Gustonya Undodead ราชันจอมเขมือบ

บทที่ 232 ความลับของพี่ชาย

ความลับของพี่ชาย

 

            เมื่อกลืนกินพลังวิญญาณของราชาอสูรตัวแรกไปสัมผัสวิญญาณของกัสก็ขยายตัวขึ้นไปเป็น 315 เมตร เพิ่มขึ้นมาราวๆ 30 เมตรโดยประมาณ

            พอกินพลังวิญญาณจากราชาอสูรตัวที่สองหมดก็เพิ่มขึ้นอีก 30 เมตร กลายเป็น 345 เมตร ถึงตอนนั้นกัสก็เริ่มรู้สึกอึดอัดแล้วเขาสัมผัสได้ถึงขีดจำกัดในการขยายตัวของทะเลสาบวิญญาณของเขา

            ในตอนนี้แม้จะไม่ได้กระตุ้นให้วังวนพลังวิญญาณหมุนวนจนถึงขีดสุดอย่างที่เคยทะเลสาบวิญญาณของเขาก็เริ่มขยายตัวแล้ว

            ‘ถึงขีดจำกัดแล้วงั้นหรือ..แค่สองตัวเองนะ’

            กัสผิดหวังเล็กน้อยที่พลังวิญญาณของเขาเพิ่มขึ้นได้เพียงเท่านี้แต่เขาก็ไม่ได้คิดมากหากแต่แบ่งพลังวิญญาณส่วนหนึ่งกลับไปเก็บไว้ในช่องว่างวิญญาณก่อน

            พลังวิญญาณของกัสลดลงในทันทีอาณาเขตของสัมผัสวิญญาณก็หดตัวลงจนเหลือเพียง 300เมตรและรักษาระดับของพลังวิญญาณเอาไว้ที่ระดับนี้จวบจนกระทั่งราชาอสูรตัวสุดท้ายถูกกัสกลืนกินพลังวิญญาณลงไป

            ความผิดปกติในช่วงหลังมานี้อยู่ในสายตาของท่านหญิงโฟรเซ่นฮาร์ทตลอดเวลาไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มขึ้นที่ก้าวกระโดดของพลังวิญญาณหรือการลดลงแบบกะทันหันไปจนถึงระดับพลังวิญญาณที่คงที่จนผิดปกติ

            ดวงตาที่เย็นเยือกของท่านหญิงจ้องมองกัสไม่วางตาพลางคิดในใจถึงความลับของเด็กหนุ่มที่น่าประทับใจ

            แต่ถึงจะสงสัยมากแค่ไหนท่านหญิงโฟรเซ่นฮาร์ทก็ไม่คิดที่จะค้นหาความลับนี้แต่อย่างใดเพราะว่ากัสคือลูกเขยที่เธอเลือก

            สำหรับเธอมันไม่สำคัญว่ากัสมีความลับอะไรสิ่งเดียวที่เธอสนใจคือความลับของกัสนั้นช่วยให้ลูกสาวของเธอกลายเป็นครึ่งเทพได้หรือไม่เท่านั้น

            ‘ดูเหมือนว่าการช่วยเหลือในครั้งนี้จะไม่เสียเปล่าสินะถึงจะไม่เข้าใจว่าเด็กคนนี้ทำได้ยังไงก็เถอะแต่ข้าก็มั่นใจแล้วว่าเด็กคนนี้สามารถควบคุมพลังวิญญาณของตัวเองได้..ทั้งยังสะสมพลังวิญญาณส่วนเกินเอาไว้ได้อีกด้วย’

            หลังจากเฝ้ามองมาตลอดทั้งวันในที่สุดท่านหญิงโฟรเซ่นฮาร์ทก็มั่นใจว่ากัสสามารถช่วยลูกสาวของเธอได้จากนั้นเธอก็เดินจากไปเงียบๆโดยไม่มีใครสังเกตเห็น

            กว่าทุกคนจะรู้สึกตัวก็ตอนที่กัสลืมตาขึ้นมาหลังจากปรับสภาพพลังวิญญาณเป็นครั้งสุดท้ายบลูอายกับคริสตัลที่รอคอยกัสอยู่ก็เดินเข้าไปหากัสด้วยรอยยิ้ม

            “เหนื่อยหน่อยนะกัส..”

            “ขออภัยที่ทำให้ลำบากนะคะท่านกัส..”

            กัสยิ้มออกมาเล็กน้อยพลางส่ายหน้าปฏิเสธคริสตัลที่พยายามขอโทษเขาแทนแม่ของเธอที่มารบกวนการเลี้ยงปลาวิเศษจนทำให้กัสต้องทำงานหนักขึ้นกว่าเดิม

            “เจ้าไม่ต้องขอโทษหรอกคริสตัลข้าต่างหากละที่ต้องเป็นฝ่ายขอบคุณที่ท่านหญิงมาช่วย เจ้าอาจจะมองไม่ออกนะแต่ว่าพลังวิญญาณของข้านะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากเลย..”

            พูดแล้วกัสก็มองไปรอบๆ เพื่อมองหาท่านหญิงพอเห็นว่าไม่มีใครอยู่เขาก็เลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ       

            ถึงตอนนี้สองสาวก็เหมือนจะรู้สึกตัวและหันไปมองด้วยเช่นกันจึงรู้ว่าท่านหญิงโฟรเซ่นฮาร์ทกลับไปแล้ว

            เมื่อกัสเห็นว่าไม่มีใครอยู่และใช้สัมผัสวิญญาณตรวจสอบซ้ำอีกครั้งจนมั่นใจรอยยิ้มกรุ้มกริ่มก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของกัสทันที

            บลูอายที่สังเกตเห็นรอยยิ้มนี้ได้ก่อนใครก็รีบขยับตัวหนีแต่เธอก็ตัดสินใจช้าไปเพราะมือมารของกัสขยับไปก่อนแล้วและโอบรัดเอวที่ผอมบางของบลูอายเอาไว้จนเธอดิ้นไปไหนไม่ได้แล้ว

            คริสตัลเองก็ส่งเสียงอุทานออกมาเบาๆเมื่อมืออีกข้างของกัสโอบรัดเอวของเธอไว้เช่นกันจนทำให้ใบหน้าของหญิงสาวแดงระเรื่อขึ้นมาทันที

            “ไม่ต้องรีบๆข้ายังไม่ได้ให้รางวัลพวกเจ้าเลย..วันนี้พวกเจ้าอุตส่าห์มาให้กำลังใจข้าสามีอย่างข้าก็ต้องตบรางวัลให้พวกเจ้าอยู่แล้ว”

            บลูอายหน้าแดงขึ้นมาน้อยๆ พลางมองค้อนกัสด้วยท่าทีที่ไม่พอใจเท่าไหร่ก่อนจะถูกกัสปิดปากด้วยจูบและส่งพลังวิญญาณที่เขากลั่นกรองมาแล้วให้กับบลูอายเสียก้อนใหญ่จนบลูอายหน้าเปลี่ยนสี

            เมื่อเห็นกัสจูบกับบลูอายต่อหน้าใบหน้าของคริสตัลก็แดงก่ำขึ้นมาทันที เธอเขินจนต้องรีบหลบสายตาแต่หลังจากนั้นเพียงอึดใจ กัสก็ปล่อยมือจากบลูอายและหันมาเธอก่อนจะเชิดใบหน้าที่พยายามหลบของคริสตัลขึ้นมาและประกบริมฝีปากเพื่อมอบจูบที่วาบหวานให้กับเธอ

            คริสตัลครางออกมาเบาๆในลำคอก่อนจะเบิกตากว้างด้วยความตกใจเพราะพลังวิญญาณที่กัสมอบให้ในวันนี้มีมากกว่าทุกๆวันจนทำให้เธอตกใจ

            ทว่าคริสตัลก็มีประสบการณ์มากกว่าบลูอายมากเธอตอบรับและดูดซับพลังวิญญาณชุดนี้ไปอย่างรวดเร็วก่อนจะลืมตาขึ้นแล้วยิ้มหวานให้กับกัส

            “ขอบคุณนะคะท่านกัส..”

            “ไม่ต้องขอบคุณหรอก..พลังวิญญาณพวกนี้นะข้าได้มาเพราะการช่วยเหลือของท่านหญิงหากไม่มีเจ้าข้าคงไม่ได้รับการช่วยเหลือแบบนี้แน่”

            พูดแล้วกัสก็ก้มหน้าลงหอมแก้มของคริสตัลทั้งซ้ายขวาจนเธอหน้าแดงขึ้นมาก่อนจะพยายามเบี่ยงเบนความสนใจของกัสไปยังบลูอายที่ยังนั่งนิ่งเพื่อปรับสภาพพลังวิญญาณของเธออยู่

            กัสเองก็ยอมถูกเบนความสนใจแต่โดยดีเพราะเขาเองก็นึกเป็นห่วงบลูอายเช่นกันเพราะครั้งนี้เขามอบพลังวิญญาณให้เธอมากกว่าทุกทีจนไม่รู้ว่าเธอจะรับมันได้ไหวหรือไม่

            ทั้งสองคนเฝ้ารอบลูอายอยู่นานาหลายนาทีกว่าเด็กสาวจะลืมตาขึ้นมาพร้อมกับรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นยินดี

            “กัส! ตาบ้า!! คราวหน้าจะทำอะไรแบบนี้ช่วยบอกข้าก่อนนะ รู้ไหมว่าข้าตกใจขนาดไหน”

            แม้ปากของบลูอายจะด่าว่าเขาทว่าดวงตาและรอยยิ้มที่อ่อนหวานของเธอนั้นกลับบอกให้เขารู้ว่าเธอนั้นชอบใจของขวัญชิ้นนี้มากขนาดไหน

            กัสเองก็ยิ้มขำพลางดึงตัวบลูอายเข้ามากอด อีกมือก็กอดคริสตัลเอาไว้ทำให้สองสาวทั้งหน้าแดงและยิ้มหวานไปพร้อมๆกัน

            พวกเขาสามคนเดินโอบกันไปแบบนั้นจนกระทั่งถึงประตูมิติกัสก็ถูกคริสตัลสะกิดให้ปล่อยมือ เช่นเดียวกับบลูอายที่ตีมือเขาเบาๆจนเขาจำต้องปล่อย

            “ไม่ดีเลยนะแบบนี้ งั้นอยู่ที่นี่ต่อสักชั่วโมงดีไหมนะ”

            บลูอายยิ้มขึ้นมาทันที ก่อนจะมองค้อนไปทางกัสครั้งหนึ่งแล้วทิ้งคำพูดสั้นๆไว้ก่อนจะหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว

            “ถ้าเจ้าอยากอยู่ก็อยู่ไปคนเดียวเถอะ!”

            พูดจบบลูอายก็หนีหายเข้าไปในประตูมิติแล้วคริสตัลเองพอเห็นแบบนั้นก็ร้อนรนขึ้นมาและรีบหนีเข้าไปด้วยเช่นกันทำให้กัสทำได้เพียงไหวไหล่ที่สองสาวสนิทสนมกันและรวมหัวกันพยายามต่อต้านเขาแบบนี้

            ‘ไม่ไหวๆ อายนะอายดูเหมือนว่าข้าต้องเปลี่ยนนิสัยของเจ้าสักหน่อยแล้วไม่เช่นนั้นคริสตัลของข้าคงไม่ยอมเชื่อฟังข้าแน่แล้วแบบนี้ข้าจะเป็นสามีที่มีความสุขได้ยังไง’

            คิดได้แล้วกัสก็หัวเราะเบาๆ ก่อนจะเดินข้ามประตูมิติไปด้วยเช่นกัน

            เป้าหมายแรกของกัสคือโรงชำแหละที่ตอนนี้น่าจะมีซากของราชาอสูรกองทิ้งไว้จำนวนมากซึ่งบราวนี่คงจะกำลังชำแหละพวกมันอยู่ซึ่งกัสไม่อยากให้เธอต้องทำงานหนักอยู่คนเดียวเลยตั้งใจที่จะไปช่วย

            แต่พอไปถึงกัสก็ต้องแปลกใจเมื่อพบว่าบราวนี่นั้นไม่ได้กำลังชำแหละซากราชาอสูรอย่างที่เขาคิดแต่กำลังเก็บชิ้นส่วนของราชาอสูรที่ถูกชำแหละแล้วเก็บเข้าไปในโรงเก็บของโรงชำแหละ

            “ท่านกัส..วันนี้ดูเหมือนจะได้มาเยอะกว่าทุกวันนะคะ”

            “อ่า..พอดีได้ท่านหญิงช่วยนะ มันเลยได้เยอะกว่าปกติว่าแต่..นี้ฝีมือเจ้าหรือบราวนี่”

            กัสมองไปยังชิ้นส่วนของราชาอสูรที่ถูกชำแหละออกมาเป็นชิ้นๆ ด้วยความแปลกใจพอมองดูจากสภาพแล้วเขาก็พบว่ามันไม่ได้รับการชำแหละที่ดีนักแต่ก็ถูกตัดแบ่งเป็นชิ้นๆ จนสามารถนำไปใช้ทำอาหารได้แล้ว

            เทียบกันแล้วฝีมือการชำแหละในวันนี้ยังด้อยกว่าฝีมือของบราวนี่อยู่ช่วงใหญ่จึงทำให้กัสแปลกใจเล็กน้อย

            “ไม่ใช่หรอกค่ะทั้งหมดนี้เป็นฝีมือของท่านหญิงโฟรเซ่นฮาร์ทนะคะ พอข้ามาถึงที่นี่ข้าก็เห็นท่านหญิงสะบัดมือไปมาแล้วซากราชาอสูรก็แยกเป็นชิ้นๆ แบบนี้แล้วละคะ”

            “แบบนี้เอง..ข้าต้องขอบคุณนางแล้วนะละที่ช่วยให้เจ้าไม่ต้องเหนื่อย..มาเถอะให้ข้าช่วย”

            บราวนี่ยิ้มหวานตอบรับการช่วยเหลือของกัสโดยไม่พูดอะไร ไม่นานนักทั้งสองก็ช่วยกันเก็บชิ้นส่วนของราชาอสูรไว้ในโรงเก็บของโรงชำแหละและเลือกเนื้อส่วนหนึ่งที่ดูดีที่สุดไปทำมื้อเย็นของวันนี้ให้กับทุกคน

            มื้อเย็นของวันนี้จึงดูดีกว่าวันอื่นๆเล็กน้อยเพราะเนื้อที่ใช้ในวันนี้เป็นเนื้อที่มาจากราชาอสูรระดับเตรียมครึ่งเทพ

            ซึ่งจริงๆแล้วมื้อเย็นของวันก่อนๆ ก็ใช้เนื้อจากราชาอสูรระดับเตรียมครึ่งเทพเช่นกันแต่เพราะต้องแบ่งเนื้อส่วนนั้นไปทำอาหารเหลวด้วยทำให้ปริมาณเนื้อที่ได้จากราชาอสูร 2 ตัวไม่สามารถกินได้ตลอดทั้งอาทิตย์ สุดท้ายก็ต้องกินเนื้อจากราชาอสูรระดับปกติที่เกิดจากพลังวิญญาณของกัสซึ่งเทียบกับเนื้อของราชาอสูรระดับเตรียมครึ่งเทพไม่ได้เลย

            พอได้ทานเนื้อราชาอสูรระดับเตรียมครึ่งเทพอีกรอบทุกคนก็เลยกินกันมากกว่าปกติเล็กน้อยจนทำให้อิ่มกันจนลุกไม่ไหวอีกครั้ง

            แต่ละคนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ด้วยท่าทีที่ดูจะมีความสุขและทรมานในเวลาเดียวกันจนทำให้กัสยิ้มขำน้อยๆกับความชอบของทุกคนที่ดูเหมือนจะติดต่อมาจากเขา

            ยิ่งมองดูกัสก็ยิ่งมีความสุขและเขายังแอบสังเกตเห็นด้วยว่าสาวๆของเขานั้นดูเหมือนจะอวบขึ้นมาเล็กน้อยหลังจากกินเนื้อราชาอสูรติดต่อกันมาเป็นอาทิตย์ๆแบบนี้

            ซึ่งแน่นอนว่ากัสยังรักชีวิตของเขาอยู่เขาเลยไม่พูดถึงเรื่องนี้ออกไป นอกจากช่วงที่เริงรักกันอย่างร้อนแรงเท่านั้นที่เขาจะเผลอบีบเคล้นก้นที่อวบอั๋นของสาวๆเล่นบ้างเป็นบางครั้ง

            แต่สาวๆที่อวบขึ้นโดยมากก็เป็นสาวใหญ่อย่างซีต้าและบราวนี่เสียมากกว่าเพราะพวกเธอนั้นได้ออกกำลังน้อยกว่าเด็กๆ

            ซีต้านั้นทำงานนั่งโต๊ะทำให้การออกกำลังกายของเธอน้อยกว่าทุกๆคน ยิ่งตอนหลังมีคนมารับงานทำผักดองแทนเธอด้วยแล้วเธอก็แทบไม่ได้ทำงานที่ออกแรงอะไรเลย

            ไม่น่าแปลกที่เธอจะอวบขึ้นอย่างรวดเร็วแต่ปรมาจารย์ผู้รักษาอย่างซีต้าก็มีเคล็ดลับพิเศษอยู่แล้วอาการอวบของเธอจึงไม่รุนแรงอะไรนัก

            ส่วนบราวนี่นั้นหลังจากถูกกัสบีบเคล้นก้นอวบๆของเธอเล่นไปหลายครั้ง เขาก็สัมผัสได้ว่าก้นของเธอแน่นขึ้นและดูผอมลงอย่างเห็นได้ชัดหลังจากวันนั้น

            ซึ่งแน่นอนว่ากัสไม่ถามแต่บราวนี่ก็มักจะหน้าแดงก่ำทุกครั้งที่เขาสัมผัสกับก้นของเธอ

            ส่วนเด็กๆนั้นเหมือนจะไม่มีปัญหาเท่าไหร่เพราะยังอยู่ในวัยที่สดใสร่าเริงและชอบวิ่งเล่นทำให้พลังงานส่วนเกินถูกเผาผลาญไปอย่างง่ายดาย

            โดยเฉพาะเผ่าอสูรที่มีระบบเผาผลาญที่ดีเยี่ยมจึงไม่มีปัญหาทั้งยังได้ประโยชน์หลายต่อ ไม่ว่าจะเป็นการฝึกฝนวิชาต่างๆที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นจากสารอาหารที่มีประโยชน์ในเนื้อราชาอสูร

            ผลลัพธ์ที่ได้จึงมีแต่เรื่องดีๆที่ไม่มีปัญหาอะไรที่ทำให้ลำบากใจ

            คนเดียวที่เหมือนจะมีปัญหาก็มีเพียงน้องสาวคนโตของเขาที่รับงานวาดลวดลายลงบนเครื่องปั้นดินเผางานวาดรูปนั้นใช้เพียงมือและไม่ได้ขยับตัวมากทำให้พลังงานที่เผาผลาญไปได้มีน้อยกว่าน้องสาวคนอื่นๆที่ชอบเคลื่อนไหว

            ท้ายที่สุดเด็กสาวก็ดูเหมือนจะรู้สึกตัวว่าช่วงเอวของเธอนั้นขยายใหญ่ขึ้นจนสัมผัสได้ถึงได้มีสีหน้าแปลกๆตอนที่แต่งตัวจนกัสแอบยิ้มน้อยๆ ให้กับท่าทางที่ดูเหมือนหญิงสาวซึ่งกำลังสนใจรูปร่างของตัวเอง

            ช่วงเวลานั้นกัสก็คิดขึ้นมาได้ว่าในที่สุดน้องสาวของเขาก็โตเป็นสาวแล้วจริงๆ

            ไม่ใช่แค่ร่างกายแต่รวมถึงจิตใจด้วยเผ่าอสูรมักจะมีการเจริญเติบโตทางร่างกายที่รวดเร็วกว่าเผ่ามนุษย์ในขณะที่จิตใจนั้นจะเจริญเติบโตได้ช้ากว่าเพราะเผ่าอสูรมักจะพึ่งพาสัญชาตญาณเป็นสำคัญ

            การที่เด็กสาวเริ่มรักสวยรักงามและใส่ใจกับรูปร่างหน้าตาของตัวเองเช่นนี้ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าเธอนั้นโตเป็นสาวแล้วจริงๆ

            กัสที่นั่งรออยู่บนเตียงนอนพลางดูน้องสาวที่กำลังเตรียมตัวอยู่หน้ากระจกก็อมยิ้มน้อยๆจนทำให้น้องสาวของเขาสังเกตเห็นรอยยิ้มจากเงาสะท้อนในกระจกได้

            เด็กสาวหันกลับมายิ้มหวานให้กัสพลางสอบถามด้วยความประหลาดใจ

            “วันนี้มีอะไรดีๆ เกิดขึ้นหรือคะท่านพี่ ทำไมวันนี้มองน้องแล้วยิ้มแบบนี้ละคะ”

            “ไม่มีอะไรหรอกน้องข้า..ข้าแค่รู้สึกว่าวันนี้เจ้าดูสวยเป็นพิเศษนะ..มานี่เถอะสาวน้อยไม่ต้องแต่งสวยแล้ว ข้าอยากจะโอบกอดเจ้าแล้ว”

            พวงแก้มของน้องสาวคนโตแดงขึ้นมาทันทีเธอยิ้มหวานให้กับพี่ชายของเธอก่อนจะลุกขึ้นอย่างจำใจและเดินเข้าไปหาพี่ชายก่อนจะถูกดึงเข้าไปในอ้อมกอด

            กัสไม่ได้รีบร้อนเปิดศึกรักกับน้องสาวของเขาเหมือนก่อนหน้านี้อีกน้องสาวของเขาเองก็ไม่ได้มีท่าทีที่ตื่นเต้นและเร่าร้อนเหมือนตอนที่เพิ่งจะสัมผัสกับรสชาติของกามอารมณ์อีก

            ทั้งสองกอดกันอยู่แบบนั้นนานสองนานสัมผัสกับเสียงของหัวใจที่เต้นระรัวของกันและกันด้วยความรู้สึกที่สงบและมีความสุข

            กัสโอบกอดน้องสาวเอาไว้พลางลูบไล้ไปมาอย่างช้าๆลูบคลำหน้าอกที่ใหญ่ขึ้นกว่าเมื่อก่อนของน้องสาวแล้วแอบยิ้มด้วยความภาคภูมิใจเพราะหน้าอกคู่นี้ใหญ่โตขึ้นกว่าเดิมมากเพราะฝีมือการนวดของเขา

            น้องสาวคนโตเองก็เหมือนจะรู้ว่าพี่ชายของเธอชอบหน้าอกเป็นพิเศษเธอจึงปล่อยให้เขาบีบเคล้นมันเล่นตามใจพลางส่งเสียงครางเบาๆ ด้วยความสุขสมจากสัมผัสที่อ่อนโยนนุ่มนวล

            “ท่านพี่..วันนี้น้องได้ยินมานะคะ ว่าลูกสาวของมิโดริใกล้จะเกิดแล้วหรือคะ”

            คำถามที่หาได้ยากนี้ทำให้กัสแปลกใจเล็กน้อยมือที่ขยับไปตามหน้าอกของน้องสาวหยุดลงไปชั่วขณะก่อนจะลดลงไปอยู่ที่หน้าท้องของเด็กสาวพลางลูบขึ้นลงแถวๆสะดือที่น่ารักจนเด็กสาวบิดตัวเกร็งเป็นช่วงๆ

            “อืม..ใกล้แล้วละ แต่เมื่อไหร่นั้นข้าก็ไม่รู้เหมือนกันแต่คิดว่าน่าจะเร็วกว่ากำหนดอยู่นะ”

            ชั่วขณะนั้นสีหน้าของเด็กสาวก็เปลี่ยนไปโดยที่กัสไม่ทันสังเกตเห็นเพราะความสนใจของเขามุ่งไปยังส่วนของหน้าท้องที่แบนราบกับหน้าอกที่อวบอิ่มของเด็กสาวอยู่

            แต่เมื่อน้องสาวคนโตของเขาลดมือลงมากุมมือของเขาไว้พร้อมกับเงยหน้าขึ้นมาสบตาเขาตัวเขาถึงได้สังเกตเห็นดวงตาที่แฝงไว้ด้วยความตัดพ้อของเด็กสาว

            “แล้วเมื่อไหร่..น้องถึงจะมีโอกาสแบบนั้นบ้างละคะท่านพี่..”

            น้ำเสียงตัดพ้อที่เต็มไปด้วยความน้อยใจนี้ทำให้หัวใจของกัสสั่นกระตุกอย่างรุนแรงเขานิ่งอึ้งไปชั่วขณะเพราะไม่คิดว่าน้องสาวที่เขารักจะถามเขาด้วยน้ำเสียงแบบนี้

            มือของเด็กสาวที่กุมมือของเขาไว้สั่นไหวอยู่ตลอดเวลาทว่ากัสกลับเพิ่งสังเกตเห็นได้ในตอนนี้เอง เขาสับสนอยู่ชั่วครู่ก่อนจะกลายเป็นความรู้สึกผิดที่ทำให้น้องของเขาต้องรอคอย

            “เจ้า..อยากมีลูกแล้วหรือ..”

            “น้อง..น้องอยากมีลูกให้ท่านพี่ค่ะน้องอยากเป็นคนแรกที่มีลูกให้กับท่านพี่..ไม่ได้หรือคะ หรือว่า..น้องขอมากเกินไป..”

            กัสส่ายหน้าน้อยๆ ด้วยความรู้สึกผิด เขายิ้มออกมาด้วยความอ่อนโยนพลางโอบกอดน้องสาวเอาไว้แนบอกเพื่อปลอบโยนหัวใจที่ผิดหวังของเด็กสาว

            “ไม่หรอก..เจ้าไม่ได้ขอมากไป แต่ข้าต่างหากที่คิดมากไปและไม่ได้บอกเจ้าว่าทำไมข้าถึงไม่ยอมมีลูกกับเจ้าสักที”

            หัวใจของเด็กสาวสั่นสะท้านขึ้นมาเพราะคำตอบนี้คำตอบที่เธอพยายามคาดเดามาตลอด

        แต่เธอก็พยายามหลีกเลี่ยงมันด้วยการหันมาสงสัยตัวเองว่าร่างกายของเธอนั้นมีปัญหาใช่หรือไม่เพราะว่าพี่ชายกับเธอนั้นเริงรักกันอย่างเร่าร้อนกันแทบทุกคืนทว่าเธอก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะตั้งครรภ์อย่างที่ใจหวัง

            ด้วยความสงสัยเธอจึงเคยแอบไปหาซีต้าเพื่อขอคำปรึกษาเธอถึงได้รู้ว่าเหตุผลที่เธอยังไม่ตั้งครรภ์นั้นเป็นเพราะพี่ชายของเธอใช้วิชาประจำตระกูลสกัดกั้นพลังชีวิตของตัวเองเอาไว้ทำให้เชื้อของเขาที่ปลดปล่อยเข้ามาในมดลูกของเธอไม่มีพลังชีวิตแฝงอยู่

        เมื่อไร้ซึ่งพลังชีวิตเชื้อเหล่านั้นก็ไม่อาจกลายเป็นชีวิตใหม่ได้จึงทำให้เธอไม่สามารถตั้งครรภ์ได้แม้ว่าสภาพร่างกายของเธอจะสมบูรณ์แข็งแรงแค่ไหนก็ตาม

            แต่ถึงจะรู้ว่าต้นเหตุนั้นไม่ได้มาจากร่างกายของเธอแต่เมื่อได้ยินจากปากของพี่ชายเธอก็ยังรู้สึกเจ็บและสับสน

            กัสสัมผัสได้ถึงร่างกายที่สั่นไหวและหยาดน้ำตาที่ไหลซึมออกมาจากดวงตาของน้องสาวเขาฝืนยิ้มด้วยความเจ็บปวดก่อนจะตัดสินใจบอกความจริงทั้งหมดให้เธอได้ฟัง

            เขาค่อยๆเล่าถึงความลับที่เขาเก็บซ่อนเอาไว้ ความจริงที่น่าเขาได้ย้อนเวลากลับมาอีกครั้งและเป้าหมายที่เขาปรารถนาในชีวิตใหม่นี้

            เด็กสาวนิ่งฟังไปด้วยความสับสนแต่เมื่อกัสพูดถึงลูกสาวของเธอกับเขาที่ตายจากไปในชีวิตที่แล้วหัวใจของเด็กสาวก็บีบรัดด้วยความเจ็บปวด

            เธอสับสนและไม่เข้าใจเพราะเรื่องที่เขาเล่าให้ฟังมันยากเกินกว่าที่จะเชื่อได้

            แต่เมื่อเธอได้สบเข้ากับดวงตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดของพี่ชายเธอก็ตระหนักว่าคำพูดทั้งหมดนี้คือความจริง มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง

            ทันทีที่ตระหนักถึงความจริงนี้ได้ความสงสัยที่เธอพยายามมองข้ามไปก็ประดังขึ้นมาในหัวใจของเธอ

            ความสงสัยที่ว่าทำไมพี่ชายของเธอถึงได้เปลี่ยนไปมากขนาดนี้ทำไมพี่ชายถึงมีความรู้ความสามารถที่น่าทึ่งแบบนี้แล้วทำไม อยู่ๆพี่ชายถึงใช้พลังของตัวเองได้อย่างชำนาญแบบนี้ทั้งที่ตลอดเวลาที่ผ่านมาพี่ชายของเธอเอาแต่ปฏิเสธพลังของตัวเองมาตลอด

            ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เธอเคยสงสัยแต่เธอก็บอกตัวเองเสมอว่าไม่จำเป็นต้องสนใจเพราะพี่ชายของเธอนั้นสุดยอดเสมอ

            แต่ก็มีเพียงเธอเท่านั้นที่รู้ว่าตัวเธอสงสัยมาตลอดหากแต่เก็บงำความสงสัยเอาไว้ในใจเพียงเพราะพี่ชายของเธอยังเป็นพี่ชายที่เธอรักที่สุดไม่เปลี่ยนแปลง

            เมื่อส่วนนี้ไม่ได้เปลี่ยนไปเธอจึงปลอบโยนตัวเองได้สำเร็จและสามารถเก็บซ่อนความสงสัยทั้งหมดเอาไว้ได้อย่างเป็นธรรมชาติจนแม้แต่ตัวเธอเองก็ยังคิดว่าเธอนั้นหมดสิ้นความสงสัยไปแล้ว

            จนกระทั่งวันนี้ช่วงเวลานี้หลังจากได้ฟังเรื่องเล่าจากปากของพี่ชายเรื่องเล่าที่เล่าออกมาด้วยน้ำเสียงที่เจ็บปวด ความจริงที่อาจจะเกิดขึ้นหากอนาคตไม่เปลี่ยนแปลงรวมไปถึงเรื่องของหายนะที่กำลังจะเกิดขึ้นกับดันเจี้ยนแห่งนี้ในอนาคต

            แม้กระทั่งเหตุผลที่พี่ชายของเธอไม่ยอมให้เธอมีลูกก็มาจากเหตุผลนี้ด้วยเช่นกัน

            “เจ้าเข้าใจหรือไม่น้องข้า..ไม่ใช่ว่าข้านั้นไม่ปรารถนาที่จะมีลูกกับเจ้าแต่ข้าไม่อยากมีลูกในตอนที่ข้ายังแข็งแกร่งไม่พอ..ข้าไม่อยากสูญเสียลูกไปเพราะความอ่อนแอของข้าอีกแล้ว”