ตอนที่ 16 ข้ายังเป็นต้นไม้เล็ก เป็นไม้ผุคงไม่ได้ (2)
อวี๋จือรุ่นที่นิ่งเงียบมาตลอดพลันตะลึงงันในทันที เจียวเจียวรู้เรื่องแล้ว นางรู้ว่าคำนั้นอ่านว่าอย่างไร แล้วเหตุใดนางจึงยังสงบนิ่งได้ถึงเพียงนี้ หรือว่าเป็นเพราะนางไม่รู้ความหมายแฝงของมัน
อวี๋จือรุ่นซึ่งรู้ความจริงทุกอย่างกระแอมในลำคอแล้วถามว่า “เจียวเจียว เจ้ารู้ความหมายของอักษรทั้งสองตัวนี้หรือไม่” หากเป็นไปได้ เขาหวังเหลือเกินว่าน้องสาวจะไม่เข้าใจความหมายของอักษรเหล่านั้นไปทั้งชีวิตของนาง ทว่าอย่างไรก็คงเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นเพื่อให้น้องสาวได้เตรียมใจเอาไว้ก่อน เขาจึงเตรียมที่จะบอกความจริงออกไปตรงๆ
ใครจะรู้พอเขากำลังจะเอ่ยปาก ก็พลันได้ยินเจียวเจียวกล่าวออกว่าอย่างจริงจังว่า “รู้เจ้าค่ะ ตอนเช้าพี่หญิงรองบอกข้าแล้ว ไม้ผุก็คือไม้แก่ ไม้ที่เหี่ยวเฉา มีความหมายว่า ไม้ที่เน่าเปื่อยผุพังเจ้าค่ะ” พบหน้าอีกฝ่ายแล้วยังต้องอธิบายละเอียดถึงเพียงนี้ นางจึงพูดปลอบโยนด้วยรอยยิ้มว่า “ข้ารู้ว่าพี่รองหมายถึงประโยคที่ว่าไม้ผุมิอาจแกะสลักได้ สื่อถึงผู้ซึ่งยากจะอบรมสั่งสอนให้เก่งได้ แต่ว่าเจียวเจียวเพิ่งจะอายุสิบเอ็ดปี ยังเป็นต้นไม้เล็กๆ ไม่ใช่ต้นไม้แก่มีอายุเสียหน่อย” อาจารย์คนนั้นต่างหากที่เป็นไม้แก่ใกล้เหี่ยวเฉา
มองดูน้องสาวผู้ซึ่งฉลาดปราดเปรื่องเช่นนี้ อวี๋จือรุ่นได้แต่รู้สึกปวดใจเหลือทน หากอี๋เหนียงไม่ละเลยเจียวเจียว หากเจียวเจียวไม่ใช่บุตรสาวสายรองที่ถูกท่านแม่เกลียดชัง น้องสาวของเขาจะโดดเด่นถึงเพียงใด
“พี่รอง ท่านยังไม่ได้บอกเลยว่าอักษรที่ข้าเขียนยังบกพร่องในจุดใด ข้าเขียนได้ดีหรือไม่เจ้าคะ” เมื่อคืนฝึกเขียนขีดพื้นฐานของตัวอักษรกว่าครึ่งค่อนคืน ดูแล้วน่าจะเขียนได้หนักแน่นกว่าช่วงเริ่มแรกอยู่ไม่น้อย แต่ก็ไม่รู้ว่าในสายตาของผู้เชี่ยวชาญแล้วจะเป็นเช่นไร บ้าจริง หากรู้เช่นนี้ชาติภพที่แล้วนางน่าจะฝึกเขียนพู่กันจีนเอาไว้ เพื่อบ่มเพาะสุนทรียภาพในจิตใจ
มองดูน้องสาวผู้อ่อนโยน อวี๋จือรุ่นซึ่งรู้สึกเจ็บปวดจนแทบน้ำตารินพลันกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “พี่รองจะดูให้เดี๋ยวนี้ อืม เส้นขีดเขียนได้หนักแน่นกว่าเมื่อวาน เจียวเจียวฉลาดมาก”
อวี๋เจียวยิ้มปนความเขินอาย แล้วจึงกล่าวต่อไปว่า “พี่รอง ข้าได้ยินน้องห้าเล่าว่า เมื่อครั้งเริ่มเรียนตำรา นางได้ศึกษา ‘คัมภีร์สามอักษร’[1] เป็นสิ่งแรก แต่ว่าตอนนี้นางศึกษาจนหมดแล้ว ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ท่านอาจารย์จะเริ่มสอนข้าบ้าง ท่านพี่รองมีคัมภีร์สามอักษรหรือไม่เจ้าคะ ข้าอยากยืมมาดูสักหน่อยเจ้าค่ะ”
อวี๋จือรุ่นก็คิดเช่นนั้น แม้เจียวเจียวจะเป็นเด็กผู้หญิง ตัวเขาเองก็มิได้คาดหวังให้นางร่ำเรียนจนมีความรู้มากถึงขั้นสอบเป็นขุนนาง แต่หากต้องแต่งออกไปเป็นนายหญิง อย่างไรก็ควรรู้เรื่องการบ้านการเรือน และดูแลบัญชีรายรับรายจ่ายในบ้านได้ อีกอย่างเจียวเจียวฉลาดหลักแหลมเช่นนี้ หญิงชั่วนางนั้นมีสิทธิ์อะไรปรามาสว่าน้องสาวของเขาเป็นไม้เน่า
เขาเก็บซ่อนความโกรธไว้ในจิตใจ พูดด้วยสีหน้านิ่งเฉยว่า “ของของพี่รองก็คือของของเจียวเจียว พวกเราพี่น้องหาต้องเอ่ยคำว่ายืมไม่ ยามบ่ายขอให้เจ้าตั้งใจเรียนให้ดี รอให้ค่ำแล้วพี่รองจะมอบให้เจ้า” น้องสาวของอวี๋จือรุ่นเขาจะเป็นผู้สอนเอง ทุกคืนออกจากเรือนไม่ยอมหลับยอมนอน เขาไม่เชื่อว่าจะไม่สามารถสอนนางให้เป็นกุลสตรีที่เพียบพร้อมได้
พี่ชายผู้นี้ก้าวเข้ามาด้วยความเศร้าโศก แต่จะก้าวออกไปด้วยความภาคภูมิ เขาคิดถี่ถ้วนดีแล้ว เขาจะแอบมาสอนตำราน้องสาวทุกคืน ขอเพียงการสอบครั้งใหญ่ปีหน้า เขาสอบผ่านได้ตำแหน่งขุนนางเล็กๆ ปีถัดไปก็จะเริ่มมองหาน้องเขย หากไม่อาจหาน้องเขยที่ดีพอได้ เช่นนั้นตนก็จะเป็นผู้เลี้ยงดูน้องสาวเอง!
พี่ชายวัยหนุ่มผู้น่าสงสารผู้นี้ ตนเองยังไม่แต่งเมีย ในหัวกลับเริ่มครุ่นคิดเรื่องน้องเขยเสียแล้ว
เชิงอรรถ
^ เป็นแบบเรียนโบราณของจีน มีเนื้อหาเกี่ยวกับหลักคำสอนความประพฤติอย่างดีงาม มีเรื่องราวเกี่ยวกับด้านภาษาวรรณคดี และประวัติศาสตร์