ส่วนนี้เป็นการบรรยายผ่านปากของ
อุสางิซากิ
เรือนรับรองของตระกูลศศะจันทรา..
ห้องรับแขกที่เคยโอ่อ่าบัดนี้กลับเต็มไปด้วยบรรยากาศที่อึดอัดและหนักอึ้งยิ่งกว่าหินผานับพันก้อนที่ทับถมอยู่บนบ่าของข้า
ข้าเดินออกจากสนามประลองด้วยความรู้สึกที่ผสมปนเปกันไปหมด
มีทั้งความโล่งใจที่ได้ปลดปล่อย
และความเจ็บปวดที่ยังคงหลงเหลืออยู่
แต่พอข้ากลับมาที่นี่..
ข้าต้องเผชิญหน้ากับความจริงอีกครั้ง
ท่านแม่ของข้า..
ยามนี้ท่านนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้แกะสลักอย่างสง่างาม แต่ใบหน้าของนางกลับบึ้งตึงยิ่งกว่าท้องฟ้าในวันพายุโหมกระหน่ำ ดวงตาคมกริบของนางจ้องมองมาที่ข้า ราวกับจะเจาะทะลุเข้าไปในจิตใจ
“ไหน ๆ ก็แพ้แล้ว..
ซากิ..”
เสียงของท่านแม่เย็นชาจนข้ารู้สึกสะท้านไปถึงกระดูก
“เจ้าก็ควรต้องทำตามสัญญาได้แล้ว.. หมดเวลาเที่ยวเล่นไร้สาระของเจ้าแล้ว”
คำพูดของท่านแม่เหมือนคมมีดที่กรีดลงบนแผลสดของข้า..
แม้ข้าจะรู้สึกเจ็บอยู่บ้าง..
แต่ข้าได้ก็เชิดหน้าขึ้นสู้
“ขะ..ข้าไม่กลับ”
ข้าตอบกลับไปทันควัน แม้เสียงของข้ายังคงสั่นเล็กน้อย แต่ข้าก็พยายามทำให้มันมั่นคงที่สุด
“ข้าจะอยู่ฝึกที่สำนักสี่ขุนเขาต่อ”
ปึก!
เสียงฝ่ามือของท่านแม่ตบลงบนโต๊ะไม้เสียงดังสนั่น จนถ้วยชาบนโต๊ะสั่นสะเทือนจนทำให้น้ำที่อยู่ข้างในกระฉอกออกมา
“ไร้สาระ!”
ท่านแม่ตวาดลั่น ดวงตาของนางลุกวาวด้วยความโกรธ
“ในหัวเจ้ามีแต่เรื่องของหม่าเฟยใช่หรือไม่! เจ้าคิดว่าการอยู่ต่อที่นี่จะทำให้เจ้าสามารถไล่ตามมันได้จริง ๆ หรือ!”
คำพูดนั้นของท่านแม่.. มันไม่ต่างกับการยื่นมือมาตบใส่หน้าข้า..
แต่ข้านั้น..
กลับมิได้รู้สึกเจ็บเลยแม้แต่น้อย
กลับกัน..
เป็นความโกรธปะทุขึ้นในใจข้าทันที!
“จริงอยู่!”
ข้าตะเบ็งเสียงเถียงกลับไปอย่างไม่ลดละด้วยเสียงที่ดังขึ้นกว่าเดิม
และถ้อยคำที่กระจ่างมากกว่าแต่ก่อน
“จริงอยู่ว่าทั้งหมดที่ข้าทำ..
ข้ามีพี่หม่าเป็นจุดมุ่งหมาย!
ข้าอยากจะทำให้ตัวเองคู่ควรกับเขา!
ข้าอยากจะยืนเคียงข้างเขาได้อย่างสง่างาม!”
ข้าหยุดหายใจไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่ลดลง แต่เต็มไปด้วยความรู้สึกที่ลึกซึ้งกว่าเดิม
“แต่อีกเหตุผลหนึ่งที่ข้าไม่อยากกลับไปที่บ้านตระกูล..
เป็นเหตุผลที่ข้าเพิ่งได้เรียนรู้ในวันนี้..
คือข้าอยากจะโตขึ้นเป็นอุสางิซากิจริงๆ
ไม่ใช่อุสางิซากิ.. ว่าที่ผู้นำตระกูลอุสางิ!”
ข้ามองเข้าไปในดวงตาของท่านแม่ พยายามสื่อสารความรู้สึกที่แท้จริงของข้าที่อัดแน่อยู่ข้างใน
ระบายออกในคราเดียว
“หากข้ากลับไปที่บ้านตระกูล..!
ข้าจะไม่สามารถกลายเป็นซากิจริงๆ ได้!!
ข้าจะยังคงเป็นเพียงหุ่นเชิดที่ถูกเชิด..
เป็นเพียงตุ๊กตาที่ต้องทำตามคำสั่งของผู้อื่น..!
ข้าอยากจะหาเส้นทางของตัวเอง..
เส้นทางที่ทำให้ข้าสามารถเป็นตัวของตัวเองได้อย่างแท้จริง!”
ข้ารู้..
คำพูดของข้าอาจฟังดูเหมือนกับเด็กเอาแต่ใจ
แต่ข้ากลับรู้สึกว่าครานี้..
ข้าสมควรเอาแต่ใจไม่ใช่เพื่อใคร!
แต่เพื่อตัวข้าเอง!
ท่านแม่ถึงกับชะงักไปในเหตุผลนั้นของข้า
แต่เพียงชั่วครู่เท่านั้น..
ความโกรธก็กลับมาครอบงำใบหน้าของนางอีกครั้ง
“นามิ!”
ท่านแม่ตวาดลั่น พร้อมหันไปสั่งสาวใช้คนสนิทของข้าที่ยืนอยู่ข้าง ๆ
“เจ้ารีบเดินทางไปที่เมืองนพบุรี! ไปเก็บของของซากิที่สำนักกลับไปที่บ้านตระกูลอุสางิเดี๋ยวนี้!”
นามิ.. ฟุวะ นามิ สาวใช้คนสนิทของข้า..
ใบหน้าของนางถึงกับซีดเผือด สายตาของนางเกิดแววสะท้าน ก่อนที่จะมองมาที่ข้าด้วยแววตาลังเล
นางรู้ดีว่าข้าไม่อยากกลับไป..
แต่จะให้เมินคำสั่งของท่านแม่ที่เป็นถึงผู้นำตระกูลมันก็เกินกว่าที่นางจะรับไหว
ในใจของนางยามนี้คงสับสนเลือกไม่ถูก ว่าจะเข้าข้างใครดี
“เร็วเข้าสิ!
จะยืนบื้ออยู่ทำไม!”
ท่านแม่ตวาดใส่นามิอีกครั้ง ทำเอานางสะดุ้งเฮือก
“จะ..! เจ้าค่ะ..! ท่านผู้นำตระกูล!”
นามิรับคำเสียงสั่นก่อนจะหันหลังเตรียมจะเดินออกไปทางประตู
แต่ก่อนที่นามิจะได้ก้าวเท้าออกไป..
“หยุดเดี๋ยวนี้!”
เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นอย่างหนักแน่น ทำให้ทุกคนในห้องหันไปมอง
คนที่เอ่ยออกมาก็คือท่านยายของข้าที่ยืนอยู่ตรงหน้าประตู
ใบหน้าของนางยังคงดูอ่อนเยาว์อย่างเหลือเชื่อ แต่แววตาของนางกลับเต็มไปด้วยอำนาจและบารมีที่ไม่มีใครกล้าขัดขืน
ท่านแม่หันไปมองท่านยายด้วยดวงตาที่แข็งกร้าว
“ท่านป้า..
เรื่องนี้เป็นเรื่องระหว่างข้ากับลูกสาวของข้า..
ไม่ขอรบกวนท่าน”
ท่านยายเดินเข้ามาในห้องช้าๆ ดวงตาคมกริบของนางจ้องมองไปที่ท่านแม่ของข้า
ในแววนั้น..
ต่างเต็มไปด้วยการวางอำนาจที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
“แล้วถ้าเป็นคำสั่งของข้า..
ในฐานะแม่เฒ่ากระต่ายขาว..
ตำแหน่งนี้.. มันพอจะทำให้ผู้นำตระกูลอุสางิเช่นเจ้ารับฟังข้าบ้างหรือไม่?”
คำพูดของท่านยายทำให้ท่านแม่ชะงักไปอีกครั้ง
นางจ้องตาแข็งมองไปทางท่านยายอยู่หลายอึดใจ ใบหน้าของนางแดงก่ำด้วยความโกรธและความอับอาย
แต่สุดท้าย..
นางก็ทำอะไรไม่ได้
สิ่งที่นางทำ..
คือการลุกขึ้นยืนก่อนจะหันหลังกลับ..
เดินตึงตังออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงความเงียบที่น่าอึดอัด
พอท่านแม่เดินจากไป ท่านยายก็ได้ส่ายหัวเบา ๆ ก่อนจะหันมามองข้าด้วยรอยยิ้มที่อบอุ่น
“อย่างไร..
หลานรักของยาย..
ตอนนี้เจ้ามีเป้าหมายอื่นนอกจากการวิ่งไล่ตามหม่าเฟยแล้วหรือยัง?”
ข้าผงกหัวช้า ๆ ดวงตาของข้าเริ่มมีประกายแห่งความหวัง
“เจ้าค่ะท่านยาย! ข้าได้เรียนรู้หลายเรื่อง.. โดยเฉพาะเรื่องการยอมรับตัวเอง”
ข้าหยุดหายใจไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงและชัดเจน
“ข้าเรียนรู้ว่าหากคนอื่นไม่ยอมรับในตัวข้า มันก็ไม่ได้สำคัญอะไร..
ไม่ว่าจะเป็นผู้นำตระกูลคนอื่น..
ท่านแม่..
หรือกระทั่งท่าน.. ท่านยาย”
ข้ามองเข้าไปในดวงตาของท่านยาย และเห็นความเข้าใจในแววตาของนาง
“แต่ที่สำคัญคือห้ามตนเองดูถูกตนเองเป็นอันขาด..
วันนี้ซากิอาจแพ้..
แต่ถ้าแพ้แล้วยังดูถูกตนเอง..
ก็จะไม่มีวันกลับมาลบคำคนที่ดูถูกตนเองได้”
ท่านยายพอได้ยินก็ผงกหัวยิ้มกว้าง..
นางเดินเข้ามาใกล้ข้า ก่อนจะลูบหัวข้าเบา ๆ ด้วยความอ่อนโยน
“โตขึ้นมากแล้วนะหลานยาย..”
ฝ่ามือนั่นที่ลูบลงมาทำเหมือนว่าข้ายังเล็กนั่นของท่านยาย..
ทำให้ข้ารู้สึกอบอุ่นไปทั้งหัวใจ..
น้ำตาที่ข้าพยายามกลั้นไว้มาตลอด..
บัดนี้มันไม่ได้เป็นน้ำตาแห่งความเจ็บปวดหรือความอับอายอีกต่อไป
หากแต่เป็นน้ำตาแห่งความซาบซึ้งใจและความรู้สึกที่ได้เติบโตขึ้น
ข้าเงยหน้าขึ้นมองท่านยายด้วยรอยยิ้มที่แท้จริง..
รอยยิ้มที่มาจากใจ
ข้าจะกลับไปที่สำนัก..
ข้าจะฝึกฝน..
และข้าจะเติบโตเป็นอุสางิซากิที่แท้จริงให้ได้!
ไม่ใช่เพื่อไล่ตามพี่หม่าเพียงอย่างเดียว..
แต่เพื่อตัวของข้าเอง..
.
.
ส่วนนี้เป็นการบรรยายผ่านปากของ
เกี้ยม
ในห้องพักที่เงียบเกินไปจนได้ยินเสียงลมหายใจตัวเอง..
กลิ่นสมุนไพรลอยฟุ้งเหมือนจะช่วยให้ใจสงบได้
แต่เปล่าเลย..
มันไม่ได้ช่วยให้ผมหายเหนื่อยจากการฝึกแม้แต่นิดเดียว..
ฉุนจมูกเกินไปด้วยซ้ำ
ผมนั่งขัดสมาธิอยู่กลางห้อง หลับตาแน่นเหมือนเด็กพยายามหลีกหนีข้อสอบ
พลังในร่างมันไหลเวียนไม่หยุด ราวกับมีแม่น้ำทองคำซ่อนอยู่ใต้ผิวหนัง
และใช่..
มันคือปราณมาศของผม..
พลังปราณที่แม้จะเริ่มคุ้นชินแล้ว แต่ก็มีบางครั้งที่เหมือนผมจะยังไม่เข้าใจมันอย่างถ่องแท้
เจ้าตัวแสบตัวนี้..
ผมต้องฝึกมันให้เชื่อง..
แบบไม่ให้กัดมือผมซะก่อน
ผมเรียกปราณธาตุน้ำสีครามเข้มให้ไหลมาที่มือซ้าย แล้วตามด้วยปราณไฟสีแดงที่มือขวา
ผมโยกย้ายสลับไปมาราวกับเล่นจักกลิ้งเวอร์ชันทรมานตัวเอง
ความร้อนจากไฟกับความเย็นจากน้ำมันปะทะกันในตัวเหมือนทะเลาะกันไม่รู้จบ
ผมพยายามกล่อมมันให้สงบ และเชื่อง
ซึ่งมันพูดง่ายแต่ทำยากชะมัด
ถึงวันนี้ผมจะเป็นจอมยุทธ์ระดับ 'สัมผัสสรรพวิถีขั้นกลาง' แล้ว
แต่การควบคุมธาตุที่ขัดแย้งพวกนี้ให้ไม่ทะเลาะกันมันก็ยังเหมือนจับแมวกับหมาใส่กรงเดียวกัน แล้วบอกให้กอดและรักกันก็ไม่ปาน
เหงื่อที่ไหลลงตามขมับแบบไม่เกรงใจใครทำให้ยิ่งรู้สึกอบอ้าว บั่นทอนสมาธิของผม
สัญญาณนี้บ่งบอกว่าร่างผมเริ่มประท้วงขั้นสุด
หากฝึกต่ออีกนิดเดียว..
พลังสถิตอย่างหวงหลงคงได้หาเจ้านายคนใหม่..
ผมลืมตาขึ้นช้า ๆ พร้อมปาดเหงื่อที่หน้าผาก
แล้วภาพแรกที่เห็นคือหลินซินที่ยืนอยู่ข้าง ๆ พร้อมผ้าขนหนูในมือ
สีหน้าเธอเหมือนจะพูดว่า 'พอแล้วได้แล้วนายน้อย เดี๋ยวล้มฟุบอีก'
แม้ปากจะไม่พูด..
แต่เชื่อผมเถอะ..
เธอคงมีบ้างแหละที่แอบเหน็บผมอยู่ในใจ
“เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะนายน้อย?”
หลินซินรีบเดินเข้ามาหาผมพร้อมกับยื่นผ้าขนหนูให้
เสียงของเธอยังคงนุ่มละมุนเหมือนเคย
ผมรับผ้ามาซับเหงื่อที่หน้ากับคอ แล้วถอนหายใจเบา ๆ
“ดีขึ้นกว่าตอนเช้าหน่อยนึงล่ะ ขอบใจนะหลินซิน”
ผมพูดพร้อมกับใช้มือซ้ายที่ว่างอยู่เรียกปราณอัคคีลูกเล็ก ๆ ขึ้นมาที่ปลายนิ้วชี้
ก่อนจะบังคับสั่งให้ปราณธาตุนั้นขยับไล่เรียงไปตามนิ้วเหมือนกำลังเล่นเวฟ (Wave) ด้วยปลายนิ้ว
แม้การควบคุมพลังปราณธาตุผมจะดีขึ้นกว่าเดิมมากหลังจากเลื่อนระดับพลัง
แต่ก็ยังมีอาการหน่วง ๆ อยู่ในตอนที่ทำแบบนั้น
ผมกำมือของตัวเองพร้อมดับเพลิงไฟที่ปลายนิ้ว
ตอนแรกก็จะพูดเรื่องข้อบกพร่องที่ตัวเองรู้ให้หลินซินฟัง
แต่สมองดันมีคำถามโผล่ขึ้นมาก่อน
“แล้วผลประลองล่ะ?”
หลินซินยิ้มบาง ๆ แบบที่แปลตรงตัวได้ว่า 'เรื่องใหญ่แน่' แล้วตอบอย่างนุ่มนวล
“ได้ยินมาว่า.. นายน้อยซุนเข้าไปเจอกับคุณชายคิมแล้วเจ้าค่ะ”
ผมพยักหน้าเบา ๆ ไม่ได้ตกใจอะไรนัก
“อืม.. ก็ไม่เซอร์ไพรส์อะไรเท่าไหร่”
แต่ยังไม่ทันให้ผมได้ถามต่อ..
หลินซินก็พูดขึ้นต่อด้วยน้ำเสียงที่เหมือนจะพยายามกลั้นความตื่นเต้นไว้สุดชีวิต
“ได้ข่าวว่าคุณชายคิมได้ใช้วิชาแล้วเจ้าค่ะ..! เป็นครั้งแรกเลย..!
เห็นว่าเป็นปราการน้ำแข็งที่ใหญ่ขนาดสามารถคลุมสนามประลองได้ทั้งลานประลอง!”
คำพูดนั้นทำผมชะงัก..
หูมันยังไม่ทันประมวลผลด้วยซ้ำว่าฟังถูกหรือเปล่า
“หะ.. อะไรนะ? ปราการน้ำแข็งคลุมทั้งลาน?”
ผมพึมพำงง ๆ
“นี่เจ้าไม่ได้หูฝาดใช่ไหมเนี่ย?
ยัยซากิเนี่ยนะ? ถึงขั้นทำให้คิมบีโฮยอมงัดของเด็ดออกมา?”
ผมไม่ได้ดูถูกหรือมองว่าซากิอะไรนั่นไม่เก่งนะ
แต่แบบ..
นั่นคิมบีโฮเลยนะ
คิม! บี! โฮ!
หมอนั่นเป็นหนึ่งในตัวเต็งของการประลอง ที่ผ่านมาสามารถชนะคนอื่นได้โดยที่ไม่ใช้แม้แต่วิชา อาศัยพลังปราณกับกำลังโคถึกล้มคู่ต่อสู้มาหลายต่อหลายคน
แต่มันกลับเปิดวิชาออกมาในตอนที่สู้กับซากิรอบสองเนี่ยนะ?
สายตาหลินซินเริ่มมีเครื่องหมายคำถาม
“นายน้อยหมายความว่าอย่างไรหรือเจ้าคะ?”
ผมส่ายหน้าช้า ๆ
“เปล่า..
ข้าแค่ไม่คิดว่าคิมบีโฮมันจะยอมเปิดไพ่เร็วขนาดนี้
ตอนแรกก็คิดว่ามันจะใช้วิชากับโหวหวังเป็นคนแรกเสียอีก”
ผมพูดจบประโยคนั้นก็ได้ส่งผ้าคืนให้แก่หลินซิน
วันนี้ผมต้องรีบทำให้ตัวเองก้าวหน้าให้ได้มากกว่านี้
พรุ่งนี้จะได้มุ่งสมาธิไปที่การประลองระหว่างโหวหวังกับบีโฮ
แล้วยังต้องลงแข่งประลองกับตงเสวี่ยซานอีก
ชักช้าไม่ได้แล้ว!
ถึงจะเลื่อนขั้นพลังมาได้ระดับหนึ่งแล้ว..
แต่ในใจลึก ๆ ผมรู้ว่ามันยังไม่ใช่พลังที่พอจะทำให้ไอ้พี่เบิ้มอย่างตงเสวี่ยซานสะดุ้งได้หรอก
ผมนึกย้อนกลับไปถึงเฟิงป๋ายหยุ่นที่โดนกำราบจนราบ หรือจังหวะที่ยกมือขึ้นรับฝ่ามือของหมอนั่น..
ถึงจะรับไว้ได้ก็เถอะ!
แต่แรงที่ส่งมาก็เหมือนโดนค้อนปอนด์ตบแขนเข้าเต็ม ๆ
เลยรู้ได้ทันทีว่าถ้ายังอยู่แค่นี้..
มีหวังโดนมันหักคอเหมือนปลาทูที่อยู่ในเข่งแน่
นอกจากฝีปากระดับพระกาฬ (แม้จะกระจอกกว่าผม) มันยังมีระดับฝีมือที่มันสามารถพูดอะไรแบบนั้นออกมาได้ด้วย
หมอนั่นมันไม่ได้แค่เก่ง..
แต่มันรู้ว่าตัวเองเก่ง..
และนั่นแหละคือความน่ากลัว เพราะความเย่อหยิ่งของมันมาจากความสามารถจริง ๆ
ผมต้องเก่งขึ้นให้ได้..
และผมมองว่าผมสามารถแพ้ใครในงานประลองนี้ก็ได้
แต่ไม่ใช่กับมัน!
คิดได้แบบนั้นผมก็ไม่รอช้า รีบคว้าโอสถหมื่นทิพย์หกประการขึ้นมาโยนเข้าปากแบบไม่ต้องคิดมาก
โอสถสีทองละลายไวซะจนหวานขมไปทั้งปาก
รสชาติมันพิลึกดีนะ..
เหมือนกินน้ำผึ้งผสมยาอมแก้ไอเลย
ต่างตรงที่มันไม่ได้ทำให้รู้สึกชุ่มคอน่ะสิ
ผมหลับตาอีกครั้ง คราวนี้ไม่ได้หลับเพื่อพัก แต่เพื่อใช้พลังปราณเร่งดูดฤทธิ์ยาเข้าเส้นโดยตรง
พอฤทธิ์ยาไหลเข้าไปในตัวเท่านั้นแหละ..
มันแบบ..
เหมือนได้รีเฟรชชีวิตใหม่เลย! ทั้งที่เมื่อกี้ยังเหนื่อยจนอยากแผ่หลาอยู่ดี ๆ
กลับรู้สึกเหมือนได้อาบน้ำเย็นหลังตากแดดมาทั้งวัน
เส้นปราณที่เคยตึงตังอย่างกับสายเบรกจักรยานก็คลายตัวลงเหมือนโดนใครนวดให้ฟรี
และที่สำคัญ..
ผมยังเหลือยาแบบนี้อีกหลายเมล็ด..
มันพอจะทำให้ผมสามารถฝึกต่อได้ทั้งคืนแบบไม่ต้องหลับนอน
เมื่อฤทธิ์ยาทำงานได้เต็มที่..
ผมก็ได้นั่งสมาธิต่อ เพื่อดึงเอาทุกหยดพลังออกมาให้ได้มากที่สุด
ผมจะต้องเก่งขึ้นกว่านี้..
ไม่ใช่เพราะอยากเด่นอะไรหรอกนะ..
แต่อยากต่อยปากของไอ้เสวี่ยซานแล้วเอาฟันของมันมาเล่นหมากฮอตน่ะ