【Perfect Life】

    27 – ป่วยซะแล้ว

    27 – ป่วยซะแล้ว

            แฟชั่นโชว์กลายเป็นสิ่งที่พลิกวงการเหล่าช่างทำเสื้อผ้าเป็นเหมือนพื้นที่ในการพิสูจน์ความสามารถของพวกเขา หลังจากเจ้าของร้านเสื้อผ้ากลับไปยังเมืองหลวงก็ได้ทำการป่าวประกาศเรื่องของแฟชั่นโชว์ทุกคนต่างให้ความสนใจและเข้าชมกันอย่างล้นหลาม

            แต่เพราะสนใจมากเกินไปจนมีปัญหาตามกันหลายเรื่องด้วยกัน

            ปัญหาหนักสุดคงไม่พ้นเรื่องการแบ่งแยกชนชั้นพวกชนชั้นสูงบางคนรังเกียจที่จะเข้ามานั่งกับพวกคนธรรมดาตามที่พริสทีนบอกไว้จนต้องให้นั่งที่เฉพาะของพวกชนชั้นสูง

            รองลงมาคือปริมาณช่างทำเสื้อผ้าที่ต้องการเข้าร่วมแฟชั่นโชว์นั้นมีเยอะในปริมาณหนึ่งจึงต้องทำการออกกฎหลังจากปรึกษากับพริสทีน

            ข้อที่ 1. ชุดทั้งหมดต้องเป็นการออกแบบแบบใหม่ที่ไม่เคยเห็นมาก่อนและมีความน่าสนใจในระดับหนึ่ง

            ข้อที่ 2.ต้องส่งมาเป็นภาพออกแบบเท่านั้นเพื่อไม่ให้เสียเวลาในการทำชุด โดย 1คนให้ทำมาทั้งหมด 10 แบบและเย็บเล่มรวมกัน

            ข้อที่ 3. จัดงานเดินแบบได้ 2ครั้งต่อ 1 เดือน เพื่อสะดวกต่อช่างในการเปลี่ยนโรงละครมาเป็นที่แสดงแฟชั่นโชว์

            ข้อที่ 4. ผู้ที่ต้องการส่งภาพออกแบบมานั่นไม่จำเป็นจะต้องเป็นช่างเสื้อผ้าเสมอไปแต่ต้องทำอยู่ในร้านขายเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายเป็นพนักงายขายเสื้อผ้าก็ได้ทั้งสิ้น

            ปัญหาหลายๆอย่างที่ตามมาทำเอาวุ่นวายไปหมดจนเจ้าของร้านของมาขอร้องพริสทีนกับชิอินะให้มาช่วยอยากปฏิเสธแต่ก็สงสารจนต้องยอมช่วยแค่ครั้งนี้

            กองเอกสารภาพออกแบบจากเหล่าช่างเสื้อที่ถูกส่งมากองโตเยอะซะจนปิดหน้าปิดตาขอบเขตวันการตรวจสอบก็แสนจะจำกัด แถมเธอยังมีภารกิจประจำทั้งออกล่าและคิดสูตรอาหารให้ร้านเนส เวลานอนพักประมาณ 4 ชั่วโมงต่อวัน

            และการโหมงานโดยไม่ดูแลร่างกายส่งผลให้...

            “ก็บอกแล้วไง....”เดฟไกส์กำหมัดแน่นจนมือสั่นไปหมด “ว่าคนป่วยน่ะให้นอนพักไปนิ่งๆน่ะห๊า!!!!!!!!!!!!!!!!!”

            เสียงตะคอกดังลั่นออกไปนอกร้านทำเอาลูกค้าที่แวะเข้ามาต่างก็สะดุ้งตกใจกันยกใหญ่บ้างก็หาว่ามีปัญหาทะเลาะหรือเกิดการระเบิดลงอะไรขึ้นหรือไม่ทำเอาพวกพนักงานต้องคอยไกล่เกลี่ยว่ากำลังห้ามปรามคนป่วยแต่กลับดื้อทำงานเท่านั้น

            เนื่องจากฝืนทำงานหนักจนทำให้เธอป่วยหนัก

            “กะ...ก็มัน....”

            “ไม่มีก็มันอะไรทั้งนั้นแหล่ะ!!”ไลรอนขึ้นเสียงใส่เป็นครั้งแรก โยนผ้าห่มสองผืนทับไม่ให้ขยับได้ ถ้าทุกทีคงขยับได้แต่ครั้งนี้เรี่ยวแรงหายถึงขั้นผ้าห่มยังขยับออกไม่ได้

            “แค่เขียนก็ไม่ไหวแล้วยังไงจะหาเรื่องอีก!!เตือนแล้วใช่ไหมยัยเบื้อก!!!! ว่าแค่กินยาอย่างเดียวมันไม่ได้น่ะห๊ะ!!!!!”ฟีเรแทบจะเขกหัวเธออย่างทุกที ถ้าไม่ติดว่าป่วยอยู่

            ผู้ช่วยอย่างชิอินะน็อกไปตั้งแต่ 3 วันก่อน

            สเตลล่าเองก็อยากช่วยแต่เอลฟ์สาวตัวน้อยก็ใช่ว่าจะเก่งมากนักเพราะชุดแต่ละแบบมีส่วนเหมือนกันเยอะจนหัวหมุนต้องขอถอนตัวไป

            เดฟไกส์ ฟีเร ไลรอนยิ่งแล้วใหญ่ เนสเองก็ต้องดูแลร้านเคออสที่เป็นความหวังในการช่วยเหลือก็ดันมาติดการประชุมของเหล่ามังกรดำยังไม่กลับมาหวยจึงมาลงพริสทีนที่ต้องจัดการงานที่เหลือ...

            “ฝืนมากเกินไปเดี๋ยวไม่ดีต่อร่างกายนะจ๊ะ...”สตเลล่าบิดผ้าชุบน้ำหมาดๆเช็ดหน้าพริสทีนก่อนพับโปะบนหน้าผาก

            “ขอโทษ... แต่ถ้าไม่ทำ... ก็ไม่มีใครทำนี่นา...”

            “มันก็จริงแต่เจ้าก็ควรคำนึงถึงร่างกายตัวเองซะบ้าง!! นอนแค่นั้นจะไปทำงานไหวได้ไงห๊ะ!อาหารก็กินแค่ขนมปังก้อนเดียว!!!”

            “งือ... ขอโทษ...” จ๋อยกับเสียงของเดฟหนักกว่าเดิม

            “เอาเป็นว่าชุดพวกนี้เดี๋ยวพวกช้ารับหน้าที่ต่อเองนอนพักซะ”

            “ขอบคุณ...นะ...ไ...ล...ร...อ.....”

            สเตลล่ายกผ้าห่มอีกผืนออก จัดให้อีกฝ่ายนอนดีๆ“ดูเหมือนจะหลับไปแล้วล่ะจ้ะ”

            “ให้ตายสิ...ข้ายกเจ้ากองนี้ไปให้ชิอินะก่อนล่ะ”

            “เดี๋ยวกองนี้ข้ากับสเตลล่าทำส่วนเจ้าทำกองนั้นนะเดฟไกส์”

            “เฮ้ๆเจ้ากองนี้มันเยอะสุดเลยไม่ใช่รึไง..!!”กระซิบ(?)

            “ถ้าไม่ช่วยเดี๋ยวพริสทีนเสียใจนาถ้าไม่ไหวก็ยอมแพ้ไปซะ~”

            “ไม่ยอมเฟ้ย!!”

            เดฟไกส์จำต้องแบกกองงานออกไปตามด้วยคนอื่นๆจนในห้องเหลือแค่เธอนอนหลับอยู่เพียงลำพังซ่า--- เสียงเม็ดฝนหล่นกระทบหลังคาบ้านและหน้าต่างดังเปาะแปะไม่นานก็กระหน่ำรุนแรงยิ่งขึ้น ทำให้อากาศค่อนข้างเย็นสบาย

            ถึงเด็กสาวจะนอนหลับแต่ก็ส่งเสียงอู้อี้เหมือนหายใจไม่ออกครั่นเนื้อครั่นตัวไปหมด

            อึดอัดจนต้องตื่น หอบหายใจด้วยความทรมาน

            ...ทำไม... ทรมานขนาดนี้..

            > ไนกี • ทำการวิเคราะห์ • คำตอบ: เดิมที[โฮมุนครุส] นั้นมีร่างกายอ่อนแอ ทำให้มีชีวิตอยู่ได้ไม่นานถึงแม้ท่านจะเป็นแบบดัดแปลงพันธุกรรมตัดต่อนับครั้งไม่ถ้วนแล้วก็ตามก็ยังคงอ่อนแอดังนั้นการโหมงานหนักจนร่างกายไม่ได้พักผ่อนเลยอาจทำให้ท่านทรมานจนเกือบตายทั้งเป็นปริมาณความร้อนของร่างกายตอนนี้อยู่ที่ 41.5 องศาเซลเซียสและอาจเพิ่มมากขึ้นถือว่าอยู่ในระดับอันตราย หากเป็นทุกทีคงมีโรคแทรกซ้อนแต่ร่างกายของท่านถูกดัดแปลงมาจึงทำให้เป็นไข้สูงเท่านั้นและเพราะอาการป่วยรุนแรงทำให้มานาในร่างท่านไม่สเถียร จึงไม่สามารถใช้เวทย์รักษาตนเองได้

            ...41.5 องศา นั่น...รุนแรงมากเลยนะน่ะ...

            ครั้งที่เป็นไข้แต่ไม่หนักขนาดนี้เท่าที่จำได้น่าจะเป็นช่วงประถมกับวัยทำงานตอนประถมครั้งนั้นยังมีแม่อยู่ข้างกาย คอยเช็ดตัว ร้องเพลงกล่อมให้กำลังใจทั้งน้ำตาพร่ำบอกว่าอย่างทิ้งแม่ไป

            แต่เมื่อโตขึ้นไม่มีแม่หรือใครอยู่เคียงข้างนอนโดดเดี่ยวด้วยความทรมานจากการฝืนร่างกายทำงานที่ไม่ชินเมื่อแก่ตัวลงก็ต้องพยายามลากสังขารไปหาหมอยาไม่มีเงินแม้แต่จะเข้าโรงพยาบาลเพราะต้องเจียดเงินไปจ่ายเจ้าหนี้

            ภาพเก่าๆย้อนกลับมาจนอดดีใจหนักกว่าเดิมไม่ได้ที่ตอนนี้มีชีวิตดีขึ้นจนเหมือนกับอยู่ในความฝัน....

            > ไนกี • ทำการวิเคราะห์ • คำตอบ:ข้าคิดว่าท่านควรนอนพักผ่อน หากท่านเป็นอย่างนี้คนอื่นอาจจะเป็นกังวลได้

            ....อือ... ขอบคุณนะ... ได้แต่นึกในใจก่อนผล็อยหลับไปอีกครั้ง

    •

            “ชุดนี้น่ารักจัง~”

            “ปากชมแต่ขยับมือด้วยเทียร่า!!”

            เนื่องจากกองเอกสารเยอะเกินทำให้ท่านไลแคนสีครามต้องยกกองงานกลับมาให้พวกดรายแอดกับไลแคนตนอื่นที่ชอบแต่งตัวเป็นผู้ช่วยเดิมทีเสนอวิธีนี้ให้พริสทีนแต่โดนปฏิเสธ

            “จ้าๆ จะว่าไปพริสทีนอาการดีขึ้นรึยัง?”

            “ยังหนักอยู่ เพราะเอาแต่ทำงานนั่นแหล่ะ”บ่นๆระหว่างคัดเลือกภาพออกแบบ

            วิธีการเลือกของเดฟไกส์คืออันไหนถูกใจก็ให้ผ่านหมด

            “จะว่าไป...ตั้งแต่ไหนแต่ไรเด็กคนนั้นเวลาทำงานส่วนตัวทีไรไม่ยอมให้คนอื่นช่วยเหลือด้วยนี่นะ”

            “ตามนั้นแหล่ะ...ดูเหมือนจะยังไม่ยอมเปิดใจให้ข้ากับเจ้าพวกนั้นอย่างเต็มที่น่าจะมีเรื่องฝังใจเกี่ยวกับการทำงานพอควร”

            เขาพอเดาได้จากการร่วมงานกันมาตลอดหากเป็นงานที่มีแต่เธอทำได้ก็จะทำเพียงลำพังและหนักสุด

            เพราะงั้นงานส่วนที่แบ่งให้ชิอินะก็แค่ 1 ใน 4เท่านั้น

            “เตือนกี่ครั้งก็ไม่เคยฟังเลยให้ตายสิ”

            “ท่านเดฟไกส์ข้าเคยเจอมนุษย์ที่คล้ายกับนางเมื่อนานมาแล้วนะครับ” ไลแคนตนหนึ่งพูดขึ้นแต่ก็ยังก้มหน้าก้มตาทำงานอยู่

            “หือ? ยังไง?”

            “เป็นพวกที่ร่วมทำงานกับคนอื่นและโดนหักหลังจนกลายเป็นแผลใจต้องทำงานเพียงลำพัง และถึงแม้จะร่วมทำงานกับคนอื่นก็จะแบกรับงานให้เยอะที่สุดเพื่อให้งานส่วนมากออกมาดีที่สุดกว่างานที่แย่น่ะครับ”

            “หืม...” ครุ่นคิดเล็กน้อยถ้าหากเป็นแบบที่อีกฝ่ายพูดจริงก็ไม่แปลกใจเท่าไหร่นัก

            แต่ยิ่งฟังยิ่งรู้สึกเหมือนเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน...

            “แหม ทำเอานึกถึงสมัยก่อนเลยนะ”เทียร่ายกมือป้องปากหัวเราะเบาๆ ในขณะเดฟไกส์ทำหน้างง “นั่นไง ช่วงที่ท่านเป็นแบบนั้นน่ะจำได้รึเปล่า?”

            “........!!!” พอดรายแอดสาวคนสนิทพูดก็นึกออกแทบทันทีเป็นเหตุการณ์ช่วง 1 เดือนก่อนหน้าจะเจอกับพริสทีนที่ไม่อยากจะจดจำ

            “ไหนๆท่านก็นำยาสูตรลับของพวกเราไปให้นางดื่มซะสิอาจจะหายเร็วก็ได้นะครับ!”

            “ใช่ๆพวกเราจะไปขอยาพิเศษของราชินีแฟรี่มาให้นะคะ!”

            “ถือซะว่าตอบแทนค่าดูแลท่านเดฟไกส์แถมทำอาหารมาให้พวกเราชิมทุกครั้งด้วย!”

            ทุกคนต่างเป็นห่วงพริสทีนวิ่งไปหาของขวัญสำหรับเยี่ยมคนไข้กันอย่างเต็มที่ ทั้งยาสูตรลับสวีตฮันนี่บอลที่ได้ยินมาว่าพริสทีนชอบทานเป็นพิเศษ

            ...โดยลืมงานที่วางกองทิ้งไว้

            “เป็นห่วงยัยนั่นมันก็ดี แต่ก่อนจะไปหายาน่ะ... ทำงานให้เสร็จก่อนสิฟะ!!!!!!!!!!!!!!!”

    •

            เสียงสายฝนยังคงเทกระหน่ำทำให้ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหนหลังหลับไม่ได้สติลืมตาขึ้นอีกครั้งเมื่อได้กลิ่นอาหาร จนพบสเตลล่ากับไลรอนยิ้มบางให้เหมือนทุกที

            “นี่ผ่าน...ไปนานแค่...ไหนแล้ว....”

            “เจ้าหลับไป 1 วันเต็มๆ” เดินมานั่งบนเตียงข้างเธอ

            “อาการเป็นไงบ้างคะพริสทีน?”ยกมาวางโต๊ะข้างเตียง

            “อือ... ก็..ดีขึ้น....ล่ะมั้ง...”

            “งั้นเดี๋ยวจะทำให้สบายขึ้นนะคะ”สัมผัสหน้าผากเพื่อนสนิทของตน ก่อนหลับตา “ [เยียวยา] ”

            สายลมเย็นๆพัดผ่านรอบตัวแสงสีเขียวอ่อนส่องสว่างชวนอบอุ่น พิษไข้ที่ได้รับกับความทรมานลดลงเล็กน้อย

            > ไนกี • ทำการวิเคราะห์ • คำตอบ:อุณหภูมิในร่างลดลง ตอนนี้อยู่ในระดับ 40 องศาเซลเซียส

            ...ไข้ลดลงเหรอ...

            “เป็นไงบ้างคะ?”

            “สบาย..ขึ้น...นิดหน่อยน่ะ...”

            “นี่ขนาดเวทย์ของสเตลล่ายังไม่ทำให้หายเลยเหรอเนี่ยไข้เจ้าน่าจะหนักพอควรเลยนะ” ไลรอนหัวเราะ ก่อนค่อยๆพยุงเธอให้นั่งพิงเบาะที่จัดไว้ให้“ถึงเจ้าจะไม่อยากทานแต่ก็ต้องพยายามหน่อยนะ”

            “อือ...”

            อ้าปากทานข้าวต้มเละๆกับน้ำขิงร้อนก่อนตามด้วยยาขมๆที่เกลียดแสนเกลียดตั้งแต่ไหนแต่ไรก่อนโดนปรับให้นอนลงอีกครั้ง

            “คือ..งานล่ะ...”

            “ไม่ต้องห่วง พวกเราคัดเลือกอย่างดีเลยล่ะมั่นใจได้ว่าจะไม่ทำให้เจ้าผิดหวังแน่นอน”ไลรอนแตะหน้าผากเธอพลางนึกถึงเรื่องที่เดฟไกส์มาเล่าให้ฟังเมื่อเช้าตรู่

            หากเป็นอย่างที่อีกฝ่ายว่าไว้จริงเรื่องที่ชิอินะเล่าว่าพริสทีนพยายามบ่ายเบี่ยงเรื่องปริมาณงานที่แบ่งไม่เท่ากันด้วยเรื่องเวลา

            “เชื่อใจพวกเราให้มากขึ้นอีกซักนิดนะพริสทีนพวกเราทุกคนน่ะไม่มีวันหักหลังเจ้าหรอกนะ...”

            “เอ๊ะ....”

            เด็กหนุ่มยิ้ม “...ไม่มีอะไร หายไวๆนะ”

            ไอเย็นจากฝ่ามือทำให้อาการปวดหัวเริ่มหายไปบรรเทาความร้อนในร่างจากพิษไข้ทำให้หลับสบายขึ้น

            พอเห็นว่าหลับทั้งคู่ก็ออกมาจากห้องให้เบาที่สุด

            โดยหวังไว้ว่าเพื่อนคนสำคัญจะหายไวๆ...

            หลังจากนอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มที่ทานอาหารและยาครบทุกมื้อจนอาการเริ่มดีขึ้น ไข้กลับมาอยู่ในระดับปกติแต่ร่างกายยังอ่อนล้าทำให้ต้องอยู่บนเตียงอีกเป็นอาทิตย์

            ถึงอยากสั่งให้ออกกำลังกายแต่ถ้าฝืนร่างกายก็กลัวเธอป่วยอีก

            “น่าเบื่อจัง...” มองนอกหน้าต่างฝนยังคงตกหนักติดต่อกันไม่หยุดเป็นอาทิตย์

            “บ่นอะไรนักหนา เป็นคนแก่รึไง?”

            “ปะ...เปล่าซะหน่อย...” แอบค้านฟีเรเสียงเบายังไงตนก็เคยเป็นคนแก่มาก่อน

            “ถึงข้าจะไม่อยากเอามาให้ก็เถอะ ถ้าไม่ใช่เพราะโดนจ้างล่ะก็นะ.....”เงียบไปซักพักใหญ่ “เอ้านี่!!” เดินไปหยิบตะกร้าผลไม้มาวางบนโต๊ะข้างเตียงกับดอกไม้ช่อใหญ่มายื่นให้

            “เอ่อ....”

            “ไม่ต้องทำหน้างั้นเลย! ไม่ใช่ของข้าแน่ๆ!!เจ้าตะกร้ากับยาแพงๆสารพัดชนิดนั่นเป็นของไ-อแก่เจ้าของร้าน ส่วนเจ้าช่อดอกไม้นั่นเป็นของไ-อเจ้าชายหน้าตายนั่น!!!”

            “ท่านเจตต์..เหรอ...? แล้ว...เขารู้ได้ยังไง...?”

            “จะไปรู้รึไง!”เดินมานั่งเก้าอี้ข้างเตียงพร้อมหยิบมีดสั้นออกมา“ประเด็นคือเจ้ากระดาษที่แนบมามันไม่ใช่แค่ของไ-อองค์ชายนั่นน่ะสิ อย่าทำหน้างงเปิดอ่านดูเดี๋ยวก็รู้”

            ยิ่งทำเอาพริสทีนงงกว่าเดิมจนต้องเปิดดูตามที่เพื่อนบอกพออ่านจบถึงขั้นชะงักเมื่อนั่นคือคำอวยพรให้หายป่วยของกษัตริย์และราชินีของอาณาจักร!

            “ทะ...ทำ...ทำม...ไม.....”

            “อย่าถาม ข้าไม่รู้อะไรทั้งสิ้นถ้าให้ดีก็เลิกคิดเรื่องนั้นแล้วสนแต่เรื่องพักผ่อนซะ” ก้มหน้าก้มตาทำอะไรบางอย่าง“เอาไป”

            “อื๋อ?” มองจานที่อีกฝ่ายยื่นมา“ว้าวววววว...!”

            ใบหน้าที่บ่งบอกว่ากำลังเบื่อหน่ายอยู่มีรอยยิ้มขึ้นมาเมื่อบนจานนั่นมีแอปเปิ้ลที่แกะเป็นรูปหงส์กับกระต่ายสวยซะจนไม่กล้ากิน

            ไม่คิดว่าอีกฝ่ายที่ปากเสียและขี้โมโหง่ายจะทำอะไรแบบนี้เป็น

            “นายไปเรียนมาจากไหนน่ะฟีเร...”

            “ข้าฝึกเอง”

            “สุดยอด... มันทำ...ยากมากเลยนะ...ที่จะทำสวยขนาดนี้น่ะ...ฉันทำ...ยังไม่สวยขนาดนี้เลย...”

            “....เหอะ ข้าชนะเจ้าเรื่องนี้” คลี่ยิ้มกว้าง

            ดูเหมือนทักษะที่เขาฝึกไว้ช่วงน้องสาวป่วยจะมีประโยชน์อีกครั้งก็คราวนี้

            แต่ดูเหมือนว่าไม่ทันจะได้ทำแบบอื่นก็โดนขัดเสียก่อน

            ก๊อกๆ... “หมดเวลาเยี่ยมแล้ว...ถึงเวลาทำงาน...”ชิอินะยืนพิงก่อนเคาะประตูเรียกเพื่อให้รู้ว่าไม่ได้อยู่กันแค่สองคน

            “ชิ! รู้แล้วน่า!”

            “ชิอินะ...”

            เจ้าของชื่อมองตามเสียงเรียกพอเห็นว่าพริสทีนเป็นคนเรียกก็ยิ้มบางให้ ก่อนเดินมาลูบหัว

            “พักผ่อนเยอะๆนะ... ไม่ต้องห่วงงาน...เจ้าไม่ได้ทำคนเดียว...”

            “...ขอโทษนะ”

            “ไม่ต้องขอโทษหรอก... พักผ่อนให้เต็มที่นะไว้หายแล้วจะทำขนมให้กิน...” ว่าจบก็เดินออกไปกับฟีเรสวนทางกับเดฟไกส์ที่เข้ามาในห้อง

            พร้อมกับข้าวของพะรุงพะรังเต็มไปหมด

            “เอ่อ...ไหวรึเปล่าเดฟ...”

            “แล้วเจ้าคิดว่าคนอย่างข้ามันไหวไหมล่ะ?”

            “อือ... ไหวอยู่แล้วล่ะ...”

            “ก็ตามนั้นแหล่ะ” วางของลง“เจ้าพวกออกแบบเสื้อผ้านั่นข้าจัดการหมดแล้วไม่ต้องห่วง ของพวกนี้เทียร่ากับคนอื่นๆฝากมาเพราะเป็นห่วงเจ้านั่นแหล่ะ”

            ....ไม่ค่อยน่าประหลาดใจเท่าไหร่แฮะ...พอคิดว่าองค์ชายเจตต์รู้ได้ยังไงว่าเราป่วย....“อื้ม... ขอบคุณนะ....”

            สายตาเดฟเหลือบไปเห็นช่อดอกไม้ ถึงจะอยู่ห่างแต่พอเห็นชื่อกับกลิ่นที่ติดมาก็พอเดาได้ว่าเป็นของใครจนแอบหงุดหงิดเล็กๆ

            “จะว่าไปข้ามีเรื่องจะถามเจ้า ตอบไหวรึเปล่า?”

            “ก็...ไหวอยู่... แต่คงตอบยาวไม่ไหว...”

            “แบบนั้นเรียกว่าไหวเหรอฟะ! ให้ตายสิ ทำไมเจ้าชอบฝืนนัก!!”

            “....ขอโทษ” จ๋อยหนักกว่าเดิม

            พอเห็นเธอหงอยลงอย่างเห็นได้ชัดกลับเป็นตัวเดฟไกส์ซะเองที่รู้สึกผิด เด็กหนุ่มขยับเข้าไปนั่งบนเตียงนิ้วชี้แตะคอเธอ ก่อนที่สีตากับสีผมจะเรืองแสงเป็นสีฟ้าครามปลายนิ้วเรืองแสงเล็กน้อยก่อนจะดับวูบลงกลับมาเป็นปกติ

            อาการเจ็บคอกับเสมหะหายไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นพิษไข้ทั้งหมดดีขึ้นเล็กน้อย

            “เดฟ...ใช้เวทยรักษาได้เหรอเนี่ย?”

            “มันก็ได้อยู่ แต่ไม่ค่อยถนัดเท่าไหร่ ดีขึ้นรึยัง?”

            “อื้อ ดีขึ้นนิดหน่อย... ขอบคุณนะ...”

            > ไนกี • ทำการวิเคราะห์ • คำตอบ:อุณหภูมิในร่างลดลง ตอนนี้อยู่ในระดับ 38.5 องศาเซลเซียส ยังคงมีไข้อ่อนๆอยู่

            “แล้ว...เรื่องที่จะคุยคืออะไรเหรอ?”

            “แค่อยากรู้เฉยๆน่ะ ว่าเจ้า...” ปิดบังอะไรอยู่รึเปล่า...ตั้งใจจะถามแบบนั้นแต่ก็ไม่กล้าถามออกมาเป็นครั้งแรกที่สัญชาตญาณบอกว่าหากถามออกไปคงตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก

            บางทีอาจถึงขั้นเลิกคบเลิกคุยเลิกไว้ใจตนก็เป็นไปได้

            จะฝืนถามต่อ...

            หรือรอให้เธออธิบายสาเหตุให้ฟัง...

            “ว่าอะไรเหรอเดฟ...?”

            “....ว่าเจ้าจะยอมรับผลงานการออกแบบที่ข้าเลือกได้รึเปล่าก็เท่านั้นแหล่ะ...”

            สุดท้ายก็เลือกที่จะไม่ถามตรงๆ เป็นครั้งแรกของราชันย์ไลแคนสีครามที่ใจไม่กล้าพอเหมือนทุกที

            ต่อให้ตายก็จะไม่เล่าเรื่องนี้ให้ใครรู้แน่!!

            “จะว่าไงดี...ฉัน....” แอบลังเลเล็กน้อยนึกถึงสิ่งที่ไลรอนพูดก่อนตนจะหลับไปครั้งนั้น ตอนนั้นเธอไม่ได้สติไนกีจึงเตือนย้ำ

            “เจ้าจะบอกว่าจะย้อนกลับไปตรวจสอบอีกครั้งล่ะสิ”

            “.......อื้อ”

            “ข้ารู้อยู่แล้วล่ะว่าเจ้าต้องพูดแบบนั้นเจ้ายังไม่ไว้ใจพวกเราเพราะเหตุผลบางอย่างล่ะสิ” เหมือนที่เจ้าหมอนั่นบอกไม่ผิด...

            “เปล่า... ไม่ใช่... ฉันเริ่มไว้ใจทุกคนแล้วแต่...ยังกลัว”

            “กลัว?”

            “อื้อ... จะว่าไงดี นายเป็นคนที่ฉันไว้ใจมากที่สุดนะ...แต่ยังไม่มากพอจะลบความเจ็บปวดในอดีตที่ฉันเคยเจอมาได้...” เม้มปากแน่น“ฉัน...อยากเชื่อใจทุกคนนะ...ฉันพยายามแล้ว”

            แค่คิดถึงเรื่องในอดีตก็ทำเอาตัวเริ่มสั่นอีกครั้งพยายามตรากตรำทำงานเพียงลำพังเพื่อให้อาจารย์ให้คะแนนดีๆสักครั้งก็โดนเพื่อนที่ไว้ใจขโมยไปเป็นของตนและอาจารย์ก็เชื่อที่อีกฝ่ายพูดมากกว่าแถมแอบอ้างจนโดนหักคะแนนพอมีร้านก็ต้องมาพังเพราะโดนคนรักทรยศ

            ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหนสุดท้ายก็โดนหักหลังไม่มีชิ้นดีจนในที่สุดก็ไม่กล้าไว้ใจใคร ทุกครั้งที่ร่วมงานกับคนอื่นก็ตั้งใจจะเปิดรับให้มากขึ้นแต่ความกลัวในอดีตก็ยังตามหลอกหลอน

            รู้ตัวอีกทีก็แบ่งงานส่วนมากให้ตนเองทำเสียแล้ว...

            เด็กหนุ่มจ้องหน้าเธอที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตา คงเพราะยังมีไข้อยู่เลยยอมพูดอะไรแบบนี้ออกมาชัดกว่าทุกครั้งกระมัง

            ช่างเหมือนกับเขาสมัยก่อนจริงๆ...

            “...จะว่าไงดีล่ะ ข้าก็พอเข้าใจ แต่ก่อนข้าก็เหมือนเจ้า...”

            “เอ๊ะ...” เงยหน้ามอง “จริงเหรอ...”

            “มันก็คล้ายๆนั่นแหล่ะเอาจริงๆข้าไม่อยากเล่าให้ฟังเท่าไหร่ แต่พูดมาขนาดนี้ก็ต้องเล่าแล้วล่ะ คือ....มันก็เป็นช่วงก่อนเจอกับเจ้าประมาณ 1 เดือนได้ อย่างที่รู้ ข้าเป็นไลแคนสีครามเกิดมาก็ต้องแบกรับอะไรหลายๆอย่าง ทั้งการดูแลทุกชีวิตในมหาพงไพรวีลิธจัดการเกี่ยวกับเมืองลับแล ปกป้องเหล่าดรายแอด ไลแคนตนอื่นๆกับเหล่าแฟรี่เพราะข้าเป็นราชันย์ของพวกเขาต้องพยายาม พยายาม พยายามๆๆอยู่อย่างนั้น โดยไม่ให้พวกนั้นช่วยเลยสุดท้ายก็เป็นการฝืนร่างกายตัวเองเกินกว่าเหตุ จนข้าเกือบโดนจับไปขายเป็นทาส”

            “!!!!”

            “โชคดีที่ปลอมเป็นหมาป่าธรรมดาๆ แถมตอนนั้นข้าไม่มีแรงมากพอจะหนีจากพวกค้าทาสได้โซ่ที่มันล่ามมันมีความสามารถในการสะกดพลัง ดีที่คนอื่นๆมาช่วยไว้ได้ทันก่อนข้าจะโดนจับไปขายโชคดีสุดๆเลยว่างั้นมั้ย?”

            “อือ... โชคดีมากเลยล่ะ”

            “นั่นแหล่ะข้าถึงได้เข้าใจว่าการทำงานเพียงลำพังน่ะถึงมันจะดีแต่มันก็ทำให้เราลืมไปว่าร่างกายมันรับได้มากแค่ไหน จริงมั้ยล่ะ! เจ้าบอกว่าพยายามแล้วก็ต้องพยายามให้มากขึ้น! คนอื่นกับคนในเมืองเองเองก็พยายามเชื่อใจเจ้าแล้วเจ้าเองก็ต้องพยายามเชื่อใจคนอื่นเหมือนกัน จริงมั้ย!” เด็กหนุ่มคลี่ยิ้มกว้าง

            แม้จะต่างกันตรงการโดนหลอกลวงแต่เรื่องการทำงานเพียงลำพังโดยไม่พึ่งพาใครนั้นเหมือนกันไม่มีผิด

            เพราะหวาดกลัวที่จะทำผิด

            เพราะหวาดกลัวที่จะไม่สามารถปกป้องใครๆได้

            โดยไม่ไขว่คว้าหาผู้ที่พยายามเอื้อมมือมาหาเพื่อช่วยเหลือ

            “.....นั่น..สินะ”

             

    ...หากเปิดใจรับ สิ่งดีๆหลายสิ่งที่เฝ้ารอก็จะได้รับตอบกลับมา...

             

            ถึงจะรู้สึกดีขึ้นและเชื่อมั่นว่าจะทำได้แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับเวลาว่าจะเยียวยารักษาแผลใจนี้ได้มากแค่ไหน

            แม้พระเจ้าจะบอกว่าให้มีความสุขและลืมความเจ็บปวดในอดีตด้วยร่างใหม่นี้แล้วก็ตามคงเพราะอาการป่วยเลยทำให้อ่อนไหวคิดเล็กคิดน้อยขึ้นดังนั้นเมื่อพริสทีนหายจึงตัดสินใจออกกำลังกายฝึกฝนร่างกายให้มากขึ้นกว่าเดิมเพื่อไม่ให้ป่วยอีกครั้ง

            เธอจะไม่ยอมโหมงานหนักจนต้องป่วยอีกรอบแน่

            .

            .

            .

            “นี่เดฟ ที่บอกว่าน่าอายมันน่าอายตรงไหนเหรอ...?”

            “หา?”

            “ก็...เรื่องที่นายเล่าให้ฟังวันนั้นไง ที่ห้องน่ะมันไม่มีส่วนไหนน่าอายเลยนี่?”

            “........อย่ารู้เลย...”

            ...จะให้บอกได้ไงล่ะ...ว่าที่โดนจับได้เพราะมัวแต่ทำงานเลยหิวข้าวหน้ามืดตาลายจนไปติดกัปดักง่ายๆแบบกัปดักหนูน่ะ!!แถมังโดนกรงหนีบอีก... ให้ตาย...ก็ไม่เล่าให้ใครฟังแน่!!!!!!!!...

            ความลับที่จะไม่บอกใครไปจนตายเพิ่มมาอีกหนึ่ง...