ตะวันคล้อยต่ำย้อมท้องฟ้าของเมืองเมฆาล่องให้กลายเป็สีส้มปนม่วง ผู้คนบนถนนสายหลักเริ่มบางตาลง ต่างเร่งฝีเท้ากลับสู่ที่พักอันอบอุ่นของตน ทว่าเฟยหลงกลับเลือกเดินสวนทางกับกระแสธารนั้น เขาไม่ได้มุ่งหน้ากลับขึ้นเขาสู่สำนักกระบี่เมฆาคล้อย แต่กลับจงใจเลี้ยวเข้าสู่ตรอกแคบๆ ที่อับแสงและไร้ผู้คน สองข้างทางคือผนังอาคารที่เก่าซอมซ่อ ส่งกลิ่นอับชื้นและเศษขยะออกมาเป็ระยะ
“หยุดอยู่ตรงนั้นแหละ เ้าหนู”
เสียงห้าวที่แหบพร่าดังขึ้นจากเงามืดเบื้องหน้า พร้อมกับการปรากฏตัวของชายฉกรรจ์ร่างกำยำสี่ห้าคน พวกเขายืนขวางทางออกของตรอกเอาไว้ ในมือแต่ละคนถือไม้พลองและมีดสั้นที่ขึ้นสนิม แววตาที่มองมานั้นเต็มไปด้วยความละโมบและไม่เป็มิตร
ชายผู้เป็หัวหน้าซึ่งมีร่างใหญ่โตที่สุดและมีรอยแผลเป็พาดผ่านคิ้ว ก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว ควงไม้พลองในมือไปมาอย่างโอ้อวด “ดูท่าเ้าคงไม่ใช่คนแถวนี้สินะ ถึงได้โง่พอที่จะเดินเข้ามาในตรอกของพวกข้า...ไอ้หนู มีเงินติดตัวมาเท่าไหร่ ส่งมาให้หมดซะดีๆ แล้วพวกข้าจะยอมปล่อยให้เ้าเดินกลับไปอย่างครบสามสิบสอง”
เฟยหลงหยุดนิ่ง เขากวาดสายตามองกลุ่มคนตรงหน้าราวกับกำลังประเมินสินค้าชิ้นหนึ่ง ใบหน้าของเขายังคงเรียบเฉย ไม่ได้แสดงความหวาดกลัวออกมาแม้แต่น้อย “พวกเ้าเป็ใครกัน?”
“ฮ่าๆๆ! มันยังกล้าถามอีก!” ชายอีกคนหัวเราะลั่น “พวกเราคือ ‘แก๊งพยัคฆ์’ แห่งเมืองเมฆาล่อง! ข้าคือ ‘ต้าหู่’ หัวหน้าแก๊ง! เด็กน้อยอย่างเ้าไม่เคยได้ยินชื่อเสียงของพวกข้ารึไง?”
“ไม่เคย” เฟยหลงตอบสั้นๆ “แต่ข้าเคยได้ยินว่า สุนัขที่เห่าเสียงดังมักจะไม่กัด”
คำพูดนั้นทำให้รอยยิ้มของต้าหู่แข็งค้างไปทันที “ว่ายังไงนะ! ไอ้เด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม! เ้ากล้าด่าพวกข้าว่าเป็สุนัขรึ! ดูท่าเ้าคงจะเบื่อชีวิตแล้วสินะ! พี่น้อง จัดการมัน! แต่อย่าให้ถึงตายล่ะ เดี๋ยวจะไม่มีแรงบอกว่าซ่อนเงินไว้ที่ไหน!”
สิ้นเสียงคำราม เหล่าอันธพาลก็กรูเข้าใส่เฟยหลงจากทุกทิศทาง ไม้พลองในมือหวดแหวกอากาศจนเกิดเสียงหวีดหวิว หมายจะฟาดลงบนร่างที่ดูบอบบางนั้นให้ล้มลงไปกองกับพื้น
เฟยหลงถอนหายใจเบาๆ ราวกับกำลังเบื่อหน่ายกับละครฉากเดิมๆ เขาไม่ได้โคจรลมปราณ ไม่ได้ใช้พลังระดับก่อกำเนิดที่ซ่อนเร้นไว้แม้แต่น้อย เขาเพียงแค่ขยับตัว...
วินาทีที่ไม้พลองของคนแรกกำลังจะฟาดถึงศีรษะ เขาเพียงแค่เอียงคอหลบอย่างเฉียดฉิว พร้อมกับก้าวเท้าเข้าไปประชิดตัวในองศาที่อีกฝ่ายมองไม่เห็น มือซ้ายของเขาตบเบาๆ ที่ข้อพับแขนของมัน ทำลายจังหวะการโจมตีจนเสียหลัก ส่วนมือขวาก็ใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางจิ้มเข้าไปที่จุดใต้รักแร้
“อ๊ะ!” อันธพาลคนนั้นร้องออกมาด้วยความเจ็บแปลบ แขนทั้งข้างของเขาชาจนไร้ความรู้สึก ไม้พลองร่วงหล่นลงกระทบพื้นเสียงดัง *แกร๊ง!*
ก่อนที่คนที่สองจะทันได้ตั้งตัว เฟยหลงก็หมุนตัวราวกับใบไม้ที่ลอยตามลม สันมือของเขาฟาดเข้าไปที่ลำคอของอีกคนอย่างแม่นยำ ไม่แรงพอที่จะทำให้ตาย แต่ก็หนักพอที่จะทำให้สลบไปในทันที
คนที่สามและสี่เห็นพรรคพวกของตนล้มลงอย่างง่ายดายก็ถึงกับชะงักด้วยความใ แต่ความลังเลเพียงชั่วพริบตานั้นก็คือโอกาสทองสำหรับเฟยหลง เขาทะยานร่างเข้าใส่ราวกับเงา ใช้ทักษะการต่อสู้จากโลกเก่าที่เน้นความเร็ว ประสิทธิภาพ และการโจมตีจุดอ่อนของร่างกายมนุษย์อย่างสมบูรณ์แบบ เข่ากระแทกเข้าที่ชายโครง ศอกฟาดเข้าที่ท้ายทอย สันเท้าเตะตัดเข้าที่ข้อพับ...ทุกการเคลื่อนไหวเรียบง่ายแต่ถึงตาย!
เวลาผ่านไปไม่ถึงสิบลมหายใจ อันธพาลสี่คนก็นอนกองอยู่บนพื้น บ้างก็สลบไสล บ้างก็ร้องโอดโอยด้วยความเ็ปจนลุกไม่ขึ้น เหลือเพียงต้าหู่ที่ยืนอ้าปากค้าง ตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาปเป็หิน เขาไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้น เด็กหนุ่มที่ดูอ่อนแอตรงหน้ากลับจัดการลูกน้องฝีมือดีของเขาลงได้อย่างง่ายดายโดยที่เขาแทบมองไม่ทัน!
“นี่...นี่มันวิชาอะไรกัน?” ต้าหู่ถามเสียงสั่น เขาไม่เคยเห็นเพลงยุทธ์แบบนี้มาก่อน มันไม่มีแสงสีของลมปราณ ไม่มีการตวาดประกาศชื่อท่า แต่กลับอันตรายและน่าพรั่นพรึงยิ่งกว่าเพลงกระบี่ของพวกศิษย์สำนักใหญ่เสียอีก
“วิชาเอาตัวรอด” เฟยหลงตอบเรียบๆ พลางเดินเข้ามาหาต้าหู่อย่างช้าๆ “ตอนนี้...ถึงตาเ้าแล้ว จะยอมส่งเงินมาให้ข้าดีๆ หรือจะให้ข้าต้องลงมือ?”
ต้าหู่ถอยหลังไปหนึ่งก้าว เหงื่อกาฬไหลท่วมหน้าผาก สัญชาตญาณบอกเขาว่าชายหนุ่มตรงหน้าไม่ใช่คนที่เขาจะสามารถต่อกรได้ “ทะ...ท่าน...ท่านเป็ใครกันแน่? ท่านไม่ใช่นักท่องเที่ยวธรรมดาแน่ๆ”
“ข้าเป็ใครไม่สำคัญ” เฟยหลงหยุดยืนอยู่ตรงหน้าต้าหู่ แววตาของเขาเย็นะเืและลุ่มลึกราวกับบ่อน้ำไร้ก้นบึ้ง “ที่สำคัญคือ...ข้ากำลังจะมอบโอกาสให้เ้า...โอกาสที่จะได้ทำอะไรที่มันยิ่งใหญ่กว่าการเป็แค่นักเลงปลายแถวคอยรีดไถเงินชาวบ้านไปวันๆ”
“โอกาส? โอกาสอะไร?” ต้าหู่ถามอย่างไม่เข้าใจ แต่ก็ไม่กล้าขยับหนี
“ข้าจะให้เงินเ้า...มากกว่าที่เ้ารีดไถมาทั้งชีวิตเสียอีก” เฟยหลงกล่าว “แต่เ้าต้องทำงานให้ข้า”
“ทำงาน? งานอะไร?”
“ข้า้าตาและหู...ข้า้ารู้ทุกเื่ที่เกิดขึ้นในเมืองเมฆาล่องแห่งนี้” เฟยหลงอธิบาย “ั้แ่เื่ที่คนเขาซุบซิบนินทากันในโรงเตี๊ยม...ไปจนถึงเื่ที่พวกขุนนางวางแผนกันในจวน...เื่ที่พ่อค้าทะเลาะกันในตลาด...เื่ที่ตระกูลใหญ่ขัดแย้งกัน...หรือแม้แต่เื่ที่สุนัขบ้านไหนตกลูกกี่ตัว...ข้า้ารู้ทุกอย่าง ไม่ว่าเื่นั้นจะเล็กน้อยหรือไร้สาระแค่ไหนก็ตาม”
ต้าหู่ขมวดคิ้วด้วยความงุนงง “ท่าน...ท่านจะรู้เื่พวกนั้นไปทำไม? มันจะมีประโยชน์อะไรกัน?”
“นั่นไม่ใช่เื่ที่เ้าต้องรู้” เฟยหลงกล่าวเสียงเย็น “หน้าที่ของเ้าคือรวบรวมข้อมูลทั้งหมดมาให้ข้า แล้วข้าจะเปลี่ยนข้อมูลพวกนั้นให้กลายเป็เงินทองและอำนาจเอง...ว่าอย่างไรล่ะ ต้าหู่? เ้าจะเลือกเป็ ‘พยัคฆ์’ ที่คอยไล่กัดเศษเนื้อข้างถนนต่อไป...หรือจะเลือกเป็กรงเล็บของัที่ซ่อนกายอยู่ในเงามืด?”
แววตาของต้าหู่ฉายแววสับสนและลังเล เขามองไปยังลูกน้องที่นอนกองอยู่บนพื้น แล้วหันกลับมามองเด็กหนุ่มตรงหน้าอีกครั้ง แม้ว่าอีกฝ่ายจะดูบอบบางและอายุน้อยกว่าเขามาก แต่แรงกดดันที่มองไม่เห็นซึ่งแผ่ออกมาจากร่างนั้นกลับทำให้เขารู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่ต่อหน้าพญามัจจุราช
“แล้ว...แล้วข้าจะเชื่อใจท่านได้อย่างไร? ท่านอาจจะหลอกใช้พวกข้าแล้วฆ่าทิ้งก็ได้”
เฟยหลงหัวเราะเบาๆ ในลำคอ “ถ้าข้าอยากจะฆ่าพวกเ้า...พวกเ้าคงตายไปั้แ่นาทีแรกที่คิดจะปล้นข้าแล้ว...ต้าหู่ ข้าไม่ได้ให้ทางเลือกเ้ามากนักหรอกนะ”
เขาหยิบถุงเงินใบเล็กออกมาจากแขนเสื้อแล้วโยนลงบนพื้นเบื้องหน้าต้าหู่ เสียงเหรียญกระทบกันดังกังวานในความเงียบของตรอก
“ในนั้นมีอยู่สิบตำลึงเงิน” เฟยหลงกล่าว “เอาไปใช้เป็ทุนรวบรวมพรรคพวก...ไปผูกมิตรกับขอทาน พ่อค้าเร่ เด็กเสิร์ฟในโรงเตี๊ยม หรือใครก็ได้ที่สามารถให้ข้อมูลแก่เ้าได้ ทำให้พวกเขาเป็สายข่าวของเ้าซะ แล้วอีกเจ็ดวัน ข้าจะกลับมาที่นี่อีกครั้งในเวลาเดิม...ข้า้ารายงานฉบับแรก”
ต้าหู่อ้าปากค้างเมื่อได้ยินคำว่า “สิบตำลึงเงิน!” เงินจำนวนนี้มากพอที่เขาจะใช้ชีวิตอย่างสุขสบายไปได้หลายเดือน! นี่มันมากกว่าเงินที่เขารีดไถมาทั้งปีเสียอีก!
“ท่าน...ท่านให้ข้าจริงๆ หรือ?”
“ข้าไม่ชอบพูดซ้ำ” เฟยหลงกล่าว “นี่เป็แค่เงินมัดจำ หากเ้าทำงานได้ดี...เงินจะมีให้เ้าใช้อย่างไม่ขาดมือ แต่ถ้าเ้าคิดจะหักหลังหรือเอาเงินนี่หนีไปล่ะก็...”
เขาเว้นจังหวะไปชั่วครู่ ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็นจนถึงขั้วหัวใจ “...ต้าหู่ ข้าขอเตือนเ้าไว้อย่างหนึ่งนะ...บนโลกใบนี้ ไม่มีที่ไหนที่เ้าจะหนีข้าพ้น”
สิ้นคำพูดนั้น เขาก็หมุนตัวเดินจากไปอย่างเงียบเชียบ ร่างของเขาค่อยๆ กลืนหายไปกับเงามืดที่ปลายตรอกราวกับไม่เคยมีตัวตนอยู่ตรงนั้นมาก่อน ทิ้งให้ต้าหู่นั่งคุกเข่าลงกับพื้น มือสั่นเทาขณะที่เอื้อมไปหยิบถุงเงินที่หนักอึ้งขึ้นมา
“นี่ข้า...ฝันไปรึเปล่า...” เขากระซิบกับตัวเอง ก่อนจะกำถุงเงินนั้นไว้แน่นราวกับเป็สมบัติล้ำค่าที่สุดในชีวิต แววตาของเขาเปลี่ยนจากความหวาดกลัวเป็ความมุ่งมั่นและความตื่นเต้นอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
“หัวหน้า...พวกเราจะทำยังไงกันดี?” ลูกน้องคนหนึ่งที่พอจะขยับตัวได้คลานเข้ามาถามเสียงอ่อย
ต้าหู่หันไปมองลูกน้องของตน ก่อนจะแสยะยิ้มออกมาอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน “ทำยังไงรึ? ก็ทำตามที่ ‘นายท่าน’ สั่งน่ะสิ!”
เขาเทเหรียญเงินออกมาหนึ่งกำมือแล้วโยนให้ลูกน้องคนนั้น “เอาเงินนี่ไป! ไปซื้อเหล้าดีๆ กับยามาให้พวกเรา! แล้วพรุ่งนี้เช้า...เรามีงานใหญ่ต้องทำกันแล้ว!”
“งาน...งานอะไรขอรับหัวหน้า?”
ต้าหู่หัวเราะลั่น เสียงหัวเราะของเขาก้องกังวานไปทั่วตรอกมรณะแห่งนั้น “จากนี้ไป...แก๊งพยัคฆ์จะไม่มีอีกแล้ว! พวกเรา...คือจุดเริ่มต้นขององค์กรใหม่! องค์กรที่จะสั่นะเืไปทั่วทั้งเมืองเมฆาล่อง!”
ในขณะเดียวกัน เฟยหลงที่เดินออกมาสู่ถนนสายหลักแล้วก็เงยหน้าขึ้นมองดวงจันทร์เสี้ยวที่ลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้ายามราตรี เขายกยิ้มที่มุมปากอย่างพึงพอใจ
“หมากตัวแรกถูกวางลงบนกระดานแล้ว...” เขากระซิบกับสายลม
“จากนี้ไป...ทุกความลับ ทุกการเคลื่อนไหวในโลกใบนี้...จะอยู่ภายใต้การจับจ้องของข้า...ภายใต้องค์กรที่มีชื่อว่า...‘หอจันทรา’”