“หอร้างคณะวนศาสตร์… มึงเคยได้ยินไหม”
“ไม่มีใครอยู่มาตั้งหลายปีแล้ว แต่บางคืนยังมีคนเห็นเงาใครบางคนยืนอยู่ตรงระเบียงชั้นบนสุด โดยเฉพาะตอนฝนตก”
“หอนั่นสร้างเสร็จปี 2538 วันเดียวกับที่เกิดสุริยุปราคาเต็มดวงทั่วภาคเหนือ ฟ้ามืดตอนเที่ยงตรง มันไม่ใช่เื่บังเอิญแน่ ๆ”
“แต่เปิดใช้ได้แค่ 15 ปี อยู่ดี ๆ ก็ปิดตัวลง ไม่มีประกาศ ไม่มีเหตุผล มีแค่ข่าวลือว่าเด็กบางคนหายไป”
“ตอนก่อสร้าง มีข่าวลือว่าคนงานตกจากชั้นบน แต่หาศพไม่เจอ ไม่มีรายงาน ไม่มีแม้แต่ข่าวในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น”
“ตอนปี 2554 มีเด็กปีหนึ่งจากคณะเดียวกัน แอบปีนขึ้นไปถ่ายคลิปกับเพื่อน หายไปสองวัน กลับมาไม่พูดอะไร เอาแต่นั่งจ้องหน้าต่างทั้งคืน”
“รุ่นพี่ที่เคยพักอยู่ชั้นหก ก็ตกลงมาเสียชีวิต แต่ชื่อเธอกลับไม่ปรากฏในบันทึกของหอ ไม่อยู่ในทะเบียนนิสิตด้วยซ้ำ”
หอพักร้างหลังนั้น ไม่ได้ตั้งอยู่ในมหาวิทยาลัยหลัก แต่แยกออกไปกว่า 10 กิโลเมตร ลึกเข้าไปในเขตป่าสงวนของคณะวนศาสตร์ ทางที่เข้ายังเป็ทางลูกรังคดเคี้ยว มีป้ายผุ ๆ ที่แทบอ่านไม่ออกว่า “หอพักวิจัยพิเศษ”
คนในมหาวิทยาลัยเรียกมันติดปากว่า “หอผีป่า”
และข่าวลือเหล่านี้ยังถูกเล่าต่อผ่านกลุ่มเฟซบุ๊กเก่า กระทู้พันทิปชื่อแปลก ๆ และแชตหลุดของรุ่นพี่
“มันไม่ได้ไม่มีชั้นเก้า แต่มึงไม่ควรเห็นมันต่างหาก”
่ปลายเทอม ฝนเริ่มตกบาง ๆ ในมหาวิทยาลัย ภคิน หนุ่มเงียบจากกรุงเทพฯ นั่งนิ่งอยู่ริมหน้าต่างของโรงอาหาร จ้องฝนพรำข้างนอกโดยไม่พูดอะไร เต้ เพื่อนสายฮานั่งข้าง ๆ ยกน้ำขึ้นจิบ แล้วหันไปหาเพื่อนทั้งกลุ่ม
“สรุปนะ พรุ่งนี้เช้าไปบ้านยายต๊ะกัน เตรียมตัวให้พร้อม มึงอย่าลืมของกินนะเต้ ไม่ใช่หิวแล้วโวย” ฝนพูดพลางเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋าอย่างมั่นใจ
“ของกินไม่ลืม แต่ของไล่ผีขอพกไปด้วยเหอะ… กูรู้สึกไม่ดีไงไม่รู้” เต้บ่น หน้าเริ่มซีดเล็กน้อย “บ้านป่าเขาแบบนี้แม่ง… มักมีอะไรแปลก ๆ”
“เต้ มึงกลัวจนยังไม่ทันออกเดินทางเลยเหรอ?” ปิ่น สาวสายวิทย์ผู้ไม่เชื่อสิ่งที่จับต้องไม่ได้ ถามพลางหัวเราะ “ถ้ามึงกลัวขนาดนี้ มึงก็หาข้อมูลดินฟ้าอากาศก่อนเลยว่าทำไมป่ามันถึงเย็นผิดปกติ”
“ปิ่น มึงจะอธิบายิญญาด้วยฟิสิกส์ใช่มั้ย?” มุกแทรกขึ้นมากลั้วหัวเราะ “พรุ่งนี้ถ้าได้กลิ่นธูปตอนตีสาม กูจะปลุกมึงมากราบขอสูตรเคมีจากผีเลย”
“งั้นมึงเตรียมธูปไปด้วยดิ จะได้สมจริง” เต้ยิ่งหน้าซีด “กูจะไม่เอาผ้าม่านพันตัวเดินกลางคืนแน่นอนนะ กูกลัวโดนเข้าใจผิดว่าเป็อะไร”
ฝนลอบมองภคินที่ยังเงียบอยู่ ก่อนจะถามขึ้น “แล้วภคินล่ะ คิดยังไง?”
“แค่ไปเปลี่ยนบรรยากาศ ไม่เห็นจะมีอะไรน่ากลัว” เขาตอบเรียบ ๆ โดยไม่เงยหน้าจากหนังสือกฎหมายที่อ่านอยู่
“แน่ใจนะคะคุณนักกฎหมาย ว่าความจริงกับความเชื่อมันไม่เคยทับซ้อนกัน” ฝนแกล้งถามยิ้ม ๆ
ภคินยกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แต่ไม่ตอบ
เช้าวันรุ่งขึ้น พวกเขาออกเดินทางโดยเหมารถสองแถวคันใหญ่ วิ่งลัดเลาะไปตามถนนเล็ก ๆ ที่ค่อย ๆ แคบลง กลายเป็ทางลูกรังสองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้สูง
“แม่งโคลงแรงจนกูจะอ้วก… ใครมีหมากฝรั่งบ้าง?” เต้ร้องลั่น
“กินไปก็ไม่ช่วยหรอกมึง หายใจเข้าลึก ๆ” ปิ่นตอบ ก่อนจะยื่นขวดน้ำให้
ต๊ะนั่งหน้ารถ เหลียวกลับมาบอก “อีกแป๊บก็ถึงแล้ว บ้านยายกูอยู่กลางสวน ติดป่า อากาศดี แต่กลางคืนเงียบจนได้ยินเสียงน้ำไหลเลยล่ะ”
“น้ำอะไร?” ก้องถามเสียงนิ่ง
“น้ำตกหลังบ้าน” ต๊ะตอบสั้น ๆ “ไหลอยู่ตลอดเวลาเหมือนมีทางน้ำใต้ดิน ยายกูบอกว่าอย่าเดินไปแถวนั้นกลางคืน”
“ทำไมล่ะ?” มุกถามพลางโน้มตัวมาข้างหน้า
“แกไม่เคยบอกชัด บอกแค่ว่าที่ตรงนั้นมัน 'เป็เขตของผี'” ต๊ะพูดเสียงต่ำลง
“คำว่าเขตของผีในล้านนามีอยู่จริงนะ” ก้องพยักหน้า “เขาเรียก 'เขตผีเ้าที่' หรือ 'ผีสืบสาย' พื้นที่แบบนั้น คนเฒ่าคนแก่จะไม่รบกวน”
“บ้านยายมึงเป็หมอผีเหรอ?” ฝนถามทันควัน
ต๊ะพยักหน้า “ไม่ใช่หมอผีแบบในละครหรอก แกเป็คนถือผีของหมู่บ้าน สืบสายจากแม่ คือ...แกไม่ได้ขึ้นทรงช่วยใครนานแล้ว ”
“แปลว่าแกเป็สืบทอดการเห็นผีหรอ?” ภคินถาม พลางหันมามองต๊ะตรง ๆ
“มึงใช้คำแบบนี้ก็ได้มั้ง แกไม่เคยอธิบายชัด ๆ แต่กูรู้ว่ามีบางอย่างที่คนอื่นไม่เห็น... แกเห็น” ต๊ะตอบ
เมื่อรถจอดลงหน้าบ้านไม้กลางสวนผลไม้ ภคินกับเพื่อน ๆ ก้าวลงมาด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งความตื่นเต้นกับบรรยากาศแปลกใหม่ และความอึดอัดบางอย่างที่บอกไม่ถูก อากาศเย็นเยียบล้อมรอบเหมือนหมอกบาง ๆ ปกคลุมสวนไว้
ประตูบ้านเปิดออกช้า ๆ หญิงชราร่างผอม ผมขาวขอด ผิวกร้านคล้ำจากแสงแดดแต่แววตาคมเข้ม ก้าวออกมาอย่างสงบนิ่ง ใครเห็นก็รู้ทันทีว่าแกคือ “คนเก่าแก่” ที่ผ่านอะไรมากมาย
“มาแล้วก๋า… มาตั้งหลายคนเนาะ” เสียงแหบแห้งพูดช้า ๆ ชัดถ้อยชัดคำ “เข้าบ้านก่อนเต๊อะลูกหลาน ฟ้าฝนมันบ่แน่นอน หน้านี่ผีมันตึงแซมลมได้ง่าย ๆ เน้อ”
ฝนชะงักไปเล็กน้อย มองต๊ะเหมือนจะถามว่า “ว่ายังไงนะ?”
ต๊ะยิ้มแห้ง ๆ แล้วอธิบายให้ฟัง “ยายบอกให้รีบเข้าบ้าน เพราะ่ฝนแบบนี้ ‘ผีจะมากับลม’ ได้ง่าย ยายเชื่อว่าหน้าฝนมันเป็ฤดูที่เขตผีกับโลกคนเราเบลอ ๆ กันอยู่”
เต้ยิ้มเจื่อน “แค่เริ่มมาก็ได้กลิ่นกลัวแล้ว กูว่า…”
“มื้อค่ำนี้ ยายจะหื้อข้าวหื้อแก๋งหื้ออิ่มหนำ” ยายพูดต่อ “แต่ขออย่างเดียวเน้อ… บ่ะไผ๋ไปย่ำแถวห้างหลังบ้าน ตอนค่ำคืนนิ”
“เดี๋ยว กูขอแปล” ต๊ะยกมือขัดขึ้นเบา ๆ ก่อนจะหันไปทางเพื่อน “ยายบอกว่าเย็นนี้จะทำกับข้าวให้พวกเรากินอิ่ม ๆ แต่มีข้อแม้เดียว ห้ามใครไปเดินหลังบ้าน่ค่ำคืน”
“เพราะอะไร?” ปิ่นถามทันที
ยายเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดช้า ๆ พร้อมจ้องไปยังกลุ่มพวกเขา
“ที่หลังบ้านนั่น มันเป๋น ‘แนวเขตของผีปู่เ้าล้านนา’ มีต้นก้ามปูเฒ่าตั้งมาหลายร้อยปี ผีเก่าผีแก่เขาอยู่มาเนิ่นนาน อีหยังมันเคยอยู่อย่างใด ก็หื้ออยู่จ๋นหั้น อย่าได้ไปรบกวนเน้อ”
“ยายบอกว่า... ตรงหลังบ้านเป็แนวเขตของผีปู่เ้า” ต๊ะอธิบายเสียงเรียบ “คือดวงิญญาเก่าแก่ที่อยู่มาก่อนเราหลายร้อยปี เป็ผีที่ผูกพันกับแผ่นดิน พวกแกไม่ได้มีเ้าของเป็คน แต่พื้นที่นั้นคือของเขา อย่าเหยียบย่ำเด็ดขาด”
“แล้วถ้าเผลอไปล่ะ?” มุกถามเสียงเบา
ยายไม่ตอบตรง ๆ แต่พูดเพียงว่า...
“ผีหลวงบ่ได้หื้อความตาย… แต่หื้อเงาหื้อกลิ่น หื้อฝัน หื้อเงาเข้าหลังคา ถ้าบ่รักษาคำ ฮ้องตั๋วใด บ่มีไผได้ยินเน้อ…”
“ฟังแบบนี้กูกลับบ้านเลยได้ไหม?” เต้พึมพำ
“ใจเย็นเต้” ฝนว่า “อาจเป็คำเตือนธรรมดาเหมือนผู้ใหญ่เตือนเด็กก็ได้”
ภคินมองยายเงียบ ๆ เขารู้สึกว่าคำพูดของหญิงชราไม่ใช่แค่ตำนาน หากแต่คือ “คำเตือนจริง” จากคนที่เห็นมากกว่าที่ตาเห็น
ยายจ้องมาทางเขาแล้วพูดช้า ๆ เป็คำเหนือชัดเจน
“ลูกเต้าไผบ่ฮู้… แต่แววตาเ้า มันมีหื้อเงาอยู่เน้อ บ่ใช่เงาคน... แต่เป็เงาหื้อหลบ หื้อซ่อน หื้อรอ”
“ยายพูดอะไรนะ?” มุกหันมาถามทันที
“ยายหมายถึงภคิน…” ต๊ะแปลช้า ๆ “บอกว่าตาเขามีเงาบางอย่างอยู่ เงาที่ไม่ใช่เงาของคน…”
ความเงียบเข้าปกคลุมทันที เหมือนทุกเสียงในสวนหยุดลง
ภคินไม่พูดอะไร แต่หางตาของเขา… ราวกับเหลือบไปเห็นบางอย่างกำลังมองมาอยู่ “ตรงน้ำตกหลังบ้าน” ในเงาไม้
“มีอะไรหรือเปล่า?” ฝนเอ่ยถามเบา ๆ เมื่อเห็นภคินหันขวับไปมองหลังบ้าน
“...เปล่า” เขาส่ายหน้า แต่สายตายังจับจ้องอยู่ที่เดิม
ต๊ะเดินเข้าไปใกล้แล้วพูดเบา ๆ “ตรงนั้นมันคือน้ำตกโบราณ ยายเคยบอกว่า… ผีเ้าแถวนั้นมักปรากฏตัวทางเงาน้ำ เงาไม้ ยิ่งเวลาเย็น ๆ แบบนี้ ต้องหลบตา อย่าจ้องนาน”
เต้หัวเราะฝืด ๆ “แล้วมึงบอกกูทำไมเนี่ย กูจ้องไปเต็มตาแล้วโว้ย!”
“บ่ะเต้ บะไปพูดล้อเล่นล้อแหลกเน้อ” ยายหันมามองเขาด้วยสายตาดุ “ผีเขาได้ยินได้ฟังเตื้อ บะได้ลืมเหมือนคนเน้อ”
“ยายบอกว่าอย่าพูดเล่นกับผี” ต๊ะแปลเสริม “เพราะผีไม่ลืมคำพูดเราเหมือนคน…”
ปิ่นที่นั่งฟังเงียบ ๆ มาตลอด เริ่มถามขึ้นบ้าง “แต่ถ้านั่นคือแค่เื่เล่าเฉย ๆ ล่ะ? ไม่มีหลักฐานวิทยาศาสตร์เลยว่าผีจะมาจริง ๆ”
ยายหันมามองปิ่นนานกว่าปกติ ก่อนพูดเนิบช้า
“หื้อวิทยาศาสตร์มันฮู้เื่ผี มันก็ต้องฮู้เื่ิญญา… แต่ิญญามันบ่ได้อยู่ในกล้อง หรือในแล็บ มันอยู่ในใจคน อยู่ในที่คนบ่กล้าเข้า อยู่ในความเงียบ”
ต๊ะถอนหายใจเบา ๆ แล้วแปลให้เพื่อน ๆ ฟัง “ยายบอกว่า วิทยาศาสตร์อาจจะไม่เข้าใจเื่ิญญา เพราะมันจับต้องไม่ได้ แต่มันมีอยู่จริงในใจคน… อยู่ในที่เงียบ ๆ ที่คนไม่กล้าเข้าไป”
“คนอย่างมุกนะ?” มุกยักไหล่ “ถ้าเขาไม่กลัว แถมยังอยากเจอด้วยล่ะ?”เต้พูดเสริม
ยายหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“คนบ่กลัวผี เปิ้นบ่ได้มีบุญกว่านักดอก... แต่บางเตื้อ เปิ้นมีกรรมมากกว่าคนอื่นต่างหาก”
ต๊ะหน้าเครียดแล้วแปลทันที “ยายบอกว่า คนไม่กลัวผี ไม่ได้แปลว่าเก่งกว่า... แต่อาจจะ ‘มีกรรม’ มากกว่า เลยไม่กลัว”
ทุกคนเงียบไปพักใหญ่...
“แต่ถึงจะมีผีหรือไม่มี” ฝนพูดขึ้น พลางเดินเข้าไปใกล้ภคิน “ฉันเชื่อในคำเตือนของคุณยาย”
ภคินมองหน้าเธอครู่หนึ่ง “...เธอเชื่อเื่แบบนี้เหรอ?”
“มากพอ… ที่จะไม่ล้อเล่นกับมัน” เธอยิ้มเจื่อน ๆ แล้วพูดต่อ “ยิ่งมีคนอย่างต๊ะกับยายแบบนี้ ฉันจะไม่เสี่ยงทำอะไรโง่ ๆ แน่”
“ก็ดีแล้ว” ต๊ะเสริมทันควัน “ที่นี่… ไม่ใช่ที่เล่น มันมี ‘เขตต้องห้าม’ จริง ๆ ถึงยายจะไม่ว่า แต่ถ้าพวกผีเขาว่า เราก็ช่วยอะไรกันไม่ได้แล้วละ”
“เหรอ… งั้นคืนนี้อย่ามีใครเดินละเมอนะเว้ย” เต้ยิ้มฝืด “กูขอกอดกระเป๋านอนเลยละกัน”
“หันหน้าเข้าหากันไว้ดีที่สุด” ก้องพูดขึ้นครั้งแรกั้แ่เข้าบ้าน “จะได้รู้ว่า ถ้ามีใครหันไปผิดทิศ… อาจไม่ใช่พวกเรา”
คำพูดนั้นทำเอาทุกคนหันมามองก้องทันที
“อะไรของมึงเนี่ยก้อง…” เต้เบิกตากว้าง
“แค่เตือนเฉย ๆ” ก้องพูดนิ่ง ๆ แล้วเดินเข้าบ้านไปก่อนคนแรก
ต๊ะมองตามเพื่อนแล้วถอนหายใจ ก่อนหันไปพูดกับยายเบา ๆ เป็คำเมือง
“ยาย คืนนี้เขาจะเงียบดีบ่?”
หญิงชรานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“เงียบ จนได้ยินเสียงลมหายใจผีเ้าเลยละลูกเอ้ย”
กลางคืน หลังมื้ออาหาร
แสงไฟจากหลอดนีออนดวงเดียวในห้องนั่งเล่นสว่างสลัวพอให้เห็นใบหน้าของทุกคนที่นั่งล้อมวงกันบนเสื่อปูพื้น บ้านไม้หลังเก่ารอบด้านเงียบสนิท มีเพียงเสียงจักจั่นและเสียงลมแ่ ๆ ที่พัดมากระทบหน้าต่าง
“อิ่มจนจะคลาน” เต้บ่นพลางลูบท้อง “แต่มื้อเย็นยายเองคือสุดว่ะ ข้าวเหนียวกับแกงฮังเลคือของจริง”
“แต่เหมือนแกงมีอะไรแปลก ๆ ว่ะ” มุกกระซิบ “กลิ่นเหมือน...มีอะไรคลุกรวมไปด้วยที่เราไม่รู้”
ต๊ะหัวเราะเบา ๆ “ของป่าครับยายชอบใส่ของหายาก บางทีอาจจะเป็ใบไม้โบราณหรือพวกสมุนไพรที่พวกเรารู้จักชื่อก็ไม่หมดหรอก”
“สมุนไพรหรือกระดูกอะไรหรือเปล่า?” เต้ทำหน้าเลิ่กลั่ก
“บ่ใช้เน้อ เครื่องแกงก็ซื้อจากกาดนี้ละ”ยายที่นั่งอยู่ข้างเสาห้องหัวเราะแห้ง ๆ แล้วเริ่มเล่าเสียงแ่เบา
“นานมาแล้ว... ก่อนจะมีบ้านเป็หลัง ก่อนจะมีทางรถ ผ่านมาแถวนี้ บ้านเฮาก็บ่มีไฟฟ้า บ่มีน้ำประปา มีแต่แสงตะเกียงกับเสียงหื้อร้องของป่า...”
ต๊ะเสริมเบา ๆ “ยายกำลังเล่าเื่ ‘คืนนั้น’ ที่ใครในหมู่บ้านก็ยังไม่ลืมครับ”
ทุกคนหันมาฟังอย่างเงียบ ๆ
“มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง หายไปตอนค่ำวันพระใหญ่ ไม่มีใผฮู้ว่าไปไหน หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ จนได้เจอกับรอยตีนเปื้อนโคลน เดินไปทางก้ามปูเฒ่าหลังบ้าน...”
ยายหยุดเล็กน้อยแล้วกวาดตามองทุกคน
“…บ่มีไผเจอศพน้องเลยจนวันนี้ แต่มีคนได้กลิ่นดินเปียกกับเสียงคนฮ้องไห้แ่ ๆ ตอนค่ำ ๆ… บางคนหันไปดูก็เห็นเสื้อผ้าเปื้อนโคลนห้อยอยู่บนกิ่งไม้ แล้วหายไปต่อหน้าต่อตา”
เต้กลืนน้ำลายดังเอื๊อก
ภคินนั่งฟังเงียบ ๆ แต่ในใจกลับรู้สึกเหมือนคำพูดยายไม่ได้เป็แค่นิทาน
ดึกดื่น หลังเที่ยงคืน
เวลาผ่านไปจนทุกคนแยกย้ายกันเข้านอน เสียงลมภายนอกแรงขึ้น ใบไม้กระทบหน้าต่างเป็ระยะ ฝนเปาะแปะตกลงมาเบา ๆ
ภคินสะดุ้งตื่นขึ้นเพราะได้ยินเสียงเหมือนใครเดินลากเท้าผ่านหน้าห้อง
กึก... กึก... กึก...
เขาเงี่ยหูฟังอีกครั้ง เสียงนั้นยังคงมีอยู่ ราวกับใครบางคนเดินวนอยู่นอกระเบียงไม้เก่า
จากนั้นเสียงเปิดประตูห้องด้านข้างก็ดังขึ้น...
เขาขยับลุกไปดูช้า ๆ เห็นแสงไฟมือถือจากห้องต๊ะส่องออกมา
“ต๊ะ?” เขากระซิบ
แต่เป็ “ฝน” ที่เดินโงนเงนออกมาจากห้อง เหมือนคนละเมอ
“ฝน!” เขารีบเข้าไปประคอง แต่เธอไม่รู้สึกตัวเลย สายตาเหม่อลอย
“มัน...ร้องเรียกเรา...จากใต้ดิน...” เธอพูดเบา ๆ
“อะไรนะ?” ภคินสะดุ้ง
ฝนยืนนิ่ง ก่อนจะชี้นิ้วไปทางหน้าต่าง “ใต้น้ำตกหลังบ้าน... มันมี ‘มือ’ โผล่มา...”
ทันใดนั้น เสียง “ครืดดดด...” เหมือนของหนักลากกับพื้นไม้ก็ดังมาจากชั้นล่าง ทุกคนในบ้านเริ่มตื่น บางคนเปิดประตูออกมาดูด้วยใบหน้างุนงง
“ฝนพูดอะไรออกไป?” ปิ่นถามเสียงสั่น
“เขาอาจแค่ฝันร้าย...” ต๊ะพยายามอธิบาย แต่หน้าตาเขากลับไม่แน่ใจ
มุกมองออกไปนอกหน้าต่างแล้วชะงัก
“ทุกคน... ต้นก้ามปูเฒ่ามันสั่นเอง...ไม่มีลมเลยนะ... แต่ใบไม้กลับไหว...”
พวกเขาหันมองตามกัน ก่อนจะรู้ตัวว่า ทั้งบ้านไม่มีใครกล้าหลับตาอีกเลยคืนนั้น
ทุกคนในบ้านยังคงยืนตัวแข็ง ใจสั่นกับเสียงประหลาดที่เพิ่งผ่านมา
ภคินยืนมองออกไปทางหน้าต่างบานเก่า กระจกสั่นไหวจากลมเบา ๆ จนเห็นเงาร่างสูงหนึ่งร่างยืนอยู่นอกสวนผลไม้
“...นั่นมัน...” มุกกระซิบเสียงแ่
ร่างนั้นไม่ขยับ แต่ความเย็นะเืที่แผ่ออกมาทำให้ทุกคนขนลุก
ต๊ะหยิบไฟฉายขึ้นมา ส่องไปทางร่างนั้น
แสงไฟกระทบบนใบหน้าซีดขาว ไม่มีดวงตา แต่กลับเหมือนมีแสงวาววับราวกับมีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่เื้ั
ฝนที่ยังไม่หายจากอาการละเมอ บอกเสียงเบา “ผีปู่เ้า... มาแล้ว”
เต้ที่ขวัญอ่อนถึงกับสะดุ้ง “กูบอกแล้วไง อย่ามาเล่นกันเื่ผีโว้ย!”
ปิ่นยืนตั้งสติ “เฮ้ย... นี่มันเกิดอะไรขึ้นจริง ๆ หรือเราหลอนกันหมด?”
ก้องนิ่งเงียบ ภคินกลืนน้ำลาย แล้วค่อย ๆ เอื้อมมือไปจับแขนฝน “เราต้องอยู่ด้วยกัน อย่าปล่อยให้มันแยกเรา”
ร่างผียังคงนิ่ง ยืนจ้องมาทางบ้านราวกับรอคอยบางสิ่งบางอย่าง
จู่ ๆ แสงไฟฉายที่ต๊ะถือก็ดับลงเองอย่างลึกลับ
ความมืดเข้าปกคลุมทันที เสียงลมกระโชกแรงขึ้น ใบไม้สั่นไหวจนได้ยินเสียงกรอบแกรบ
ทุกคนรีบวิ่งเข้าห้อง ประตูถูกปิดอย่างแรง
เสียงประตูบ้านปิดสนิท... และความเงียบที่
น่ากลัวก็เข้าปกคลุมทั้งหลัง
ยายก้าวออกจากบ้าน ท่ามกลางลมหนาวพัดใบไม้พลิ้วไหว
ยายเดินไปจนถึงเงาร่างผีที่ยืนอยู่ท่ามกลางสวนผลไม้ แสงจันทร์สาดลงมาเป็ประกายจาง ๆ
ยายก้มหัวต่ำลง สองมือประสานกันอย่างนอบน้อม
“ข้าเ้า… ม้าเ้าแห่งผืนแผ่นดินล้านนา ข้าน้อยขอกราบไหว้เ้าปู่เ้าผีป่า ข้าเ้าได้มาเฝ้าขอขมาลาโทษ หากหลานเหลนบ่ได้ถือคำล้อเล่น ข้าขอให้เ้าปู่โปรดเมตตา อย่าลงโทษหรือรบกวนเลยข้าเ้า”
ยายยกมือขึ้นไหว้สูงเหนือหัวอย่างเคร่งขรึม
“ข้าขอสัญญาว่า จะบอกลูกหลานหื้ออยู่ในระเบียบบ่ใจ่วาจากล่าวล่วงแก่ท่านเน้อ บ่ให้ข้าเ้าผีปู่ต้องลำบากใจ บ่ได้รบกวนเฮือนผู้ใดเน้อเ้า”
เสียงยายดังเบา ๆ แต่หนักแน่น เป็สำเนียงเหนือโบราณที่ชัดเจน
ร่างผีเงียบอยู่ในความมืด ราวกับรับรู้ถึงคำพูดนั้น
ยายเงยหน้าขึ้น แล้วยิ้มบาง ๆ ก่อนจะค่อย ๆ เดินกลับบ้านอย่างช้า ๆ
หลังยายกลับเข้าบ้าน
บรรยากาศในบ้านเงียบสงัด ทุกคนยังยืนนิ่ง จ้องมองไปยังประตูที่ยายเพิ่งปิดลง
ภคินหายใจไม่ออก รู้สึกหนักใจเกินกว่าจะพูดอะไรออกมา
มุกกัดฟันแน่น หันไปมองต๊ะ “เฮ้ย นี่มันดุกว่าที่กูคิดอีก”
ฝนพึมพำ “กูว่ามันไม่ใช่เื่เล่น ๆ แล้วล่ะคืนนี้...”
ก้องพูดเสียงเข้มเป็ภาษากลาง “บ้านนี้ไม่ใช่เื่ล้อเล่นนะทุกคน เราต้องเคารพและรอฟังคำจากยายให้ดี”
ทุกคนพยักหน้ารับรู้
ยายหันมามองกลุ่มเด็ก ๆ ช้า ๆ แล้วพูดด้วยสำเนียงเหนือแบบนุ่มนวล
“คืนนี้... เ้าอย่าฮื้อนอกห้อง ไปอยู่กับผี เขาบ่ยอมง่ายเน้อลูกหล่า”
“เ้าต้องนอนหลับสบาย ๆ ฝันดี ๆ ไว้ หื้อจิตใจเ้าแข็งแกร่งพอในมื้อหน้า พรุ่งนี้ก็พากันกลับไปเน้อ”
ยายยิ้มบาง ๆ ก่อนจะเดินขึ้นห้องช้า ๆ ประตูปิดลงเบา ๆ เหลือไว้แต่ความเงียบและความรู้สึกหนักหน่วงในใจทุกคน
ยายเดินขึ้นบันไดเสียงฝีเท้าค่อย ๆ จางลงไปกับความเงียบ
ในบ้านยังคงมีแต่ความสงัด ทุกคนยืนนิ่งไม่กล้าขยับ
เต้ถอนหายใจเฮือกใหญ่ “คืนนี้กูว่า... นอนดีกว่า ไม่ไหวแล้วเว้ย”
มุกพยักหน้า “ใช่ คืนนี้ไม่มีใครกล้านอนหรอก”
ฝนหันไปมองภคินที่ยังยืนนิ่ง มือกำแน่น “ภคิน เป็ไงบ้าง?”
ภคินยังเงียบ มือสั่นเล็กน้อย เขาเพียงพยักหน้าอย่างอ่อนแรง
ก้องเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนิ่งจริงจัง “พรุ่งนี้เราต้องกลับบ่าย อย่าลืมพักผ่อนให้เต็มที่ คืนนี้ห้ามออกไปไหนเด็ดขาดนะฝน”
ต๊ะเสริม “ทุกอย่างต้องรอฟังยายอีกทีในตอนเช้า”
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องอีกครั้ง ทุกคนต่างคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้น และสิ่งที่อาจจะยังมาไม่ถึง