ร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit

    ตอนที่ 89 อีกคนหนึ่งที่จมจ่อมอยู่ภายในห้อง

            ส่วนนี้เป็นการบรรยายผ่านปากของ

            อุสางิซากิ

             

            เรือนรับรองของตระกูลศศะจันทรา..

            ห้องรับแขกที่เคยโอ่อ่าบัดนี้กลับเต็มไปด้วยบรรยากาศที่อึดอัดและหนักอึ้งยิ่งกว่าหินผานับพันก้อนที่ทับถมอยู่บนบ่าของข้า

             

            ข้าเดินออกจากสนามประลองด้วยความรู้สึกที่ผสมปนเปกันไปหมด

            มีทั้งความโล่งใจที่ได้ปลดปล่อย

            และความเจ็บปวดที่ยังคงหลงเหลืออยู่

            แต่พอข้ากลับมาที่นี่..

            ข้าต้องเผชิญหน้ากับความจริงอีกครั้ง

             

            ท่านแม่ของข้า..

            ยามนี้ท่านนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้แกะสลักอย่างสง่างาม แต่ใบหน้าของนางกลับบึ้งตึงยิ่งกว่าท้องฟ้าในวันพายุโหมกระหน่ำ ดวงตาคมกริบของนางจ้องมองมาที่ข้า ราวกับจะเจาะทะลุเข้าไปในจิตใจ

            “ไหน ๆ ก็แพ้แล้ว..

            ซากิ..”

            เสียงของท่านแม่เย็นชาจนข้ารู้สึกสะท้านไปถึงกระดูก

            “เจ้าก็ควรต้องทำตามสัญญาได้แล้ว.. หมดเวลาเที่ยวเล่นไร้สาระของเจ้าแล้ว”

             

            คำพูดของท่านแม่เหมือนคมมีดที่กรีดลงบนแผลสดของข้า..

            แม้ข้าจะรู้สึกเจ็บอยู่บ้าง..

            แต่ข้าได้ก็เชิดหน้าขึ้นสู้

             

            “ขะ..ข้าไม่กลับ”

            ข้าตอบกลับไปทันควัน แม้เสียงของข้ายังคงสั่นเล็กน้อย แต่ข้าก็พยายามทำให้มันมั่นคงที่สุด

            “ข้าจะอยู่ฝึกที่สำนักสี่ขุนเขาต่อ”

             

            ปึก!

            เสียงฝ่ามือของท่านแม่ตบลงบนโต๊ะไม้เสียงดังสนั่น จนถ้วยชาบนโต๊ะสั่นสะเทือนจนทำให้น้ำที่อยู่ข้างในกระฉอกออกมา

            “ไร้สาระ!”

            ท่านแม่ตวาดลั่น ดวงตาของนางลุกวาวด้วยความโกรธ

            “ในหัวเจ้ามีแต่เรื่องของหม่าเฟยใช่หรือไม่! เจ้าคิดว่าการอยู่ต่อที่นี่จะทำให้เจ้าสามารถไล่ตามมันได้จริง ๆ หรือ!”

             

            คำพูดนั้นของท่านแม่.. มันไม่ต่างกับการยื่นมือมาตบใส่หน้าข้า..

            แต่ข้านั้น..

            กลับมิได้รู้สึกเจ็บเลยแม้แต่น้อย

            กลับกัน..

            เป็นความโกรธปะทุขึ้นในใจข้าทันที!

             

            “จริงอยู่!”

            ข้าตะเบ็งเสียงเถียงกลับไปอย่างไม่ลดละด้วยเสียงที่ดังขึ้นกว่าเดิม

            และถ้อยคำที่กระจ่างมากกว่าแต่ก่อน

            “จริงอยู่ว่าทั้งหมดที่ข้าทำ..

            ข้ามีพี่หม่าเป็นจุดมุ่งหมาย!

            ข้าอยากจะทำให้ตัวเองคู่ควรกับเขา!

            ข้าอยากจะยืนเคียงข้างเขาได้อย่างสง่างาม!”

            ข้าหยุดหายใจไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่ลดลง แต่เต็มไปด้วยความรู้สึกที่ลึกซึ้งกว่าเดิม

            “แต่อีกเหตุผลหนึ่งที่ข้าไม่อยากกลับไปที่บ้านตระกูล..

            เป็นเหตุผลที่ข้าเพิ่งได้เรียนรู้ในวันนี้..

            คือข้าอยากจะโตขึ้นเป็นอุสางิซากิจริงๆ

            ไม่ใช่อุสางิซากิ.. ว่าที่ผู้นำตระกูลอุสางิ!”

            ข้ามองเข้าไปในดวงตาของท่านแม่ พยายามสื่อสารความรู้สึกที่แท้จริงของข้าที่อัดแน่อยู่ข้างใน

            ระบายออกในคราเดียว

            “หากข้ากลับไปที่บ้านตระกูล..!

            ข้าจะไม่สามารถกลายเป็นซากิจริงๆ ได้!!

            ข้าจะยังคงเป็นเพียงหุ่นเชิดที่ถูกเชิด..

            เป็นเพียงตุ๊กตาที่ต้องทำตามคำสั่งของผู้อื่น..!

            ข้าอยากจะหาเส้นทางของตัวเอง..

            เส้นทางที่ทำให้ข้าสามารถเป็นตัวของตัวเองได้อย่างแท้จริง!”

             

            ข้ารู้..

            คำพูดของข้าอาจฟังดูเหมือนกับเด็กเอาแต่ใจ

            แต่ข้ากลับรู้สึกว่าครานี้..

            ข้าสมควรเอาแต่ใจไม่ใช่เพื่อใคร!

            แต่เพื่อตัวข้าเอง!

             

            ท่านแม่ถึงกับชะงักไปในเหตุผลนั้นของข้า

            แต่เพียงชั่วครู่เท่านั้น..

            ความโกรธก็กลับมาครอบงำใบหน้าของนางอีกครั้ง

            “นามิ!”

            ท่านแม่ตวาดลั่น พร้อมหันไปสั่งสาวใช้คนสนิทของข้าที่ยืนอยู่ข้าง ๆ

            “เจ้ารีบเดินทางไปที่เมืองนพบุรี! ไปเก็บของของซากิที่สำนักกลับไปที่บ้านตระกูลอุสางิเดี๋ยวนี้!”

             

            นามิ.. ฟุวะ นามิ สาวใช้คนสนิทของข้า..

            ใบหน้าของนางถึงกับซีดเผือด สายตาของนางเกิดแววสะท้าน ก่อนที่จะมองมาที่ข้าด้วยแววตาลังเล

            นางรู้ดีว่าข้าไม่อยากกลับไป..

            แต่จะให้เมินคำสั่งของท่านแม่ที่เป็นถึงผู้นำตระกูลมันก็เกินกว่าที่นางจะรับไหว

            ในใจของนางยามนี้คงสับสนเลือกไม่ถูก ว่าจะเข้าข้างใครดี

             

            “เร็วเข้าสิ!

            จะยืนบื้ออยู่ทำไม!”

            ท่านแม่ตวาดใส่นามิอีกครั้ง ทำเอานางสะดุ้งเฮือก

             

            “จะ..! เจ้าค่ะ..! ท่านผู้นำตระกูล!”

            นามิรับคำเสียงสั่นก่อนจะหันหลังเตรียมจะเดินออกไปทางประตู

             

            แต่ก่อนที่นามิจะได้ก้าวเท้าออกไป..

            “หยุดเดี๋ยวนี้!”

            เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นอย่างหนักแน่น ทำให้ทุกคนในห้องหันไปมอง

            คนที่เอ่ยออกมาก็คือท่านยายของข้าที่ยืนอยู่ตรงหน้าประตู

            ใบหน้าของนางยังคงดูอ่อนเยาว์อย่างเหลือเชื่อ แต่แววตาของนางกลับเต็มไปด้วยอำนาจและบารมีที่ไม่มีใครกล้าขัดขืน

             

            ท่านแม่หันไปมองท่านยายด้วยดวงตาที่แข็งกร้าว

            “ท่านป้า..

            เรื่องนี้เป็นเรื่องระหว่างข้ากับลูกสาวของข้า..

            ไม่ขอรบกวนท่าน”

             

            ท่านยายเดินเข้ามาในห้องช้าๆ ดวงตาคมกริบของนางจ้องมองไปที่ท่านแม่ของข้า

            ในแววนั้น..

            ต่างเต็มไปด้วยการวางอำนาจที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

            “แล้วถ้าเป็นคำสั่งของข้า..

            ในฐานะแม่เฒ่ากระต่ายขาว..

            ตำแหน่งนี้.. มันพอจะทำให้ผู้นำตระกูลอุสางิเช่นเจ้ารับฟังข้าบ้างหรือไม่?”

             

            คำพูดของท่านยายทำให้ท่านแม่ชะงักไปอีกครั้ง

            นางจ้องตาแข็งมองไปทางท่านยายอยู่หลายอึดใจ ใบหน้าของนางแดงก่ำด้วยความโกรธและความอับอาย

             

            แต่สุดท้าย..

            นางก็ทำอะไรไม่ได้

            สิ่งที่นางทำ..

            คือการลุกขึ้นยืนก่อนจะหันหลังกลับ..

            เดินตึงตังออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงความเงียบที่น่าอึดอัด

             

            พอท่านแม่เดินจากไป ท่านยายก็ได้ส่ายหัวเบา ๆ ก่อนจะหันมามองข้าด้วยรอยยิ้มที่อบอุ่น

            “อย่างไร..

            หลานรักของยาย..

            ตอนนี้เจ้ามีเป้าหมายอื่นนอกจากการวิ่งไล่ตามหม่าเฟยแล้วหรือยัง?”

             

            ข้าผงกหัวช้า ๆ ดวงตาของข้าเริ่มมีประกายแห่งความหวัง

            “เจ้าค่ะท่านยาย! ข้าได้เรียนรู้หลายเรื่อง.. โดยเฉพาะเรื่องการยอมรับตัวเอง”

            ข้าหยุดหายใจไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงและชัดเจน

            “ข้าเรียนรู้ว่าหากคนอื่นไม่ยอมรับในตัวข้า มันก็ไม่ได้สำคัญอะไร..

            ไม่ว่าจะเป็นผู้นำตระกูลคนอื่น..

            ท่านแม่..

            หรือกระทั่งท่าน.. ท่านยาย”

            ข้ามองเข้าไปในดวงตาของท่านยาย และเห็นความเข้าใจในแววตาของนาง

            “แต่ที่สำคัญคือห้ามตนเองดูถูกตนเองเป็นอันขาด..

            วันนี้ซากิอาจแพ้..

            แต่ถ้าแพ้แล้วยังดูถูกตนเอง..

            ก็จะไม่มีวันกลับมาลบคำคนที่ดูถูกตนเองได้”

             

            ท่านยายพอได้ยินก็ผงกหัวยิ้มกว้าง..

            นางเดินเข้ามาใกล้ข้า ก่อนจะลูบหัวข้าเบา ๆ ด้วยความอ่อนโยน

            “โตขึ้นมากแล้วนะหลานยาย..”

             

            ฝ่ามือนั่นที่ลูบลงมาทำเหมือนว่าข้ายังเล็กนั่นของท่านยาย..

            ทำให้ข้ารู้สึกอบอุ่นไปทั้งหัวใจ..

            น้ำตาที่ข้าพยายามกลั้นไว้มาตลอด..

            บัดนี้มันไม่ได้เป็นน้ำตาแห่งความเจ็บปวดหรือความอับอายอีกต่อไป

            หากแต่เป็นน้ำตาแห่งความซาบซึ้งใจและความรู้สึกที่ได้เติบโตขึ้น

             

            ข้าเงยหน้าขึ้นมองท่านยายด้วยรอยยิ้มที่แท้จริง..

            รอยยิ้มที่มาจากใจ

            ข้าจะกลับไปที่สำนัก..

            ข้าจะฝึกฝน..

            และข้าจะเติบโตเป็นอุสางิซากิที่แท้จริงให้ได้!

            ไม่ใช่เพื่อไล่ตามพี่หม่าเพียงอย่างเดียว..

            แต่เพื่อตัวของข้าเอง..

            .

            .

            ส่วนนี้เป็นการบรรยายผ่านปากของ

            เกี้ยม

             

            ในห้องพักที่เงียบเกินไปจนได้ยินเสียงลมหายใจตัวเอง..

            กลิ่นสมุนไพรลอยฟุ้งเหมือนจะช่วยให้ใจสงบได้

            แต่เปล่าเลย..

            มันไม่ได้ช่วยให้ผมหายเหนื่อยจากการฝึกแม้แต่นิดเดียว..

            ฉุนจมูกเกินไปด้วยซ้ำ

             

            ผมนั่งขัดสมาธิอยู่กลางห้อง หลับตาแน่นเหมือนเด็กพยายามหลีกหนีข้อสอบ

            พลังในร่างมันไหลเวียนไม่หยุด ราวกับมีแม่น้ำทองคำซ่อนอยู่ใต้ผิวหนัง

            และใช่..

            มันคือปราณมาศของผม..

            พลังปราณที่แม้จะเริ่มคุ้นชินแล้ว แต่ก็มีบางครั้งที่เหมือนผมจะยังไม่เข้าใจมันอย่างถ่องแท้

            เจ้าตัวแสบตัวนี้..

            ผมต้องฝึกมันให้เชื่อง..

            แบบไม่ให้กัดมือผมซะก่อน

             

            ผมเรียกปราณธาตุน้ำสีครามเข้มให้ไหลมาที่มือซ้าย แล้วตามด้วยปราณไฟสีแดงที่มือขวา

            ผมโยกย้ายสลับไปมาราวกับเล่นจักกลิ้งเวอร์ชันทรมานตัวเอง

            ความร้อนจากไฟกับความเย็นจากน้ำมันปะทะกันในตัวเหมือนทะเลาะกันไม่รู้จบ

            ผมพยายามกล่อมมันให้สงบ และเชื่อง

            ซึ่งมันพูดง่ายแต่ทำยากชะมัด

             

            ถึงวันนี้ผมจะเป็นจอมยุทธ์ระดับ 'สัมผัสสรรพวิถีขั้นกลาง' แล้ว

            แต่การควบคุมธาตุที่ขัดแย้งพวกนี้ให้ไม่ทะเลาะกันมันก็ยังเหมือนจับแมวกับหมาใส่กรงเดียวกัน แล้วบอกให้กอดและรักกันก็ไม่ปาน

             

            เหงื่อที่ไหลลงตามขมับแบบไม่เกรงใจใครทำให้ยิ่งรู้สึกอบอ้าว บั่นทอนสมาธิของผม

            สัญญาณนี้บ่งบอกว่าร่างผมเริ่มประท้วงขั้นสุด

            หากฝึกต่ออีกนิดเดียว..

            พลังสถิตอย่างหวงหลงคงได้หาเจ้านายคนใหม่..

             

            ผมลืมตาขึ้นช้า ๆ พร้อมปาดเหงื่อที่หน้าผาก

            แล้วภาพแรกที่เห็นคือหลินซินที่ยืนอยู่ข้าง ๆ พร้อมผ้าขนหนูในมือ

            สีหน้าเธอเหมือนจะพูดว่า 'พอแล้วได้แล้วนายน้อย เดี๋ยวล้มฟุบอีก'

            แม้ปากจะไม่พูด..

            แต่เชื่อผมเถอะ..

            เธอคงมีบ้างแหละที่แอบเหน็บผมอยู่ในใจ

             

            “เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะนายน้อย?”

            หลินซินรีบเดินเข้ามาหาผมพร้อมกับยื่นผ้าขนหนูให้

            เสียงของเธอยังคงนุ่มละมุนเหมือนเคย

             

            ผมรับผ้ามาซับเหงื่อที่หน้ากับคอ แล้วถอนหายใจเบา ๆ

            “ดีขึ้นกว่าตอนเช้าหน่อยนึงล่ะ ขอบใจนะหลินซิน”

            ผมพูดพร้อมกับใช้มือซ้ายที่ว่างอยู่เรียกปราณอัคคีลูกเล็ก ๆ ขึ้นมาที่ปลายนิ้วชี้

            ก่อนจะบังคับสั่งให้ปราณธาตุนั้นขยับไล่เรียงไปตามนิ้วเหมือนกำลังเล่นเวฟ (Wave) ด้วยปลายนิ้ว

            แม้การควบคุมพลังปราณธาตุผมจะดีขึ้นกว่าเดิมมากหลังจากเลื่อนระดับพลัง

            แต่ก็ยังมีอาการหน่วง ๆ อยู่ในตอนที่ทำแบบนั้น

             

            ผมกำมือของตัวเองพร้อมดับเพลิงไฟที่ปลายนิ้ว

            ตอนแรกก็จะพูดเรื่องข้อบกพร่องที่ตัวเองรู้ให้หลินซินฟัง

            แต่สมองดันมีคำถามโผล่ขึ้นมาก่อน

            “แล้วผลประลองล่ะ?”

             

            หลินซินยิ้มบาง ๆ แบบที่แปลตรงตัวได้ว่า 'เรื่องใหญ่แน่' แล้วตอบอย่างนุ่มนวล

            “ได้ยินมาว่า.. นายน้อยซุนเข้าไปเจอกับคุณชายคิมแล้วเจ้าค่ะ”

             

            ผมพยักหน้าเบา ๆ ไม่ได้ตกใจอะไรนัก

            “อืม.. ก็ไม่เซอร์ไพรส์อะไรเท่าไหร่”

             

            แต่ยังไม่ทันให้ผมได้ถามต่อ..

            หลินซินก็พูดขึ้นต่อด้วยน้ำเสียงที่เหมือนจะพยายามกลั้นความตื่นเต้นไว้สุดชีวิต

            “ได้ข่าวว่าคุณชายคิมได้ใช้วิชาแล้วเจ้าค่ะ..! เป็นครั้งแรกเลย..!

            เห็นว่าเป็นปราการน้ำแข็งที่ใหญ่ขนาดสามารถคลุมสนามประลองได้ทั้งลานประลอง!”

             

            คำพูดนั้นทำผมชะงัก..

            หูมันยังไม่ทันประมวลผลด้วยซ้ำว่าฟังถูกหรือเปล่า

            “หะ.. อะไรนะ? ปราการน้ำแข็งคลุมทั้งลาน?”

            ผมพึมพำงง ๆ

            “นี่เจ้าไม่ได้หูฝาดใช่ไหมเนี่ย?

            ยัยซากิเนี่ยนะ? ถึงขั้นทำให้คิมบีโฮยอมงัดของเด็ดออกมา?”

             

            ผมไม่ได้ดูถูกหรือมองว่าซากิอะไรนั่นไม่เก่งนะ

            แต่แบบ..

            นั่นคิมบีโฮเลยนะ

            คิม! บี! โฮ!

            หมอนั่นเป็นหนึ่งในตัวเต็งของการประลอง ที่ผ่านมาสามารถชนะคนอื่นได้โดยที่ไม่ใช้แม้แต่วิชา อาศัยพลังปราณกับกำลังโคถึกล้มคู่ต่อสู้มาหลายต่อหลายคน

            แต่มันกลับเปิดวิชาออกมาในตอนที่สู้กับซากิรอบสองเนี่ยนะ?

             

            สายตาหลินซินเริ่มมีเครื่องหมายคำถาม

            “นายน้อยหมายความว่าอย่างไรหรือเจ้าคะ?”

             

            ผมส่ายหน้าช้า ๆ

            “เปล่า..

            ข้าแค่ไม่คิดว่าคิมบีโฮมันจะยอมเปิดไพ่เร็วขนาดนี้

            ตอนแรกก็คิดว่ามันจะใช้วิชากับโหวหวังเป็นคนแรกเสียอีก”

            ผมพูดจบประโยคนั้นก็ได้ส่งผ้าคืนให้แก่หลินซิน

             

            วันนี้ผมต้องรีบทำให้ตัวเองก้าวหน้าให้ได้มากกว่านี้

            พรุ่งนี้จะได้มุ่งสมาธิไปที่การประลองระหว่างโหวหวังกับบีโฮ

            แล้วยังต้องลงแข่งประลองกับตงเสวี่ยซานอีก

            ชักช้าไม่ได้แล้ว!

             

            ถึงจะเลื่อนขั้นพลังมาได้ระดับหนึ่งแล้ว..

             

            แต่ในใจลึก ๆ ผมรู้ว่ามันยังไม่ใช่พลังที่พอจะทำให้ไอ้พี่เบิ้มอย่างตงเสวี่ยซานสะดุ้งได้หรอก

            ผมนึกย้อนกลับไปถึงเฟิงป๋ายหยุ่นที่โดนกำราบจนราบ หรือจังหวะที่ยกมือขึ้นรับฝ่ามือของหมอนั่น..

            ถึงจะรับไว้ได้ก็เถอะ!

            แต่แรงที่ส่งมาก็เหมือนโดนค้อนปอนด์ตบแขนเข้าเต็ม ๆ

            เลยรู้ได้ทันทีว่าถ้ายังอยู่แค่นี้..

            มีหวังโดนมันหักคอเหมือนปลาทูที่อยู่ในเข่งแน่

             

            นอกจากฝีปากระดับพระกาฬ (แม้จะกระจอกกว่าผม) มันยังมีระดับฝีมือที่มันสามารถพูดอะไรแบบนั้นออกมาได้ด้วย

            หมอนั่นมันไม่ได้แค่เก่ง..

            แต่มันรู้ว่าตัวเองเก่ง..

            และนั่นแหละคือความน่ากลัว เพราะความเย่อหยิ่งของมันมาจากความสามารถจริง ๆ

            ผมต้องเก่งขึ้นให้ได้..

            และผมมองว่าผมสามารถแพ้ใครในงานประลองนี้ก็ได้

            แต่ไม่ใช่กับมัน!

             

            คิดได้แบบนั้นผมก็ไม่รอช้า รีบคว้าโอสถหมื่นทิพย์หกประการขึ้นมาโยนเข้าปากแบบไม่ต้องคิดมาก

            โอสถสีทองละลายไวซะจนหวานขมไปทั้งปาก

            รสชาติมันพิลึกดีนะ..

            เหมือนกินน้ำผึ้งผสมยาอมแก้ไอเลย

            ต่างตรงที่มันไม่ได้ทำให้รู้สึกชุ่มคอน่ะสิ

             

            ผมหลับตาอีกครั้ง คราวนี้ไม่ได้หลับเพื่อพัก แต่เพื่อใช้พลังปราณเร่งดูดฤทธิ์ยาเข้าเส้นโดยตรง

            พอฤทธิ์ยาไหลเข้าไปในตัวเท่านั้นแหละ..

            มันแบบ..

            เหมือนได้รีเฟรชชีวิตใหม่เลย! ทั้งที่เมื่อกี้ยังเหนื่อยจนอยากแผ่หลาอยู่ดี ๆ

            กลับรู้สึกเหมือนได้อาบน้ำเย็นหลังตากแดดมาทั้งวัน

            เส้นปราณที่เคยตึงตังอย่างกับสายเบรกจักรยานก็คลายตัวลงเหมือนโดนใครนวดให้ฟรี

            และที่สำคัญ..

            ผมยังเหลือยาแบบนี้อีกหลายเมล็ด..

            มันพอจะทำให้ผมสามารถฝึกต่อได้ทั้งคืนแบบไม่ต้องหลับนอน

             

            เมื่อฤทธิ์ยาทำงานได้เต็มที่..

            ผมก็ได้นั่งสมาธิต่อ เพื่อดึงเอาทุกหยดพลังออกมาให้ได้มากที่สุด

            ผมจะต้องเก่งขึ้นกว่านี้..

            ไม่ใช่เพราะอยากเด่นอะไรหรอกนะ..

            แต่อยากต่อยปากของไอ้เสวี่ยซานแล้วเอาฟันของมันมาเล่นหมากฮอตน่ะ

    คล้ายกับเรื่องร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit ที่คุณอ่าน