
คิทนึกในใจครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจว่า การต้อนรับแขกแบบง่าย ๆ ไม่อาจนับเป็นการทำงานประจำวัน เขาจึงตอบรับคำขอของอีกฝ่ายพร้อมเสนอตัวเดินเที่ยวชมไปพร้อมกัน ฟารันกับซารีน่าเองก็เป็นผู้ฟังที่ดีและก็เป็นผู้ถามที่ดีด้วย พวกเขาถือเป็นหนึ่งในคนกลุ่มแรกที่เดินทางล่วงหน้ามาเพื่อย้ายถิ่นฐาน แต่เพราะมีความมั่งคั่งพอสมควร ทั้งสองจึงอยากจะซื้อที่ดินสำหรับปลูกบ้านแสนสงบเอาไว้สักหลัง
ทว่ามันเป็นความต้องการของคนมาใหม่เพียงส่วนน้อยที่ทางเมืองยังไม่อาจตอบสนองได้ การซื้อขายที่ดินให้กับชาวบ้านหรือพ่อค้าเป็นสิ่งที่ลอร์ดแต่ละดินแดนกำหนดไว้เท่านั้น อีกทั้งในยุคสมัยนี้ อำนาจของลอร์ดแต่ละคนก็สามารถเวนคืนที่ดินเพื่อนำไปใช้ตามความต้องการของตนเองได้ โดยที่ไม่ต้องจ่ายค่าตอบแทนด้วยซ้ำ คิทจึงไม่อนุญาตให้มีการซื้อขายที่ทำกินเหล่านี้จนกว่าจะถึงเวลาอันสมควรเพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย
เขาจึงได้แต่ตอบไปตามตรงว่าเมืองแห่งนี้ ยังไม่มีระบบซื้อขายที่ดินหรืออาคารเพื่อให้ครอบครอง สองสามีภรรยาจึงมีท่าทีที่ค่อนข้างสิ้นหวัง
“เฮ้อ ข้าไม่อยากกลับไปอยู่ในชุมชนสลัมอันแออัดเหมือนครั้งยังเป็นเด็กเลย...” ฟารันส่ายหน้าอย่างเคร่งเครียด กว่าเขาจะถีบตัวขึ้นมาจนสามารถหลุดออกมาจากที่นั่นได้ ก็ใช้เวลาเกือบสิบปี มันเป็นประสบการณ์ที่ค่อนข้างทรมานทีเดียว
“ก็ยังดีกว่าอยู่ที่เฟลมมิ่ง อย่างน้อยท่านลอร์ดที่นี่ก็บริหารเมืองจนสมบูรณ์ได้ขนาดนี้เชียวนะ”
“ไม่ใช่ว่าเขาเป็นเพียงเด็กหนุ่มหรอกหรือ โตขึ้นเมื่อใดก็อาจจะเปลี่ยนไปเป็นคนละคนก็ได้...” หนุ่มใหญ่ถูกภรรยาตีแขนหนึ่งทีพร้อมกับส่งสายตาให้ระวังปาก เขาจึงนึกขึ้นได้ว่ากำลังอยู่กับคนในท้องถิ่น “ข้า... ข้าขออภัยด้วย พอดีเป็นกังวลมากไปหน่อย”
“ไม่เป็นไรครับ...” ดูเหมือนว่าวันพักผ่อนนี้เขาจะได้ข้อมูลมากกว่าที่คิด “แม้ว่าจะไม่สามารถหาบ้านภายในตัวเมืองที่เก่าได้ แต่ช่วงนี้กลุ่มผู้ปกครองก็เตรียมความพร้อมไว้รับการอพยพแล้วนะครับ”
“เขตทางใต้ของเมืองน่ะหรือ? เห็นว่ายังไม่ให้เข้าไปเยี่ยมชม แต่ก็ดูใหญ่โตมากทีเดียว”
“ใช่แล้วครับ ว่าแต่... ในกลุ่มผู้อพยพนี่ ส่วนใหญ่เป็นคนจากเฟลมมิ่งหมดเลยเหรอครับ วัฒนธรรมอาหารการกินเป็นอย่างไรบ้าง ส่วนใหญ่ทำอาชีพอะไรกัน แล้ว... พวกท่านคิดว่าพวกเขาจะยอมรับบ้านแห่งใหม่ได้ไหม?”
“เป็นคนงานจากหมู่บ้านทำเหมืองหลายสิบแห่งเชียวล่ะ ยังมีเกษตรกรและคนเลี้ยงสัตว์ด้วยนะ นอกจากคนที่เดินทางมาแล้ว ยังมีสัตว์เลี้ยงอีกหลายพันตัวเลยทีเดียว...” ฟารันพูดให้ฟังอย่างตื่นเต้น ตั้งแต่เกิดมาเขายังไม่เคยเห็นคนเคลื่อนตัวอพยพครั้งใหญ่ขนาดนี้ สหายวัยเยาว์จึงรับฟังอย่างตั้งใจพร้อมดวงตาที่เบิกกว้าง
มิน่า... ดยุคเฟลมมิ่งถึงทำตัวเป็นศัตรูกับครอบครัวของเขาอย่างหนัก นอกจากจะแย่งชิงกำลังคนโดยไม่ได้ตั้งใจแล้ว ยังกวาดทรัพยากรในดินแดนมาอีกหลายอย่างจนกิจการภายในติดขัดไปหมด แต่จะให้เขาทำอย่างไรได้? จะปฏิเสธให้ผู้คนครึ่งแสนต้องอยู่กลางดินกินกลางทรายนอกเขตแดนอย่างนั้นหรือ มันไม่ใช่สิ่งที่พึงกระทำแม้แต่น้อย
หลังจากเที่ยวชมเมืองในช่วงบ่าย พร้อมกับได้รับคำแนะนำว่าจุดติดต่อส่วนกลางคือที่ไหน ฟารันกับซารีน่าก็กอดขอบคุณเขาตามธรรมเนียมแดนใต้ด้วยความเคยชิน คิทเองที่รู้วัฒนธรรมนี้ดีอยู่แล้วก็ตอบรับด้วยความยินดี หลังจากแยกย้าย เขาก็แวะไปร้านขนมปังหวานเพื่อสั่งอาหารจำนวนมากให้ไปส่งที่คฤหาสน์ของท่านลอร์ด เหรียญทองสองเหรียญถูกมอบให้เป็นค่าใช้จ่ายจนเจ้าของร้านยิ้มกว้าง
ระหว่างเดินทางกลับเขายังได้เจอเหตุการณ์น่าสนใจอีกอย่าง... กลุ่มคนจำนวนหนึ่งกำลังรุมถามเด็กน้อยสองคนที่มีอายุน้อยนัก ไม่น่าจะเกินสี่หรือห้าขวบกระมัง
“เจ้าหนูน้อย... หลงกับพ่อแม่หรือ” ชายตัวโตที่มีใบหน้าดุดันถามด้วยความเป็นห่วง แต่ทั้งสองกลับตัวสั่นเหมือนลูกนกด้วยความกลัว “เดวี่... นี่ข้าหน้าโหดไปหรือเปล่า”
“เออสิ... เด็กกลัวหมดแล้วเนี่ย… โธ่” ชายร่างผอมที่ดูน่ากลัวไม่แพ้กันบอกเพื่อนสนิทเพื่อตอกย้ำ เขาเองก็จนปัญญาเพราะเด็กพวกนี้มีท่าทีหวาดกลัวเขาและพวกพ้องมากทีเดียว
ภาพลักษณ์ที่ไม่ดีกำลังทำให้ผู้คนที่เดินไปมามองกลุ่มชายฉกรรจ์หน้าโหดด้วยความเคลือบแคลง พวกเขาคิดดี ทำดี แต่ว่าสังคมกลับมองอีกแบบ มนุษย์นั้นชอบตัดสินผู้อื่นและทุกสิ่งตามใจของตนเอง...ช่างน่าปวดใจนัก
ท่านชายที่แปลงโฉมมา ได้ยืนมองเพื่อประเมินสภาพสังคมอีกสักพัก ก่อนจะเดินเข้าไปช่วยเหลือ ทว่าก่อนหน้านั้นแค่ชั่วอึดใจ กลับมีเสียงโวยวายจากชายคนหนึ่งที่ตะโกนบอกทหารอย่างรีบร้อน
“นั่นครับคุณทหาร คนพวกนั้นกำลังขู่บังคับลูกของข้า” ดูจากท่าทางการแต่งตัวแล้ว คงเป็นคนต่างเมืองที่ร่ำรวยพอสมควร กลุ่มทหารเกือบสิบคนรีบรุดหน้าเข้ามาอย่างรวดเร็ว
“อ้าว เจฟ?” ชายร่างยักษ์ใบหน้าโหดเหี้ยมหันมามองต้นเสียงที่เรียกชื่อของตนด้วยความคุ้นเคย ก่อนจะพบว่าเขาเป็นสหายที่ทำหน้าที่ตรวจรักษาความสงบภายในเมืองจึงรู้สึกโล่งใจมาก
“อเล็กซ์! ช่วยข้าที เด็กพวกนี้ไม่รู้เป็นอะไร พวกข้ากะว่าจะเอาไปส่งที่อาคารผู้ตรวจการเพื่อขอความช่วยเหลืออยู่พอดี” ผู้มาใหม่จึงไม่ได้มีท่าทีเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน ชายหนุ่มร่างใหญ่ทั้งสองกลุ่มเข้าตรวจสอบเด็กน้อยทั้งสองทันที ผู้คนดั้งเดิมในเมืองรู้ดีอยู่แล้วว่าเจฟหน้าโหดมีนิสัยใจคออย่างไร อีกทั้งกลุ่มทหารที่รู้หน้าที่ของตนและปฏิบัติมันอย่างเคร่งครัดก็ทำให้พวกเขาเบาใจ
ทว่า... ฝ่ายผู้โวยวายกลับมีอารมณ์ฉุนเฉียว เมื่อความต้องการไม่ได้รับการตอบรับ
“อะไรกัน! ทหารของเมืองสมคบคิดกับโจรชั่วพวกนี้หรือ เหอะ สวรรค์แดนเหนืออะไรกัน หลอกลวงทั้งเพ!” เสียวโวยวายเริ่มดึงดูดผู้คนให้หันมาสนใจเหตุการณ์ดังกล่าว เสียงซุบซิบนินทาเริ่มแผ่ออกไป
อีกแล้วหรือ? เห็นว่ามีเหตุการณ์เช่นนี้หลายรอบแล้วนะ
หรือว่าเรดวู้ดจะมีธุรกิจค้าทาสเหมือนแดนตะวันออกและแดนใต้? น่ากลัวจริง ๆ
ทางการร่วมมือกับโจรลักพาตัวอย่างนั้นหรือ... อุกอาจนัก
ประชาชนดั้งเดิมในดินแดนเริ่มหงุดหงิดกับคนต่างถิ่นที่บังอาจสร้างข่าวร้ายโดยตัดสินจากสิ่งที่เห็น พวกเขาเริ่มมีจิตใจปฏิเสธคนนอกพร้อมกับมีบางส่วนพยายามพูดแก้ต่างให้คนเหล่านั้น... ทว่า พลังของข่าวลือนั้นร้ายกาจและยากจะควบคุม
คิทอยู่ในเหตุการณ์พอดิบพอดีจึงได้รับรู้เรื่องนี้ด้วยตนเอง แต่แทนที่จะเพ่งความสนใจไปยังคนที่กำลังเป็นเป้าหมายของฝูงชนอย่างทหารและชายหน้าโหดเหี้ยม เขากลับใช้หูฟังเสียงพูดคุยรอบ ๆ อย่างตั้งใจ พร้อมกับพิจารณาร่างของเด็กน้อยที่ทรุดลงไปกับพื้นแล้ว แถมยังมีอาการสั่นทั่วร่างตลอดเวลา
ผิดปกติเหลือเกิน…
ชายคนนั้นมาจากไหน เป็นพ่อของเด็กแน่หรือ ทำไมอาการสั่นกลัวถึงไม่จางหายไปเมื่อเห็นหน้าบิดาตนเอง ทำไมเมื่อมีทหารมาถึงเด็กทั้งสองจึงไม่ปริปากขอความช่วยเหลือ...
ดูเหมือนว่าเขาต้องจัดตั้งหน่วยข่าวกรองขึ้นมาเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับปัญหาของดินแดนในอนาคตด้วย แม้จะยังไม่มั่นใจว่าสถานการณ์ของผู้คนภายในเมืองเป็นอย่างไร แต่เขาก็พอจะดูออกว่าเหตุการณ์นี้ น่าจะเป็นละครฉากหนึ่งซึ่งเตรียมพร้อมมานาน และต้องเป็นเส้นสายที่ถูกชักใยมาจากศัตรูนอกดินแดนแน่นอน
ภาพเด็กน้อยที่กำลังตัวสั่นอยู่สองคนทำให้เขารู้สึกปวดใจนัก ไม่มีใครสนใจทั้งสองด้วยซ้ำแม้ว่าพวกเขาจะเป็นผู้รับเคราะห์ก็ตาม ภาพของน้อง ๆ ที่โบสถ์ซ้อนทับมาอย่างไม่ได้ตั้งใจ ขาทั้งสองข้างของคิทจึงก้าวออกไปตามแรงปรารถนาลึก ๆ ในจิตใจ...
ทหารและคนหน้าโหดไม่สนใจด้วยซ้ำว่ามีเด็กหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้าไปนั่งชันเข่าคุยกับเด็กตัวเล็กแล้ว พวกเขายังคงถกเถียงกับผู้อ้างว่าตนเป็นบิดาซึ่งกำลังเรียกร้องความเป็นธรรม
เจ้าหนูตัวน้อยเหมือนสัมผัสได้ว่าอีกฝ่ายเป็นมิตรและพึ่งพาได้ อาการสั่นที่มีจึงเริ่มลดลง ท่านชายคนเก่งในคราบเด็กหนุ่มธรรมดาจึงได้สำรวจพวกเขาอย่างใกล้ชิด
ที่แขนและขาของเด็กสองคนมีรอยบาดแผลถลอกจนแดงช้ำอยู่มาก
พวกมันถูกเสื้อผ้าที่ยาวรุ่มร่ามและดูเรียบร้อยปกปิดเอาไว้ ทั่วร่างคงมีบาดแผลอีกไม่น้อยจนผู้สำรวจเริ่มสงสัย คิทเปิดคอเสื้อและแผ่นหลังอย่างแผ่วเบา เพื่อดูสิ่งที่อยู่ภายใน...
สุดท้ายเขาก็ทราบว่าอาการตัวสั่นอย่างควบคุมไม่ได้... เกิดจากอะไร อารมณ์โกรธของท่านชายที่เริ่มพวยพุ่งถูกปิดกั้นเอาไว้อย่างรวดเร็ว ก่อนจะเริ่มปลดปล่อยพลังมานาในมือที่บริสุทธิ์เพื่อส่งไปเพื่อรักษาบาดแผลฉกรรจ์เหล่านั้น
ดูเหมือนว่าการปลอมตัวครั้งนี้ คงต้องถูกเปิดเผยก่อนเวลาอันควรกระมัง
ถ้าอีกฝ่ายโจมตีเขาด้วยวิธีสกปรกขนาดนี้ เขาเองก็จะตอบโต้อย่างเหมาะสมเช่นกัน