39 : สิ้นสุด และ เริ่มต้น
ยามเช้าของปลายเดือนธันวาคมที่อากาศจะหนาวกว่าช่วงไหนๆ ลมพัดแรงและอากาศเย็นของฤดูหนาวทำให้ใครหลายคนยังซุกอยู่ใต้ผ้าห่ม แม้ตะวันจะสายโด่งแล้วก็ตาม
ความสุขจากการนอนมีได้ไม่นานนัก เมื่อมีบุคคลบุกรุกเข้ามาถึงในห้องนอนอย่างไม่คิดถึงมารยาท ยิ่งโดยเฉพาะผู้ชายบุกเข้าห้องผู้หญิงยิ่งแล้วใหญ่ แต่ดูเหมือนว่าชายร่างสูงผมสีดำแซมทองจะไม่ได้ใส่ใจ เดินเข้ามาในห้องสีฟ้าที่เหมือนท้องฟ้าใกล้ฝนตกให้ความรู้สึกเหมือนห้องผู้ชายซะมากกว่า
ทินถอนหายใจเมื่อคิดว่านิสัยของเจ้าของห้องนี้ก็พอๆ กัน จนบางครั้งยังนึกสงสัยด้วยซ้ำว่าตัวเองมีน้องสาวหรือน้องชายกันแน่
ความคิดแรกที่กะจะทำคือเข้าไปลากลงมาจากเตียง แต่คิดดูอีกทีไหนๆ ก็จะปีใหม่แล้ว ลองทำตัวเป็นคนดีหน่อยจะเป็นไรไป
“เนียร์ ตื่นได้แล้ว” ทินพูดดีๆ หวังให้ร่างบางบนเตียงตื่น แต่กลายเป็นว่าเรียกครั้งที่สองก็แล้ว ครั้งที่สามก็แล้ว เด็กสาวที่อยู่ใต้ผ้าห่มก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะตื่นแต่อย่างใด
ทินกระตุกยิ้ม เดินเข้าไปใกล้เตียงก่อนจะ...
พลั่ก!
เสียงดังสนั่นขึ้นพร้อมๆ กับเสียงร้องครวญของใครบางคน คนโดนลากตกลงมาข้างเตียงตวัดดวงตาสีดำขึ้นมองตัวต้นเหตุทันที
เด็กหนุ่มถือผ้าห่มไว้ พร้อมกับส่งยิ้มยียวนกวนประสาทมาให้
“ปีใหม่ทั้งทีก็ยังทำตัวเหมือนเดิม” ทินเหน็บแนมอีกฝ่ายที่กำลังเกาะขอบเตียงเพื่อพยุงตัวลุกขึ้น
“ยังไม่ปีใหม่ซะหน่อย อีกตั้งสองวัน” เธอชี้ปฏิทินบนโต๊ะเขียนหนังสือ เพื่อบอกว่านี่มันแค่วันที่สามสิบ แต่ทินไม่ได้สนใจ ทิ้งผ้าห่มในมือให้คลุมทับหัวเธอ ทำให้เธอรีบเอาออกอย่างมีเคือง และพบว่าเขาไปอยู่ตรงประตูเรียบร้อยแล้ว
“ฉันว่าเธอรีบลงไปกินข้าวดีกว่านะ จะได้มีเวลาจัดของไปเที่ยว”
“รู้แล้วล่ะน่า” เนียร์ตัดบทเสียงห้วนก่อนสักพักค่อยรู้ตัวว่าเมื่อกี้ทินพูดว่าอะไร และถึงกับเบิกตากว้างอย่างตื่นตะลึง
“ไปเที่ยว!?”
และแล้วในที่สุด หลังจากทานข้าวเที่ยงเสร็จ ครอบครัวรัตนากุลก็เริ่มออกเดินทางไปเที่ยวกัน
เนียร์ถอนหายใจมองออกไปนอกหน้าต่างรถ เมื่อนึกถึงเหตุการณ์เมื่อเช้านี้ที่วุ่นวายและเร่งรีบสิ้นดี เมื่อได้คำยืนยันว่าจะไปเที่ยวทะเลกันวันนี้
ได้ยินสันเล่าว่าเพื่อนที่ทำงานให้ยืมบ้านพักตากอากาศส่วนตัวมาเที่ยวตอนช่วงหยุดปีใหม่ซึ่งเขาก็ไม่คิดจะปฏิเสธ ส่วนบ๊อกอยู่เฝ้าบ้านและให้จัดการได้ทันทีหากมีคนน่าสงสัยพยายามบุกรุกเข้ามาในบ้าน ซึ่งเนียร์ได้แต่หวังว่ามันจะได้อยู่อย่างสงบๆแบบนั้นไปจนกว่าพวกเธอจะกลับบ้านล่ะนะ
ทินที่นั่งอยู่ข้างๆ เธอตรงเบาะหลัง หลับไปแล้ว แม้แต่กุลที่นั่งอยู่ข้างคนขับก็หลับไปแล้วเช่นกัน เหลือเพียงเธอกับสันเท่านั้นที่ยังตื่นอยู่ แต่เมื่อตกอยู่ในความเงียบสงบแบบนี้แล้ว เป็นไปไม่ได้เลยที่เธอจะไม่ง่วงตาม เปลือกตาเริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆจนในที่สุดมันก็ปิดสนิท
..............................................................................
..............................................................
...............................
...น้ำ...ไหลริน
...ลม...พัดโชย
...ไฟ...โชติช่วง
...ไม้...ร่มเงา
เสียง...เพลง? ใครบางคนกำลังร้องมันอยู่ เพลงที่เธอมั่นใจทีเดียวว่าเคยได้ยินจากที่ไหนสักแห่งมาก่อน แต่ก็จำไม่ได้
วารีไหล...เอ่อล้น
วายุพัด...โหมกระหน่ำ
อัคคีลุกโชน...ทำลายทุกสิ่ง
แมกไม้พงไพร...กวาดล้างไม่เหลือ
เสียงนั้นร้องซ้ำไปซ้ำมาปลุกความรู้สึกให้ตื่นขึ้น เริ่มคิดว่าตัวเองอยู่ไหนและกำลังทำอะไรอยู่ รับรู้ได้ว่าร่างของตัวเองนอนเหยียดอยู่ในที่ที่มีแต่ความมืดเท่านั้นที่จะมองเห็น แต่เสียงเพลงนั้นยังคงถูกร้องเอาไว้อยู่อย่างนั้น เริ่มรู้สึกว่าเสียงนั้นคล้ายกับเสียงของเธออย่างน่าประหลาด
แล้ว...ที่นี่มันที่ไหนกัน เธอมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?
เปลือกตาถูกเปิดขึ้นพร้อมกับรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนของตัวรถที่วิ่งทับก้อนหิน เนียร์เงยหน้ามองคนในรถซึ่งยังเป็นภาพเดิมไม่ผิดเพี้ยน
เมื่อกี้นี้เป็นเพียงความฝันหรอกหรือ?
“อีกนานมั้ยเหรอกว่าจะถึง” เธอหันไปถามทิน แต่ปรากฏว่าคนข้างตัวนั้นกลับไม่ใช่เขา แต่เป็นผู้หญิงคนหนึ่งแทน และคนคนนั้นก็คือเธอ? ที่กำลังมองมาทางนี้ด้วยสายตางุนงงเช่นเดียวกัน
ไม่รู้ว่าถูกย้ายสถานที่มาตั้งแต่ตอนไหน เมื่อจู่ๆก็มาอยู่ในห้องว่างไม่มีอะไรเลยนอกจากกระจกตั้งพื้นสูงพอเห็นเธอได้ทั้งตัว
เนียร์มองตัวเองในกระจกแล้วยกมือขึ้นทาบกับกระจกนั้น จนเหมือนเธอกำลังประกบมือกับตัวเอง ก่อนจะผละออกมา แต่น่าแปลกที่เงานั้นกลับไม่ถอยตาม ยังคงหยุดนิ่งในท่ายกมือทาบกระจก ทันใดนั้นเอง เงานั้นก็ส่งยิ้มด้วยมาดหยิ่งทระนงตนมากอย่างที่เนียร์ไม่เคยทำมาก่อนกลับมา
เนียร์ผงะถอยหลัง แต่เงาในกระจกกลับเดินทะลุออกมาข้างนอกเผชิญหน้ากับเธอ จนกลายเป็นว่ามีเนียร์สองคน
เนียร์ที่ออกมาจากกระจกยิ้มมุมปาก ดวงตาสีดำเย็นชาส่อความกระหายบางสิ่ง ก่อนจะเอ่ยกับเนียร์ตัวจริงว่า
“กว่าจะถึงตอนนั้น ฉันจะเป็นคนจัดการแทนเธอเอง”
เนียร์ตัวจริงไม่เข้าใจความหมายนั้น แต่อีกฝ่ายไม่ได้สนใจ เดินผ่านตัวเธอไปยังอีกด้านหนึ่ง เนียร์หันมองตามแล้วได้พบกับชายสวมหน้ากากซึ่งเป็นคนเดียวกับที่หาเรื่องเธอในคืนไปโรงเรียนประถมอนุรักษ์นั้น
ผู้หญิงหน้าเหมือนเนียร์คว้าคอของชายคนนั้นยกขึ้นสูง ก่อนจะแสยะยิ้มออกมา มืออีกข้างที่ว่างอยู่หันปลายนิ้วพุ่งเข้าไปกลางอก
เนียร์เพิ่งรู้ถึงจุดประสงค์นั้นเบิกตากว้าง คิดจะร้องห้าม แต่ภาพที่สะท้อนอยู่ในดวงตาทั้งสองข้างของเธอกลับมีแต่หยาดเลือดพุ่งเข้าใส่เท่านั้น
“หากไม่ตื่นภายในวินาทีนี้ ฉันจับเผายางตรงนี้แน่”
เนียร์ตื่นมาทันได้ยินประโยคนี้พอดีถึงกับเปิดตาพรึ่บ แล้วต้องพบว่าในรถเหลือเธอเพียงคนเดียวเท่านั้น
เหมือนกับยังตื่นไม่เต็มที่ ทำให้เธอเหม่อลอยราวกับยังจมอยู่ในความฝันนั้น ในระหว่างที่ไม่มั่นใจว่าจะมีตัวเองอีกคนโผล่มาอีกหรือเปล่า ทินก็เปิดประตูแล้วโยนกระเป๋าสัมภาระของเธอเข้ามาแบบจงใจให้กระแทกตรงท้อง ทำเอาคนที่ยังก้ำกึ่งความฝันได้รู้ซึ้งถึงรสชาติความเป็นจริง
“รีบลงมาซะก่อนที่ฉันจะเอาน้ำมันมาราด” ทินออกคำสั่งแล้วยื่นกุญแจรถมาให้เป็นเชิงบอกว่าลงมาแล้วก็ล็อกรถด้วย
เนียร์รับมาทั้งที่อีกมือยังกุมท้องอยู่ สีหน้าบ่งบอกถึงความเจ็บปวดที่ไม่อาจบรรยายได้
ดูเหมือนว่าพวกเธอจะมาถึงที่พักแล้ว เมื่อรถสันมาจอดอยู่ตรงหน้าบ้านพักหลังเล็กๆ สีฟ้าขาวหลังหนึ่ง ตั้งอยู่บนเนินสูง อยู่ห่างไกลจากผู้คนเล็กน้อยพอให้รู้สึกถึงความเป็นส่วนตัว เมื่อเข้าไปข้างในแล้วก็พบของประดับตกแต่งแบบทะเล เช่น เปลือกหอยรูปทรงต่างๆ หรือไม่ก็ตุ๊กตาปลาตัวเล็กๆ มีหน้าต่างรอบด้านทำให้ดูปลอดโปร่งและแสงสว่างส่องทั่วถึง และโทนสีของบ้านหลังนี้คือสีฟ้าและขาว
นับว่าเพื่อนของสันใจกว้างมากๆ ที่ให้ยืมบ้านหลังนี้
“เนียร์ ขึ้นมานี่หน่อยสิ”
ยังไม่ทันที่เนียร์จะได้สำรวจชั้นล่างเสร็จ กุลก็เรียกเธอให้ขึ้นชั้นบนซะแล้ว ทำเอาเธอแปลกใจว่ามีอะไร เมื่อขึ้นไปเจอทินยืนอยู่หน้าห้องเป็นป้ายบอกทางให้รู้ว่ากุลอยู่ห้องนี้ ซึ่งอันที่จริงสันก็อยู่ด้วย จนน่าแปลกใจว่าทุกคนมารวมตัวกันอยู่ในห้องนื้ทำไม
แล้วภาพตรงหน้าก็ดึงความสนใจจากเธอไปจนหมด
ภาพของท้องทะเลสีน้ำเงินสดเป็นประกายสดใสยามต้องแสงแดด ตัดกับเส้นท้องฟ้าครามกระจ่างราวกับว่าจุดสิ้นสุดของโลกใบนี้ทั้งหมดอยู่ที่ตรงนี้เอง
เนียร์เดินออกไปตรงระเบียงเพื่อมองภาพนั้นใกล้ๆ สายลมพัดกลิ่นอายของทะเลเข้ามาให้เธอได้สูดเข้าเต็มปอด
กุลเดินตามเนียร์ออกมา เมื่อเห็นว่าลูกสาวมีท่าทีพอใจเธอก็คลี่ยิ้มบางก่อนจะบอกว่า “นี่เป็นห้องเดียวที่มีระเบียงชมวิว ให้เป็นห้องของเนียร์นะ”
“หา?” เนียร์หน้าเหวอ “ไม่ต้องก็ได้ พ่อกับแม่นอนห้องนี้เถอะ เดี๋ยวหนูนอนห้องอื่นเอง”
สันขัดก่อนที่เธอจะพูดจบซะอีก “พวกเราจะไปนอนห้องตรงข้ามน่ะ เพราะห้องนั้นเป็นห้องใหญ่สำหรับนอนสองคน เนียร์ ลูกนอนห้องนี้น่ะดีแล้ว”
เนียร์กล้าพูดได้เลยว่าทั้งสองคนต้องตกลงให้ห้องดีที่สุดกับเธอแน่นอน ไม่งั้นทินคงไม่เงียบไม่คัดค้านอะไรเลยแบบนี้หรอก...นั่นไง หน้าตาหมอนั่นบ่งบอกชัดเจนเลยว่าจำใจยอมให้ห้องนี้เป็นของเธอ ไม่แน่ว่าการที่สันพามาเที่ยวนั้นก็ทำเพื่อเธอเช่นกันและนั่นก็ทำให้เนียร์อบอุ่นหัวใจขึ้นมาทันทีที่ทุกคนทำเพื่อเธอขนาดนี้
หลังจากสันกับกุลไปตรวจดูและทำความสะอาดห้องอื่นๆ ทินก็ออกไปเดินเล่นข้างนอกแล้ว ทำให้เนียร์มีโอกาสอยู่คนเดียวในห้อง ซึ่งตามปกติเธอควรจะตื่นเต้นกับที่แปลกใหม่นี้ แต่น่าแปลกที่เธอไม่รู้สึกอย่างนั้นเลยแม้แต่น้อย
เด็กสาวนั่งลงบนเตียง ค่อยๆนึกเรื่องความฝันเมื่อครู่
มันเป็นเหมือนจิตใต้สำนึกของเธอ ความจริงที่ไม่กล้าบอกใครโดยเฉพาะกับเอล ว่าแท้จริงแล้วเธอยังคงปฏิเสธพลังของตัวเองอยู่ แต่ตอนนั้นเธอไม่ได้โกหกเอลจริงๆ เพียงแต่หลังจากเกิดเรื่องในงานเลี้ยงที่โรงแรมแล้ว มันได้สร้างความหวาดกลัวขึ้นใหม่อีกครั้ง...ที่รุนแรงกว่าเดิม จนไม่กล้ายอมรับว่านั่นคือตัวเธอจริงๆ
ไม่สิ...เนียร์กำมือบนตักแน่น ต้องบอกว่านั่นไม่ใช่ตัวเธอเลยต่างหาก เพราะเธอไม่เคยสนุกกับเรื่องแบบนี้
เมื่อคิดได้แบบนั้นเธอก็พยักหน้าให้ตัวเอง แล้วรีบสลัดความคิดพวกนี้ออกไปจากหัวโดยเร็วเพื่อไม่ให้รบกวนการมาเที่ยวครั้งนี้อีก ก่อนจะออกไปเดินเล่นบนชายหาดซึ่งมีนักท่องเที่ยวอยู่เป็นบางส่วน ส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติมากกว่าคนไทยทั้งยังล่อใส่บิกินี่กันอย่างไม่กลัวหนาวเลยแม้แต่น้อย
ลมพัดมาทำให้เนียร์ต้องกอดอก รู้สึกหนาว...แต่ไม่วังเวง ได้ยินผู้คนส่งเสียงร้อง...แต่ก็เป็นเสียงแห่งความสุข
นานเท่าไหร่แล้วนะที่เธอไม่ได้รู้สึกผ่อนคลายขนาดนี้ อาจเป็นเพราะเธอใช้ธาตุน้ำก็ได้ ทำให้รู้สึกดีเมื่อได้อยู่ท่ามกลางน้ำเป็นจำนวนมากขนาดนี้
เนียร์หยุดเดิน ก้มลงมองรองเท้าที่เต็มไปด้วยทรายจึงถอดออกแล้วเดินเท้าเปล่าไปเลย ขณะเดียวกันก็เอ่ยทักคนที่เดินตามมาได้พักหนึ่งแล้ว
“นายคิดจะตามสตอล์กเกอร์น้องตัวเองรึไง”
“อะไร ยังไม่โรคจิตถึงขั้นนั้นซะหน่อย” คนถูกกล่าวหาตอบกลับ
แต่ไม่ปฏิเสธสินะว่าตัวเองก็แอบโรคจิตอยู่นิดๆ เนียร์แอบแขวะในใจ
“แล้วเธอคิดจะทำอะไรล่ะ” ทินถาม
เนียร์ยักไหล่ “ไม่รู้เหมือนกัน ไม่ได้วางแผนอะไรไว้เลย” เธอตอบ ในเมื่อเป็นการมาอย่างกะทันหัน เธอก็ไม่มีเป้าหมายชัดเจนว่าจะทำอะไร
ทินกอดอกทำท่าครุ่นคิด เขาเสมองไปทางทะเลแล้วพูด “นึกออกแล้วว่าจะทำอะไรดี”
เนียร์หันมองเขาด้วยความสนใจ แล้วก็งงกับมือของอีกฝ่ายที่ยื่นมาทางเธอแบบหวังให้เธอจับ
“อะไร” เธอระแวง หรือมันคิดจะพากันจับมือเดินเล่นริมหาดตามประสาพี่น้อง...เนียร์รีบสลัดความคิดชวนสยองนั้นโดยเร็ว
“เอาน่า จับสิ” ทินพูดคล้ายเป็นการสั่งซะมากกว่า
เนียร์ยังมองมือนั้นอย่างไม่ไว้วางใจ แต่พอเห็นอีกฝ่ายไม่มีรอยยิ้มชวนเจ้าเล่ห์เหมือนเคย เลยคิดว่าหมอนี่อาจไม่ได้ทำอะไรแผลงๆก็ได้ จึงยอมจับมือนั้น
เท่านั้นแหละ...เป็นได้เรื่อง
โครม! ซ่า!
“ฮ่าๆๆ น้ำเย็นสะใจดีมั้ยน้อง” คนยังอยู่บนพื้นทรายยืนหัวเราะร่าคนโดนเหวี่ยงไปหน้าทิ่มกับพื้นน้ำจนเปียกโชกไปทั้งตัว
เนียร์รีบยันตัวเองขึ้นมานั่งบนน้ำทะเลสูงแค่ช่วงเอวของเธอเท่านั้น ตะโกนเสียงดัง “อากาศหนาวแบบนี้ไม่เย็นเลยมั้ง! ทำบ้าของอะไรของนายกัน”
“อ้าว ไหนๆมาทะเลทั้งทีไม่ว่ายน้ำซะหน่อยก็มาเสียเที่ยวสิ จริงมั้ย” ทินตอบอย่างคนไม่ทุกข์ร้อนอะไร ก่อนโดนมือดีลากขาไป ให้คนไม่ทุกข์ร้อนได้เจอกับทุกข์เย็นบ้าง จนทั้งตัวเปียกโชกไม่ต่างกับเด็กสาว
เนียร์ยิ้มอย่างผู้ชนะอยู่ได้ครู่เดียวเท่านั้น รอยยิ้มนั้นก็หายไปเมื่ออีกฝ่ายสาดน้ำเข้าใส่หน้าเธอ จนน้ำเค็มเข้าปากเต็มๆ ทำให้เธอต้องวักน้ำใส่คนอ้าปากกว้างหัวเราะนั้นบ้าง สุดท้ายแล้วก็กลายเป็นการเล่นสาดน้ำใส่กันซะอย่างนั้น
จากตอนแรกที่โมโห ก็ไม่รู้ว่าความโมโหนั้นหายไปไหน จากตอนแรกรู้สึกหนาวสั่น ก็กลายเป็นเย็นสบายไปซะนี่ เสียงตะโกนตอนแรกคล้ายจะด่าปาวๆ ก็แทนที่ด้วยเสียงหัวเราะ ความกังวลใจทั้งมวลมลายไปสิ้น
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอมาเที่ยวทะเล แต่เธออดคิดไม่ได้ว่าการมาครั้งนี้ เธอรู้สึกสนุกกว่าครั้งไหนๆ ที่ผ่านมาซะอีก
เป็นเวลานานเท่าไหร่ไม่รู้ที่เธอกับทินลงเล่นน้ำ แต่ก็หยุดลงได้เมื่อมีผู้หญิงกลุ่มหนึ่งเดินผ่านมา แล้วร้องบอกหนุ่มผมสองสี “พรุ่งนี้อย่าลืมไปงานเคาท์ดาวน์นะคะทิน”
เนียร์มองผู้หญิงกลุ่มนั้นที่โบกมือพร้อมส่งยิ้มเย้ายวนมาให้อย่างแปลกใจ และถึงกับขนลุกกับสายตาที่พวกเธอมองมายังร่างเปียกโชกแบบเสื้อแนบเนื้อ จนเหมือนไม่ได้ใส่อะไรเลยมากกว่าของทิน
ในสายตาของผู้หญิงพวกนี้แล้วคงมองว่าเซ็กซี่น่าจับกด...มากเลยสินะ แล้วพอกลุ่มนั้นเดินผ่านไปยังไม่ทันที่เธอจะถามทิน ก็มีผู้หญิงอีกกลุ่มเดินมาทักอีกพลางพูดประโยคที่ไม่ต่างกับกลุ่มเมื่อกี้นี้เท่าไหร่ ส่วนทินก็บอกกลับไปว่าไปแน่นอน พลางโบกมือลาพวกเธอ
“นายรู้จักผู้หญิงพวกนั้นด้วยเหรอ เพื่อนรึไง”
“เปล่า” ทินตอบชัดเจน ทำเอาคนถามอ้าปากหวอ ไม่รู้จักแต่ทำท่าเหมือนรู้จักกันมาสักชาติหนึ่งแล้วเนี่ยนะ “เจอกันตอนเดินเล่นแถวนี้ แล้วก็คุยกันนิดหน่อยเท่านั้นเอง”
ตอนเดินเล่น? มันเป็นช่วงที่เธอยังอยู่ที่บ้านพัก แต่นั่นก็แค่แป๊ปเดียวเท่านั้นก่อนเธอจะลงมาเดินชายหาดนี่ และทินก็เดินตามเธอมา
หมายความว่าไอ้ช่วงเวลาสั้นๆ นั่น หมอนี่ไปโปรยเสน่ห์กับผู้หญิงละแวกนี้มาหมดแล้วงั้นเรอะ!
...เร็วเวอร์...
“...แล้วงานที่พวกนั้นพูดถึงนี่มันอะไร”
“ก็งานเคาท์ดาวน์ของที่นี่ไงล่ะ เขาไปจัดกันตรงลานกว้างตรงโน้น” ว่าแล้วก็ชี้ไปยังสุดริมหาด มีรั้วกั้นล้อมรอบลานที่ว่านั้นเป็นวงกว้างพอสมควร เนียร์กะขนาดเอาน่าจะจุคนได้สักสองสามคนล่ะมั้ง มองจากระยะไกลแบบนี้เลยบอกอะไรไม่ได้มาก
เนียร์ดึงสายตากลับมาเมื่อคนข้างๆ ถามว่าจะไปด้วยไหม
“ก็ไม่มีอะไรให้ทำอยู่แล้วนี่นะ ไปซะหน่อยละกัน”
หลังจากขอสันกับกุลแล้วบอกว่าอาจจะกลับดึกเรียบร้อยแล้ว สองพี่น้องก็เดินไปตรงลานกว้างใช้จัดงาน เวลาเริ่มตามประกาศคือหกโมงเย็น แต่คนเริ่มพากันทยอยมาก็ประมาณสองทุ่มไปแล้วและยิ่งเยอะขึ้นเรื่อยๆเข้าทำนองว่ายิ่งดึกยิ่งมากันเยอะ
พวกผู้หญิงที่ชวนทินมาก็มาในเวลาสามทุ่มกว่าเช่นกัน แล้วชวนกันไปหาอะไรมาดื่ม
“ขอเบียร์แล้วกันครับ” ทินบอกหน้าตาเฉย ให้ฝ่ายหญิงไปเอามาให้ แต่ผู้หญิงคนที่มาด้วยกันแทบจะจับหูอีกฝ่ายมาบิดเล่น
“กรุณาสำนึกตัวด้วยค่ะว่ายังไม่บรรลุนิติภาวะ” เนียร์ยิ้มเหี้ยม ทำให้หลังจากนั้นคนถูกบิดหูต้องขอเปลี่ยนเป็นน้ำอัดลมแทน
เมื่อเข็มสั้นของนาฬิกาบอกเวลาสี่ทุ่มกว่า เนียร์ก็บอกทินว่าจะกลับไปบ้านพัก
“ไม่อยู่เคาท์ดาวน์ก่อนเหรอ” ทินแทบจะตะโกนถามแข่งกับเพลงเปิดดังกระหึ่มและเสียงโหวกเหวกของผู้คนรอบกายที่รอคอยปีใหม่ซึ่งใกล้จะมาถึงในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า
“ไม่ล่ะ เดี๋ยวฉันกลับบ้านพักดีกว่า นายจะได้ไม่ต้องคอยดูแลฉันด้วย” เนียร์ว่าก่อนจะบอกลาเขาที่มีผู้หญิงล้อมรอบกายเต็มไปหมด จนถ้าหมอนั่นไม่โดนล่วงละเมิดอะไรบ้างเลยนี่ถือเป็นเรื่องน่าแปลกใจ
ชักเป็นห่วงสวัสดิภาพพี่ชายตัวเองขึ้นมาตงิดๆคิดในใจว่าควรจะอยู่กลับพร้อมกันดีไหม แต่คิดไปคิดมา อย่างมันคงมีสารพัดวิธีจัดการผู้หญิงพวกนั้นได้แหละ คิดได้ดังนั้นก็เดินแหวกผู้คนออกไปจากลานงาน
เมื่อเดินออกมาได้ไกลพอ เสียงทะเลซัดเข้าหาดก็เริ่มชัดขึ้น ทะเลยามกลางคืนเป็นสีดำสนิทจนแทบจะกลืนไปกับท้องฟ้า เนียร์เงยหน้ามองแล้วพบว่ามีดวงดาวเกลื่อนฟ้าอย่างที่หากอยู่ในเมืองคงไม่มีโอกาสได้เห็น แล้วยิ่งเป็นคืนฤดูหนาวที่ท้องฟ้ากระจ่างไร้ซึ่งเมฆแล้วยิ่งเห็นดาวชัดกว่าครั้งไหนๆ
“ให้ตายเถอะ คนพวกนี้”
เสียงบ่นของใครบางคนแว่วมากระทบโสต เนียร์หันหาเจ้าของเสียง แล้วก็เห็นหญิงชราคนหนึ่งถือไฟฉายอยู่ตรงแถวเพิงขายของ เธอคิดว่าคุณยายคนนี้จะบ่นเพราะรำคาญเสียงทางด้านลานที่จัดงานจนดึกดื่นแบบนี้ แต่ว่าจากลานตรงนั้นมาตรงชายหาดนี้ ระยะทางไกลพอจนแทบไม่ได้ยินเสียงแล้วแท้ๆจึงไม่น่ารำคาญอะไร หรือลูกหลานของคุณยายไปร่วมงานไม่ยอมกลับบ้าน เป็นห่วงก็เลยมาตาม?
ในขณะที่คิดอยู่นั้น อีกฝ่ายก็หยิบถุงดำจากเพิงมาสะบัดๆ เปิดถุงอ้าออก ก่อนจะก้มเก็บขวดกระป๋องขึ้นมาใส่ถุงนั้นอย่างทุลักทุเล เพราะอีกมือหนึ่งต้องถือไฟฉายไว้ด้วย
ถึงตอนนี้เนียร์เพิ่งสังเกตเห็นว่าบนชายหาดนี้เต็มไปด้วยขยะเกลื่อนกลาดไปหมด ที่คนเมื่อตอนกลางวันทิ้งเอาไว้...จากตอนแรกที่คิดจะกลับไปบ้านพัก เนียร์เปลี่ยนใจแล้วเดินเข้าไปหาคุณยายแทน
“ขอโทษนะคะ” เนียร์ทักก่อนเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายตกใจ และได้รับคำถามทางสายตาแทน “คือ...ให้หนูช่วยด้วยมั้ยคะ”
หญิงชรามองเนียร์เหมือนไม่เข้าใจสิ่งที่เธอพูด “อะไรนะ หมายถึงเก็บขยะนี่น่ะหรือ” คุณยายชูถุงดำขึ้นมาแล้วก็รู้สึกแปลกใจเป็นเท่าตัว ที่มีเด็กจากไหนก็ไม่รู้เข้ามาช่วยแบบนี้
“หนูเห็นคุณยายทำแล้วก็เลยอยากมาช่วยน่ะค่ะ” เนียร์ตอบโดยไม่จำเป็นต้องโดนถามก่อนสักคำ พลางส่งยิ้มให้ ทำให้หญิงชราคลายความระแวงออกไป
“เออ ดีๆ ขอบใจมากนะอีหนูเอ้ย ยายไม่ได้พบเด็กดีๆ แบบหนูมานานแล้ว เด็กสมัยนี้ไม่ได้มีน้ำใจดีแบบคนสมัยก่อน เอาแต่เที่ยวดื่มเหล้ารบกวนชาวบ้านไปวันๆ” เมื่อรู้สึกว่าคุยกันได้ คุณยายก็บ่นออกมาตามประสาคนแก่
เนียร์ได้แต่หัวเราะแหะๆ กลับไป ไม่รู้จะตอบว่าไงดี เพราะถ้าเธอไม่เห็นคุณยายละก็...เธอก็คงเป็นเหมือนเด็กทั่วไปที่ไม่คิดแยแสขยะพวกนี้
“แล้ว...ทำไมคุณยายออกมาเก็บขยะตอนดึกๆ ดื่นๆแบบนี้ล่ะคะ” เนียร์ถามพลางหยิบกองถุงขนมขึ้นมาใส่เข้าไปในถุงดำ ปริมาณขยะก็ใช่ว่าจะน้อยๆ แถมยังมีเศษขวดแตกอีก หากไม่ระวังดีๆ อาจจะเหยียบเอาได้ “เก็บตอนเช้าจะไม่ปลอดภัยกว่าเหรอคะ”
“เก็บตอนนี้แหละดีแล้ว” คุณยายว่า “คนพวกนั้นพอเข้าใกล้ปีใหม่ก็เอาแต่จัดงานรื่นเริงกันจนถึงเช้า แล้วพองานเลิก สิ่งที่ถูกทิ้งไว้ในตอนเช้ายามปีใหม่ก็มีแต่ขยะพวกนี้ ปีใหม่มันต้องต้อนรับสิ่งใหม่ๆ ด้วยสิ่งดีๆสิ เพราะมีแต่ขยะพวกนี้ไงล่ะ ระหว่างปีมันถึงได้มีแต่เรื่องแย่ๆเกิดขึ้น ยายอยากจะต้อนรับปีใหม่ด้วยทะเลและชายหาดที่สะอาดสะอ้าน” คุณยายเว้นช่วงไปครู่หนึ่งแล้วหยุดเดิน ทำให้เนียร์ต้องหยุดตาม
คุณยายจ้องมองไปรอบๆ ราวกับกำลังมองความหลัง
“ยายอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เกิดแล้ว มีความทรงจำมากมายเกิดขึ้นที่นี่ ที่สุขก็มี ที่เศร้าก็มี ยายอยากจะรักษาสถานที่แห่งความทรงจำนี้ไว้ให้ดีที่สุด เลยคิดว่าอย่างน้อยขอให้ได้มารำลึกความหลังเก่าๆทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นในหนึ่งปีที่ผ่านมาก่อนที่จะเริ่มใช้ชีวิตอีกหนึ่งปีต่อไป...แต่อายุปูนนี้แล้วก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าจะเหลือเวลาอีกกี่ปี...ที่จะได้เห็นทะเลแห่งนี้อีก”
คุณยายหันมาส่งยิ้มให้เด็กสาว เป็นรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยพลังแห่งชีวิตที่เหลืออยู่ แม้เพียงเล็กน้อยแต่ก็เปี่ยมหวัง
เนียร์คิดว่าเพียงชั่วครู่เดียวเท่านั้นที่เธอนึกถึงความทรงจำของคุณยายซึ่งเธอสร้างขึ้นมาเอง ทั้งความทรงจำในวัยเด็กที่ได้มาเล่นกับเพื่อน ทั้งความทรงจำของสถานที่แห่งนี้ที่อาจเป็นที่ๆได้พบกับคนที่รัก และอาจเป็นที่ๆ คนรู้จักที่รักได้จากไป...
เนียร์นึกดีใจที่คุณยายเริ่มเดินต่อทำให้เธอมีโอกาสปาดน้ำตาที่ไหลออกมาอย่างไม่ได้ตั้งใจ และค้นพบว่าที่ทะเลแห่งนี้เต็มไปด้วยความทรงจำมากมายจริงๆ ทั้งของคุณยาย ทั้งของคนอื่น และตอนนี้ได้รวมของเธอเข้าไปด้วย ถึงแม้จะไม่มากมายนัก แต่ก็ได้เป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำเหล่านั้น
เป็นเวลานานนับชั่วโมงกว่าที่พวกเธอจะเก็บขยะเสร็จ แม้จะไม่ได้สะอาดเนี้ยบเพราะในยามกลางคืนแบบนี้มองอะไรได้ไม่ชัด แต่ก็นับว่าสะอาดพอจะต้อนรับปีใหม่ได้อย่างไม่อายใคร ก่อนจะมานั่งพักในเพิงที่คุณยายใช้เป็นที่ขายของในตอนกลางวัน
“ขอบใจมากนะอีหนูเอ้ย” คุณยายบอก นั่งพักบนเก้าอี้ไม้ไผ่ยาว ในขณะที่เนียร์กำลังมัดปากถุงขยะ
“ไม่เป็นไรค่ะ หนูขอให้ปีใหม่นี้คุณยายได้เจอแต่ความทรงจำที่ดีๆ นะคะ”
“ต้องได้เจออยู่แล้วล่ะ ก็ขนาดตอนสิ้นปียังได้เจอสิ่งดีๆอย่างหนูเลยนี่นา”
นั่นอาจจะเป็นคำพูดที่พูดออกมาอย่างไม่ทันได้คิดที่อาจไม่มีความหมายใดๆเลยก็ได้ แต่นั่นกลับทำให้เนียร์รู้สึกบางอย่างที่ไม่อาจบรรยายออกมาได้
สิ่งดีๆ งั้นหรือ...เนียร์คลี่ยิ้มเศร้า
ตัวเธอในสายตาของคุณยายคงจะเป็นคนดีมากๆ เลยสินะ....
คนดีหรือ เป็นคำชมที่เสียดแทงใจเอามากๆ เลยนะ
“เฮ้ย! มีคนอยู่แถวนี้ด้วยว่ะ” เสียงตะโกนเสียงดังทำให้ทั้งคู่สะดุ้ง ก่อนที่ผู้ชายสองคนจะเดินเข้ามาใกล้
เนียร์เดินไปอยู่ตรงหน้าคุณยายอัตโนมัติ
“พวกนายมีธุระอะไร” เนียร์หยั่งเชิงถาม เผื่ออีกฝ่ายไม่มีเจตนาร้ายอย่างที่เธอกำลังคิดอยู่ แต่จะอย่างไรก็ตาม ทั้งสถานการณ์และเวลา และอะไรอีกหลายๆ อย่าง มันชวนให้คิดว่าไอ้สองคนนี้ไม่ได้มาดีเลยแม้แต่น้อย
ดูเหมือนสองคนนั้นจะไม่ได้สนใจคำถาม หนึ่งในนั้นพูดกับเพื่อนว่า “ดูแล้วไม่น่ามีเงินเลยว่ะ”
โจรธรรมดาๆ? เนียร์ประเมินคร่าวๆ นับเป็นระดับต่ำสุดที่เธอวาดไว้ เอาน่า ก็ยังดีกว่าพวก...
“ยัยนี่แม้งหน้าตาใช้ได้เลยว่ะ โชคดีชะมัด” อีกคนมองเนียร์ด้วยสายตาหื่นกาม ทำเอาเนียร์ต้องทำใจกับตัวเองว่าระดับมันเริ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ
ยังไม่ทันให้เนียร์คิดว่าจะทำไงต่อไป เสียงคุณยายด้านหลังก็ร้องใส่สองคนนั้น
“ไอ้พวกเด็กเหลือขอ ออกไปจากร้านฉันเดี๋ยวนี้เชียวนะ”
“ร้าน? ไอ้ที่โกโรโกโสนี่น่ะเหรอร้าน” คนหนึ่งยิ้มชั่วร้าย “พังมันเลย”
“อย่านะ!” คุณยายร้อง รีบเข้าไปหยุดพวกนั้นที่เริ่มเตะเสาไม้ให้หักจนเพิงนี้เริ่มหล่นพังลงมา แต่ว่าคนที่คุณยายเข้าไปห้ามหยิบท่อนไม้ที่ร่วงลงมายกขึ้นฟาดใส่หญิงชราเต็มแรง
“คุณยาย!?” เนียร์ตกใจที่พวกนั้นถึงกับกล้าทำร้ายคนแก่ เธอตั้งใจจะเข้าไปช่วยแต่ก็ถูกอีกคนที่เหลือเข้าล็อกแขนไว้จากด้านหลัง ทำให้เธอได้แต่มองหญิงชราร้องโอดครวญอย่างเจ็บปวด พยายามจะขอความเห็นใจ แต่ไม่เป็นผลเมื่ออีกฝ่ายยกไม้ขึ้นกระหน่ำซ้ำ
“หยุดนะ...” เนียร์พยายามจะห้าม ความโกรธพุ่งขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ คนพวกนั้นกล้าดียังไงถึงทำได้แม้กระทั่งคนแก่ที่ไม่มีทางสู้ คนอย่างพวกมัน...พวกมันสมควรตายไปซะ!
“เฮ้ย!?” สองคนนั้นตกใจเมื่อจู่ๆคลื่นทะเลก็ยกตัวขึ้นสูงซัดเข้ามาหาพวกเขา เสียงนั้นเรียกสติเนียร์กลับคืนมา ทำให้คลื่นนั้นลดตัวหาพื้นทรายก่อนจะถึงตัวพวกเขา
ไม่ได้...
เนียร์ห้ามตัวเอง เธอจะใช้พลังนี้ทำร้ายคนอีกไม่ได้
...แม้คนพวกนี้จะสมควรได้รับอย่างนั้นหรือ เธอถามตัวเอง
พวกผู้ชายหายตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อกี้แล้วหันมาสนใจผู้หญิงทั้งสองคนต่อ ตอนนี้หญิงชราสลบไปแล้ว พวกเขาปรึกษากันว่าจะเอาไงต่อ และเมื่อหันมองเนียร์แล้วก็ดูจะตัดสินใจได้ไม่ยาก เมื่อคนหนึ่งเสนอให้ไปจัดการต่อตรงแถวโขดหินริมทะเลที่ลับตาคน
“ฉันขอเตือน อย่าทำแบบนี้” เนียร์พยายามพูดอย่างใจเย็น แล้วก็พบว่าเป็นการกระทำที่ไร้ประโยชน์สิ้นดี นี่เธอยังคิดอยู่อีกหรือไง ว่าคนพวกนี้จะมีสามัญสำนึกขึ้นได้ว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นมันผิด
เธอคิดไว้อยู่แล้วว่าหากใช้พลัง ก็สามารถหนีรอดได้สบายๆ อยู่แล้ว แต่เธอไม่มั่นใจในตัวเองเมื่อได้เห็นสภาพของคุณยายที่มีรอยฟกช้ำอย่างน่ากลัวเต็มตัวไปหมด ถ้าใช้พลัง เธอต้องพลั้งฆ่าคนพวกนี้แน่ๆ
ยังไม่ทันที่เธอจะตั้งตัว มือของชายตรงหน้าก็ดึงเธอให้เข้าใกล้ แต่เนื่องจากพื้นที่เต็มไปด้วยตะไคร่น้ำทำให้ทั้งสองลื่นล้มไปด้วยกันทั้งคู่ โดยที่ฝ่ายชายล้มทับเนียร์พร้อมกับหัวไปกระแทกกับหินก้อนใหญ่อย่างแรง
“โอ๊ย! หัวข้า!” เขาร้อง เอามือกุมหัว ส่วนเพื่อนอีกคนก็หัวเราะ
“ฮ่าๆๆ เป็นไงบ้างล่ะ ไหวรึเปล่า ถ้าไม่ไหวเดี๋ยวข้าเล่นให้ก่อนเอามั้ย”
เป็นคำที่ไม่ชวนให้สบายใจขึ้นเลยสักนิดเมื่อถูกคร่อมเอาอยู่แบบนี้ เนียร์คิด เริ่มเครียดหนักกับสถานการณ์ตรงหน้า จะล้มทั้งทีก็ไม่ได้ช่วยให้เธอหนีง่ายขึ้นเลยสักนิด ซ้ำยังเหมือนไปช่วยให้พวกนี้จัดการเธอได้ง่ายขึ้นไปอีก ด้วยกำลังของผู้หญิง เธอไม่มีทางสู้กำลังผู้ชายได้แน่ๆ เพราะงั้นทางเหลือรอดทางเดียวก็มีแต่ต้องใช้พลังจัดการเท่านั้น แต่ว่า...
“ไม่ต้อง ข้าไหว” คนพูดอดกลั้นความเจ็บเอาไว้เพื่อจะได้เป็นคนลงมือก่อน แล้วลงมือปลดกระดุมเสื้อตัวเอง
ถ้าเธอใช้พลัง จะต้องฆ่าผู้ชายสองคนนี้แน่นอน นั่นเธอทำไม่ได้ ไม่ว่าจะยังไงก็ทำไม่ได้!
แหมะ...
ของเหลวหยดหนึ่งหยดลงมาบนใบหน้าของเนียร์ ทำให้เธอต้องเปิดตาขึ้นมาดูว่ามันคืออะไร ทำให้เธอเบิกตากว้าง
“แม่งเอ๊ย!” เจ้าของหยดเลือดสบถอย่างขัดใจเมื่อมีเลือดไหลออกมาจากปากแผลตัดกับเส้นผมสีดำของตัวเอง
“ไม่ไหวก็ไม่ต้องฝืน มา ข้าจัดการก่อนให้เอง” เพื่อนอีกคนบอก น้ำเสียงไม่ได้เศร้าที่เพื่อนตัวเองบาดเจ็บเลยสักนิด
คนเจ็บร้องออกมาอย่างขัดใจ เตรียมจะลุกออกจากร่างของเด็กสาว แต่แล้วก็ต้องหยุดเมื่อผู้หญิงที่อยู่ข้างใต้นั้นเอ่ยเสียงเบา
“ทำไม่ได้เหรอ” เธอถามก่อนจะคลี่ยิ้มบางส่งไปให้ พลางเอ่ยต่อ “ไม่เป็นไร ถ้าทำไม่ได้ เดี๋ยวฉันจะเป็นคนจัดการให้เอง” แล้วมือบางก็ยกขึ้นทาบอกเปลือยของอีกฝ่ายก่อนจะไล้ไปยังต้นคอ ทำเอาฝ่ายที่จู่ๆก็กลายเป็นผู้ถูกกระทำคลี่ยิ้ม
“มีอารมณ์ร่วมแล้วรึไง ได้เลย งั้นฉันจะให้เธอเป็นคนจัดการให้แล้วกัน” เขาพูด ไม่สนใจกับแผลของตัวเองอีก ในเมื่อผู้หญิงหน้าตาดียอมเล่นด้วยแบบนี้ โอกาสดีๆ อย่างนี้จะหาที่ไหนได้อีก
ทว่าดวงตาของเด็กสาวกลับเหมือนไม่ได้สะท้อนภาพของเขาอยู่เลยสักนิด ริมฝีปากบางยังขยับพูดต่อ
“ทำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เพราะฉันจะจัดการให้เองนะ...เนียร์” สิ้นคำ มือบางก็ออกแรงบีบคอชายหนุ่มตรงหน้าทันที
“เฮ้ย!?” อีกคนที่ยืนอยู่ร้องด้วยความตกใจเมื่อจู่ๆผู้หญิงที่บอกว่าจะเล่นด้วยอยู่ดีๆ ดันมาบีบคอเพื่อนตัวเองซะอย่างนั้น “ทำบ้าอะไรของเธอน่ะ”
เด็กสาวค่อยๆ ลุกขึ้นยืนทั้งที่มือยังกำรอบคอชายหนุ่มอยู่ เธอเงยหน้ามองคนถาม “ก็จะเล่นกันไม่ใช่เหรอ งั้นพวกแกก็ทำให้ฉันสนุกหน่อยสิ” ว่าแล้วเธอก็ดึงหัวในมือมาแล้วค่อยๆ จับบิดไปทีละน้อย เจ้าของหัวนั้นแหกปากร้องลั่น ดวงตาที่แทบจะถลนออกมาเหลือบมองเพื่อนอย่างขอความช่วยเหลือ แต่อีกฝ่ายได้แต่มองด้วยความหวาดกลัวกับหัวเพื่อนตัวเองที่เริ่มบิดมาถึงข้างหลัง
“เอ้า! เร็วเข้าสิ ทำให้ฉันสนุกหน่อย เวลาแบบนี้ไม่ได้มีบ่อยนักหรอกนะ” เธอยิ้มกว้างก่อนจะได้ยินเสียงดังกร๊อบออกมาจากหัวนั้น เลือดพุ่งออกมาจากปากแต่ก็ยังไม่สะใจ เธอบิดต่อไปเรื่อยๆ เนื้อคอบิดเกลียวขาดสะบั้นออกจากกันด้วยแรงดึง
“เหวอ!” ผู้ชมอีกคนหวีดร้องลั่น เพิ่งจะตระหนักได้ว่าควรจะรีบหนีไปซะในระหว่างที่อีกฝ่ายยังมีของให้เล่น แต่ฝีเท้าที่จะก้าวไปนั้นพลันหยุดลงเมื่อจู่ๆน้ำทะเลยกตัวขึ้นขวางทางไม่ให้ไป
“อะไรกัน”
เด็กสาวยกหัวที่มีสีหน้าทรมานและเต็มไปด้วยคราบเลือดขึ้นแนบกับใบหน้าของตัวเอง ให้ทั้งสองหัวนั้นจ้องหาเขา “ยังไม่ได้เล่นด้วยกันเลย จะไปแล้วเหรอ” เธอหัวเราะคิก พูดกับหัวในมือนั้น “เพื่อนนายนี่นิสัยเสียชะมัดเลย ยังไม่ทันได้เล่นก็จะไปซะแล้ว แต่...” เนียร์ยิ้ม ดวงตาสีดำเลื่อนมาทางชายหนุ่ม
“ไม่ให้ไปหรอกนะ”
แล้วน้ำที่ขึ้นขวางทางก็ซัดใส่ชายหนุ่มจนกระเด็นมากองอยู่แทบเท้าของเด็กสาว เขาเงยหน้ามองอีกฝ่ายอย่างหวาดกลัว เพิ่งนึกขึ้นเป็นครั้งแรกว่าไม่น่ามายุ่งกับผู้หญิงคนนี้เลย
เนียร์จับไหล่อีกฝ่ายแล้วดันให้เขานอนราบไปกับพื้นโดยมีเธออยู่ข้างบน มือทั้งสองข้างฉีกเสื้อบนตัวของเขาทิ้งไปแล้วแนบหูลงตรงบริเวณหัวใจ ได้ยินเสียงหัวใจเต้นระรัวอย่างบ้าคลั่ง
“เอาล่ะ ไหนดูซิ ถ้าฉันทำแบบนี้แล้วหัวใจจะเต้นแบบไหนกันนะ” เธอพูดแล้วยกมือขึ้นแทงทะลวงเข้าไปในท้อง ได้ยินเสียงร้องอ๊ากของชายหนุ่ม แต่เธอก็ได้ยินเสียงหัวใจเต้นกระตุกอย่างชัดเจน
“แล้ว...แบบนี้ล่ะ” นิ้วจิกเข้าไปยังเนื้อตรงใต้คางแล้วฉีกกระชากมันออกมา ได้ยินเสียงหัวใจเต้นกระตุกถึงสองครั้ง เลือดไหลทะลักออกมานอกปากและคอทำให้เขาพูดอะไรออกมาไม่ได้อีก มือทั้งสองข้างพยายามจะดันตัวเด็กสาวออกไปแต่ไม่เป็นผล ดวงตาค่อยๆ เหลือกขึ้นข้างบนจนเห็นตาขาวชัดเจน จนกระทั่งในที่สุดหัวใจก็หยุดเต้นลงโดยสมบูรณ์
ตูม!
เสียงคล้ายระเบิดลูกใหญ่ดังขึ้นพร้อมๆกับที่ทั่วทั้งท้องฟ้าเต็มไปด้วยพลุลูกใหญ่หลากสีตัดกับท้องฟ้าสีดำเข้มนั้นลานตาไปหมด
เนียร์ผละจากร่างไร้ซึ่งเสียงหัวใจนั้น แล้วลุกขึ้นยืนเงยหน้ามองพลุที่จุดขึ้นเมื่อถึงเวลาเที่ยงคืนอันเป็นการบอกว่าเริ่มเวลาของปีใหม่แล้ว เธอก้มลงมองมือที่เต็มไปด้วยเลือดแล้วค่อยๆหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง ปลื้มปิติราวกับพลุบนท้องฟ้านี้จุดขึ้นเพื่อฉลองให้กับการมีอยู่ของเธออย่างไรอย่างนั้น
...ซ่า...
เสียงคลื่นทะเลซัดเข้าหาฝั่งดังเป็นจังหวะราวเสียงขับกล่อมให้ง่วงงุนอีกระลอก
ทว่าเด็กสาวก็ยังต้องตื่นขึ้นเพราะเสียงโหวกเหวกของใครบางคนอยู่ดี ภาพที่สะท้อนอยู่ในดวงตาสีดำคือภาพของห้องเธอในบ้านพัก ร่างบางนอนอยู่บนเตียงและเสื้อผ้าก็ผลัดเปลี่ยนเรียบร้อยแล้ว พยายามดันตัวลุกขึ้นนั่งมองนาฬิกาแขวนไว้อยู่หน้าเตียงบอกเวลาว่ายังอยู่ในช่วงเช้ามืด
เนียร์ออกไปตรงระเบียงด้านนอกเพื่อหาต้นเสียงที่ปลุกเธอขึ้นมา พอมองลงไปไกลออกไปเล็กน้อยเห็นกลุ่มคนที่ใส่ชุดเครื่องแบบตำรวจกำลังสอบปากคำหญิงชราที่บนร่างกายเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ
หญิงชราคนนั้นนั่นเองที่ส่งเสียงตะโกนดังมาจนปลุกเธอ
“ไอ้เด็กพวกนั้นมันตายๆ ไปแหละดีแล้ว ดูมันทำสิ ไม่ได้เห็นใจคนแก่เลยสักนิด ถึงอยู่ต่อ สักวันพวกมันคงกล้าทำถึงขั้นฆ่าคนได้นั่นแหละ”
พวกตำรวจเพียงรับฟังไม่ได้ตอบอะไรมาก ก่อนจะหันหน้าคุยกันเองด้วยเสียงที่เบา อย่างน้อยเธอก็ไม่รู้ว่าพวกเขาพูดอะไรกันบ้าง แต่สุดท้ายพวกเขาก็พยักหน้าให้กัน แล้วคนอีกกลุ่มหนึ่งก็เดินผ่านพวกเขาไปพร้อมกับเข็นเตียงสองเตียง บนเตียงนั้นมีร่างคนนอนอยู่แต่สภาพเป็นอย่างไรไม่อาจรู้ได้เมื่อมีผ้าสีขาวคลุมปิดจนมิด แล้วพวกที่เหลือทั้งตำรวจและหญิงชราคนนั้นก็เดินตามไปจนกระทั่งเนินสูงบดบังคนพวกนั้นออกจากสายตา
เนียร์หันกลับไปมองตรงที่ที่คนกลุ่มนั้นยืนคุยกันอยู่เมื่อกี้อีกครั้ง และได้พบกับชายคนหนึ่งสวมชุดสูททำงานกับแว่นสีดำบังใบหน้ายืนอยู่ เขาหันมาทางเธอราวกับจะรู้ว่าเธออยู่ตรงนี้ เขาไม่ได้พูดอะไรทั้งสิ้นนอกจากเพียงก้มหัวให้เล็กน้อยก่อนจะเดินตามคนกลุ่มนั้นไป
แม้มาเที่ยว ก็ไม่ต้องห่วงว่าเรื่องจะรั่วไหล...สินะ
มือที่จับระเบียงอยู่แน่นขึ้น เธอจำเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนได้ทั้งหมด เพียงแต่มันต่างไปจากทุกครั้ง
ทุกครั้งที่เธอเห็นสีดำ-แดง เธอจะรู้สึกตัวอยู่เสมอ รับรู้ทุกอย่างทั้งอารมณ์และความรู้สึก แม้กระทั่งความคิด เป็นเหมือนตัวเองที่ไม่สามารถควบคุมได้ แต่เมื่อคืนนี้มันผิดกัน
ทุกอย่างเกิดขึ้น โดยมีเธอเป็นผู้ชม ใช่ เหมือนแค่ยืนมองร่างของตัวเองทำเรื่องเหล่านั้นลงไปเท่านั้น
เนียร์หลับตาลงนึกถึงภาพเมื่อคืน ก่อนจะคิดกลับเข้าห้องเพื่อจัดการกับเสื้อผ้าที่ยังไม่ได้เอาไปซัก ต้องรีบทำก่อนมีใครในบ้านตื่น แต่แล้วเนียร์ก็ชะงักฝีเท้าไว้แล้วหันกลับไปมองสิ่งที่ค่อยๆแผ่ขยายขึ้น
พระอาทิตย์ดวงแรกแห่งปีกำลังค่อยๆโผล่ขึ้นมาจากเส้นระหว่างขอบฟ้าและทะเล แผ่ขยายแสงสีทองไปทั่วผืนฟ้าให้ทุกสรรพสิ่งได้มีการเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง
ไม่แน่ว่า...การเริ่มต้นครั้งใหม่ของเธอคราวนี้ เธออาจต้องเผชิญกับบางสิ่ง
บางสิ่งที่เธอไม่อยากให้มันต้องเริ่ม...เพื่อพบกับสิ่งใหม่เลยก็ได้