หมื่นอสุราสยบฟ้า หนึ่งมรรคานิจนิรันดร์

    เล่มที่ 3 บทที่ 74 โง่เขลาเบาปัญญา

    บทที่ 74 โง่เขลาเบาปัญญา

            โม่เต้าจื่อมองฉินชู “หลายคนคิดว่าเจ้าทึ่ม แต่อันที่จริงไม่ใช่ เจ้ามีสัญชาตญาณอันเฉียบคมหาได้ยาก หากไม่ใช่เพราะเจ้ามีพรสวรรค์ด้านการฝึกตนและวิถีกระบี่อันน่าอัศจรรย์ ข้าคงถ่ายทอดวิชาย้อนนิมิตให้เจ้า”

            “ท่านผู้เฒ่าโม่ มันคงไม่กระทบกันหรอกกระมัง ท่านสามารถถ่ายทอดวิชาย้อนนิมิตให้ศิษย์ได้นะขอรับ” ฉินชูคลี่ยิ้ม

            “ไม่ได้ พลังสมาธิของคนเรามีจำกัด ไม่อาจรอบรู้ทุกด้านได้อย่างแตกฉาน เจ้าต้องจดจ่ออยู่กับวิถีการฝึกตนของตัวเอง แล้วเจ้าต้องจำเอาไว้อย่าง หากถูกจู่โจม ห้ามออกจากที่นี่เด็ดขาด” โม่เต้าจื่อพูดล้มเลิกความคิดของเขาและกล่าวเตือน

            ฉินชูพยักหน้า เขารู้ดีว่าโม่เต้าจื่อ หลิงหยุนจื่อ ลู่หยวนและคนอื่นๆ ได้จัดแจงเอาไว้แล้วเสร็จสรรพ มีกองกำลังบางส่วนออกไปต่อสู้ด้านนอกสำนักชิงหยุน และมีอีกบางส่วนที่ยังคงเฝ้าระวังอยู่ด้านในสำนัก

            ยามเย็น 

            ฉินชูอยู่ทานข้าวกับโม่เต้าจื่อ หลังจากนั้นก็เข้าฌานบ่มเพาะพลังปราณในห้องที่โม่เต้าจื่อจัดเตรียมเอาไว้ให้

            “ใครกัน”

            ฝึกตนจนถึงกลางดึก อยู่ๆ ฉินชูก็ได้ยินเสียงตะโกนดังลั่น

            ฉินชูออกจากฌานและรีบบึ่งมาที่ห้องโถง เสียงตะโกนที่เขาได้ยินเป็นเสียงของโม่เต้าจื่อ

            ในห้องโถง ฉินชูเห็นโม่เต้าจื่อยืนอยู่ตรงประตู นอกจากนี้ที่ลานด้านนอกยังมีจงฮั่น ซูซานเหอ จางจี้ เฉียนชิงและผู้อาวุโสจากยอดเขาหลักอีกสองคน

            “โม่เต้าจื่อ เจ้าช่างปัญญาเขลาเสียจริง ไม่คิดว่าจะไปสนับสนุนหลัวเจิน เรื่องนี้ทำเอาข้าไม่มีทางเลือกจริงๆ” จงฮั่นจ้องหน้าโม่เต้าจื่อพลางเอ่ย

            “เจ้ามาฆ่าข้าหรือมาทำลายมหาตราเวทย์ป้องกัน” โม่เต้าจื่อมองจงฮั่นด้วยสายตาเยือกเย็น

            จงฮั่นพยักหน้า “หากเจ้าตาย มหาตราเวทย์ป้องกันก็จะถูกทำลายไปด้วย”

            “เจ้าเป็นใครกันแน่” โม่เต้าจื่อถามจงฮั่น

            “ถ้างั้นก่อนตาย ข้าจะบอกเจ้าให้เอาบุญ ข้าคือแม่ทัพผู้บัญชาการกองกำลังมังกรเร้นแห่งราชวงศ์เฉียน นามว่าจงฮั่น” จงฮั่นพูดขึ้น เขาคิดว่าโม่เต้าจื่อตัวคนเดียวหมดทางหนีแล้ว ดังนั้นจึงไม่กังวลที่จะเปิดเผยสถานะที่แท้จริงของตัวเอง

            “เจ้าได้ขึ้นเป็นเจ้าสำนักทั้งที ทำไมถึงทรยศสำนักชิงหยุนได้ลงคอ ทำแบบนี้แล้วราชวงศ์เฉียนจะสูงส่งกว่าที่เป็นอยู่กระนั้นหรือ” โม่เต้าจื่อถามอย่างไม่เข้าใจ

            “โค่นล้มสำนักชิงหยุนและสามสำนักมหาอำนาจคือคำสั่งของพวกเรา” จงฮั่นบอกสาเหตุ

            ฉินชูเข้าใจแล้ว ราชวงศ์เฉียนได้เริ่มแผนการนี้มาตั้งนานแล้ว และตอนนี้ ตัวหมากก็ได้ขึ้นเป็นเจ้าสำนักแล้ว

            แต่ต่อให้เป็นเจ้าสำนัก ก็ไม่อาจทำอะไรตามอำเภอใจได้ เพราะจิตวิญญาณและปณิธานดั้งเดิมของสำนักยังแทรกซึมอยู่ในตัวเหล่าลูกศิษย์ ดังนั้นเมื่อเจ้าสำนักทำเรื่องทรยศทางสำนัก ก็จะถูกคนในสำนักทอดทิ้ง เหมือนที่จงฮั่นเป็นอยู่ตอนนี้

            “ถ้างั้นข้าก็ยิ่งไม่เข้าใจหนักกว่าเดิม ทำไมเจ้าต้องคิดจะส่งตัวข้าให้ศัตรู การไม่ส่งตัวข้าให้ศัตรู ย่อมทำให้ศึกด้านนอกส่งผลดีต่อพวกเจ้าไม่ใช่หรือ” ฉินชูเอ่ยปากพูด ฉินชูคิดว่าการไม่ส่งตัวเขาให้ศัตรูและนำพายอดเขาทั้งเจ็ดของสำนักชิงหยุนออกไปต่อสู้ สามารถสร้างความเสียหายให้สำนักเตาเสวี่ย ตำหนักพญาจิ้งจอกและศาลาดาวฤกษ์ได้อย่างมาก

            “การส่งตัวเจ้าให้ศัตรู จะทำให้คนในสำนักหลายคนยิ่งรู้สึกไม่เป็นธรรม เป็นเหตุให้พวกเขากล้าต่อสู้กับศัตรูจนตัวตายมากกว่าเดิม ไอ้สวะสมควรตายอย่างเจ้า ทั้งที่หาป้ายลัญจกรชิงหวางเจอแล้ว แต่กลับเอาไปให้หลัวเจิน ไม่มอบให้เจ้าสำนัก!” จงฮั่นด่าฉินชู

            เรื่องบางเรื่อง จงฮั่นได้วางแผนมาก่อนแล้ว เดิมทีเขาคิดว่าหลัวเจินจะเลือกวิธีอะลุ่มอล่วย หากสามารถส่งตัวฉินชูไป ไส้ศึกของราชวงศ์เฉียนที่แฝงตัวอยู่ในสำนักเตาเสวี่ย ตำหนักพญาจิ้งจอกและศาลาดาวฤกษ์จะทำการปลุกระดมเพื่อทำศึกตัดสินเป็นตายอีกครั้ง ทางฝั่งของสำนักชิงหยุนที่รู้สึกไม่เป็นธรรมจากการส่งตัวฉินชูให้ศัตรูจะยิ่งระเบิดพลังต่อสู้ออกมายิ่งกว่าเดิมจนสามารถสร้างความเสียหายแก่ศัตรูอย่างหนัก แต่เพียงเพราะป้ายลัญจกรชิงหวางเพียงสิ่งเดียว ทำให้เกิดการถ่ายโอนอำนาจและทำแผนทุกอย่างของเขายุ่งเหยิงไปหมด

            ตอนนี้ ทุกอย่างกระจ่างแล้ว ความขัดแย้งต่างๆ นานาที่เกิดขึ้นในสำนึกชิงหยุนล้วนมีเหตุมาจากเจ้าสำนักและบุคคลระดับสูงจากยอดเขาหลักที่ไม่ใช่คนของสำนักชิงหยุนตั้งแต่แรก พวกเขาเป็นคนที่อยู่ภายใต้สังกัดของราชวงศ์เฉียน

            “เท่านี้ พวกเจ้าทั้งสองคงตายตาหลับแล้วสินะ” จงฮั่นสะบัดแขน ซูซานเหอ จางจี้ เฉียนชิงและผู้อาวุโสที่จงฮั่นพามาอีกสองคนล้วนชักกระบี่ออกมาและเริ่มโจมตีใส่โม่เต้าจื่อ แม้โม่เต้าจื่อจะแข็งแกร่ง แต่เป็นเรื่องยากที่จะต้านกับการรุมโจมตี

            “ข้าเข้าใจแล้ว แต่ใช่ว่าจะต้องตายตาหลับ” โม่เต้าจื่อซัดหมัดใส่อากาศเกิดเป็นหมัดพลังอัดอันรุนแรง จากนั้นก็มีเงาคนปรากฏขึ้นรอบๆ จวนที่พำนัก

            หลิงหยุนจื่อ ลู่หยวน หลินอี้และคนจากหออาณัติล้วนปรากฏตัวขึ้น

            เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป สีหน้าของจงฮั่น ซูซานเหอ จางจี้ เฉียนชิงและคนอื่นๆ ต่างพากันถอดสี เพราะนี่คือกับดัก ก่อนหน้านี้  หลิงหยุนจื่อ ลู่หยวน หลินอี้และคนอื่นๆ แสร้งทำเป็นออกจากนอกสำนักชิงหยุนไปต่อสู้ แต่ที่แท้เป็นการแสดงละครตบตาเพื่อให้พวกเขาตายใจ

            “การที่ปล่อยให้คนสารเลวอย่างเจ้าขึ้นเป็นเจ้าสำนักถือว่าเป็นเรื่องที่ผิดพลาดมหันต์” หลิงหยุนจื่อจับกระบี่ยาวที่คาดอยู่ตรงเอว ใบหน้าฉายแววสังหาร เพราะเขาไม่เคยคิดว่าเรื่องจะกลายมาเป็นแบบนี้

            “หออาณัติทั้งหลาย จงฆ่ากบฏทิ้งอย่าให้เหลือ” ลู่หยวนตะโกนออกคำสั่ง

            “ลู่หยวน ข้าคือเจ้าสำนัก เจ้ากล้าออกคำสั่งเช่นนี้กับข้ากระนั้นหรือ” จงฮั่นตวาดใส่ลู่หยวน

            “เจ้าคิดว่าพวกเราไม่ได้ยินสิ่งที่เจ้าพูดก่อนหน้านี้หรือ ลืมกำพืดตัวเองไปแล้วหรือไร พวกเราได้ยินที่เจ้าสาธยายเมื่อครู่เต็มสองหู ตอนนี้ข้าควรเรียกเจ้าว่าผู้บัญชาการจงหรือแม่ทัพจงดีเล่า” ลู่หยวนแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ เขากับพวกหลิงหยุนจื่อแฝงตัวอยู่รอบๆ จวนที่พำนักของโม่เต้าจื่อมาตลอด เพราะอิทธิฤทธิ์ของตราเวทย์ที่ครอบคลุมอยู่ในบริเวณสถานที่แห่งนี้ทำให้พวกจงฮั่นไม่รู้สึกตัว

            จงฮั่นรู้ตัวแล้วว่าตอนนี้ตัวเองติดกับดักของอีกฝ่ายเข้าแล้ว นอกจากแผนการจะไม่สำเร็จลุล่วง สถานะที่แท้จริงของตัวเองยังถูกล่วงรู้อีก ต่อให้เถียงกลับก็ไร้ซึ่งความหมาย

            “ฆ่ามัน” จงฮั่นตะโกนออกคำสั่ง

            เมื่อได้ยินคำสั่งของจงฮั่น ซูซานเหอ จางจี้และคนอื่นๆ ก็พุ่งเข้าโจมตีโม่เต้าจื่อทันที ส่วนตัวเขากลับเกาะไหล่เฉียนชิงเหาะหนีไป

            หลิงหยุนจื่อซัดปราณกระบี่ใส่จงฮั่น ลู่หยวนพุ่งเข้าใส่ซูซานเหอ หลินอี้พุ่งเข้าหาจางจี้ ส่วนคนจากหออาณัติก็รับมือกับผู้อาวุโสสองคนที่เป็นลูกน้องของจงฮั่น

            “หน้าไม่อาย” ผู้อาวุโสทั้งสองคนจากยอดเขาหลักตะโกนด่าทอ เมื่อสถานการณ์ไม่สู้ดี พวกเขาไม่คิดว่าจงฮั่นจะหนีไปกับเฉียนชิงและปล่อยให้พวกเขาเผชิญหน้ากับอันตรายอย่างไม่แยแส

            ฉินชูมองดูการต่อสู้ ในเวลาเดียวกันก็รู้สึกใจหาย เขาคิดว่าทำตัวอยู่เงียบๆ เคลื่อนไหวอย่างไม่ส่งเสียงเป็นการดีที่สุด เมื่อหนึ่งเค่อที่แล้ว ตัวเองยังถือไพ่เหนือกว่า ดีไม่ดี อีกหนึ่งเค่อต่อมา ตัวเองอาจตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ

            “ลู่หยวน เจ้าตามไปช่วยศิษย์ลุงหลิง” โม่เต้าจื่อซัดกระบี่ใส่ซูซานเหอพร้อมกับออกคำสั่งให้ลู่หยวนไปช่วยหลิงหยุนจื่อ เขาไม่สามารถออกจากจวนที่พำนักได้ เพราะที่นี่เป็นใจกลางมหาตราเวทย์คุ้มครองบรรพตศิขรของสำนักชิงหยุน

            “ซูซานเหอ แต่ก่อนปากดีนักไม่ใช่หรือ ทำไมตอนนี้เห่าไม่เก่งเหมือนก่อนหน้านี้แล้วเล่า” ฉินชูที่ยืนอยู่ตรงประตูห้องโถงมองดูการต่อสู้พลางตะโกนด่าซูซานเหอ ที่ผ่านมาซูซานเหอพูดจาทำร้ายจิตใจเขามาตลอด ดังนั้นเมื่อมีโอกาสเอาคืน ฉินชูจึงไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดมือไปอย่างแน่นอน

            ซูซานเหอเดือดดาลขึ้นทันที แต่สาเหตุหลักๆ มาจากการที่จงฮั่นกับเฉียนชิงทิ้งเขาในช่วงเวลาอันตรายแบบนี้ได้ลงคอ แบบนี้เรียกว่าการทอดทิ้งของจริง นอกจากนี้ ยังเห็นได้ชัดว่าจงฮั่นใช้เขาเป็นโล่กำบัง

            “ต่อให้ข้าต้องตาย พวกเจ้าก็อย่าคิดว่าจะได้อยู่ดี ถึงอย่างไร ทั้งสามสำนักมหาอำนาจกับราชวงศ์เฉียนก็ยังคิดทำลายสำนักชิงหยุนอยู่ดี แล้วพวกเจ้าจะต้องตายกันไปทีละคน” ซูซานเหอแผดเสียงตะโกนขู่

            “โง่เขลาเบาปัญญา” กระบี่ยาวของโม่เต้าจื่อตวัดขึ้นหักล้างพลังอัดจากการซัดกระบี่ของซูซานเหอ จากนั้นก็พุ่งเข้าไปเสียบกลางหน้าอกทันที

    คล้ายกับเรื่องหมื่นอสุราสยบฟ้า หนึ่งมรรคานิจนิรันดร์ ที่คุณอ่าน