สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 8 บทที่ 224 อุปกรณ์จากที่ตั้งเทพปีศาจ?

        “ตอนนี้ท่านคงตัดสินใจได้แล้วใช่ไหม?”

        หลังจากที่องค์หญิงอ่านจดหมายในมือเสร็จก็วางมันลงบนโต๊ะด้วยแสงสว่างของประกายไฟเวทมนตร์สีแดงทำให้ใบหน้าซีดเซียวถูกย้อมด้วยแสงไฟเวทมนตร์จนแดงระเรื่อดวงตาสีฟ้าเข้มจ้องไปยังองค์ชายใหญ่อาร์ชาวินพลางถามออกมา

        ตรงข้ามกันบุรุษที่ถูกเรียกว่า 'เทพสงครามแห่งเซนิท' กลับนิ่งเงียบอยู่นานดวงตาที่เป็นประกายเจือความไม่พอใจในตอนแรกก็หายไปอย่างรวดเร็วราวกับควันเขาพยักหน้าแล้วพูดว่า “เยี่ยมมากนาตาชา ข้ายอมรับ ข้าให้สัญญาแก่เจ้าว่าจะไม่ส่งคนไปติดตามเรื่องสูตรยาลึกลับหรือไปคุกคามราชาเมืองแซมบอร์ด ก็จริงอย่างที่เจ้าพูดเมื่อไรที่ปีกของเขากล้าแกร่งขึ้นมา คงยากที่จะควบคุมเขาได้!”

        องค์หญิงถอนหายใจออกมาเบาๆดวงตาสีฟ้าเข้มฉายแววโล่งอกออกมา

        “แล้วการประลองระหว่างราชาเมืองแซมบอร์ดกับอัศวินผู้ตัดสินลำดับที่เจ็ดพรุ่งนี้เล่าท่านจะไปดูไหม?” นางถาม

        “แน่นอนว่าต้องไป!” องค์ชายอาร์ชาวินตอบกลับมาอย่างหนักแน่น“การประลองในครั้งนี้ได้สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วเมืองหลวงพรุ่งนี้จะต้องมีผู้คนจำนวนมากหลั่งไหลไปที่สนามประลองดาบอย่างแน่นอนและถ้าราชาเมืองแซมบอร์ดสามารถเอาชนะอัศวินผู้ตัดสินครู้ดได้ก็ถือว่ามีค่าคู่ควรที่ข้าจะดึงเข้ามาเป็นพวก”

        ตอนนี้เองมีเสียงของอัศวินดังมาจากด้านนอกก่อนที่หัวหน้าอัศวินเกราะสีเงินจะเดินเข้ามาและทำความเคารพทั้งสองคนจากนั้นก็เข้ามากระซิบบางอย่าง องค์ชายอาร์ชาวินพลันหน้าเปลี่ยนสีเล็กน้อยก่อนจะลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว“ที่ 'ค่ายวีรบุรุษเหล็ก' มีหัวหน้าทหารสามนายถูกลอบสังหารเรื่องใหญ่เช่นนี้ ข้าต้องไปตรวจสอบด้วยตัวเอง!”

        เมื่ออาร์ชาวินกับอัศวินเกราะเงินเดินจากไปองค์หญิงใหญ่ก็เหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง แล้วครุ่นคิดอยู่ในใจอย่างเงียบๆ ว่า

        “พี่ชาย ทั้งๆ ที่ท่านเป็นคนใจกว้างและชอบไปมาหาสู่กับพวกนักรบเสมอแต่ทำไมกับบุรุษที่เต็มไปด้วยพรสวรรค์อย่างราชาเมืองแซมบอร์ดท่านกลับเย็นชาและมีอคติต่อเขานักเล่า? เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้?”

        ……

        ณค่ายทหารของอาณาจักรบริวาร

        ในยามค่ำคืนบนท้องฟ้าเต็มไปด้วยดวงดาว

        ถึงแม้ว่าอากาศในช่วงต้นฤดูหนาวจะหนาวมากแต่กลับไม่สามารถดับความคึกคักและเสียงเจี๊ยวจ๊าวในค่ายทหารได้การต่อสู้ที่ร้านเหล้ากระซิบสายลมเมื่อครู่ได้กระตุ้นเลือดของพวกเขาให้เดือดพล่านกองไฟลุกไหม้อย่างรุนแรงจนเกิดเสียงปะทุของไฟดังขึ้นเป็นจำนวนมาก

        หลังจากลงมาจากรถม้าซุนเฟยก็มองไล่หลังรถม้าเวทมนตร์ที่อยู่ภายใต้การคุ้มกันอันเข้มงวดขององครักษ์ประจำกายองค์ชายโดมิงเกวซไม่ช้าพวกเขาก็พาแพรีสที่ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยหายไปในความมืดซุนเฟยถอนหายใจออกมาเบาๆ ด้วยการคุ้มกันที่แน่นหนาแบบนี้แพรีสคงเดินทางกลับถึงเมืองหลวงได้อย่างปลอดภัยส่วนการร่วมมือระหว่างพวกเขาทั้งสองคนก็เป็นไปได้ด้วยดีแม้ว่าจะเกิดเรื่องที่เหนือความคาดหมายที่ร้านเหล้ากระซิบสายลมขึ้น แต่อย่างไรก็ตามจุดประสงค์ในการมาตามคำเชิญของศัตรูก็บรรลุเป้าหมายแล้วถือเป็นการเดินทางที่คุ้มค่า!

        เสียงตะโกนและความครึกครื้นดังขึ้นจากด้านข้างโดยเฉพาะเสียงขายของที่ดังเจื้อยแจ้วไม่หยุดซุนเฟยชอบเดินเที่ยวตลาดตอนกลางคืนและแผงลอยข้างทางมากที่สุด เขาไม่รีบกลับไปที่ค่ายทหารเมืองแซมบอร์ดแต่เลือกที่จะเดินหาที่เงียบๆและหยิบผ้าคลุมสีดำออกมาจากกำไลเก็บของเพื่อใส่อำพรางกายจากนั้นก็เลือกเดินเล่นบนถนนที่ดูคึกคักสว่างไสวมากที่สุด

        “หนังสุนัขจิ้งจอกสีดำระดับสูงจ้า สามารถต้านทานเวทมนตร์ธาตุน้ำแข็งได้จะเอาไปทำเสื้อคลุมหรือเกราะเบาก็ดีทั้งนั้น รีบๆ มาดูเลยจ้าเหลือแค่สามผืนสุดท้ายเท่านั้น ราคาผืนละหนึ่งพันเหรียญเงินเท่านั้นน้า…”

        “งานฝีมือของสุดยอดปรมาจารย์โลหะ ดาบปลายแหลมจ้า เข้ามาดูก่อนได้เลยหากใช้ดาบเล่มนี้ในการแข่งขัน รับรองเลยว่าจะไม่มีใครต้านทานท่านได้”

        “อุปกรณ์จากที่ตั้งเทพปีศาจ ของดีราคาแพง…”

        เมื่อซุนเฟยเดินผ่านหน้าแผงลอยแห่งหนึ่งเขาก็ได้ยินเสียงเรียกลูกค้าดังขึ้นไม่มีที่สิ้นสุด ซุนเฟยชอบความรู้สึกนี้มันเป็นไปไม่ได้ที่จะให้พวกเขาเงียบเสียงท่ามกลางเสียงร้องตะโกนพวกนี้ แน่นอนว่าตามประสบการณ์ชีวิตที่โลกเก่าของเขา หากมองเฉยๆ โดยไม่ซื้อของมันจะสนุกอะไรต้องเดินไปซื้อไปสิถึงจะสนุก

        ตอนนี้ซุนเฟยรวยแล้วนอกเหนือจากเงินที่อยู่ในการ์ดคริสตัลสีม่วงแสนกว่าเหรียญทองที่ได้มาจากการแลกเปลี่ยนที่โรงแลกเงินแล้วเขาก็พอมีเหรียญทองและเหรียญเงินบางส่วนติดตัวมาอยู่จำนวนหนึ่งดังนั้นพอเห็นสินค้าแปลกๆ ซุนเฟยก็ไม่ลังเลที่จะซื้อมันมานี่ทำให้เขาเริ่มเข้าใจถึงความรู้สึกของพวกลูกเทวดา เวลาใช้เงินแบบไม่คิดหน้าคิดหลังขึ้นมาบ้างแล้วที่แท้มันก็เพลินแบบนี้นี่เอง

        ซุนเฟยเหมาหนังสุนัขจิ้งจอกมาทั้งหมดหลังจากออกแบบเสร็จเขาจะนำมันไปทำเสื้อคลุมให้กับแองเจล่าส่วนดาบที่สร้างโดยปรมาจารย์อะไรนั่น เห็นได้ชัดว่าเป็นสินค้าที่ด้อยคุณภาพนักรบธรรมดาสามารถใช้ได้ แต่ถ้าเป็นยอดฝีมือล่ะก็ เพียงเขาใส่คลื่นพลังลงไปในดาบเกรงว่าดาบนั่นคงแตกเป็นเสี่ยงๆ และกลายเป็นเศษเหล็กในพริบตาแน่นอน

        แต่อย่างไรก็ตามแผงลอยที่ดึงดูดความสนใจของซุนเฟยมากที่สุดก็คือ อุปกรณ์ที่มาจากที่ตั้งเทพปีศาจ

        แผงลอยนี้เต็มไปด้วยผู้คนที่เข้าไปมุงดูเห็นได้ชัดว่าคำว่า ‘ที่ตั้งเทพปีศาจ’ ห้าคำนี้เป็นสิ่งที่ดึงดูดความสนใจของผู้คนมากที่สุดซุนเฟยแทรกตัวเข้าไปดูก็พบว่า บนพื้นปูด้วยหนังสัตว์สีดำด้านบนมีสินค้าอยู่ประมาณหกเจ็ดชิ้น มีดสั้นที่มีความยาวครึ่งหนึ่งของดาบจำนวนหนึ่งเล่มลูกกลมๆ สีดำสวยๆ สองลูก และของที่มีลักษณะเหมือนสับปะรดอีกสามชิ้นมันเป็นก้อนหินรูปวงรีที่ด้านบนปกคลุมด้วยเกล็ดเต็มไปหมด ไม่รู้ว่ามันคืออะไร

        ซุนเฟยกวาดสายตามองไปรอบๆก็พบว่า ถึงแม้จะมีผู้คนมากมายล้อมรอบแผงลอยนี้ แต่คนที่มีกำลังซื้อจริงๆกลับมีไม่มาก เจ้าของแผงลอยนี้เป็นชายชราผมขาวร่างผอมเขาพูดไม่หยุดว่าของพวกนี้ได้มาจากที่ตั้งเทพปีศาจแต่จะเป็นที่ตั้งเทพปีศาจที่ไหนหรือระดับที่ตั้งเทพปีศาจอะไรนั้น เขากลับไม่รู้อีกทั้งราคาที่ติดป้ายบอกไว้ก็สูงอย่างไร้เหตุผล ทุกชิ้นราคาร้อยกว่าเหรียญทองทั้งหมดทำให้คนที่สนใจในตอนแรกพากันเดินจากไป แต่ถึงอย่างนั้นชายชราร่างผอมคนนี้ก็ไม่ยอมลดราคาลงอย่างเด็ดขาด

        “ข้าว่าของพวกนี้จะต้องเป็นของปลอมแน่ๆถ้าเป็นของที่มาจากที่ตั้งเทพปีศาจจริงๆ จะมาอยู่กับตาแก่นี่ง่ายๆ หรือ”

        “ตาแก่คนนี้มันขี้โกหกจริงๆ เอาของไร้สาระพวกนี้มาหลอกขายกันชัดๆ...”

        “นี่ตา ข้าจะซื้อของพวกนี้ทั้งหมดเลย ถ้าเจ้าขายให้ข้าหนึ่งเหรียญทองว่าอย่างไร?”

        ในบรรดาฝูงชนที่เข้ามามุงดูบางคนที่มีความรู้เล็กๆ น้อยๆถึงจะไม่มั่นใจว่าของที่ชายชราคนนี้นำมาขายจะเป็นของที่มาจากที่ตั้งเทพปีศาจจริงๆหรือไม่ แต่กลิ่นอายที่แผ่กระจายออกมาจากของพวกนี้กลับลึกลับมากมันจะต้องไม่ใช่ของธรรมดาๆ เป็นแน่ดังนั้นจึงมีบางคนที่พยายามพูดโน้มน้าวให้ชายชราหัวแข็งคนนี้ ยอมลดราคาลงเพื่อที่จะซื้อของพวกนี้ในราคาถูก

        “ไม่ได้ๆ ของทุกชิ้นหนึ่งร้อยเหรียญทองเท่านั้น น้อยกว่านี้ข้าไม่ขาย!”ชายชราที่สวมเสื้อผ้าปอนๆ ตอบกลับมาอย่างเย็นชาเขายังคงหัวแข็งขายในราคาที่ตัวเองตั้งไว้

        ซุนเฟยคุกเข่าลงก่อนจะหยิบมีดสั้นมาถือไว้ในมือเพื่อพิจารณา จากนั้นก็หันมาหยิบลูกบอลสีดำไว้ในมือเขารู้สึกว่าลูกบอลพวกนี้ก็ไม่เลวเท่าไรนักเมื่อมองไปยังก้อนหินรูปวงรีที่เหมือนสับปะรดสามชิ้นสุดท้ายถึงแม้เขาจะไม่รู้ว่ามันมีประโยชน์อะไร แต่ก้อนหินพวกนี้ดูเหมือนจะเป็นไข่ของสัตว์บางชนิดที่มีลักษณะคล้ายก้อนหินทำให้คนดูออกได้ยากมาก

        “ข้าจะซื้อของพวกนี้ทั้งหมด!”

        ซุนเฟยตัดสินใจซื้อทั้งหมดเขาเห็นชายชราที่น่าสงสารคนนี้ดูหนาวและหิวมากทำให้ซุนเฟยเกิดความรู้สึกสงสารขึ้นมา ในเมื่อตอนนี้เขารวยแล้วจะยื่นมือช่วยเหลือคนอื่นบ้างจะเป็นไรไปซุนเฟยหยิบเงินทั้งหมดหกร้อยเหรียญทองออกมาจากแหวนเก็บของ แล้วเทใส่ถุงผ้าเล็กๆยื่นไปให้ชายชรา

        “ฮึๆๆ ข้ารู้อยู่แล้วว่าจะต้องพบกับคนที่รู้จักมัน” ชายชราฉีกยิ้มออกมาเผยให้เห็นฟันเหลืองๆ เนื่องจากฟันแถบหน้าของเขาหายไปหมด ทำให้พูดไม่ค่อยชัดเขาร้อนรนรับถุงเงินมา ก่อนจะใช้สองนิ้วคีบเหรียญทองออกมาหนึ่งเหรียญจากนั้นก็ใช้ฟันตัวเองกัดเพื่อทดสอบว่าเป็นของจริงหรือของปลอมเมื่อพบว่าเป็นของจริงก็ยิ้มร่าออกมา

        บุรุษที่คิดจะกล่อมให้ชายชรายอมขายของให้ตัวเองในราคาถูกก็ชักสีหน้าออกมาเล็กน้อยเมื่อเห็นของที่ตัวเองหมายตาไว้ถูกแย่งไปต่อหน้าต่อตาเขามองไปยังซุนเฟยด้วยสีหน้าไม่พอใจ แต่ก็ไม่พูดอะไรออกมา คนบางคนก็ไม่ใช่คนโง่

        การที่มีคนสามารถควักเงินหกร้อยเหรียญทองออกมาอย่างง่ายๆต้องไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน ค่ายทหารอาณาจักรบริวารเต็มไปด้วยผู้คนมากมายหลายประเภทใครจะรู้ว่าเบื้องหลังของอีกฝ่ายอาจจะมีสถานะที่ไม่ธรรมดาก็ได้

        ซุนเฟยก้มหน้าลงมองดูสินค้าบนหนังสัตว์ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกพิศวง ขณะที่จะเงยหน้าถามบางอย่างเกี่ยวกับสินค้าพวกนี้ก็ต้องแปลกใจเมื่อพบว่าเจ้าของแผงลอยนั้น ตอนนี้หายไปไหนแล้วก็ไม่รู้

        “ด้วยพลังของข้าเป็นไปไม่ได้ที่ข้าจะไม่รู้ตัวว่าชายชราคนนั้นได้เดินจากไปแล้ว?” ซุนเฟยพลันรู้สึกว่าเรื่องนี้มันชักจะแปลกๆ ขึ้นมาเสียแล้ว

        เมื่อเห็นว่าการซื้อขายเสร็จสิ้นฝูงชนก็เริ่มแยกย้าย

        “หนุ่มน้อย เจ้าหลงกลแล้ว ตาแก่คนนั้นน่ะเดินเตร็ดเตร่อยู่ในค่ายมาหลายวันแล้ว ทุกวันก็เอาแต่ของเก่าๆ พวกนั้นมาขายและพล่ามว่าเป็นของที่ได้มาจากที่ตั้งเทพปีศาจ หลอกเอาเงินคนอื่นไปไม่น้อยเลย…” ชายวัยกลางคนที่ดูซื่อๆเดินเข้ามาเตือนซุนเฟย

        ซุยเฟยพยักหน้าพลางกล่าวขอบคุณจากนั้นก็เก็บของพวกนั้นใส่แหวนเก็บของแล้วเดินเล่นต่อ

        ซุนเฟยรู้สึกว่าเรื่องนี้อาจจะไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่คิด

        สถานที่ตั้งค่ายทหารในค่ายทหารอาณาจักรบริวาร เว้นระยะห่างค่ายละหนึ่งร้อยเมตรตลอดทางที่ซุนเฟยเดินผ่านก็ได้ยินเสียงร้องอย่างคึกคักดังออกมาจากค่ายทหารซุนเฟยคอยสังเกตค่ายทหารแต่ละอาณาจักรทั้งสองฟากฝั่งค่ายทหารมีขนาดเล็กใหญ่แตกต่างกันไป แต่ละค่ายไม่ขาดแคลนนักรบผู้กล้า ซุนเฟยรู้สึกได้ถึงกลิ่นอายของเหล่านักรบที่แข็งแกร่งและอ่อนแอปะปนกันไปในค่ายทหารต่างๆนี่คือยอดฝีมือของแต่ละอาณาจักร!

        ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไรที่บนท้องฟ้ามีเกล็ดหิมะมากมายตกลงมานี่เป็นครั้งแรกที่ซุนเฟยได้เห็นหิมะตกหลังจากที่ทะลุมิติมายังแผ่นดินอาเซรอท

        ยิ่งเวลาผ่านไปนานเกล็ดหิมะก็ยิ่งตกหนักขึ้น ไม่ช้า แผ่นดินก็ปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาว

        ตอนนี้เองเขาก็ได้ยินเสียงร้องเบาๆ ดังออกมา เสียงร้องนี้ดึงดูดความสนใจของซุนเฟยได้ชะงัก

        ---------------