บทที่ 13 สั่งสอนฉินจวิ้น
จื่อเชียนเกอเล่นแส้ในมือพลางจ้องมองนิ้วของหลิวซีอวี๋อย่างเ็า “เ้าไม่อยากได้มือของเ้าแล้วหรือ?”
หลิวซีอวี๋รีบหดมือกลับไปซ่อนไว้ด้านหลัง ดวงตาที่เคยแข็งกร้าวตอนนี้เต็มไปด้วยความหวาดกลัว
แขนทั้งสองข้างของหลิวซีอวี๋ห้อยลงอย่างผิดธรรมชาติ ความเ็ปทำให้นางกลิ้งไปมาบนพื้น พลางร้องไห้คร่ำครวญขอความช่วยเหลือ
“พี่เฉิน นางหักแขนของข้า ข้าเจ็บเหลือเกิน ท่านช่วยแก้แค้นให้ข้าด้วย ฆ่านังขอทานนี่ให้ข้าที”
ฉือเฉินยืนกอดอกดูเหตุการณ์อยู่เงียบๆ เมื่อมองไปที่จื่อเชียนเกอ
แววตาของเขาก็ยิ่งฉายชัดว่าสนใจนางมากขึ้น
เขารู้ดีถึงเล่ห์เหลี่ยมของสองพี่น้องหลิวซีอวี๋ เมื่อได้ยินเสียงร้องของนาง เขาก็พูดอย่างรังเกียจ
“สมองเ้าคงจะเสื่อมไปแล้วกระมัง แขนของเ้าก็ยังอยู่ดี มันหักตรงไหน? นี่เป็สิ่งที่เ้าก่อขึ้นเองก็สมควรแล้ว”
หลิวซีอวี๋ได้ยินดังนั้นก็รู้สึกเ็ปใจจึงร้องไห้คร่ำครวญอย่างหนัก “ฮือๆ พี่เฉิน แขนของข้า ข้าเจ็บเหลือเกิน ฮือๆ”
จื่อเชียนเกอมองฉือเฉินอย่างสนใจ เด็กหนุ่มคนนี้ช่างปากร้ายเสียจริง แต่ก็น่าสนใจกว่าเ้าโง่ฉินจวิ้นมากนัก
ฉินจวิ้นยังคงยืนนิ่งอยู่ข้างๆ ตอนนี้เขาเพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองประเมินเด็กหญิงที่เตี้ยกว่าเขาคนนี้ต่ำไป
เขาแทบมองไม่ทันการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วของนางเมื่อครู่ ถ้าเขาเป็คนถูกโจมตี คงไม่พ้นถูกหักแขนเช่นกัน
ด้วยความเร็วอันน่าพิศวงเช่นนี้ นางก็สามารถหักแขนของหลิวซีอวี๋ได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องใช้พลังปราณ เมื่อคิดดูดีๆ แล้ว เขาก็เริ่มเสียใจที่ไปหาเื่นางเข้าแล้ว
จื่อเชียนเกอมองเขาด้วยสายตาเ็า “เป็อะไรไป ยืนอึ้งอยู่ได้ ยังจะสู้ต่อหรือไม่?”
ฉินจวิ้นหน้าแดงก่ำด้วยความอับอายก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก “เ้าทำร้ายซีอวี่ สกุลหลิวจะไม่ปล่อยเ้าไว้แน่ คอยดูเถอะ”
เมื่อเห็นว่าเขาไม่ตอบคำถามของเธอ ซึ่งหมายความว่าเขาไม่กล้าสู้แล้ว จื่อเชียนเกอก็มองเขาด้วยสายตาเหยียดหยาม “ขี้ขลาด! ถ้าสกุลหลิวหน้าด้านพอที่จะมาแก้แค้น ก็เชิญมาได้เลย ข้ายินดีรับมือ”
ฉินจวิ้นทนไม่ได้ที่จะถูกเด็กน้อยเรียกว่าคนขี้ขลาด เขาจึงกำดาบในมือแน่นพูดด้วยความโกรธ “เ้าว่าใครขี้ขลาด? พูดอีกครั้งสิ!”
จื่อเชียนเกอมองเขาอย่างไม่ใส่ใจ แล้วพูดตามที่เขา้าอย่างชัดถ้อยชัดคำ “ข้าบอกว่าเ้ามันขี้ขลาด เก่งแต่ปากแต่ไม่กล้าลงมือ!”
“อ๊าก! ข้าจะฆ่าเ้า!” ฉินจวิ้นชูดาบพุ่งเข้าใส่จื่อเชียนเกออย่างรวดเร็ว
จื่อเชียนเกอจับตาดูการเคลื่อนไหวของเขาอยู่ตลอดเวลา การโจมตีของเขาดูเหมือนจะรุนแรง แต่จริงๆ แล้วกลับไร้หลักการ
เธอยังคงหลบได้อย่างง่ายดาย คนผู้นี้ช่างใจร้อนจริงๆ แค่คำพูดไม่กี่คำก็ทำให้โมโหจนหัวฟัดหัวเหวี่ยงได้ง่ายๆ ไร้ประโยชน์สิ้นดี
ถ้ามีใครรู้ความคิดในใจของเธอคงจะกลอกตาใส่เธอแน่ๆ เขาก็แค่เด็กหนุ่มธรรมดาๆ คนหนึ่ง จะไปเทียบกับเธอที่มีิญญาอายุมากกว่าตั้งยี่สิบปีได้ยังไง
ฉินจวิ้นโจมตีหลายครั้งแต่ก็พลาดเป้าทุกครั้ง เขาจึงหยุดแล้วพูดด้วยความโกรธ “เ้าวิ่งหนีเป็อย่างเดียวหรือไง? เ้าคนขี้ขลาด!”
จื่อเชียนเกอลอยตัวลงมาอย่างแ่เบาตรงข้ามเขา ตอบกลับโดยที่ไม่หอบหรือหน้าแดงแม้แต่น้อย
“หรือข้าต้องยืนนิ่งๆ ให้เ้าฟัน? เ้าโง่จริงๆ หรือแกล้งโง่กันแน่ การที่ข้าวิ่งเร็วก็เป็ความสามารถอย่างหนึ่ง ถ้าเ้าแน่จริงก็ลองไล่ตามข้าให้ทันสิ ขาของเ้าก็ไม่ได้สั้นเสียหน่อย กลับวิ่งช้าเป็เต่าล้านปีไปได้”
ฉือเฉินหลุดหัวเราะออกมาเสียงดัง ทำไมเขากลับรู้สึกว่าที่นางพูดมานั้นถูกต้องทุกอย่าง?
“เ้า...เ้าต่างหากที่เป็เต่าล้านปี!”
ฉินจวิ้นโกรธจนเส้นเืที่หน้าผากปูดโปน เขาแทบจะถูกนางทำให้โมโหตายอยู่แล้วบนโลกนี้จะมีคนที่น่ารำคาญขนาดนี้ได้อย่างไร
จื่อเชียนเกอี้เีต่อปากต่อคำกับเขา จึงพูดด้วยน้ำเสียงเ็า “เ้าไล่ตามข้ามาตั้งนาน ตอนนี้ถึงตาข้าบ้างแล้ว” พูดจบเธอก็หยิบกระบี่สั้นที่เพิ่งซื้อออกมาก่อนจะเริ่มโจมตีฉินจวิ้นกลับไป
พลังปราณสีส้มจางๆ ที่ปรากฏบนร่างของเธอทำให้ทุกคนตกตะลึง หลิวซีซวงอุทานออกมาด้วยความประหลาดใจ
“นางมีระดับพลังระดับเฉิงเสวียนขั้นที่หนึ่งด้วย! นางอายุน่าจะไม่ถึงสิบขวบด้วยซ้ำนี่”
หลิวซีอวี๋ถึงกับอึ้งไป พวกนางมีระดับพลังระดับเดียวกัน แต่นางอายุยังน้อยกว่าตัวเองมาก
แต่ตัวเองกลับแพ้นางั้แ่ยังไม่ทันได้เริ่ม หนำซ้ำยังาเ็สาหัสอีกด้วย เมื่อคิดถึงจุดนี้น้ำตาก็ไหลพรากลงมาด้วยความเจ็บใจ
“เป็ไปได้ยังไงกัน? นางก็แค่ระดับเฉิงเสวียนขั้นที่หนึ่งเหมือนกัน ทำไมข้าถึงแพ้ได้อย่างยับเยินเช่นนี้?”
หลิวซีซวงมองด้วยสายตาเหยียดหยามพร้อมกับวิเคราะห์
“ความเร็วของนางสูงมากจนป้องกันได้ยาก อีกอย่างท่านประมาทความสามารถของนางจึงเปิดช่องว่างให้นางฉวยโอกาส”
เมื่อได้ยินดังนั้นหลิวซีอวี๋ก็รู้สึกว่ามันเป็เช่นนั้นจริงๆ จึงพยักหน้าเห็นด้วย “ใช่ เ้าพูดถูก นางก็แค่อาศัยความเร็วเท่านั้น ถ้าต่อสู้กันจริงๆ ข้าไม่มีทางแพ้นางแน่”
ฉือเฉินพูดอย่างเยาะเย้ย
“ความเร็วก็ถือเป็ความสามารถอย่างหนึ่ง ถึงแม้เ้าจะเตรียมตัวมาอย่างดี ก็คงสู้กับนางได้ไม่เกินสามกระบวนท่า ผลลัพธ์ก็คงไม่ต่างกัน”
หลิวซีอวี๋เม้มปากเงียบไม่พูดอะไร
หลิวซีซวงขมวดคิ้ว ไม่รู้ทำไมนางถึงไม่ชอบดวงตาของเด็กคนนี้ รู้สึกราวกับว่าความคิดและการกระทำทั้งหมดของนางถูกมองทะลุปรุโปร่ง
เมื่อได้ยินฉือเฉินยกย่องจื่อเชียนเกอ ในใจนางก็ยิ่งริษยามากขึ้น จึงแกล้งถามอย่างเนียนๆ “พี่เฉิน นางเก่งขนาดนั้นเชียวหรือเ้าคะ?”
ฉือเฉินตอบกลับอย่างเ็า “ถ้าไม่เชื่อก็คอยดูผลลัพธ์ของฉินจวิ้นก็แล้วกัน”
หลิวซีอวี๋ส่ายหน้าอย่างแรง “เป็ไปไม่ได้ ฉินจวิ้นมีระดับพลังสูงกว่านางตั้งหนึ่งขั้น ไม่มีทางแพ้นางแน่นอน
พี่เฉิน ท่านมองนางสูงเกินไปแล้ว ถึงนางจะมีพร์ แต่พลังต่อสู้ของนางคงไม่เหนือกว่าฉินจวิ้น ฉินจวิ้นเป็อัจฉริยะของสกุลฉิน ในรุ่นเดียวกันไม่มีใครเทียบเท่าเขาได้ เขาเก่งมาก”
ฉือเฉินี้เีจะสนใจนาง ในความคิดของเขาสตรีผู้นี้ก็เป็แค่คนโง่
เมื่อฉินจวิ้นเห็นระดับพลังปราณของจื่อเชียนเกอ เขาก็ใเล็กน้อย แต่พอเห็นว่านางมีระดับพลังต่ำกว่าเขาก็แอบโล่งใจ
อย่างไรก็ตาม เขาก็ไม่กล้าประมาทความเร็วอันน่าพิศวงของนาง
ดาบใหญ่ในมือของเขาเริ่มฟาดฟันอย่างสะเปะสะปะมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่ว่าเขาอ่อนแอ แต่อีกฝ่ายคล่องแคล่วเกินไปจนเขาไม่สามารถโจมตีได้ ทำได้เพียงตั้งรับเท่านั้น
จื่อเชียนเกอมองเห็นช่องโหว่ของเขา จึงแสร้งทำเป็โจมตี จากนั้นก็รวบรวมพลังปราณที่ปลายเท้า ถีบเข้าที่เอวของเขาอย่างแรงจนเขาปลิวกระเด็นออกไปไกลราวๆ 1 จั้ง
“อึก!”
ฉินจวิ้นล้มลงกับพื้นอย่างแรง เขาไม่คิดว่าตัวเองจะถูกเด็กผู้หญิงที่มีระดับพลังต่ำกว่าถีบกระเด็น
ถึงแม้จะไม่ได้รับาเ็สาหัส แต่ก็เสียหน้าอย่างมาก เขาลุกขึ้นจากพื้นอย่างรวดเร็ว มองดูเสื้อผ้าของตัวเองที่ขาดวิ่น
แขนเสื้อทั้งสองข้างขาดหาย ส่วนหน้าอกและ่ล่างก็มีรอยฉีกขาดเป็่ๆ อีกไม่กี่ครั้งก็คงได้กลายเป็ชีเปลือยแล้ว