“ท่านอ๋องเจอท่านลอยอยู่ในแม่น้ำจึงช่วยเอาไว้เ้าค่ะ”
“แล้วตอนนี้ท่านอ๋องอยู่ที่ไหน?” สิ้นคำถาม นางกำนัลอาหลิงก็หรี่ตามองนางทันที สายตาเต็มไปด้วยความไม่ไว้วางใจ
ฝ่ายมี่เจินที่ถูกมองด้วยสายตาเช่นนั้นก็นิ่งไปนิด ด้วยเข้าใจดีว่าทำไมนางกำนัลถึงระแวงนัก ก็ไม่ใช่ว่าตอนที่เพิ่งฟื้นขึ้นมานางกับท่านอ๋องผู้นั้นทำากันไปรอบหนึ่งแล้วหรือ? น่ากลัวว่าแค่โผล่หน้าไปให้เห็นมันจะเกิดยกที่สองขึ้นมาอีก ถึงยามนี้จะรู้แล้วว่าเขาไม่ใช่คนที่นางชังน้ำหน้า แต่ด้วยความที่หน้าตาเหมือนกันเสียขนาดนั้น มี่เจินยังกลัวใจตนเองอยู่เลยว่าจะพุ่งเข้าไปข่วนหน้าเขาก่อนได้คุยนี่สิ
คงต้องตั้งสติให้มั่นแล้ว
“ข้าเพียงอยากขอโทษท่านอ๋องเท่านั้นที่เสียมารยาทไปในตอนแรก” มี่เจินรีบบอกก่อนที่นางกำนัลจะเข้าใจผิดว่านางถามหาเพราะอยากมีเื่กับท่านอ๋องอีกรอบ
“เอ่อ...ตอนนี้ท่านอ๋องออกไปตรวจตราที่ค่ายทหารเ้าค่ะ” นางกำนัลถอนสายตากลับไปก่อนจะก้มหน้าตอบด้วยความนอบน้อม
“แล้วจะกลับมาเมื่อไหร่หรือ?”
“ปกติกลับยามโหย่วเ้าค่ะ”
“แล้วนี่ยามใดแล้ว?” มี่เจินมองไปด้านนอกหน้าต่าง เห็นแสงที่สว่างจ้าเสียขนาดนั้นก็ไม่แน่ใจว่าเป็ยามใดกันแน่ ยิ่งอากาศหนาวเช่นนี้ด้วยแล้วยิ่งดูไม่ออกเข้าไปใหญ่
“ยามซื่อเ้าค่ะ อีกเดี๋ยวจะมีคนยกยากับโจ๊กเข้ามาให้นะเ้าคะ?” พอได้ยินชื่อของกินแล้วก็เหมือนจะรู้สึกหิวขึ้นมา นี่นางไม่ได้กินอะไรมานานเท่าไหร่แล้วนะ
“ข้าหลับไปนานเท่าไหร่หรือ?”
“สองวันเ้าค่ะ”
มิน่า...นางถึงได้หิวขนาดนี้
“เ้ามีอะไรก็ไปทำเถอะ” เมื่อไม่มีอะไรจะถามแล้วมี่เจินก็ให้นางกำนัลออกไปจากห้อง ตอนนี้นาง้าอยู่เงียบๆ เพียงลำพัง อยากจะใช้ความคิดสักหน่อย
“เช่นนั้นข้าขอตัว หากมีอะไรก็สามารถเรียกได้ตลอดเลยนะเ้าคะ” พูดจบนางก็เดินออกไปทันที
เมื่อพ้นร่างของนางกำนัล มี่เจินก็หันมองรอบตัวอีกครั้ง นับว่าครั้งนี้นางย้ำคิดย้ำทำแล้ว ด้วยความคิดที่ว่าทั้งหมดนี่มันคือเื่จริงอย่างนั้นหรือ? มันยังคงหลอกหลอนอยู่ในหัว ต้องบอกว่านางเป็คนที่มาจากยุคที่เทคโนโลยีก้าวหน้า แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่มีทฤษฎีไหนที่พิสูจน์เื่การทะลุมิติได้เลย แล้วจะให้นางเชื่อเื่พวกนี้จนหมดใจได้อย่างไร เฮ้อ...แต่ถึงไม่อยากเชื่อ เื่มันก็เกิดขึ้นกับตัวแล้ว
อย่างนั้นก็ลุยมันสักตั้ง เดิมทีก็ไม่ได้มีเื่ให้อาลัยอาวอนต่อชาติก่อน มาเริ่มต้นใหม่ก็ดีเช่นกัน
มี่เจินก้มลงมองสองมือของตนเอง กำแบอยู่แบบนั้นซ้ำๆ นึกอัศจรรย์กับเื่ที่เกิดขึ้น หลังจากนี้นางจะทำสิ่งใดต่อดีนะ จะกลับไปบ้านตระกูลหวงหรือจะออกไปใช้ชีวิตของตนเอง ผู้หญิงจากยุคสองพันอย่างนางไม่กลัวการอยู่ตัวคนเดียว
อืม...แต่จำได้ว่าหวงมี่เจินตัวจริงฝากฝังให้ดูแลบิดาด้วยสินะ เช่นนี้หากจะออกไปใช้ชีวิตของตน นางคงไม่สามารถไปไกลจากเมืองหลวงได้ เช่นนั้นตั้งรกรากที่เมืองหลวงเลยก็ดีเหมือนกัน ใช้ชีวิตดีๆ ให้ไอ้พวกที่มันไม่อยากเห็นนางเจริญได้กระอักเื เพียงแค่คิดใบหน้างามก็แต้มไปด้วยรอยยิ้มซุกซนอย่างร้ายกาจ
ให้มันรู้กันไปว่าผู้กุมบังเหียนแห่งตระกูลมาเฟียผู้ทรงอำนาจในยุคปัจจุบันเช่นนางจะเอาตัวรอดในยุคสมัยนี้ไม่ได้
มี่เจินเริ่มต้นวางแผนชีวิตใหม่ แต่จะว่าไปแล้ว...ยามนี้นางเป็หนี้ชีวิตของท่านอ๋องจินนั่วหลิวอยู่ หนี้เงินหนี้ทองใช้คืนได้ แต่หนี้ชีวิตนี้นับว่าเป็ปัญหาแล้ว จะใช้คืนแบบส่งๆ ขอไปทีคงไม่ได้ เช่นนั้นนางคงต้องหาทางจัดการเื่นี้ก่อนเป็อันดับแรก
ทั้งวันมี่เจินอยู่แต่ในห้อง แม้จะได้สติกลับคืนมาชัดเจนครบถ้วน แต่ร่างกายก็ไม่ได้แข็งแรงขึ้นทันที ก็นะ...ปกติมันไม่มีใครลงไปเล่นน้ำในฤดูหนาวกันอยู่แล้ว นอกจากพวกที่อยากจะฆ่าตัวตาย แต่ถึงร่างกายจะไม่เอื้ออำนวย เมื่อมี่เจินได้ยินว่าท่านอ๋องกลับมาถึงวัง นางก็ยังดื้อให้นางกำนัลพาไปพบทันที
อันดับแรกคือต้องรีบไปขอบคุณที่ช่วยชีวิต ทั้งยังต้องขอโทษที่อาระวาดใส่ ทั้งนี้ก็เตรียมใจที่จะโดนต่อว่าเอาไว้แล้วด้วย
“ท่านน่าจะพักให้หายดีก่อน” อาหลิงที่เป็คนพานางมาเอาแต่บ่นั้แ่เรือนพักจนมาถึงหน้าห้องทรงพระอักษร
“ข้าอยากรีบขอโทษท่านอ๋องที่เสียมารยาทไปเมื่อวันก่อน”
“เช่นนั้นก็ตามใจเ้าค่ะ” นางพูดเพียงแค่นั้นก่อนจะพยุงมี่เจินเข้าไปในห้องทรงพระอักษรเมื่อมีคนเปิดประตูให้
เมื่อเข้ามาในห้อง มี่เจินอดไม่ได้ที่จะลอบมองสำรวจ แต่ก็เพียงแค่แวบเดียวเท่านั้นก่อนจะดึงสายตากลับมาสนใจคนที่นั่งแผ่นหลังเหยียดตรงอยู่หลังโต๊ะทำงาน ยิ่งมองก็ยิ่งคิดว่าคนผู้นี้หน้าตาเหมือนกับนั่วหลิวที่นางรู้จักในชาติก่อน เหมือนอย่างกับเป็คนๆ เดียวกัน คงมีเพียงแววตาเท่านั้นที่ต่างกันอย่างเห็นได้ชัด
นั่วหลิวคนนั้นแม้จะมีมุมที่แข็งกระด้างไปบ้าง แต่ก็นับว่าเป็คนอ่อนโยนน่าคบหาคนหนึ่ง แต่จินนั่วหลิวที่อยู่ตรงหน้าของนางในยามนี้มีบรรยากาศที่ต่างกันอย่างชัดเจน องอาจ แข็งแกร่ง ดุดัน ทั้งสายตานั้นยังเต็มไปด้วยความเ็าที่แฝงไปด้วยความบ้าคลั่ง นางเริ่มบังเกิดข้อสงสัยว่า...หรือนี่คือสายตาของผู้ที่อยู่ในสนามรบ?
ในชีวิตก่อนพวกที่ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางการฆ่าฟันมักจะมีความกระหายเืบ้าคลั่งซ่อนอยู่กันหลายคน...ที่แม้แต่ตัวนางเองก็ไม่เว้น แล้วกับคนในยุคสมัยที่การฆ่าฟันไม่ใช่เื่ใหญ่โตอะไร มันจะไม่มีเลยได้อย่างไรกัน
“หวงมี่เจินคารวะท่านอ๋องเพคะ” สำรวจจนพอใจก็คุกเข่าลงกับพื้นหน้าโต๊ะทันที นางรู้สถานะของตนเองในยามนี้ดี เป็ผู้น้อยกว่าอ่อนน้อมไว้เป็ดี
“...”
“...” แม้จะรู้ว่าอาจโดนต่อว่าที่เสียมารยาทไป แต่ไม่ได้คิดเลยว่าท่านอ๋องผู้นี้จะเลือกเล่นาประสาทกับนางแทน
ได้...แล้วมาดูกันว่าใครจะหมดความอดทนก่อนกัน
มี่เจินที่คุกเข่าบนพื้นก้มหน้านิ่งไม่เงยหน้าส่งสายตาอ้อนวอนขอความเห็นใจแต่อย่างใด จินนั่วหลิวที่นั่งทำงานอยู่ก็ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองนางเช่นกัน เขานั่งทำงานส่วนนางคุกเข่ามองพื้น จนเมื่อเวลาผ่านไปสักพักนั่นแหละ เสียงปิดหนังสือถึงได้ดังขึ้นพร้อมกับใบหน้าหล่อเหลาที่เงยขึ้นมามองนาง
“ลุกขึ้นเถอะ”
“ขอบพระทัยเพคะ” ด้วยความที่คุกเข่าอยู่เป็นาน ยามเมื่อลุกขึ้นความเจ็บจึงพุ่งจี้ดมาจากขา ทำเอาเกือบล้มไปอีกครั้ง ดีที่อาหลิงเข้ามาช่วยประคองเอาไว้ได้ทันก่อนจะพานางไปนั่งยังเก้าอี้ที่ตั้งอยู่หน้าโต๊ะทำงานของท่านอ๋อง
“เ้ามีธุระอะไรถึงอยากพบข้า” แววตาคมกล้ามองมาอย่าง้าคำตอบ มี่เจินมองสบตาไปตรงๆ อย่างไร้ซึ่งความเกรงกลัว
“หม่อนฉันอยากขออภัยที่ก่อนหน้านี้เสียมารยาทไปเพคะ” นางเข้าเื่ทันที ตั้งใจว่าจะรีบพูดให้จบแล้วรีบไป อาจจะเพราะยังไม่หายดีทั้งยังต้องมาคุกเข่านานๆ ตอนนี้เลยเริ่มรู้สึกเหนื่อยขึ้นมาแล้ว
“แค่นั้นหรือ?”
“จะมาขอบพระทัยที่ช่วยชีวิตด้วยเพคะ”
“ที่จริงควรพูดคำนี้ั้แ่เมื่อแรกฟื้นขึ้นมาแล้ว”
“...” มี่เจินไม่ตอบโต้กับคำแดกดัน ตอนนั้นนางผิดจริงๆ ไม่ขอบคุณแต่โวยวายก่อนเลย
แต่ถึงอย่างนั้นหากย้อนเวลากลับไป มี่เจินก็คิดว่านางคงทำแบบเดิม ก็ใครมันจะไปคิดได้ั้แ่ตื่นขึ้นมาว่าตนเองทะลุมิติได้เหมือนในนิยาย ตอนนั้นก็คงคิดไว้ก่อนแล้วว่ามีคนมาเล่นตลกด้วย ซ้ำคนๆ นั้นยังหน้าตาเหมือนคนที่ชังด้วย ไม่ต่อยให้ฟันหักั้แ่แรกเห็นก็ดีเท่าไหร่แล้ว
“แล้วนี่ยังไม่หายดี ออกมาเดินเช่นนี้ได้แล้วหรือ?” คำถามที่เปลี่ยนไปทำให้มี่เจินชะงักไปนิด
“ดีขึ้นมากแล้วเพคะ ออกมาเดินออกกำลังกายบ้างจะได้หายเร็วขึ้น”
“หมอหลวงบอกเช่นนั้น?”
“ไม่ใช่เพคะ” นางนี่แหละบอกตนเอง เมื่อก่อนโดนยิงสาหัส เจ็บหนักกว่านี้ไม่รู้เท่าไหร่ยังลุกขึ้นมาสะสางงานต่อได้เลย เพราะฉะนั้นเป็แค่นี้จึงไม่นับว่าเท่าไหร่
“เ้าเป็คนดื้อสินะ”
“เพคะ?” มี่เจินโดนความมึนกระแทกหน้า ด้วยไม่เข้าใจว่าอ๋องผู้นี้กำลังพูดอะไร นางดื้อเื่อะไรอย่างนั้นหรือ? ยังไม่ได้ขัดคำสั่งเขาเลยนี่
หรือจะหมายถึงเื่ที่ไม่ให้นางหนีออกจากตำหนัก? นี่ก็ไม่ได้เรียกว่าหนีนะ นางบอกความ้ากับนางกำนัล มีคนไปแจ้งเขาแล้วเรียบร้อย ถึงได้มานั่งอยู่ตรงนี้อย่างไรเล่า
“ถ้าหมดธุระแล้วก็กลับตำหนักไปเถอะ” พูดจบก็ก้มหน้าไปอ่านหนังสือบนโต๊ะต่อ เมื่ออีกฝ่ายปิดการสนทนาไปแล้วมี่เจินก็ไม่รั้งอยู่ต่อ นางลุกขึ้นย่อกายทำความเคารพก่อนจะเดินกลับไปยังตำหนักที่ตนพัก
ระหว่างที่เดินกลับก็มองสำรวจไปด้วย แม้ทุกอย่างจะเต็มไปด้วยหิมะสีขาวโผลน แต่ถึงอย่างนั้นวังเหมันต์แห่งนี้ก็ยังคงงดงาม ตัวมี่เจินที่มาจากโลกเทคโนโลยี แม้จะเคยเห็นสิ่งสวยงามมามาก แต่ที่นี่สวยจริงๆ ทั้งยังเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความสงบ มั่นคง ไม่เหมือนพวกสถานที่ท่องเที่ยวในโลกใบเดิมที่มักจะเต็มไปด้วยผู้คนพลุกพล่าน บางทีคนเยอะเกินไปมันก็ทำลายความงามโดยธรรมชาติได้เช่นกัน