โจวลั่วตื่นเต้นจนแทบคลั่ง เพราะนี่เป็ครั้งแรกในชีวิตที่เขาได้เป็พ่อคน เมื่อตั้งสติได้ เขาก็รีบอุ้มเด็กน้อยเดินเข้าไปในห้องทันที
ภายในห้อง หลินชิงหานใบหน้าซีดเซียวและกำลังหลับตาแน่น ก่อนที่นางจะลืมตาคู่สวยขึ้นเมื่อเขาก้าวเข้าไปใกล้
“ได้ลูกชายแถมยังมีรากปราณด้วย” โจวลั่วมองอีกฝ่ายด้วยสายตาอ่อนโยน
หลินชิงหานเผยรอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่งออกมา พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง “ให้ข้าดูหน่อย”
โจวลั่วยิ้มพลางวางทารกไว้ที่ข้างเตียง หลินชิงหานนอนตะแคง มองดูทารกน้อยที่ยังไม่ลืมตาอยู่ข้างกายด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรัก
“คิดชื่อไว้หรือยัง?” นางลูบศีรษะเล็ก ๆ ของทารกเบา ๆ พลางถาม
“ให้ชื่อว่าฉางอัน” โจวลั่วบอกชื่อที่เตรียมไว้ตั้งนานแล้ว เขาหวังว่าลูกชายคนแรกของเขาจะมีชีวิตที่สงบสุขมั่นคง
“เป็ชื่อที่ไพเราะมาก” หลินชิงหานชอบชื่อนี้มาก นางใช้นิ้วเขี่ยดั้งจมูกของทารกน้อยเบา ๆ “ต่อไปนี้เ้าชื่อฉางอันแล้วนะ”
ทารกน้อยขยับปากเล็กน้อยราวกับกำลังตอบรับนาง ภาพนี้ทำให้หลินชิงหานเผยรอยยิ้มออกมาอีกครั้ง
โจวลั่วมองดูแม่ลูกทั้งสองด้วยความรักใคร่ ในใจเกิดความรู้สึกที่เรียกว่า 'ความรับผิดชอบ' ขึ้นเป็ครั้งแรก ในวินาทีนี้ เขาปรารถนาอย่างยิ่งที่จะมีความแข็งแกร่งที่มากขึ้น เพื่อให้คนที่เขารักสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสงบสุขและปลอดภัย
โจวลั่วตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะต้องตั้งใจบำเพ็ญเพียร เพื่อปกป้องคนในครอบครัวทุกคนให้ได้
...
ข่าวเื่ที่หลินชิงหานให้กำเนิดทายาทที่มีรากปราณแพร่สะพัดไปทั่วตระกูลอย่างรวดเร็ว ในฐานะเขยแต่งเข้าตระกูลรุ่นแรกที่เข้าร่วมกับตระกูลหลิน เขาเป็เพียงคนเดียวในตอนนี้ที่ให้กำเนิดทายาทที่มีรากปราณ
เื่นี้ย่อมดึงดูดความสนใจจากตระกูลเป็พิเศษ เพื่อเป็การสร้างแรงจูงใจให้แก่เขยแต่งเข้าตระกูลคนอื่น ๆ ทางสายหลักถึงกับยอมผ่อนปรนกฎเป็กรณีพิเศษโดยส่งทรัพยากรบำเพ็ญเพียรจำนวนมากมาให้เขา จนทำให้เขยแต่งเข้าตระกูลคนอื่น ๆ ต่างพากันอิจฉาตาร้อน
แน่นอนว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือสิทธิ์ในการเข้าสู่แดนศักดิ์สิทธิ์ชีพจรปราณ ตามหลักการแล้ว จะได้รับรางวัลนี้ก็ต่อเมื่อมีการตั้งครรภ์เท่านั้น แต่ครั้งนี้ตระกูลเห็นชัดว่า้าส่งเสริมให้ทุกคนให้กำเนิดบุตรที่มีรากปราณมากขึ้น จึงได้กำหนดกฎเกณฑ์พิเศษขึ้นมา
ใครก็ตามที่ให้กำเนิดทายาทที่มีรากปราณหนึ่งคน จะสามารถเข้าสู่แดนศักดิ์สิทธิ์ชีพจรปราณเพื่อบำเพ็ญเพียรได้นานถึงสามเดือน เื่นี้สร้างแรงจูงใจให้กับบรรดาเขยแต่งเข้าตระกูลที่้าถีบตัวเองขึ้นไปอย่างมาก
ทว่าก็มีเขยแต่งเข้าตระกูลบางส่วนรู้สึกว่าการที่ตระกูลจัดหาแบบนี้ ก็เพื่อ้าผูกมัดพวกเขาให้ตายอยู่ที่นี่ เดิมทีที่ตกลงกันไว้คือหากให้กำเนิดทายาทที่มีรากปราณครบสี่สิบคนภายในสิบปีก็จะสามารถจากไปได้ ยามนี้การเอาของรางวัลแบบนี้ออกมาล่อใจ เห็นได้ชัดว่าเป็การถ่วงเวลาความเร็วในการมีบุตรของทุกคน
หากไม่บำเพ็ญเพียรก็จะไม่มีฐานะและอำนาจ ลูกที่เกิดมาพร์ก็จะไม่สูงนัก แต่ถ้าบำเพ็ญเพียรก็จะทำให้เสียเวลาในการมีลูก และยิ่งระดับพลังสูงขึ้น โอกาสที่จะมีลูกสำเร็จก็จะยิ่งต่ำลง
เื่นี้โจวลั่วเองก็ััได้ชัดเจน อย่างเช่นหลังจากที่เขาร่วมหอกับหลินหลานโอกาสที่จะตั้งครรภ์ก็ไม่สูงเท่า่แรก ๆ แน่นอนว่าส่วนหนึ่งเป็เพราะเขามัวแต่ยุ่งอยู่กับการหลอมโอสถและการบำเพ็ญเพียรด้วย
เื่นี้ดูเหมือนจะเป็ปัญหาที่ไร้ทางออก นอกจากเ้าจะมีพร์ที่ยอดเยี่ยมจนสามารถทำทั้งสองอย่างควบคู่กันไปได้... ทว่าสำหรับโจวลั่วแล้ว เื่เหล่านี้เป็เพียงเื่เล็กน้อย เพราะยิ่งมีลูกมากเท่าไหร่ อายุขัยของเขาก็จะยิ่งยืนยาวขึ้นเท่านั้น เขามีเวลาเหลือเฟือในการบำเพ็ญเพียร โดยไม่ต้องกังวลว่าการมีลูกจะส่งผลกระทบต่อระดับพลัง
ไม่กี่วันต่อมา โจวลั่วเดินทางไปยังคฤหาสน์โซ่วชุนอีกครั้งเพื่อรับการสั่งสอนตามปกติ
“ได้ยินว่าเ้าให้กำเนิดทายาทที่มีรากปราณให้ตระกูลแล้วหรือ?” หลินจือโซ่วมองเขาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
“เป็เพราะความเมตตาของตระกูลขอรับ” โจวลั่วตอบอย่างจริงใจ ั้แ่ที่เขาคาดเดาได้ว่าตระกูลยังไม่ยอมทุ่มเททรัพยากรปั้นเขาเป็นักหลอมโอสถอย่างเต็มที่เพราะความไม่ไว้วางใจ... ยามอยู่ต่อหน้าหลินจือโซ่ว โจวลั่วมักจะเอ่ยถึงผลประโยชน์ของตระกูลอยู่เสมอ
จุดประสงค์นั้นง่ายมาก เขา้าสื่อสารผ่านหลินจือโซ่ว เพื่อให้ตระกูลเห็นถึง 'ความจงรักภักดี' ของเขา เพื่อที่จะได้รับผลประโยชน์ที่มากขึ้น ซึ่งเห็นได้ชัดว่าแผนนี้ได้ผลดีมาก ทุกครั้งที่ได้ยินโจวลั่วพูดเช่นนี้ หลินจือโซ่วก็จะยิ้มไม่หุบ
“เ้ามีความคิดเช่นนี้ก็นับว่าดีมาก มาเถอะ ให้ข้าดูหน่อยว่ายามนี้ระดับการหลอมโอสถของเ้าเป็อย่างไรบ้างแล้ว”
โจวลั่วเดินไปยังเตาหลอมโอสถด้วยความชำนาญ ที่นั่นมีสมุนไพรเตรียมไว้พร้อมสรรพแล้ว
สองชั่วยามต่อมา อัตราการหลอมโอสถสำเร็จของเขาพุ่งสูงถึงแปดในสิบส่วนและโอกาสที่จะหลอมได้สองเม็ดในเตาเดียวก็เพิ่มขึ้นถึงห้าในสิบส่วน ความเร็วในการพัฒนาที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ทำให้หลินจือโซ่วประหลาดใจอย่างยิ่ง
หากเป็เช่นนี้ต่อไป ไม่เกินสามปี อีกฝ่ายจะต้องเลื่อนระดับเป็นักหลอมโอสถระดับหนึ่งชั้นกลางได้อย่างแน่นอน พร์โดดเด่นเช่นนี้ทั่วทั้งตระกูลหลินไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน
หลินจือโซ่วเรียกโจวลั่วเข้ามาใกล้ ๆ แล้วกล่าวด้วยสีหน้าจริงจังว่า “ผลงานของเ้าทำให้ข้าพอใจมาก ข้าตั้งใจจะพาเ้าไปร่วมงานชุมนุมโอสถปราณ”
“งานชุมนุมโอสถปราณ? ท่านลุงโซ่ว มันคืออะไรหรือขอรับ?” โจวลั่วไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน
“งานชุมนุมโอสถปราณนี้เป็สวัสดิการที่สำนักชิงหยวนประทานลงมา...” หลินจือโซ่วค่อย ๆ อธิบาย
ว่ากันว่าวิถีแห่งเซียนนั้นมีศาสตร์วิชามากมาย สำนักชิงหยวน้าขยายอิทธิพลของตนเองและเสาะหาเยาวชนที่มีพร์ ในทุก ๆ ปีจึงจะใช้ข้ออ้างเื่การเรียนรู้ศาสตร์ต่าง ๆ ให้เหล่าตระกูลผู้บำเพ็ญะสืบสายเืจัดงานชุมนุมที่เกี่ยวข้องขึ้น เพื่อคัดเลือกผู้ที่มีความสามารถเข้าสู่สำนักเพื่อศึกษาต่อ
ในบรรดางานชุมนุมทั้งหมดงานชุมนุมของสี่ศาสตร์หลักนั้นโดดเด่นที่สุด และงานชุมนุมโอสถปราณก็เป็หนึ่งในนั้น ในทุกปี สำนักชิงหยวนจะคัดเลือกนักหลอมโอสถหน้าใหม่ที่มีความสามารถจากงานชุมนุมโอสถปราณเข้าสู่สำนัก แน่นอนว่าในศาสตร์การหลอมโอสถนี้มีเยาวชนผู้มีความสามารถมากมาย ดังนั้นการแข่งขันจึงรุนแรงยิ่งนัก
การที่หลินจือโซ่วให้โจวลั่วไปร่วมงาน ไม่ได้หวังจะให้เขาเข้าสำนัก แต่เพียง้าพาเขาไปเปิดหูเปิดตาดูโลกภายนอกเท่านั้น ทว่าเมื่อคำพูดนี้เข้าหูโจวลั่วเขากลับตีความหมายไปอีกทาง
เขาลอบครุ่นคิดว่า หากตนเองสามารถแสดงฝีมือในงานชุมนุมโอสถปราณจนได้เข้าศึกษาในสำนักชิงหยวนได้ ทั้งระดับการบำเพ็ญและฐานะของเขาย่อมจะรุดหน้าขึ้นอย่างมหาศาล เมื่อเทียบกับตระกูลผู้บำเพ็ญะสืบสายเืแล้ว สำนักบำเพ็ญเซียนต่างหากที่เป็จุดมุ่งหมายที่แท้จริง
แม้ว่าจะไม่สามารถเป็ศิษย์สืบทอดของสำนักได้ในทันที แต่เพียงแค่ได้ไปเรียนรู้ในสำนักเซียนก็นับว่าเป็โชคลาภอันยิ่งใหญ่แล้ว
“ถึงตอนนั้นเ้าจะได้เห็นฝีมือการหลอมโอสถของคนรุ่นเดียวกันด้วย” หลินจือโซ่วกล่าวให้กำลังใจ
“ขอบคุณขอรับท่านลุงโซ่ว” โจวลั่วแสดงท่าทางซาบซึ้งก่อนจะแสร้งทำสีหน้าลำบากใจ “แต่ในสัญญาที่ทำไว้ข้าไม่ได้รับอนุญาตให้ออกไปข้างนอก...”
เพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขาหนีไป ตระกูลจึงให้บรรดาเขยแต่งเข้าตระกูลลงนามในสัญญา ซึ่งระบุไว้ชัดเจนว่าพวกเขาไม่สามารถออกไปจากตระกูลหลินได้
“วางใจเถอะ ข้าจะไปแจ้งกับผู้นำตระกูลให้เอง” หลินจือโซ่วกล่าวโดยไม่ลังเล
เมื่อได้ยินคำตอบเช่นนั้น โจวลั่วก็ลอบดีใจในใจ ดูเหมือนว่าความพยายามของเขาจะเริ่มเห็นผลแล้ว
การที่สามารถก้าวขาออกไปจากตระกูลหลินได้ถือเป็จุดเปลี่ยนที่สำคัญ ทว่าตามที่หลินจือโซ่วบอก งานชุมนุมโอสถปราณนี้จะจัดขึ้นในอีกครึ่งปีข้างหน้า ถือโอกาส่นี้เร่งเพิ่มความแข็งแกร่งขึ้นอีกสักนิดก็น่าจะดี
ตอนกลางคืนเมื่อกลับมาที่ลานเรือน เขาไปดูหลินชิงหานและเสี่ยวฉางอันก่อน หลังจากพูดคุยกันไม่กี่คำ เขาก็เลือกกลับไปที่ห้องของหลินหลานเพื่อไม่ให้เป็การรบกวนนาง
บ่ายวันต่อมา มีคนรับใช้คนหนึ่งมาปรากฏตัวที่หน้าประตู
“ผู้นำตระกูล้าพบข้าหรือ?” โจวลั่วแสดงสีหน้าประหลาดใจ
เขาไม่คิดเลยว่าความเร็วในการดำเนินการของหลินจือโซ่วจะสูงถึงเพียงนี้
“ขอรับ เชิญตามข้ามาเถิด” คนรับใช้พยักหน้าตอบ