เสียงคำรามต่ำอย่างทรงพลังของเครื่องยนต์ขับดันควอนตัมดังสะท้อนก้องอยู่ภายในห้องโดยสารที่ปิดผนึกอย่างแ่าของยานลำเลียงพลประเภทขึ้น-ลงทางดิ่ง VTOL อากาศยานจู่โจมความเร็วสูงสีดำสนิทเคลือบสารลดการสะท้อนเรดาร์กำลังทะยานตัดผ่านหมู่เมฆหนาทึบเหนือเขตแดนตอนเหนือของสหพันธรัฐโครเนแซนเดรีย มุ่งหน้าสู่พิกัดเป้าหมายด้วยความเร็วเหนือเสียง
ภายในห้องโดยสารขนาดย่อม บรรยากาศแปรเปลี่ยนไปจากเมื่อวันก่อนอย่างสิ้นเชิง ความผ่อนคลายในโรงอาหารอันตรธานหายไปจนหมดสิ้น สมาชิกหน่วย Vanguard ทุกคนในเวลานี้อยู่ในชุดเกราะนาโนชีวภาพ Viosuit ประจำตัวสีดำขลับขลิบทองและม่วง พร้อมสำหรับเนรมิตสนามรบให้กลายเป็สุสานของศัตรู
ผู้การสาวโรซาเลียนั่งไขว่ห้างนิ่ง ดวงตาสีม่วงคู่คมกริบกวาดมองและตรวจสอบข้อมูลพิกัดภูมิศาสตร์ของภารกิจบนจอโฮโลแกรมสามมิติสีฟ้าครามที่ลอยอยู่ตรงหน้าข้างๆกันนั้น ทันย่ากำลังใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์เช็ดทำความสะอาดลำกล้องปืนไรเฟิลจู่โจมความร้อนสูงต่อต้านการ์เลนอสอย่างประณีตและใจเย็น เมดิสันนั่งรัวนิ้วลงบนแป้นพิมพ์โฮโลแกรมเพื่อวิเคราะห์ค่าความผันผวนของมิติที่ส่งตรงมาจากดาวเทียมอย่างรวดเร็ว ส่วนโอลิเวียกอดอกหลับตาสงบนิ่งประหนึ่งปฏิมากรรมน้ำแข็ง ราวกับกำลังทำสมาธิเข้าสู่สภาวะเชื่อมต่อจิตกับระบบควบคุม
และท่ามกลางความเงียบงันอันน่าอึดอัดนั้นเอง...
“ลูกเจี๊ยบเพลิงงงง~ ตื่นเต้นไหมเอ่ย~?” อายาโกะโผล่หน้าเข้ามาใกล้รินพร้อมรอยยิ้มทะเล้น พยายามทำลายความตึงเครียด
“เลิกเรียกฉันด้วยชื่อแปลกๆ แบบนั้นสักทีเถอะ!” รินหันไปประท้วงเสียงหลง ใบหน้าขึ้นสีระเรื่อ
เสียงหัวเราะคิกคักเบาๆ ดังขึ้นจากเมดิสันและอายาโกะ ช่วยให้บรรยากาศที่เกือบจะแข็งตัวคลายลงเล็กน้อย รินถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ก่อนจะเบนสายตากลับออกไปมองนอกกระจกหน้าต่างหนา บัดนี้ทิวทัศน์เบื้องล่างมีแต่ผืนป่าสนสีเขียวเข้มที่ถูกปกคลุมด้วยไอหมอกจางๆ
นี่คือภารกิจจริงครั้งแรกในชีวิตของเธอ...ไม่มีความเป็ไปได้จำลอง ไม่มีระบบเซฟตี้ของห้องฝึกซ้อม และไม่มีโอกาสให้แก้ตัวเป็ครั้งที่สอง หากเกิดความผิดพลาดขึ้นแม้เพียงเสี้ยววินาที สิ่งที่ต้องจ่ายเป็ค่าตอบแทนอาจหมายถึงชีวิตจริงๆ ของเธอหรือเพื่อนร่วมทีม
“...กลัวอยู่ล่ะสิ”
เสียงเรียบต่ำทว่าทรงอำนาจของโรซาเลียดังแทรกข้ามห้องโดยสารมา รินชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาสีแดงอมทองวูบไหว ก่อนที่เธอจะตัดสินใจพยักหน้ารับตรงๆ โดยไม่คิดจะปิดบัง “...ค่ะ กลัวมากเลยค่ะ”
“ดีแล้ว” คำตอบสั้นห้วนนั้นทำให้เด็กสาวกะพริบตาปริบๆ ด้วยความฉงน
โรซาเลียปัดมือปิดหน้าจอโฮโลแกรมลง ก่อนจะปรายสายตามามองนิ่งที่ริน “คนที่ไม่รู้จักความกลัวในสนามรบมีอยู่แค่สองประเภทเท่านั้น...ไม่คนโง่เง่า ก็คนบ้าวิปลาส ส่วนคนที่รู้จักความกลัวอย่างเธอ จะรู้จักระมัดระวังตัว และความระมัดระวังนั่นแหละที่จะช่วยต่อชีวิตของเธอในสนามรบจริง”
รินนิ่งฟังถ้อยคำเตือนสติของระดัับผู้บังคับบัญชา ก่อนจะค่อยๆ พยักหน้ารับคำอย่างตั้งใจ
วิ้งงงง—
ในจังหวะนั้นเอง เสียงสัญญาณเตือนระบบอัตโนมัติของยานพลันดังขึ้นขัดจังหวะ [แจ้งเตือน: ถึงพื้นที่ปฏิบัติการภายในเวลา 3 นาที สมาชิกทุกท่านโปรดเตรียมพร้อมปลดล็อกระบบยึดเกาะ]
สิ้นเสียงประกาศ บรรยากาศภายในยานก็พลิกกลับมาตึงเครียดในพริบตา รอยยิ้มล้อเลียนของอายาโกะหายวับไปราวกับไม่เคยมีอยู่ เหลือเพียงแววตาเหี้ยมเกรียมและจริงจังของทหารอาชีพที่ผ่านความเป็ความตายมานับครั้งไม่ถ้วน
ไม่นานนัก ยาน VTOL ก็ร่อนลงจอดอย่างเงียบเชียบณ บริเวณทุ่งโล่งชานหมู่บ้านไอเซล บานประตูท้ายยานเปิดออกพร้อมไอความดันที่พ่นพรวด
ภาพเบื้องหน้าทำเอารินถึงกับเบิกตากว้างนิ่งงันด้วยความะเืใจ บ้านเรือนไม้และอิฐหลายหลังพังทลายเสียหายยับเยิน คอกปศุสัตว์ถูกแรงกระชากฉีกขาดเป็ชิ้นๆ เศษซากปรักหักพังกระจายเกลื่อน และที่น่าประหลาดใจที่สุดคือ พื้นดินและผืนหญ้าโดยรอบกลับถูกปกคลุมด้วยเลเยอร์เกล็ดน้ำแข็งหนาสีแดงส่องประกายะเื ทั้งที่ตามปฏิทินในตอนนี้มันคือ่กลางฤดูร้อนอันอบอ้าว
“นี่มัน...เกิดอะไรขึ้นกับที่นี่กันแน่คะ...” รินพึมพำเสียงสั่น
“ผลกระทบจากการดำรงอยู่ของการ์เลนอส Class 2” เมดิสันเอ่ยตอบพลางถืออุปกรณ์ตรวจจับก้าวลงจากยาน “พวกมันไม่ได้แค่ทำลาย...แต่พลังงานมิติภายนอกที่แผ่ออกมาจากร่างของพวกมันกำลังบิดเบือนกฎเกณฑ์สภาพแวดล้อมรอบตัวของโลกเราให้กลายเป็ดินแดนของพวกมัน”
โฮกกกกกกกก—!!!
ทันใดนั้น เสียงขู่คำรามต่ำอย่างกระหายเืก็ดังสนั่นะเิออกมาจากแนวป่าสนที่มืดครึ้ม ดวงตาสีน้ำเงินเรืองแสงนับสิบคู่ค่อยๆ ปรากฏสว่างวาบขึ้นจากเงามืด เผยให้เห็นร่างเกล็ดสีดำทมิฬทับซ้อนลวดลายน้ำแข็งบิดเบี้ยว การ์เลนอสฝูงใหญ่กำลังย่างสามขุมล้อมเข้ามา
รินขยับตัวกำหมัดแน่น หัวใจเต้นรัวเป็กลองรบ พลังเพลิงในร่างเริ่มสั่นพ้อง ทว่าก่อนที่เด็กสาวจะได้ก้าวขาออกไป โรซาเลียกลับเดินก้าวผ่านหน้าเธอไปอย่างนิ่งสงบ
“เฝ้าดูและจำใส่สมองเอาไว้ให้ดี...” โรซาเลียเอ่ยโดยไม่หันมามอง “นี่คือสิ่งที่เรียกว่าสนามรบของจริง ห้ามลังเลที่จะจัดการศัตรูเด็ดขาด”
ฟุ่บบบบ!
ร่างของผู้การสาวหายวับไปจากสายตาของรินในพริบตา รวดเร็วเกินกว่าที่ดวงตามนุษย์ธรรมดาจะมองข้ามผ่านกระบวนการรับรู้ทัน
ฉัวะ!!!
แสงวาบสีม่วงของใบมีดพลังงานพาดผ่านเส้นขอบฟ้าอย่างงดงามและเด็ดขาด การ์เลนอส Class 2 สามตัวแรกที่พุ่งเข้ามาถูกตัดผ่าแยกออกเป็สองซีกพร้อมๆ กันอย่างแม่นยำ ผลึกสีฟ้าขาวและเศษเกราะชีวภาพะเิกระจายกลางอากาศ
“อะ...อะไรกัน...บ้าน่า...” รินอ้าปากค้าง
“ฮิๆ เร็วสยดสยองเลยใช่ไหมล่ะคุณผู้การน่ะ!” อายาโกะหัวเราะร่า ก่อนจะดีดตัวพุ่งทะยานเข้าใส่กึ่งกลางฝูงสัตว์ร้ายที่เหลือ “แต่ฉันก็ไม่ยอมน้อยหน้าหรอกนะ! ย่าห์!”
ตูมมมมม!!!
หอกพลังงานแสงสีทองขนาดใหญ่ในมืออายาโกะฟาดกระแทกลงพื้นคอนกรีตอย่างรุนแรง คลื่นช็อกเวฟมหาศาละเิออกเป็วงกว้าง ส่งผลให้ร่างของการ์เลนอสอีกห้าตัวปลิวกระเด็นลอยละลิ่วไปคนละทิศละทาง และในจังหวะที่พวกมันลอยคว้างกลางอากาศ ทันย่าที่ยืนนิ่งอยู่เื้ัก็เหนี่ยวไกปืนไรเฟิลทันที
ปัง! ปัง! ปัง!
ะุพลังงานจลน์พุ่งเจาะทะลวงเข้ากลางกะโหลกศีรษะของการ์เลนอสสามตัวะเิออกเป็จุณอย่างพอดิบพอดี แม่นยำราวกับเปิดระบบล็อกเป้าอัตโนมัติของเครื่องจักรสังหาร โดยมีเมดิสันคอยส่งพิกัดดาวเทียมและโอลิเวียควบคุมฝูงโดรนจู่โจมคอยยิงสกัดกั้นเหลี่ยมมุมอย่างเป็ระบบ
ภายในเวลาไม่ถึงสองนาที...ฝูงสัตว์ร้ายที่ดูน่ากลัวและพร้อมจะกลืนกินหมู่บ้านทั้งหมู่บ้าน กลับถูกกวาดล้างจนราบคาบไม่เหลือแม้แต่ตัวเดียว
รินได้แต่นิ่งอึ้ง พูดอะไรไม่ออกแม้แต่คำเดียว วินาทีนี้เธอเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงความแตกต่างระหว่างเด็กสาวที่พลังสุ่มเสี่ยงอย่างเธอ กับกลุ่มคนเหล่านี้...พวกเขาไม่ใช่แค่ผู้มีพลังพิเศษธรรมดา แต่เป็ทหารผ่านศึกที่ขัดเกลาฝีมือผ่านความตายมานับไม่ถ้วน
หลังจากการปะทะสั้นๆ สิ้นสุดลง หน่วย Vanguard ได้เข้าเคลียร์พื้นที่และพบผู้รอดชีวิตเพียงหนึ่งเดียวซ่อนตัวอยู่ใต้ซากปรักหักพัง ชายหนุ่มวัยยี่สิบต้นๆ ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยาแฉกรรจ์และคราบเื แต่ระบบชีพจรยังคงทำงานอยู่
เมดิสันรีบทรุดตัวลงใช้เครื่องสแกนทางการแพทย์ตรวจสอบสัญญาณชีพ ก่อนจะขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสงสัย “แปลกมาก...นี่มันผิดปกติเกินไปแล้ว”
“เกิดอะไรขึ้นงั้นเหรอ เมดิสัน” โรซาเลียก้าวเข้ามาถาม
“าแตามร่างกายของเขา... ร่องรอยาแฉีกขาดพวกนี้ระบุชัดเจนว่าพวกการ์เลนอสสามารถฆ่าเขาได้ั้แ่แรกเห็นค่ะ” เมดิสันเงยหน้าขึ้นมองเพื่อนร่วมทีมด้วยแววตาเคร่งเครียด “แต่พวกมันกลับไม่ได้พยายามจะพรากชีวิตเขา... เหมือนกับว่าพวกมันแค่ต้อนเขาไว้ แล้วใช้พลังงานมิติคอยตรวจสอบโครงสร้างพันธุกรรมหรืออะไรบางอย่างในตัวเขาอยู่”
บรรยากาศรอบด้านพลันดิ่งฮวบเข้าสู่ความตึงเครียดทันที ทว่ายังไม่ทันที่ใครจะได้วิเคราะห์อะไรต่อ—
ครืนนนนนน—!!
พื้นดินใต้ฝ่าเท้าพลันสั่นะเืเลื่อนลั่นอย่างรุนแรง อุณหภูมิในอากาศรอบด้านลดฮวบลงอย่างรวดเร็วจนน่าใจหาย เกล็ดหิมะสีขาวโพลนเริ่มโปรยปรายลงมาจากท้องฟ้าสีเทาทั้งที่แผ่นดินนี้อยู่ใน่กลางฤดูร้อน
ดวงตาสีม่วงของโรซาเลียหรี่แคบลง มือเรียวกระชับด้ามดาบแน่น “ทุกคน! เข้าสู่สภาวะตั้งรับเต็มรูปแบบ! มีบางอย่างกำลังมา!”
เบื้องหน้าของพวกเขาห่างออกไปไม่กี่เมตร มิติรอบด้านเริ่มบิดเบี้ยวเป็เกลียวคลื่น ราวกับกระจกที่กำลังร้าว ก่อนจะเกิดเป็รอยแยกขนาดมหึมาฉีกขาดขึ้นกลางอากาศ และจากภายในความว่างเปล่าอันมืดมิดและบิดเบี้ยวนั้น...ร่างของชายหนุ่มเรือนผมสีขาวซีดในชุดเสื้อคลุมสีดำยาวก็ก้าวเดินออกมาอย่างแ่เบาและเงียบสงัด
สตีฟ
“...เจอกันอีกแล้วนะ” น้ำเสียงทุ้มต่ำและนุ่มนวลทว่าชวนขนลุกดังขึ้น สายตาสีน้ำเงินเข้มลึกลับคู่นั้นกวาดข้ามผ่านทุกคน ก่อนจะไปหยุดนิ่งและจับจ้องอยู่ที่ร่างของเด็กสาวผมแดง “...ริน อาซากิ ตัวแทนผู้ถถือครองพลังของ The One ที่จะมาขัดขวางแผนการจจัดระเบียบจักรวาลของ Anciant One”
กริ๊ก! กริ๊ก! กริ๊ก!
ในวินาทีนั้น อาวุธยุทโธปกรณ์ทุกกระบอกของหน่วย Vanguard ถูกยกขึ้นประทับบ่าและเล็งตรงไปยังชายหนุ่มลึกลับผู้มาเยือนทันทีโดยพร้อมเพรียง
“หยุดอยู่ตรงนั้นแล้วชูมือขึ้น! ไม่อย่างนั้นฉันจะเป่าหัวนายซะ!” โรซาเลียประกาศกร้าวเสียงเย็นเยียบ แผ่รังสีฆ่าฟันออกมาอย่างรุนแรง
ทว่าสตีฟกลับทำเพียงยกยิ้มบางๆ ที่มุมปากอย่างไม่ทุกข์ร้อน “ไม่จำเป็ต้องตื่นเต้นและใช้กำลังกันขนาดนั้นหรอกผู้การ...ผมไม่ได้มาที่นี่เพื่อเปิดศึกเข่นฆ่ากับพวกคุณหรอกครับ”
“แล้วแกถ่อมาถึงที่นี่เพื่อทำบ้าอะไรกันแน่ไอ้ผมหงอก!” อายาโกะะโถามพลางตั้งท่าเตรียมกระโจน
สตีฟค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าสีเทาหม่นที่หิมะกำลังตก ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยทว่าหนักอึ้ง “...ผมก็แค่กำลังทำหน้าที่เตรียมการต้อนรับ ‘วันพิพากษาโลก’ นี้ก็เท่านั้นเอง”
คำพูดนั้นทำให้ทุกคนในที่นั้นชะงักกึก
“โลกใบนี้ที่บิดเบี้ยว มันกำลังดำเนินมาถึงจุดเสื่อมสลายอย่างไม่อาจแก้ไข...เผ่าพันธุ์มนุษยชาติกำลังเดินมาจนสุดทางตันของโชคชะตาแล้ว” สตีฟลดสายตากลับมามองริน “และในอีกไม่ช้า...อวตารแห่งการทำลายล้างที่แท้จริงจะถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อชำระล้างทุกสิ่งบนโลกและในจักรวาลความเป็จริงเสมือนนี้”
รินกำหมัดแน่นจนสั่น เทรซพลังงานสีแดงทองเริ่มปะทุขึ้นรอบตัว “อวตารแห่งการทำลายล้าง...แกพูดเื่บ้าอะไร! มันคืออะไรกันแน่!”
สตีฟยิ้มกว้างขึ้นเล็กน้อย แววตาเต็มไปด้วยความบ้าคลั่งที่ซ่อนลึก “...ก็อวตารของ ‘พระเ้า’ ผู้จะมาล้างโลกใบนี้ยังไงล่ะ”
สิ้นคำพูดสบประมาทนั้น โรซาเลียก็ไม่รอช้าอีกต่อไป! ร่างของเธอพุ่งทะยานออกไปดุจสายฟ้าฟาด ใบมีดพลังงานสีม่วงตวัดฟันเข้าใส่ลำคอของสตีฟด้วยความเร็วและรุนแรงระดับปลิดชีพในดาบเดียว!
ทว่า—สตีฟกลับเพียงแค่ยกมือซ้ายขึ้นมารับวิถีดาบนั้นเอาไว้...ด้วยมือเปล่า!
เคร้งงงงง—!!!
เสียงปะทะราวกับเหล็กกล้าฟาดใส่กันดังสนั่น คลื่นกระแทกมหาศาลปะทุะเิออกไปรอบทิศทางจนเศษหิมะและดินปลิวว่อน ดวงตาของโรซาเลียเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงสุดขีด “อะไรกัน...เป็ไปไม่ได้! รับดาบพลังงานความร้อนสูงด้วยมือเปล่าเนี่ยนะ!?”
ปัง!
ะุสไนเปอร์ความเร็วสูงของทันย่าพุ่งตรงเข้าใส่ขมับของสตีฟจากระยะไกลอย่างเงียบเชียบ ทว่าในระยะห่างเพียงไม่กี่เิเก่อนจะถึงตัวชายหนุ่ม หัวะุกลับหยุดนิ่งสนิทค้างอยู่กลางอากาศ ราวกับว่าเวลาและมิติวัดรอบตัวเขาถูกแช่แข็งเอาไว้ด้วยกฎเกณฑ์อื่น
แม้กระทั่งอายาโกะที่อาศัยจังหวะนั้นก้าวพุ่งเข้าจู่โจมจากมุมอับด้านหลังด้วยหอกแสงทองอย่างสุดแรง...สตีฟกลับทำเพียงแค่ปรายสายตามองสั้นๆ ก่อนจะสะบัดมือขวาเบาๆ คลื่นพลังงานะเิสีฟ้าขาวมหาศาลก็พุ่งทะลักออกมาปะทะร่างของอายาโกะจนปลิวกระเด็น
ตูมมมมม!!!
ร่างของอายาโกะพุ่งลอยกระแทกเข้ากับต้นสนั์ด้านหลังจนหักโค่นลงมาเสียงดังสนั่น วินาทีนั้น สมาชิกหน่วย Vanguard ทุกคนถึงกับช็อกตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก นี่คือครั้งแรกนับั้แ่ก่อตั้งหน่วย...ที่พวกเธอถูกศัตรูเพียงคนเดียวสะกดข่มและกดดันจนตกเป็ฝ่ายเสียเปรียบอย่างสมบูรณ์แบบเช่นนี้
สตีฟกวาดสายตามองทุกคนด้วยความเฉยเมยราวกับกำลังมองดูฝุ่นผง ก่อนจะเบนสายตากลับมาจับจ้องที่รินอีกครั้ง
“ตอนนี้ฉันควรจะลงมือสังหารเธอทิ้งลงที่นี่ เพื่อที่ฉันจะได้ทำงานของฉันให้เสร็จสิ้นตามที่ได้รับมอบหมายดีมั้ยนะ?”
โรซาเลียรีบดีดตัวถอยกลับมาคุมเชิง สีหน้าของเมดิสันซีดเผือดลงด้วยความกังวล แม้แต่โอลิเวียยังต้องขมวดคิ้วด้วยความตึงเครียด
“แกหมายความว่ายังไง! พูดให้รู้เื่เดี๋ยวนี้นะ!” รินะโลั่นด้วยความสับสนและหวาดกลัว
ทว่าสตีฟกลับทำเพียงส่ายหน้าช้าๆ “แต่พอมาคิดดูอีกทีในเวลานี้...ยังไม่ถึงเวลาอันควรเท่าไหร่”
รอยแยกมิติสีฟ้าขาวเื้ัของเขาเริ่มเปิดกว้างและบิดเบี้ยวรุนแรงขึ้นอีกครั้ง ร่างสูงของชายหนุ่มผมขาวค่อยๆ ก้าวถอยหลังจมหายกลับเข้าไปในความมืดมิดนอกความเป็จริงอย่างช้าๆ
“จงเตรียมตัวและดิ้นรนในเศษเสี้ยวเวลาที่เหลืออยู่ให้เต็มที่เถอะ...” ดวงตาสีน้ำเงินเข้มส่องประกายสว่างวาบเป็ครั้งสุดท้ายท่ามกลางรอยแยกมิติ ก่อนที่เขาจะทิ้งประโยคสุดท้ายที่ทำเอาหัวใจของทุกคนดิ่งวูบ “...อีกไม่นานภาชนะที่สมบูรณ์แบบ จะถือกำเนิดขึ้น และเมื่อวันนั้นมาถึง โลกใบนี้...จะถึงกาลอวสานอย่างแท้จริง และฉันก็หวังว่าเธอจะก้าวข้ามไปถึงจุดสูงสุดของสายธารวิวัฒนาการของพระเ้า The One ได้”
ครืนนนนนน—!
รอยแยกมิติปิดตัวลงฉับพลัน พร้อมกับพายุหิมะที่สลายตัวไปอย่างรวดเร็ว ความเงียบงันอันวังเวงกลับมาเยือนผืนป่าตอนเหนืออีกครั้ง หลงเหลือไว้เพียงสมาชิกหน่วย Vanguard ที่ยืนแข็งค้างอยู่กับที่ด้วยความตื่นตระหนก และความรู้สึกหวาดหวั่นลึกๆ ในใจที่ตรงกัน...
ศัตรูที่พวกเธอเพิ่งเผชิญหน้าไปเมื่อครู่...อาจจะเป็มหันตภัยที่น่ากลัวและทรงพลังยิ่งกว่าการ์เลนอสทุกตัวที่มนุษยชาติต่างเคยพบเจอมาในประวัติศาสตร์
ในเวลาเดียวกัน...ลึกเข้าไปในผืนป่าทึบทางตอนเหนือที่ห่างไกลออกไป
ท่ามกลางความมืดมิดสลัวและบรรยากาศอันหนาวเหน็บ ดั่งป่าช้าที่ไร้สิ่งมีชีวิต ดวงตาสีน้ำเงินเรืองแสงเย็นเยียบนับสิบคู่ของการ์เลนอส Class 2 กำลังล้อมกรอบจับจ้องไปยังร่างของเด็กหนุ่มลึกลับคนหนึ่งจากระยะห่างไกล
พวกมันไม่ได้พุ่งเข้าไปจู่โจมฉีกกระชากร่างเหมือนเหยื่อรายก่อนๆ ไม่ได้ส่งเสียงขู่คำรามประสงค์ร้าย มีเพียงสายตานิ่งสงบระคนเคารพยำเกรง ราวกับพวกมันกำลังเฝ้ารอคอย 'คำตอบ' บ่งชี้บางอย่างจากส่วนลึกของจิติญญาของเขา
เด็กหนุ่มลึกลับคนนั้นค่อยๆ เงยหน้าขึ้นช้าๆ เผยให้เห็นเพียงเสี้ยวใบหน้าคมคายที่ถูกเงามืดของผืนป่าบดบังไว้กว่าครึ่ง... ทว่า ในส่วนลึกของดวงตาคู่ซีดจางของเขานั้น กลับมีประกายแสงสีฟ้าขาวอันบิดเบี้ยววูบไหวเรืองรองขึ้นมาเพียงชั่วขณะจิต
ราวกับว่า...บัดนี้บางสิ่งบางอย่างที่หลับใหลอยู่ภายนอกจักรวาลความเป็จริง กำลังเริ่มตื่นจากการจำศีลอันยาวนานภายในร่างของเขาแล้วอย่างช้าๆ...
[จบตอนที่ 12: เงาแห่งวันพิพากษา]