สุดยอดนักผจญภัย

    สั่งสอนองค์ชาย

    หลังจากที่พวกองค์กรมืดได้หนีไปแล้ว ไลท์ก็มองไปที่ศพของพวกองค์กรมืดจากนั้นเขาก็บินลงไปเก็บอุปกรณ์มิติของพวกองค์กรมืดมาใส่ในแหวนมิติของตัวเอง นอกจากนี้ยังเก็บหัวของพวกองค์กรมืดแต่ละคนมาด้วยเพื่อที่จะนำไปขึ้นเงินที่สมาคมนักผจญภัย 

    เมื่อจัดการเสร็จเรียบร้อยแล้วไลท์ก็กระโดดขึ้นมาบนดาร์กโซล

    หลังจากที่ไลท์ยืนอยู่บนเรือพร้อมกับยิ้มให้กับเบเรียลและคนอื่นๆก่อนที่จะหัวเราะมาเบาๆ ราวกับว่าเรื่องเมื่อกี้เป็นเพียงแค่การเรียกน้ำย่อยหลังอาหารเท่านั้น 

    “ เป็นไงล่ะฉันบอกแล้วว่าแปปเดียวเดี๋ยวก็จบแล้ว ” ไลท์หัวเราะออกมา 

    จากนั้นคนอื่นก็มาล้อมไลท์พร้อมกับชื่นชมออกมาด้วยความตื่นเต้นและชื่นชม

    “ ท่านไลท์สุดยอดไปเลยเนอะคาริน ” ยูเทียที่ยืนอยู่ข้างนอกพูดด้วยน้ำเสียงชื่นชมและเคารพ 

    “ นั้นสิ สมแล้วที่เป็นคนที่เบเรียลเลือก” คารินยินดีกับเพื่อนของเธอที่เลือกคู่รักได้ดี

    “ จริงสิ บอกทุกคนด้วยว่าอย่าไปบอกเรื่องนี้กับใคร ” ไลท์พูดกับทางฝั่งของยูเทีย 

    แม้ว่าพวกยูเทีย คารินและทหารคนอื่นๆไม่เข้าใจว่าทำไมไลท์ถึงบอกแบบนั้นแต่พวกเขาก็ทำตามที่ไลท์ขอ

    หลังจากนั้นไลท์ก็บอกให้เวโรนิก้าออกเดินทางต่อ

    บนดาดฟ้า

    “ นึกไม่ถึงเลยนะว่านายจะแข็งแกร่งขนาดนี้ ” เบเรียลพูดขึ้นพร้อมกับมองไปที่ไลท์ด้วยความไม่พอใจ

    “ ก็ฉันบอกแล้วไงว่าเดี๋ยวฉันจะรีบกลับมา ขนาดแม่ทัพปีศาจฉันก็ยังสังหารได้ไม่ต่ำกว่ายี่สิบสามสิบตัวเลยนะแถมยังเอาชนะราชาปีศาจอีกสองตัว เธอคิดว่าเรื่องพวกนี้จะทำได้ง่ายๆงั้นหรอ? ” ไลท์ถอนหายใจออกมา

    “ เรื่องนั้นฉันรู้อยู่แล้วแต่มันก็อดเป็นห่วงไม่ได้นิ นอกจากนี้ฉันยังไม่เคยเห็นนายสู้กับพวกแม่ทัพปีศาจและราชาปีศาจสักหน่อย เพราะแบบนี้มันจึงทำให้ฉันรู้สึกเป็นห่วงนายไม่ได้ ” เบเรียลส่ายหน้าเบาๆ

    “ ก็ตอนนั้นมันอันตราย ฉันไม่อยากให้พวกเธอต้องมาอยู่ในสถานการณ์ที่อันตราย ” ไลท์ยิ้มเบาๆ

    “ ฉันรู้อยู่แล้ว ตอนนี้ฉันอยากแข็งแกร่งขึ้นไม่ต้องแข็งแกร่งเท่ากับนายก็ได้ ขอแค่ได้อยู่กับนายทุกที่ก็เพียงพอแล้ว ฉันไม่อยากที่จะเป็นตัวถ่วงให้กับนาย ” เบเรียลพูดขึ้น

    “ เธอไม่จำเป็นต้องแข็งแกร่งขนาดนั้นก็ได้ฉันจะเป็นคนปกป้องเธอเอง ” ไลท์พูด

    “ ไม่มีทาง ” เบเรียลหัวเราะออกมา เธอคิดว่าอย่างน้อยๆเธอก็ต้องอยู่ในระดับSSให้ได้ก็พอแล้ว ไม่อย่างนั้นจะไม่สมกับการเป็นคู่รักของตัวตนระดับSSSอย่างไลท์

    การเดินทางในครั้งนี้พวกไลท์ก็เดินทางได้อย่างปลอดภัยโดยที่ไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น

    เวลานี้พวกไลท์อยู่ไม่ห่างจากเมืองมิลเลอร์ฟรอสแล้ว

    ตอนนี้พวกไลท์พักอยู่ที่เมืองแคสเมล 

    เมืองแคสเมลเป็นเมืองที่อยู่ห่างจากเมืองมิลเลอร์ฟรอสประมาณหกร้อยกิโลเมตร ซึ่งจากเมืองแคสเมลไปยังเมืองมิลเลอร์ฟรอสก็ใช้เวลาประมาณครึ่งวันเท่านั้น เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในเมืองที่อยู่ติดกับเมืองมิลเลอร์ฟรอสมากที่สุด

    เนื่องจากเมืองแคสเมลอยู่ใกล้กับเมืองมิลเลอร์ฟรอสทำให้เมืองแห่งนี้แทบจะไม่เคยถูกพวกองค์กรมืดบุกโจมตีเลย ครั้งล่าสุดที่ถูกโจมตีก็เกือบหนึ่งร้อยปีก่อนแล้ว

    ไลท์และคนอื่นๆพบว่าที่เมืองแคสเมลเต็มไปด้วยผู้คนจำนวนมากที่จะมาเข้าร่วมงานประมูลในครั้งนี้ 

    แม้ว่างานประมูลในครั้งนี้ส่วนมากจะเป็นผู้มีอำนาจต่างๆทั่วโลกแต่ก็ยังมีผู้คนทั่วไปที่สนใจมาดูงานประมูลด้วยเช่นกัน เนื่องจากงานประมูลถูกแบ่งออกเป็นสองช่วงด้วยกันคือหนึ่งช่วงแลกเปลื่ยนสมบัติกับช่วงงานประมูลสมบัติ

    ช่วงแลกเปลื่ยนสมบัติจะเริ่มก่อนงานประมูลสิบวันแล้วก็ลากยาวมาถึงวันที่จะเริ่มงานประมูล 

    ในช่วงนี้คนที่มีสมบัตินับก็นำวางขายหรือแลกเปลื่ยนในจุดที่ทางสภาจอมเวทย์จัดเอาไว้ให้ นอกจากนี้ยังมีจอมเวทย์ศักดิ์สิทธิ์หลายคนคอยเฝ้าระวังความปลอดภัยในพื้นที่เหล่านั้นให้อีด้วย 

    ภายในร้านอาหารแห่งหนึ่ง

    ไลท์และคนอื่นๆกำลังนั่งกินอาหารกัน พวกเขาพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน 

    เพียงแต่ในขณะที่พวกเขากำลังกินข้าวและพูดคุยกันอยู่ ก็ได้ยินเสียงทะเลาะกันดังขึ้นมาจากด้านนอก

    ในตอนแรกพวกไลท์ก็ไม่ได้ให้ความสนใจสักเท่าไหร่เพราะมันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับพวกเขา แต่จู่ๆก็มีเสียงการต่อสู้ดังขึ้นแม้ว่าจะไม่ใช่การต่อสู้ด้วยเวทย์มนต์แต่เป็นการต่อสู้แบบใช้หมัดต่อยเท้าเตะกันแทน

    “ ไลก้า ไปดูข้างนอกสิว่าเกิดอะไรขึ้น? ” ไลท์ถามด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด เขาอยากจะกินอาหารแบบสบายๆไม่ได้ต้องการฟังเสียงคนทะเลาะวิวาทกัน

    “ เข้าใจแล้วลูกพี่ ” ไลก้าพูดขึ้นก่อนที่จะที่จะเดินออกไปนอกห้อง

    จากนั้นทุกๆคนก็ได้ยินเสียงของไลก้าดังขึ้นจากนั้นก็มีเสียงดังตู้ม สองสามครั้งแล้วเงียบไป

    ไม่นานไลก้าก็เดินเข้ามาในห้องพร้อมกับสีหน้าสบายๆ

    “ เรียบร้อยแล้วลูกพี่ ” ไลก้าพูดขึ้น

    ไลท์และคนอื่นๆไม่ได้สนใจไลก้าแม้แต่น้อย พวกเขายังคงกินอาหารกันต่อ

    ไลก้ามองดูพวกไลท์ที่กำลังกินอาหารโดยที่ไม่สนใจเขาแม้แต่น้อยก็รู้สึกนอยนิดๆ 

    “ นี้ไม่คิดจะถามหน่อยหรอว่าข้างนอกเกิดอะไรขึ้น? ” ไลก้าถามออกมาแต่ก็ไม่มีใครสนใจเขาแม้แต่คนเดียว 

    ไลก้าถอนหายใจจากนั้นเขาก็นั่งลงไปที่เก้าอี้ตามเดิม 

    “ คอลรุยด้านนอกมีสาวสวยด้วยนะสนใจไหม? ” ไลก้ากระซิบกับคอลรุยทันที

    คอลรุยตาสว่างขึ้นมาก่อนที่จะหันมามองไลก้าด้วยความสนใจ

    “ สาวสวยจริงดิ? ” คอลรุยถามออกมาด้วยความตื่นเต้น

    “ ใช่ เป็นสาวสวยจริงๆ ” ไลก้าพยักหน้าออกมาอย่างจริงจัง

    “ แล้วถ้าสวยจริงทำไมนายไม่เข้าไปจีบล่ะ? ” คอลรุยหรี่ตาลงก่อนที่จะตักอาหารเข้าปากต่อ 

    ไลก้าบุ้ยปากก่อนที่จะตักอาหารมากินบ้าง

    ผ่านไปกว่าครึ่งชั่วโมง 

    พวกไลท์ก็เริ่มอิ่มกันแล้วจึงสั่งของหวานมากินกันต่อ 

    ในขณะที่พวกไลท์กำลังรอของหวานอยู่นั้นจู่ๆก็มีคนเปิดประตูเข้ามาในห้องของพวกไลท์ 

    ไลท์และคนอื่นๆมองไปยังคนที่เปิดประตูเข้ามาด้วยความประหลาดใจ

    เป็นชายหนุ่มอายุประมาณยี่สิบปีพร้อมกับชายวัยกลางคนสองคน 

    ชายหนุ่มเป็นหนุ่มรูปหล่อรูปร่างสูง ใบหน้าดูจริงจังเส้นผมสีเทา สวมชุดหรู ออร่าของเขาอยู่ในระดับA ที่เกือบจะอยู่ในระดับSแล้ว

    ส่วนชายวัยกลางคนสองคน คนแรกอายุประมาณห้าสิบปี รูปร่างผอมใบหน้าดูดุดัน ออร่าของชายวัยกลางคนอยู่ในระดับS คนที่สองก็อายุประมาณสี่สิบกลางๆ รูปร่างสูงใหญ่ ออร่าของเขาก็อยู่ในระดับS 

    ชายหนุ่มมองไปรอบๆห้องก่อนที่จะมาหยุดอยู่ที่ไลก้า 

    “ ลากตัวไอหมอนี้ออกมาซะ ” ชายหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาพร้อมกับชี้ไปที่ไลก้า

    “ ครับนายน้อย ” ชายวัยกลางคนทั้งสองตอบรับก่อนที่จะเดินไปหาไลก้าทันที

    “ เป็นแกนี้เอง ” ไลก้าพูดด้วยน้ำเสียงเหยียดหยาม

    ชายหนุ่มคนนี้คือคนที่มีปัญหากับชายหนุ่มอีกหนึ่งคน ซึ่งไลก้าก็อัดชายหนุ่มทั้งสองคนไปจนทำให้พวกเขาต้องรีบหนีออกจากร้านอาหารแห่งนี้ เขานึกไม่ถึงเลยว่ามันจะกลับมาพร้อมกับผู้ติดตามถึงสองคน

    เพียงแต่จู่ๆชายวัยกลางคนทั้งสองก็หยุดชะงักและไม่สามารถควบคุมร่างกายของตัวเองได้

    “ พวกแกรีบไปลากตัวไอหมอนั้นมาซิวะ ” ชายหนุ่มตะโกนออกมาด้วยความโกรธ 

    “ นายน้อยพวกเราไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ครับ!! ” ชายวัยกลางคนตะโกนออกมาด้วยความตกใจ

    ชายหนุ่มเองก็ตกใจขึ้นมาจากนั้นเขาก็ลองขยับตัวดูแต่ก็ไม่สามารถขยับตัวได้เหมือนกับที่ผู้ติดตามของเขาบอก 

    “ เกิดอะไรขึ้น? ” ชายหนุ่มพูดออกมาด้วยความตกใจ

    “ ไลก้าพวกนี้คือใคร? ” ไลท์ถามออกมาด้วยความไม่พอใจ เขาไม่ค่อยชอบพวกที่ไม่มีมารยาทแทนที่จะรอให้พวกเขาออกจากห้องก่อนแล้วค่อยมาหาเรื่องเขาก็จะไม่โกรธเลย แต่นี้ดันมาหาเรื่องตอนที่พวกเขากำลังกินข้าวอยู่เขาไม่พอใจจริงๆ

    “ ลูกพี่เจ้าหมอนี้เป็นคนที่สร้างความวุ่นวายหน้าห้องเมื่อกี้ ” ไลก้าตอบ

    “ อ่อที่แท้ก็เป็นเจ้าหมอนี้เอง ” ไลท์พยักหน้าก่อนที่จะมองไปยังชายหนุ่มด้วยแววตาไม่พอใจจากนั้นเขาก็ลุกขึ้นยืนและเดินไปหาชายหนุ่มทันที 

    “ ไอหนุ่มแกคิดจะทำอะไรองค์ชาย? ” ชายวัยกลางคนรูปร่างผอมตะโกนออกมาด้วยความโกรธ

    “ ฉันจะทำอะไร ทำไมฉันต้องถามความเห็นของแก? ” ไลท์เหลือบมองก่อนที่จะโบกมือเบาๆ

    จู่ๆร่างกายของชายวัยกลางคนก็มีเลือดไหลออกมาเป็นจำนวนมาก 

    ชายวัยกลางคนกรีดร้องออกมาอย่างเจ็บปวด 

    ชายวัยกลางคนอีกคนมองไปที่เพื่อนของตัวเองด้วยความตกใจ เขารู้ดีว่าเพื่อนของเขาแข็งแกร่งแค่ไหนแถมยังเป็นถึงตัวตนระดับSอีกด้วย นอกจากนี้การที่ชายคนนี้ทำให้พวกเขาไม่สามารถเคลื่อนไหวได้และการที่ถูกจัดการได้ง่ายๆแบบนี้แสดงว่าคนๆนี้จะต้องแข็งแกร่งกว่าพวกเขามาก ดีไม่ดีคนๆนี้จะแข็งแกร่งในระดับSS

    “ ฉันไม่ได้ถามพวกแกก็ยืนอยู่เงียบๆไปซะ ” ไลท์พูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา จากนั้นเขาก็เดินมาหยุดอยู่ที่เบื้องหน้าของชายหนุ่ม

    “ เอาล่ะ ฉันอยากจะถามว่าพ่อแม่ของแกยังอยู่ไหม? ” ไลท์ถามออกมา

    ห๊ะ? 

    ชายหนุ่มและผู้ติดตามอีกคนหนึ่งพากันสงสัยว่าทำไมไลท์ถึงถามอะไรแบบนี้

    “ พ่อแม่ฉันยังอยู่ ” ชายหนุ่มตอบคำถามของไลท์ด้วยความงุนงง

    “ งั้นก็ดี ในเมื่อพ่อแม่ของแกยังอยู่แล้วทำไมเขาถึงไม่สอนมารยาทขั้นพื้นฐานให้กับแก? เดี๋ยวนะเมื่อกี้เจ้าหมอนั้นเรียกแกว่าองค์ชายด้วยไม่ใช่หรอ ทำไมองค์ชายอย่างแกไม่รู้หรอว่าการที่เข้าห้องคนอื่นก่อนอย่างน้อยๆก็ต้องเคาะประตูห้องไม่ใช่ว่าจะเปิดเข้ามาในห้องทันทีแบบนี้ แกรู้จักคำว่ามารยาทไหม? ” ไลท์พูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ 

    เอ่อ

    ชายหนุ่มพยักหน้ารับเบาๆ

    “ แล้วทำไมตอนที่แกเข้ามาถึงไม่หัดเคาะประตูก่อน? ” ไลท์ถามออกมา

    “ ช่างเถอะฉันจะทำโทษนายก่อนแล้วกัน แล้วก็พวกแกด้วยข้อหาที่ไม่ยอมตักเตือนนายน้อยของพวกแก ” ไลท์พูดจบเขาก็ทำการกดจุดตามร่างกายของชายหนุ่มทันที 

    ไม่นานชายหนุ่มก็กรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดก่อนที่จะล้มลงไปนอนดิ้นกับพื้นอย่างทุรนทุราย 

    ชายวัยกลางคนอีกคนมองดูนายน้อยของตัวเองที่กรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดก็ตัวสั่นขึ้นมาทันที 

    “ ต่อมาก็ถึงคิวของแกแล้ว ” ไลท์หันมามองชายวัยกลางคนที่ยังยืนอยู่คนเดียว 

    และไม่นานชายวัยกลางคนก็กรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดและลงไปนอนดิ้นกับนายน้อยของมัน

    เสียงกรีดร้องของชายหนุ่มและชายวัยกลางคนดังออกไปด้านนอกห้อง จนทำให้พนักงานของร้านอาหารวิ่งเข้ามาดูด้วยความตกใจ เพราะอาจจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นภายในห้องส่วนตัวนี้ 

    เมื่อพนักงานร้านอาหารเปิดประตูเข้ามา เขาก็เห็นว่ามีสองคนที่กรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด ส่วนอีกคนนอนกับพื้นพร้อมกับเลือดที่ไหลออกมาเป็นจำนวนมาก

    “ เอ่อคือ… ” พนักงานแสดงสีหน้ากังวลออกมาก่อนที่จะรีบวิ่งไปตามผู้ดูแลมาทันที แน่นอนว่าเรื่องใหญ่แบบนี้เขาไม่กล้าที่จะตัดสินใจด้วยตัวเอง

    ไม่นานผู้ดูแลร้านอาหารก็รีบวิ่งเข้ามาในห้อง 

    ผู้ดูแลร้านอาหารเป็นชายอายุประมาณสี่สิบปีรูปร่างอ้วนท้วม แต่สูงใหญ่ ใบหน้าดูเคร่งเครียด ชื่อของเขาคือเมอร์ฟี่

    จากนั้นสายตาของเมอร์ฟี่ก็กวาดดูรอบๆห้องและก็เป็นอย่างที่พนักงานของเขาบอก มีคนได้รับบาดเจ็บหนักหนึ่งคนและอีกสองคนที่นอนดิ้นกับพื้นพร้อมกับกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด

    เมื่อเมอร์ฟี่มองดูชายหนุ่มที่กรีดร้องที่พื้นก็แสดงสีหน้าตกใจและรีบตะโกนขึ้นว่า “ องค์ชายสตีเฟ่น!! ” 

    แน่นอนว่าเมอร์ฟี่รู้จักองค์ชายสตีเฟ่นดี ความจริงแล้วต้องบอกว่าเพิ่งจะรู้จักองค์ชายสตีเฟ่นเลยดีกว่าเพราะเมื่อกี้องค์ชายสตีเฟ่นเพิ่งจะมีปัญหากับองค์ชายบาร์เลวี่ที่ตรงทางเดิน แต่จู่ๆก็มีใครไม่รู้จัดการกับองค์ชายสตีเฟ่นและองค์ชายบาร์เลวี่จนต้องรีบวิ่งหนีออกจากร้านไป 

    องค์ชายสตีเฟ่นเป็นองค์ชายของอาณาจักรแกรมม่าที่อยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปมนุษย์ หนึ่งในอาณาจักรที่มีหอคอยแห่งนิรันด์ ส่วนราชาของอาณาจักรก็ยังเป็นถึงตัวตนระดับSSที่แข็งแกร่งอีกด้วย 

    ส่วนองค์ชายบาร์เลวี่เป็นองค์ชายของอาณาจักรเปอร์ติสที่อยู่ทางเหนือของทวีปมนุษย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในอาณาจักรที่มีหอคอยแห่งนิรันดร์เช่นกัน ราชาของอาณาจักรเปอร์ติสเองก็เป็นถึงตัวตนระดับSSด้วยเหมือนกัน 

    ที่พวกเขามาที่นี้ก็เพราะต้องการที่จะตามจีบองค์หญิงธีน่าจากอาณาจักรแสงจันทร์ 

    อาณาจักรแสงจันทร์คืออาณาจักรที่อยู่ทางใต้ของทวีปมนุษย์ นอกจากนี้ยังเป็นอาณาจักรที่ไลท์อาศัยอยู่ก่อนที่จะเข้าหอคอยแห่งนิรันดร์

    “ พวกคุณกล้าทำร้ายองค์ชายสตีเฟ่นได้อย่างไร ไม่กลัวหรอว่าพวกเขาจะตามล่าพวกคุณ? ” เมอร์ฟี่ถามออกมาด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ

    “ ตามล่าหรอ? เอาสิถ้าหากพวกมันกล้าตามล่าพวกเราจริงๆก็ให้มันมาเลย ฉันจะรอดูว่ามีใครกล้าที่จะตามล่าพวกเราไหม? ” ไลท์พูดขึ้นด้วยรอยยิ้มที่เหยียดหยาม ราวกับว่าการตามล่าอะไรนั้นเป็นเรื่องเล็กๆสำหรับพวกเขา

    ไลท์เหลือบมองดูสตีเฟ่นก่อนที่จะโบกมือเบาๆ 

    ความเจ็บปวดทั้งหมดก็หายไปทันที 

    สตีเฟ่นและผู้ติดตามพากันหอบหายใจอย่างหนักหน่วง พวกเขาไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อนเลย เม็ดเหงื่อจำนวนมากไหลออกมาจากร่างกายนับไม่ถ้วน 

    “ นายคือองค์ชายอะไรนั้นใช่ไหม ถ้าหากเป็นองค์ชายก็ต้องรวยมากสินะ งั้นอาหารมื้อนี้นายเป็นคนจ่ายเป็นอย่างไง? ” ไลท์หันมองถามกับสตีเฟ่นที่นอนอยู่บนพื้น

    สตีเฟ่นมองไปที่ไลท์อย่างไม่เชื่อสายตาว่าไลท์จะบอกให้เขาจ่ายเงินให้กับพวกไลท์อีก แต่เขาก็ไม่กล้าที่จะปฏิเสธจึงได้แต่ตอบรับโดยดี

    “ นายเห็นแล้วนะว่าเจ้าองค์ชายสตีเฟ่นตอบรับแล้วว่าจะเป็นคนจ่ายเงินให้กับพวกฉัน ” ไลท์ยิ้มออกมา

    เมอร์ฟี่มองไปที่องค์ชายสตีเฟ่นพร้อมกับรู้สึกสงสารขึ้นมาเล็กน้อย